Category: เศรษฐกิจ

  • เอกชนจับตาการเมือง ชี้ไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน! กังวลเบิกจ่ายต่ำเป้าฉุดเศรษฐกิจ

    เอกชนจับตาการเมือง ชี้ไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน! กังวลเบิกจ่ายต่ำเป้าฉุดเศรษฐกิจ

    เอกชน ติดตามสถานการณ์การเมืองใกล้ชิด ลั่นไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน มีผู้นำและ ครม. ที่มีศักยภาพ ด้าน ส.อ.ท. ห่วงเบิกจ่ายภาครัฐต่ำเป้า ฉุดศก. ชี้ความไม่แน่นอนการเมืองยิ่งยาวยิ่งไม่ดี

    3 ก.ย. 2568 – นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังฝุ่นตลบอย่างใกล้ชิด เพราะทำให้บรรยากาศการเมืองฝุ่นตลบ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ที่เผชิญแรงกดดันทั้งกำลังซื้อภายในที่หดตัว หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าจากสหรัฐ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

    “เอกชนไม่ได้ยึดติดว่าขั้วใดจะรวมเสียงได้ หรือหากต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ก็ขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และหากประเทศมีผู้นำและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีศักยภาพ สามารถประสานงานกับทุกฝ่ายได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันสร้างความชะงักงันในการเดินหน้าต่อ เพราะไม่รู้ว่าควรจะไปซ้ายหรือขวา ในแง่เอกชนพูดตลอดเวลาอยู่แล้วว่า ต้องการความชัดเจน มีรัฐบาลที่ดี ชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับต่อนานาชาติและประชาชน มีความสามารในการบริหาร เพราะตอนนี้เรายืนอยู่ในภาวะที่เจออุปสรรคเต็มไปหมด”นายพจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายใน เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการปะทะระหว่างชายแดน ทำให้หากรัฐบาลไม่เข้มแข็ง เอกชนก็เดินหน้าต่อลำบาก แม้ กกร. จะพยายามเดิมด้วยตัวเองอยู่ ผ่านการออกแพลตฟอร์มหลังจากหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนให้ไปต่อ เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการเบิกจ่ายของรัฐบาล

    อย่างไรก็ดี การเป็นรัฐบาลระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาหรือยุบสภาทันทีตอนนี้นั้น ต้องบอกว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอยู่แล้ว แต่การเป็นรัฐบาล 4 เดือนก่อนถือเป็นคำตอบทางการเมือง และเชื่อว่าเป็นคำคอบของเศรษฐกิจด้วย เพราะนโยบายระยะยาวยังต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนมากกว่านี้ ส่วนสาเหตุที่ยังคงคาดการณ์จีดีพีไว้เท่าเดิม เพราะมองว่าการส่งออกยังสามารถบวกได้ มีคำสั่งซื้อเข้ามาค่อนข้างดี แม้มีอาการช็อกเกิดขึ้นบ้าง

    รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การค้าขายแข่งกับต่างประเทศลำบาก แต่มองว่าส่งออกมีทิศทางบวกได้อยู่ และการท่องเที่ยวที่ยังพอไปได้ แม้มีนักท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดว่ายังใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 35-36 ล้านคน ซึ่งหากมีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนเข้ามามากขึ้นจะดีมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำมากเท่าที่ควร

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาวะการเมืองที่ยังไม่ลงตัวในตอนนี้ เปรียบเทียบระหว่างการยุบสภาทันทีในตอนนี้ หรือจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาทำงานในกรอบเวลา 4 เดือนจากนั้นจึงทำการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามที่พรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขไว้นั้น ประเมินว่าการทอดเวลานานมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยาวเกินไป ถือว่าไม่เป็นผลดีอยู่แล้ว ภาคเอกชนส่วนต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนมากที่สุด

    นอกจากนี้งบประมาณปี 2568 ภาครัฐยังเบิกได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมระยะเวลา 11 เดือนใกล้ครบ 1 ปีแล้ว แต่สามารถเบิกไปได้เพียง 50% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายมาก เทียบกับตัวเลขเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ประมาณ 60% ถือเป็นความกังวลว่าการเบิกจ่ายของรัฐบาลจะมีการชะงักงัน ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

    “ความสำคัญในตอนนี้คือ ภาคการค้าระหว่างชายแดน โดยเฉพาะไทยและกัมพูชา ที่ยอดการค้าสะสมติดลบ 10% และหากประเมินตัวเลขเฉพาะเดือนก.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกเหลือเพียง 370 ล้านบาท ติดลบกว่า 97% ทำให้ต้องรีบเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งทางตรง และผู้ผลิตสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเป็นที่มาของความต้องการรัฐบาลเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รออยู่” นายเกรียงไกร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการคือ เป็นคนมีความรู้ คนเก่ง และคนดี กล้าตัดสินใจในประเด็นต่างๆ เพราะมีความสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงแบบนี้ โดยไม่ว่าจะใช้เวลาก่อนเลือกตั้งใหม่ 5-6 เดือน หรือลากยาวไปเป็นปี ในช่วงระหว่างนั้น ภาคการลงทุนก็จะชะลอตัวรอดูความชัดเจนก่อน กระบวนการขับเคลื่อนแผนงานของราชการก็จะทำไปแบบชะลอลงเช่นกัน ดูทิศทางข้างหน้า ไม่ได้ทำงานในอัตราเร่งอย่างที่ควร แต่ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันต้องการการแก้ไข้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำงานตอบสนองอาจช้าเกินไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855339/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mhbENy1wrtShKy3J6KlIN

  • ภาคเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทย จ่อสุญญากาศนาน หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ…

    ภาคเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทย จ่อสุญญากาศนาน หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ…

    กกร.เตือน เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% โดยได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้ ‘กลุ่มเปราะบาง’ เพิ่มขึ้น เตือนการทอดเวลาแห่งความไม่แน่นอนออกไป ‘ไม่เป็นผลดี’ โดยหากยุบสภาตอนนี้ จะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน กว่าได้รัฐบาลใหม่ แต่ถ้ารออีก 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภา ภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจจะทอดยาว 9-10 เดือน

    วันนี้ (3 กันยายน) ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนกันยายน 2568 ประเมินว่า GDP ไทยปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% (ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนก่อนหน้า) พร้อมเตือนด้วยว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% จากปัจจัยกดดันต่างๆ รวมถึง ‘ความไม่แน่นอนทางการเมือง’

    นอกจากนี้ ผยง ยังเตือนอีกว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การชะงักงันทางเศรษฐกิจอาจจะทำให้ ‘กลุ่มเปราะบาง’ เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบไปด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะยุบสภา หรือการมีรัฐบาล 4 เดือนก่อนยุบสภา ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ “การมีรัฐบาลแค่ 4 เดือน ไม่ใช่คำตอบทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงต้องมองระยะยาวกว่านี้”

    เอกชน ‘ชอบ’ ความชัดเจนโดยเร็ว มองทอดเวลายุบสภา ‘ไม่เป็นผลดี’

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท) แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ในมุมของภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม อยากเห็นความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

    “ระหว่างการยุบสภาเลยแล้วเริ่มต้นใหม่เลย เทียบกับการรออีก 4 เดือนแล้วยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ การทอดเวลาแห่งความไม่แน่นอนให้ยาวเกินไป ‘อาจไม่เป็นผลดี’ เนื่องจากภาคเอกชนส่วนใหญ่ชอบความชัดเจน โดยเร็ว” เกรียงไกรกล่าว

    เอกชนเตือน ‘เกมยุบสภาช้า’ เศรษฐกิจไทยจ่อสุญญากาศนาน

    ดร.พจน์ และเกรียงไกร ยังกล่าวว่า หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภา การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ภายในกรอบเวลาประมาณ 45-60 วัน โดยตามสถิติการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่า จัดตั้งรัฐบาล และกระบวนการรับรองการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแล้วเสร็จ หมายความว่า โดยระหว่างนี้เศรษฐกิจก็จะชะงักไป

    “เพราะฉะนั้น หากยุบสภาตอนนี้ เราจะเสียเวลาไปประมาณ 5-6 เดือน (ครึ่งปี) แต่ถ้ากรณี บวกไปอีก 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภา จะเสียเวลาไปอย่างน้อย 9-10 เดือน” เกรียงไกรกล่าว

    ดังนั้น ไม่ว่าจะ 5-6 เดือน หรือ 9-10 เดือน นักลงทุนก็ยังคงอยู่ในภาวะ Wait and See ขณะที่การขับเคลื่อนนโยบายในภาคราชการก็ชะลอไป ไม่ถึงกับเกียร์ว่าง แต่ไม่ได้อยู่ในอัตราเร่ง

    ภาคเอกชน ‘เปิดสเปก’ นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    ดร.พจน์ กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องการรัฐบาลที่มีความชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เป็นที่ยอมรับจากไทยและนานาชาติ มีความสามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาได้ และเป็นรัฐบาลที่มีฝีมือช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

    เนื่องจากปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งภายนอกและภายใน ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งชายแดน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะที่เกรียงไกร กล่าวถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปว่า อยากได้คนที่มีความรู้ คนเก่ง คนดี และคนกล้าตัดสินใจ โดยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economy-risks-prolonged-vacuum/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NlqI-W6vIdaNAXHqim3eb

  • ยุบสภา-เปลี่ยนนายกฯ-รัฐประหาร: การเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และชีวิตคนไทยแค่ไหน

    ยุบสภา-เปลี่ยนนายกฯ-รัฐประหาร: การเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และชีวิตคนไทยแค่ไหน

    “การเมือง กับ ปากท้องไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว”

    หลายคนอาจเคยได้ยินคำทำนองนี้บ่อยๆ ยิ่งในช่วงที่นักการเมืองแบ่งพรรคแบ่งพวกแย่งชิงอำนาจ มีข่าววิ่งเต้นเพื่อจัดรัฐบาลใหม่ อาจทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและคิดว่าข่าวการเมืองพวกนี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา แต่ถ้ามาลองคิดกันดูดีๆ การเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตเราเกือบทุกด้าน เช่น ถ้ารัฐประกาศเพิ่มอัตราภาษี คนไทยที่เข้าเกณฑ์ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม, หรือรัฐจะใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ประชาชนก็อาจจ่ายเงินค่าเดินทางน้อยลง เป็นต้น

    ดังนั้น Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกกันว่า “การเมืองเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าเราแค่ไหน” 

    การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลการเงิน

    ประเด็นแรกเริ่มกันที่ “การเมือง = คนออกนโยบายทางเศรษฐกิจ” ดังนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลง ย่อมขึ้นอยู่กับคนหรือพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาจะทำนโยบายออกมาแบบไหน และมีความต่อเนื่อง “เป็นที่ประจักษ์” หรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพก็อาจทำให้ภาคธุรกิจหรือนักลงทุนไม่มั่นใจ ไม่ควักเงินลงทุน ผลคือเศรษฐกิจไทยก็จะชะลอลงและอาจพัฒนาช้ากว่าคนอื่นๆ 

    ทั้งนี้ ในด้านการลงทุนมีข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ระบุว่า เมื่อการเมืองไม่แน่นอนจะส่งผลต่อ “ความแปรปรวนของการลงทุนภาคเอกชน” ในระดับที่ค่อนข้างสูงถึง 16% ซึ่งย้ำกว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ต่างๆ ทางการเมืองจะส่งผลว่าต่อการตัดสินใจของนักลงทุนเสมอ

    ตัวอย่างเช่น ช่วงที่ผ่านมากระแสข่าว แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (คนที่ 31) ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งด้วยกรณีคลิปเสียงอังเคิล ทำให้ทุกคนต่างสงสัยว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน นโยบายที่วางแผนไว้หรือเริ่มไปแล้วจะยังทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งช่วงนี้คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “จะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หรือไม่” จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนซึ่งอาจทำให้นักลงทุน ภาคธุรกิจจะรอดูก่อนว่า ใคร หรือ ฝ่ายไหนจะมาเป็นรัฐบาลและนโยบายต่างๆ ของไทยจะเป็นอย่างไร

    อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่า การเมืองไม่นิ่งหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เศรษฐกิจไทยก็เจ็บไปด้วยอย่างช่วงที่ไทยเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 2557 GDP ไทยโตต่ำ 1% ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์ความรุนแรงในไทยที่เพิ่มขึ้นทำให้การลงทุนใหม่ชะงัก ธุรกิจฝั่งโรงแรมก็เจอผลกระทบไปด้วย และเมื่อความเชื่อมั่นลดลง คนก็กังวลจนจับจ่ายใช้สอยน้อยลงด้วย

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ‘เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักตามมาด้วยผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะเศรษฐกิจ และประชาชน

    ตลาดหุ้นไทยผันผวนไม่แพ้เกมการเมือง

    มาถึงอีกส่วนสำคัญคือ การลงทุนในตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index ที่เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลง หลายๆ ครั้งจะมักจะสร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อเนื่องมาที่ตลาดหุ้นไทยอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา เช่น วันที่ 29 สิงหาคม SET Index ปิดตลาดที่ 1,236.61 จุด ลดลง 13.48 จุด (-1.08%) จากวันก่อนหน้า หลังมีข่าวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และครม. ชุดปัจจุบันก็หมดวาระไปด้วยกัน 

    หรือหากย้อนไปในปี 2567 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ปิดตลาดอยู่ที่ 1,292.69 จุด ลดลง 5.10 จุด (-0.39%) จากวันก่อนหน้า ซึ่งตอนนั้นหลายฝ่ายต่างลุ้นว่า ดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาทจะทำได้จริงไหม

    อย่างไรก็ตาม ข่าวนโยบายการเมือง ยังเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อการลงทุนในหุ้นไทย ถ้ามีนโยบายใหม่ๆ ตลาดและนักลงทุนต่างใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจว่าหุ้นไหนจะไปต่อ เช่น นโยบายช้อปดีมีคืน ที่ให้คนไทยซื้อสินค้าแล้วนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ทำให้หลายคนคาดการณ์ต่อว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกจะขยับขึ้น  

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ สื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่าง เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการเมือง  ไปพร้อมๆ กัน

    การเมืองไม่นิ่ง ตลาดหุ้นก็เสี่ยง ต้องลงทุนอย่างไร

    หลายคนคงจะเห็นแล้วว่าปัจจัยการเมืองอาจส่งผลต่อเงินในกระเป๋าเราทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่อาจผันผวนมากขึ้น ดังนั้นเราจะบริหารพอร์ตหุ้นในมือเราอย่างไร

    ประเมินความเสี่ยง: ก่อนจะลงทุนหลายคนต้องรู้อยู่แล้วว่าเรารับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้มากแค่ไหน ที่สำคัญกว่าคือ อาจต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจุจบัน เช่น  นโยบายภาครัฐ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) เป็นต้น เพื่อประเมินว่าจะกระทบต่อสิ่งที่เราเข้าไปลงทุนมากแค่ไหน มองการลงทุนระยะยาว 

    อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว: เลือกกระจายความเสี่ยงการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อื่นเพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ, ทองคำ หรืออื่นๆ ไม่ใช่แค่ลงทุนแต่หุ้นในไทย เป็นต้น

    ลงทุนต้องมองยาวๆ: การเมืองเปลี่ยนก็อาจทำให้นโยบายของรัฐในระยะสั้นไม่เป็นไปตามแผน เช่น เมื่อมีข่าวโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง BTS, BEM ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คนคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น แต่พอมีข่าวเลื่อนใช้งานออกไปก็ทำให้ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ปรับลดลง ดังนั้นการจะลงทุนในหุ้นควรดูที่พื้นฐานการเติบโตระยะยาวมากกว่าปัจจัยในระยะสั้น

    เกาะติดสถานการณ์: ข่าวการเมืองและนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นถ้าเรารู้และติดตามสถานการณ์อาจช่วยให้เราประเมินโอกาสและความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เราปรับปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมได้ด้วย

    ทุกการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ดังนั้นถ้าจะเริ่มต้นลงทุน เราควรติดตามข่าวสารบ้านเมือง หรือทำความเข้าใจอย่างรอบด้านเพื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2880624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TpB1na1LcSlwrRlpzqVF2

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 3 ก.ย.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 3 ก.ย.68

    3 กันยายน 2568 17:02 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 3 ก.ย.68

    – นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า ที่ประชุม กกร.ประเมินว่าปี 2568 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย จะขยายตัวได้ 1.8%-2.2% ขณะคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้ 2-3% อัตราเงินเฟ้อยู่ที่ 0.5-1.0%โดยครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1% จากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

    – นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ผยว่า ธอส. พร้อมเดินหน้าสนับสนุนคนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้นอย่างยั่งยืนตามพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ในโอกาสครบ 6 รอบ 72 ปี ธอส. ได้จัดแคมเปญทางการเงินครั้งใหญ่และสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อมอบเป็นของขวัญตอบแทนให้ลูกค้าและประชาชน นำโดย อาทิ สินเชื่อบ้าน 72 ปี ธอส. สนับสนุนคนไทยมีบ้าน ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ตามที่ธนาคารกำหนด อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเริ่มต้น 2,700 บาทต่อเดือน เท่านั้น! ยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันนี้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    – นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เผยว่า  ได้ร่วมหารือกับสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่ออาคารพาณิชย์ สำหรับใช้เป็นสถานประกอบการ ผ่านกลไกการค้ำประกันของ บสย. สร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงิน ในการปล่อยสินเชื่อ เพิ่มโอกาสที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อ ให้กับ SMEs ที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาทิ YouTuber, สถาปนิก, วิศวกร, ผู้ค้าขายออนไลน์, ผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือพ่อค้า แม่ค้า ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DcQcqJ3x9fyE8aRkmHhhb

  • นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อ หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น

    นโยบายเศรษฐกิจเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อ หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น

    นโยบายเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไรต่อ เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองกำลังมุ่งหน้าสู่หนทางแห่งการยุบสภา คำถามสำคัญที่ตามมาจากนี้คือ ข้อกฎหมายต่างๆ ที่ผ่านการพิจารณาในชั้นต่างๆ ตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปจนถึงรัฐสภา จะมีข้อใดบ้างที่ไม่ถูกปัดตก หากมีการยุบสภาเกิดขึ้นจริง

    เมื่อไล่เรียงเส้นทางการพิจารณาข้อกฎหมายโดยทั่วไป สามารถแบ่งระดับความเสี่ยงของร่างกฎหมายได้ ดังนี้

    🔴ร่างกฎหมายตกทันที ถ้ามีการยุบสภาเกิดขึ้น : อยู่ในขั้น ครม. / กฤษฎีกา / สภาผู้แทนราษฎร 

    ⚠️รัฐบาลชุดใหม่อาจถอนร่างก่อนทูลเกล้าฯ : อยู่ระหว่างวุฒิสภา หรืออยู่ระหว่างรอโปรดเกล้าฯ

    ✅มีผลบังคับใช้: ลงพระปรมาภิไธยเสร็จสิ้น และประกาศในราชกิจจาฯ 

    โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดร่างกฎหมายในแต่ละนโยบาย ดังนี้

    1. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    • พ.ร.บ. การขนส่งทางราง กำลังอยู่ในการพิจารณาชั้นของสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
    • เตรียมนำเรื่อง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568

    2. แลนด์บริดจ์ 

    • เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุม ครม. หากไม่มีการยุบสภา กฎหมายอาจเสร็จทันสิ้นปี 2568 ตามการวางไทม์ไลน์แบบเดิม

    3.หวยเกษียณ 

    • พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ… ผ่านวาระ 1 ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีไทม์ไลน์เริ่มจำหน่ายหวยเกษียณไตรมาส 4 ปีนี้

    4. Financial Hub

    • พ.ร.บ. ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ… กำลังอยู่ในขั้นตอนบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    5. สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA)

    • พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ… ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 และอยู่ระหว่างการตรวจร่างกฎหมายโดยกฤษฎีกา

    6. Entertainment Complex

    • ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติ 253 ต่อ 66 เสียง เห็นชอบให้ ครม. ถอนร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ออกจากระเบียบวาระการประชุม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบายอื่นๆ ที่รอความเห็นชอบจากครม. เช่น บ้านเพื่อคนไทย รวมถึงข้อกฎหมายที่รอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกด้วย เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. … ซึ่งเสนอโดยกระทรวงพลังงาน กับ ร่างกฎหมายตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ ตามที่กรมสรรพากรจากกระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ

    ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pheu-thai-economic-policy-after-dissolution/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LigFVpTiaDhrVCo4mli1k

  • “พาณิชย์” เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค สิงหาคม ลดลง! จากสถานการณ์ภายใน-เศรษฐกิจ

    “พาณิชย์” เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค สิงหาคม ลดลง! จากสถานการณ์ภายใน-เศรษฐกิจ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า จากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

    โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากประชาชน ยังมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ 

    กระทรวงพาณิชย์
    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์

    ประกอบกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย เช่น นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา  

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลงจากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคต คาดว่า มาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ ร้อยละ 1.50 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบกับการส่งออกยังขยายตัวได้ดี 

    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า

    -ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15 

    -มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89  

    -สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93  

    -ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 

    -เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05  

    -การเมือง ร้อยละ 7.45  

    -ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91  

    -ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 

    -และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7  กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0  ซึ่งถึงแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    นายพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยภายในประเทศเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงเดือนสิงหาคม 

    นอกจากนี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัวลงและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ยิ่งเพิ่มระดับความกังวลของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว 

    ขณะที่ การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งความชัดเจนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีส่วนช่วยลดความกังวลจากสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดในระยะที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป 

    ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาของภาคธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนภาคการค้าและภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ox09V6KjWRx7BsMmWpWML

  • โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    อย่าทิ้ง! นำมาขายกับเรา สร้างรายได้ พร้อมช่วยสิ่งแวดล้อม

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ร่วมกับ PTT Group ขอเชิญชวนทุกท่านนำ น้ำมันพืชใช้แล้ว มาขาย เพื่อนำไปรีไซเคิลและผลิตเป็น ไบโอดีเซล (น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ)

    เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถช่วยโลกไปพร้อมกับการสร้างรายได้เสริมง่าย ๆ


    💡 ประโยชน์ที่คุณจะได้รับ

    • ✔️ สร้างรายได้ จากน้ำมันใช้แล้ว
    • ✔️ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการทิ้งน้ำมันลงท่อ
    • ✔️ ลดการใช้น้ำมันซ้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

    📍 จุดรับซื้อน้ำมันใช้แล้ว

    • ทุกวันพุธแรกของเดือน
    • เวลา 10.00 – 12.00 น.
    • บริเวณ หน้าอาคารสยามบรมราชกุมารี

    💰 ราคากิโลกรัมละ 24 บาท


    📞 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

    • คุณกฤษณ์ จิณณศิริกุล : 081-751-6512
    • คุณภูสิทธิพงษ์ คุณธิดาอวัฒนะ : 02-727-3457 หรือ 081-691-8393

    ✨ อย่าปล่อยให้น้ำมันพืชใช้แล้วเป็นขยะ!
    มาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานสะอาดและรายได้ไปพร้อมกัน 💚

    โครงการรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/used-cooking-oil-collection-nida-ptt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TTbVawYXpCreQQDPEm0_z

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 68 โต 4.8% : อินโฟเควสท์

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 68 โต 4.8% : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของกัมพูชาปี 2568 เหลือ 4.8% จากคาดการณ์เดิมในเดือนม.ค.ที่ 5.8%

    IMF ระบุว่า เศรษฐกิจของกัมพูชาเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดในภูมิภาค

    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ หัวหน้าฝ่ายกัมพูชา แผนกเอเชียแปซิฟิกของ IMF เปิดเผยว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตแข็งแกร่งในปี 2567 โดย GDP ที่แท้จริงขยายตัว 6% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

    คาชิวาเสะระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อในช่วงต้นปี 2568 แต่คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอลงเหลือ 4.8% เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทยแม้จะมีการหยุดยิง ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการจากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และเงินโอนจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ IMF คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ประมาณ 2.8% แต่ยังคงอยู่ในระดับควบคุมได้

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าเดินทาง การท่องเที่ยว เกษตรกรรม รวมถึงอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดอัตราภาษี 19% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมดจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ส.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR820IQ427A3TJ265C51CPSMO2MCZL08&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f9RA_JAB7iE9e-FV4Jx_1

  • เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    กกร.เผยเศรษฐกิจโลกยังปั่นป่วน คงอัตราขยายตัว GDP อยู่ที่ 1.8-2.2% ลั่นแนวโน้นครึ่งปีหลังอืด ขยายตัวได้แค่ 1% พร้อมแนะรัฐปรับลด-ผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% และจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน

    3 ก.ย. 2568 – นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ กกร.ยังคงอัตราการเติบโตของ GDP ไทย ที่จะขยายตัวได้ที่ 1.8 – 2.2%

    โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% เนื่องจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวอยู่ที่ 2.0 – 3.0% และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวจาก 0.5 – 1.0% มาอยู่ที่ 1% โดย กกร.มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    “กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน”นายผยง กล่าว

    ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนก.ค. 2568 ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1. ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2. ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3. ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า และจากความร่วมมือดังกล่าว  ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ

    และมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2. การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855314/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_JlQODouq6xj3g2t6v_6o

  • กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    03 ก.ย. 2025 เวลา 13:39 น.

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ ชี้การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก จับมือภาครัฐ พัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” สู้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว

    นายพยง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เศรษฐกิจไตรมาสที่สองขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสที่หนึ่ง ส่วนอัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสที่หนึ่ง และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน และภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท 

    คาดว่าปี 2568 GDP ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำและคริปโตฯ

    รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่งไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน (Errors & Omissions) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) รวมถึงปรับปรุงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น พิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน Sovereign Wealth Fund 

    กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    จากที่ กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า  

    จากความร่วมมือดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน

    Reinvent Thailand ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2) การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยมีมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เพื่อสร้างตลาด 

    ทั้งสองนโยบายเป็นเพียงตัวอย่างของแนวนโยบายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในอนาคต โดยแนวทางที่วางไว้ภายใต้แพลตฟอร์มนี้ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย  สามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ในการวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1las4Gf0_4evGpe5vo839r