Category: เศรษฐกิจ

  • ประมวล ‘ความพัง’ ของเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อ ‘ชัตดาวน์’ ยาวนานที่สุดทุบสถิติใหม่

    ประมวล ‘ความพัง’ ของเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อ ‘ชัตดาวน์’ ยาวนานที่สุดทุบสถิติใหม่

    ต่างประเทศ

    ประมวล ‘ความพัง’ ของเศรษฐกิจสหรัฐ เมื่อ ‘ชัตดาวน์’ ยาวนานที่สุดทุบสถิติใหม่

    ‘ชัตดาวน์สหรัฐ’ ในยุคทรัมป์ 2.0 เข้าสู่วันที่ 36 แล้ว ขึ้นแท่นยืดเยื้อยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ กลายเป็นวิกฤติใหญ่อเมริกา เมื่อพนักงานรัฐต้องหยุดงานหลายแสนคน ธุรกิจขาดสภาพคล่อง การเดินทางชะงักงัน ข้อมูลเศรษฐกิจถูกระงับเผยแพร่ นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากยืดเยื้อต่อ เศรษฐกิจสหรัฐอาจทรุดตัว และเฟดอาจถูกบีบให้ลดดอกเบี้ยอีก

    สหรัฐกำลังจารึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ เมื่อการ “ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐ” ทำสถิติ “ยาวนานที่สุด” เท่าที่ประเทศเคยประสบมา การขาดงบเพราะสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้ ล่วงเข้าสู่วันที่ 36 ในวันพุธที่ 5 พ.ย.68 ทำลายสถิติเดิม 35 วัน ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2019 หรือเป็นการทำลายสถิติเดิมของตนเองเมื่อครั้งรัฐบาลทรัมป์ 1.0

    สิ่งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ถึงเศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ตั้งแต่พนักงานของรัฐที่ยังไม่ได้รับเงิน ระบบราชการสะดุดครั้งใหญ่ สินเชื่อรายย่อยที่ต้องหยุดอนุมัติ นักท่องเที่ยวขาดหาย ไปจนถึงผู้โดยสารที่ติดค้างในสนามบิน และตลาดหุ้นก็เริ่มสั่นคลอนจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

    สำหรับรายละเอียด “ความเสียหาย” จากภาวะชัตดาวน์ มีดังนี้

    ประเทศเสียหายเฉียด 5 แสนล้านบาท/สัปดาห์

    สำนักงานงบประมาณของสภาคองเกรส สหรัฐ (CBO) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองระบุว่า การปิดทำการของรัฐบาลกลาง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐเป็นมูลค่า 7,000-14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 220,000-450,000 ล้านบาท) และอาจทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสที่ 4 ลดลง “มากถึง 2%” เนื่องจากการหยุดชะงักของการใช้จ่ายภาครัฐ

    CBO ยังประเมินอีกว่า หากการชัตดาวน์ยืดเยื้อไป 6 สัปดาห์จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน ความเสียหายจะเพิ่มเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) และถ้ายาวถึง 8 สัปดาห์จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน ความสูญเสียจะพุ่งขึ้นเป็น 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.5 แสนล้านบาท)

    ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐเคยระบุก่อนหน้านี้ว่า การชัตดาวน์ที่ยืดเยื้อมานาน 2 สัปดาห์ มีแนวโน้มสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐสูงถึง “สัปดาห์ละ 15,000 ล้านดอลลาร์” หรือราว 4.8 แสนล้านบาท จากการสูญเสียผลผลิตทางเศรษฐกิจ

    พนักงานรัฐหลายแสนคนถูกพักงาน ราชการสะดุด

    หลังจากรัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ “ภาวะชัตดาวน์” แล้ว ข้าราชการ และพนักงานของรัฐหลายแสนคนถูกสั่งพักงาน ส่งผลให้โครงการ และบริการสาธารณะสำคัญจำนวนมาก “ต้องหยุดชะงัก” อีกทั้งอาจส่งผลต่อความสามารถในการใช้จ่ายของพนักงานรัฐจำนวนมาก และส่งผลทางอ้อมต่อธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อกลุ่มนี้

    สำหรับหน่วยงานรัฐที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่

    สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (ถูกพักงาน 89%) 

    กระทรวงศึกษาธิการ (ถูกพักงาน 87%) 

    กระทรวงพาณิชย์ (ถูกพักงาน 81%) 

    กระทรวงแรงงาน (ถูกพักงาน 76%) 

    กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง (ถูกพักงาน 71%) 

    กระทรวงการต่างประเทศ (ถูกพักงาน 62%) 

    กระทรวงมหาดไทย (ถูกพักงาน 53%) 

    กระทรวงเกษตร (ถูกพักงาน 49%) 

    กระทรวงกลาโหม (ถูกพักงาน 45%) 

    กระทรวงสาธารณสุข (ถูกพักงาน 41%) 

    กระทรวงคมนาคม (ถูกพักงาน 23%)

    ธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงขาดเงินทุน

    ในการพึ่งพาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง และลงทุน สำนักงาน U.S. Small Business Administration (SBA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่อนุมัติสินเชื่อรายเล็ก เช่น 7(a) loan และ 504 loan ต้องหยุดพิจารณาการอนุมัติเงินกู้ใหม่ทั้งหมด เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ถูกพักงาน

    ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจที่อยู่ระหว่าง “ขออนุมัติเงินทุนหมุนเวียน” เพื่อชำระค่าแรง วัตถุดิบ หรือค่าเช่าร้าน จะถูกขัดจังหวะทันที โดยหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 2–3 สัปดาห์ ธุรกิจรายย่อยที่กระแสเงินสดตึงตัวอยู่แล้ว อาจถึงขั้นต้อง “ปิดกิจการ” ลงได้ เพราะขาดเงินสดหมุนเวียน

    ผู้โดยสารเครื่องบินกว่า 3 ล้านคนเดือดร้อน

    สมาคมอุตสาหกรรมสายการบินประเมินว่า มีผู้โดยสารมากกว่า “3.2 ล้านคน” ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินขาดงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่การปิดหน่วยงานรัฐบาลที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    ไบรอัน เบดฟอร์ด ผู้บริหารขององค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมการบิน 20-40% ใน 30 สนามบินหลักของประเทศไม่มาทำงาน

    ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีเที่ยวบิน “หลายหมื่นเที่ยว” ล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเพียงวันเดียว มีเที่ยวบินล่าช้ามากกว่า 2,900 เที่ยว

    ยอดจองท่องเที่ยวในสหรัฐร่วง

    สมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐ (U.S. Travel Association) เคยประเมินว่า ในช่วงชัตดาวน์ปี 2019 สหรัฐสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,200 ล้านบาท) ต่อวัน จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง

    ยิ่งหากชัตดาวน์ในปีนี้ ลากยาวเกิน 3 สัปดาห์ ผลเสียจะทวีคูณ เพราะเดือน พ.ย.–ธ.ค. เป็น “ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี” ที่มียอดการเดินทางสูงสุดของปี

    ไม่เพียงเท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวที่รัฐดูแลหลายแห่งอย่างอุทยานแห่งชาติส่วนมากต้องปิดชั่วคราวหรือเปิดแบบจำกัด เพราะพนักงานดูแล และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยถูกพักงาน นี่จึงส่งผลให้รัฐที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น รัฐแอริโซนา ยูทาห์ และไวโอมิง  สูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวในทันที

    ข้อมูลเศรษฐกิจหยุดชะงัก

    การชัตดาวน์หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐซึ่งทำให้ “ข้อมูลเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ” ถูกระงับการเผยแพร่ กำลังเริ่มสร้าง “หมอกแห่งความไม่แน่นอน” ให้กับผู้กำหนดนโยบายในญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ที่ต้องอาศัยข้อมูลจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มของค่าเงิน การค้าระหว่างประเทศ และอัตราเงินเฟ้อของตนเอง

    พูดอีกอย่างก็คือ “สิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกา ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอเมริกา” เจ้าหน้าที่ทั่วโลกเตือนว่า หากสถานการณ์ “การขาดข้อมูล” จากการหยุดดำเนินงานของหน่วยงานสหรัฐดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน อาจทำให้การกำหนดนโยบายของประเทศต่างๆ ซับซ้อนขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดทางนโยบายขึ้น

    ชัตดาวน์ลากยาว ฉุดตลาดแรงงาน

    มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท Moody’s Analytics มองว่า การปิดทำการของรัฐบาลที่ยืดเยื้อ อาจทำให้ “กระแสตีกัน” เพิ่มขึ้น ในสภาพแวดล้อมด้านราคาที่ปั่นป่วนอยู่แล้ว กล่าวคือ อาจทำให้ราคาสินค้า และอัตราดอกเบี้ยผันผวนยิ่งกว่าเดิม

    ในอีกด้านหนึ่ง ความล่าช้าในการให้บริการของรัฐบาล และการขาดแคลนงบประมาณ อาจส่งผลกระทบต่อการค้า และห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง หากเศรษฐกิจอ่อนแอ บริษัทต่างๆ ก็จะขึ้นราคาสินค้าได้ยาก ซึ่งอาจช่วยให้เงินเฟ้อโดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ 

    “เมื่อรวมทุกปัจจัยแล้ว ผมคิดว่า ยากจะคาดเดาได้แน่ชัด”

    อย่างไรก็ตาม ภาวะชัตดาวน์ที่ยืดเยื้ออาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจ “ลดอัตราดอกเบี้ย” ต่อไป

    “เฟดกำลังให้น้ำหนักกับความอ่อนแอของตลาดแรงงาน มากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือสภาวะการเงินในตอนนี้” เขากล่าว “การชัตดาวน์ครั้งนี้ จะยิ่งทำให้ตลาดแรงงานที่เปราะบางอยู่แล้วอ่อนแอลงไปอีก”

    อ้างอิง: Reuters, Reuters2, CNN, กรุงเทพธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ2, กรุงเทพธุรกิจ3

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1206280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12UeBdGAc4KZJqhpPqyQDa

  • นายกฯ ย้ำมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จ่ออนุมัติ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ปลายธ.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ย้ำมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จ่ออนุมัติ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ปลายธ.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจบนเวที ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ว่า ในช่วงเวลา 4 เดือนนี้ โฟกัสนโยบาย Quick Big Win ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่รัฐบาลนี้สร้างพื้นฐานไว้ให้รัฐบาลในอนาคตนำไปต่อยอดอย่าง โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง นอกจากนี้จะผลักดันเฟส 2 คาดว่าจะทำได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค. 68 ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จก่อนยุบสภา

    ส่วนที่ก่อนหน้านี้ถูกกล่าวหาว่าเลียนแบบคนอื่น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เคยคิดถึงตรงนั้น คิดแค่เพียงว่าประชาชนได้อะไร หากประชาชนได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการมีเม็ดเงินในระบบ ไม่ใช่การแจกฟรี ประชาชนมีส่วนร่วม

    นอกจากนี้ รมว.คลัง ก็เดินหน้าเรื่องการแก้หนี้ครัวเรือน พยายามปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับผู้นำประชาชนที่หาเช้ากินค่ำทั่วไป ถือเป็นสิ่งที่มีความหมายและความมีความสำคัญ

    ในส่วนของรมว.พลังงาน เดินหน้านโยบายไฟฟ้าชุมชน ทั้งหมด 1,500 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ และชุมชนละไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ หากใช้ไม่ถึงก็สามารถขายคืน นำเงินนั้นมาเป็นกองทุนหมู่บ้าน

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ที่ต่อยอดมาจากรัฐบาลชุดก่อน และยกระดับความเป็นอยู่ทำให้ปากท้องของประชาชนดีขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hQWHwyq0PeX32LM_0DYqd

  • นายกฯ ย้ำมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จ่ออนุมัติ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ปลายธ.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ย้ำมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จ่ออนุมัติ “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 ปลายธ.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงประเด็นเศรษฐกิจบนเวที ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ว่า ในช่วงเวลา 4 เดือนนี้ โฟกัสนโยบาย Quick Big Win ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่รัฐบาลนี้สร้างพื้นฐานไว้ให้รัฐบาลในอนาคตนำไปต่อยอดอย่าง โครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นจริงภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริง นอกจากนี้จะผลักดันเฟส 2 คาดว่าจะทำได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค. 68 ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จก่อนยุบสภา

    ส่วนที่ก่อนหน้านี้ถูกกล่าวหาว่าเลียนแบบคนอื่น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เคยคิดถึงตรงนั้น คิดแค่เพียงว่าประชาชนได้อะไร หากประชาชนได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือการมีเม็ดเงินในระบบ ไม่ใช่การแจกฟรี ประชาชนมีส่วนร่วม

    นอกจากนี้ รมว.คลัง ก็เดินหน้าเรื่องการแก้หนี้ครัวเรือน พยายามปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับผู้นำประชาชนที่หาเช้ากินค่ำทั่วไป ถือเป็นสิ่งที่มีความหมายและความมีความสำคัญ

    ในส่วนของรมว.พลังงาน เดินหน้านโยบายไฟฟ้าชุมชน ทั้งหมด 1,500 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ และชุมชนละไม่เกิน 5 เมกะวัตต์ หากใช้ไม่ถึงก็สามารถขายคืน นำเงินนั้นมาเป็นกองทุนหมู่บ้าน

    นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ที่ต่อยอดมาจากรัฐบาลชุดก่อน และยกระดับความเป็นอยู่ทำให้ปากท้องของประชาชนดีขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRA40IQDTZSL845Z90W6JESVB7O3P6A7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00UbIp3eiqfk0i0bBrP7yf

  • กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% ส่งออกโต 10% เป็นภาพลวงตา จี้รัฐลดกม. กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% ส่งออกโต 10% เป็นภาพลวงตา จี้รัฐลดกม. กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    05 พ.ย. 2025 เวลา 14:18 น.

    กกร. คง GDP ปี 68 ที่ 2.2% ส่งออกโต 10% เป็นภาพลวงตา จี้รัฐลดกม. กระตุ้นเศรษฐกิจ

    กกร. ห่วงเศรษฐกิจปี 68 โตต่ำ 1.8–2.2% ชี้ส่งออกโตแรงแต่หนุน GDP จำกัด–จี้เร่งเบิกงบ ดันมาตรการกระตุ้น ชี้แรงงานเปราะ ว่างงานพุ่ง–เด็กจบใหม่ถูกกระทบ จับตากฎหมายใหม่กระทบแข่งขันธุรกิจ แนะใช้ RIA มาตรฐานสากล พร้อมหนุนปฏิรูประบบราชการ–กม.อำนวยความสะดวก

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เพื่อสรุปภาพเศรษฐกิจและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

    กกร. ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด ล่าสุด IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2568 โต 3.2% หนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตดี แต่ไทยกลับได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวมีสัดส่วน Local Content ต่ำ จึงไม่ส่งต่อเป็นมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร

    ด้านคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 กกร. ยังคงกรอบประมาณการเดิม GDP โตเพียง 1.8–2.2% แม้การส่งออกคาดโตสูงถึง 9.5–10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ รวมถึงทองคำ ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 10.2% กระทบต่อดุลการผลิตในประเทศ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.1% ถึง 0.1%

    กกร. ชี้ว่า ตลาดแรงงานยังเปราะบาง โดยอัตราว่างงานในกองทุนประกันสังคมไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี กลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างประเทศและสงครามการค้า ขณะที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้นจากช่วงโควิด กดทับผลิตภาพแรงงานและกำลังซื้อ

    ภาคการเงิน ต้นทางจากสมาคมธนาคารไทย รายงานความคืบหน้าแนวทางแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก Debtor Centric โดยรวมศูนย์บริหารหนี้รายย่อยผ่าน SAM และ JV AMC รองรับลูกหนี้ 3.4 ล้านราย และยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท พร้อมวางระบบข้อมูลศักยภาพลูกหนี้เพื่อช่วยกลับคืนสู่กลไกตลาด

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” ผลักดัน 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เกษตร–อาหาร, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์–สุขภาพ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก โดยใช้แนวคิดสร้างความแข็งแรงทั้ง Supply Chain และโมเดล “พี่ช่วยน้อง” ให้ธุรกิจใหญ่ประคอง SMEs ควบคู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์เพื่อรองรับการแข่งขัน

    อย่างไรก็ดี กกร. แสดงความกังวลต่อ ร่างกฎหมายใหม่ ที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบ (RIA) อย่างรอบด้าน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอาจสร้างภาระต้นทุนสูงให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน กกร. จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายด้วยกระบวนการ RIA มาตรฐานสากล เปิดรับฟังทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

    ในเวลาเดียวกัน กกร. สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับระบบราชการ ผ่านร่าง พ.ร.บ.ยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย และร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ รวมถึงการเดินหน้า “Regulatory Guillotine” เพื่อลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดย กกร. จะทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    กกร. ยังกล่าวถึงปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ รวมถึง คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ว่าด้วยอำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษี ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์การค้าและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง 

    กกร. เห็นว่า หวังฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 เร่งมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริม SMEs และนโยบาย Made in Thailand ตาม Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปี 2568 ให้ใกล้เคียงระดับ 2.5% เหมือนปีก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pn5wQYfHxhPQQIa_Gedzq

  • เอกชนประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่งออกโตแต่ไม่ถึงธุรกิจรายย่อย

    เอกชนประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่งออกโตแต่ไม่ถึงธุรกิจรายย่อย

    เอกชนประเมินเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ส่งออกโตแต่ไม่ถึงธุรกิจรายย่อย

    เอกชนประเมินเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ส่งออกโตแต่ไม่ถึงธุรกิจรายย่อย แรงงานเปราะบาง เสนอรัฐเดินหน้าแพ็กเกจ “พี่ช่วยน้อง” สร้างแรงหนุนธุรกิจรายเล็กทั่วประเทศ

    คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) รายงานเศรษฐกิจประจำเดือน พฤศจิกายน 2568 ว่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวดีกว่าที่คาดนำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ขยายตัวดีต่อเนื่องแม้จะเริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี โดยล่าสุด IMF ประเมิน GDP โลกปี 2568 โต 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.0% ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก 

    ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าส่งออกของไทยที่ขยายตัวแรงมี Local Content ต่ำ จึงส่งผลต่อ GDP อย่างจำกัด

    • ตลาดแรงงานเปราะบาง

    ขณะที่ตลาดแรงงานที่เปราะบางเป็นปัจจัยท้าทายการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมล่าสุดในไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดในรอบ 2 ปี และอัตราการว่างงานภาคอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่เร่งตัว จากเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศ ซึ่งซ้ำเติมแผลเป็นจากช่วงโควิดที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้น กระทบต่อผลิตภาพแรงงาน

    ทั้งนี้ กกร.คาดเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม แม้การส่งออกอาจโตได้ประมาณ 9.5%-10.5% แต่เป็นสินค้าที่มี local content ต่ำมาก และทองคำซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจริง ประกอบกับการนำเข้าที่ขยายตัวสูงถึง 10.2% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำเพียงราว -0.1% ถึง 0.1% ตามราคาพลังงานที่แผ่วลง 

    • คนละครึ่งพลัสหนุน SME โต 2.5%

    อย่างไรก็ดีหากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ควบคู่ไปกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุน SMEs และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5%

    • แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ SAM

    ส่วนเรื่องหนี้ สมาคมธนาคารไทย ร่วมกับภาครัฐ และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ให้ครัวเรือนหลุดพ้นจากกับดักหนี้ โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric) ด้วยการรวมศูนย์หนี้ไปที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) 

    สำหรับลูกหนี้รายย่อย ผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JV AMC) เพื่อแก้หนี้รายย่อยที่มียอดหนี้ NPL ต่ำกว่า 1 แสนบาท ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 3.4 ล้านราย คิดเป็นยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท พร้อมมีแนวทางในการยกระดับรายได้ โดยมีแรงจูงและให้แต้มต่อเพื่อให้ลูกหนี้มีความพร้อมและสามารถเข้าสู่ระบบกลไกตลาดตามปกติ โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลศักยภาพของลูกหนี้ พร้อมมุ่งเน้นให้มีการรวมประเภทหนี้ทั้งหมดจากเจ้าหนี้ทุกประเภทใบอนุญาต ที่เข้ามาในการแก้หนี้ในครั้งนี้

    • ผลักดัน 6 อุตสาหกรรมโครงการ “Reinvent Thailand”

    ขณะที่โครงการ “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อน 6 อุตสาหกรรม (Priority Sectors) ที่บทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ได้แก่ 1) เกษตรและอาหาร 2) ยานยนต์ 3) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 4) สุขภาพและการแพทย์ 5) ท่องเที่ยว และ 6) ค้าปลีก

    โดย กกร. จะมีเจ้าภาพในการผลักดันในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งทั้ง Supply Chain และผลักดันการช่วยเหลือในรูปแบบ “พี่ช่วยน้อง” ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยประคอง SMEs อีกทั้ง ยังเชื่อมโยงกับมาตรการช่วยเหลือและโครงการต่างๆ ของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมศักยภาพความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ

    • กังวลกฏหมาย RIA กระทบ SME

    อย่างไรก็ตาม กกร.ไม่เห็นด้วยและมีความกังวลกับร่างกฎหมายที่ขาดการประเมินผลกระทบกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) อย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด และร่างพระราชบัญญัติโรงงาน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากข้อกำหนดทางกฎหมายใหม่ นอกจากนี้ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและลดความน่าสนใจของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ 

    ดังนั้น กกร.จึงเห็นว่าการจัดทำกฎหมายที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้างต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมจัดทำการประเมินผลกระทบกฎหมาย (RIA) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้กฎหมายมีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองและการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/732960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mXbQu-JVaDAeTCEyXLjif

  • สัญญาณความเสี่ยง ภายใต้ปัจจัยเชิงลบเศรษฐกิจไทย

    สัญญาณความเสี่ยง ภายใต้ปัจจัยเชิงลบเศรษฐกิจไทย

    บริบทเศรษฐกิจไทยซึ่งเหลือเวลาแค่สองเดือนจะหมดปี ที่ผ่านมาเผชิญกับปัจจัยเชิงลบประดังเข้ามารอบด้าน ต้นปีจ่อถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าขาดดุลการค้าหรือ “Reciprocal Trade” ช่วงแรกไทยถูกเรียกเก็บอัตราร้อยละ 36 ต่อมาภายหลังเจรจาเหลือร้อยละ 19 

    กลางปีปัญหาขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา มีการปะทะเป็นสงครามย่อยกระทบส่งออกผ่านชายแดนมูลค่าปีละมากกว่า 1.428 แสนล้านบาท ตามด้วยวิกฤตการเมืองศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเข้ามาแบบเฉพาะกิจเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายในเดือนมกราคมปีหน้า กว่าจะเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงเดือนเมษายน 

    สภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมือง มีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมามีแต่ทรงกับทรุด สะท้อนจากการบริโภคกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแอ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ลดลงและกับดักหนี้ครัวเรือน

    อีกทั้งภาคท่องเที่ยวต่างชาติไม่ฟื้นตัว นับแต่วิกฤตโควิด-19 สถานะที่เป็นอยู่คือ การขาดสภาพคล่องทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทำให้หนี้เสียและหนี้เปราะบางสูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อกระทบเป็นลูกโซ่ 

    รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ใช้เงินจำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าถึงประมาณ 20 ล้านคน แต่ด้วยเงินไม่มากจำกัดใช้วันละไม่เกิน 200 บาท แค่สิบวัน หรือ ไม่เกินสิบสองวันเงินก็หมดแล้ว คงช่วยดึงเศรษฐกิจได้บ้างดีกว่าไม่ทำอะไร 

    สภาวะที่ไม่เอื้อเช่นนี้ มีการปรับลด GDP ปีนี้ อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.2 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 และปีหน้าจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ที่มีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.6–1.8 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปากท้องและการจ้างงาน มีความไม่แน่นอนสูง สัญญานทางบวกซึ่งพอเริ่มเห็นซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2569 เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อดังต่อไปนี้

    ประการแรก ภาคส่งออกภายใต้ความแปรปรวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทำให้สกุลบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.37 ที่น่าประหลาดใจการส่งออกของไทย ยังสามารถขยายตัวได้ดีเป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศ สะท้อนจากอัตราว่างงานล่าสุดร้อยละ 0.79 และอัตราว่างงานประกันสังคมมาตรา 33 ร้อยละ 2.34 

    ขณะที่เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักล้วนออก “อาการเดี้ยง” กล่าวคือช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 13.94 หากเป็นอัตราเงินบาทขยายตัวได้ร้อยละ 5.58 ข้อมูลล่าสุด ส่งออกเดือนกันยายน ขยายตัวถึงร้อยละ 19.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    หากส่องกล้องพบว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึงร้อยละ 26.4 ตรงข้ามกับสินค้าเกษตร-ประมง-ปศุสัตว์ส่งออกขยายตัวติดลบ ร้อยละ 18.2 ทำให้มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และรายได้ครัวเรือนลดลง ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน  

    การที่ส่งออกช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้ดี มาจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ 9 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.57 แม้แต่เดือนกันยายน ขยายตัวได้ร้อยละ 35.34 แสดงว่า มาตรการภาษีของ “ทรัมป์” ไม่ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก เนื่องจากอัตราภาษีเรียกเก็บของสหรัฐฯ ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน 

    ที่น่าวิตกคือ การส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับสองลดลงต่อเนื่อง เดือนสิงหาคม ขยายตัวได้ร้อยละ 5.8 และเดือนกันยายน ขยายตัวได้ร้อยละ 3.22 จากที่ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20-23 

    ทำให้ซับพลายสินค้าของจีนมีส่วนเกินสูง และไหลบ่าด้วยราคาต่ำกว่าทุน เข้ามาแย่งตลาดของไทย หากไม่มีมาตรการประเภท “Anti Dumpling” จะทำให้ผู้ผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้ กระทบไปถึงการจ้างงาน

    ประการที่สอง สถานการณ์ขัดแย้งกัมพูชาเริ่มคลี่คลาย เดิมพันทางเศรษฐกิจมูลค่าส่งออก 3.236 แสนล้านบาท เป็นการส่งออกผ่านชายแดนมูลค่า 1.745 แสนล้านบาท ปัจจุบันมาตรการปิดด่านยังคงมีอยู่ทำให้การส่งออกในส่วนนี้เป็น “0” ช่วงก่อนมีการปะทะกันส่งออกไปกัมพูชา เฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นล้านบาท อัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.7 

    ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทย ปี 2569 คือ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมาสามารถทำข้อตกลงสันติภาพ “Thai-Cambodia Peace Deal” ณ นครกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานอาเซียน และ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นสักขีพยาน ภายใต้ปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อกัมพูชาทำให้ไม่มีข้อต่อรอง และทางเลือก จนนำไปสู่การลงนามสันติภาพ อาจเป็นการยุติปัญหา (ชั่วคราว) ได้ระดับหนึ่ง และอาจนำไปสู่การเปิดด่านชายแดน ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า-บริการ และความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาว่า จะทำตามข้อตกลงมากน้อยเพียงใด

    ประการที่สาม การเจรจาภาษีการค้า “Reciprocal Trade” กับสหรัฐอเมริกา มีความคืบหน้าหลังจากไทยสามารถเข้าถึงปธน.ทรัมป์ ได้มากขึ้น และ นายกฯ อนุทิน เชิญ ทรัมป์ ให้มาเยือนประเทศไทย ล่าสุด มีการลงรายละเอียดการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 99 และรายละเอียดต่างๆ ที่ไทยไปทำความข้อตกลง 

    เช่น การนำเข้าสินค้าเกษตร การจัดซื้อเครื่องบิน 80 ลำ การซื้อเชื้อเพลิง รวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสวมสิทธิ์ และแหล่งกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบภายในภูมิภาค (RVC : Reginal Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ 

    ประการที่สี่ ความชัดเจนด้านเสถียรภาพการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ และเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ประมาณปลายเดือนมกราคม หรือ อาจเร็วกว่า ทำให้เห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนว่า ภายในไตรมาสแรกปีหน้า จะมีการ “Zero Reset” ด้วยการเลือกตั้งใหม่ ส่วนจะได้รัฐบาลผสมข้ามขั้ว หรือจะติดล็อกเป็นสามก๊กเหมือนเดิม ค่อยไปลุ้นหลังเลือกตั้ง แต่ประการสำคัญคงปลดล็อกการเมืองติดกับดักได้ระดับหนึ่ง  

    เศรษฐกิจปีนี้เหลือเวลาแค่สองเดือนภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจ รอวันยุบสภา ใน 2 – 3 เดือนข้างหน้า คงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะมีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋า ซึ่งแทบจะฉีก 

                       สัญญาณความเสี่ยง ภายใต้ปัจจัยเชิงลบเศรษฐกิจไทย

    สำหรับปี 2569 ปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจน เป็นปัญหาทางโครงสร้างทั้งด้านการเมือง มีช่องว่างต้องรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง อย่างเร็วต้นเดือนเมษายนปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศในการแก้ปัญหาและฟื้นเชื่อมั่น

    ด้านหนี้ประชาชนซึ่งสูงทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ ทำให้ถ่วงกำลังซื้อมีความเปราะบาง ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจปีหน้าอาจอยู่ในอาการซบเซา และมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นความท้าทายและโจทย์ยากของรัฐบาล 

    ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวน ผสมโรงกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา และข้อจำกัดจากเสถียรภาพทางการเมืองไทย เป็นปัญหาทางโครงสร้างเป็นโจทย์แก้ยาก ที่ไทยจะต้องเผชิญ

    เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ ซึ่งนับว่าแย่แล้วคงต้องรับมือหนักกว่าเดิม เป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจ ตลอดจนมนุษย์เงินเดือน ที่ต้องก้าวผ่านขึ้นอยู่กับศักยภาพของธุรกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน

    โหมดการทำธุรกิจของ SMEs คือ ความอยู่รอดประคองตัวไม่ให้ “เจ๊ง” ปัญหาการขาดสภาพคล่อง หรือ “Liquidity Effect” ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศ

    ขณะที่นายแบงค์ดังๆ หลายธนาคารออกมาระบุว่า มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ด้วยการตั้งการ์ดลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน นำไปสู่การพิจารณาสินเชื่อระดับเข้มข้นและซับซ้อนสูงสุด (Management Overlay) จะทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ขาดสภาพคล่อง มีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจไทย หรือ GDP ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค 

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้า มีแนวโน้มผันผวนและเปราะบาง รวมถึงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมือง สอดคล้องกับล่าสุด “IMF” ออกแถลงการณ์เตือนว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เข้าสู่ภาวะผันผวนและไร้ทิศทาง เศรษฐกิจไทยขาดแรงหนุนเผชิญปัจจัยเชิงลบ ทั้งจากภายนอกและภายใน ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอหนี้-ครัวเรือนสูง และภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่ 

    ภาคธุรกิจและประชาชนขาดสภาพคล่อง นำไปสู่วิกฤตหนี้เสียกระทบเป็นลูกโซ่ ภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องเป็นทศวรรษ เสมือนเป็นกับดักต่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำทั้งด้านนวัตกรรมและราคา เกี่ยวข้องไปถึงเสถียรภาพมนุษย์เงินเดือนและแรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในภาคส่วนเหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงที่จะต้องหาทางออก…..ประเด็นคือ ทางออกอยู่ตรงไหน

    บทความ โดย…ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4146

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/643253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SGojScxERVfAdNidHiQmQ

  • “นายกฯ อนุทิน” สะท้อนแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ต้องใช้ความจริงใจ รักษาบาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ วางตัวเป็นพาร์ทเนอร์ – คู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้าใคร | TOPNEWS

    “นายกฯ อนุทิน” สะท้อนแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ต้องใช้ความจริงใจ รักษาบาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ วางตัวเป็นพาร์ทเนอร์ – คู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้าใคร | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/11/2025 13:46

    นายกฯ เผย รักษาบาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ ต้องใช้ความจริงใจ วางตัวเป็นพาร์ทเนอร์-คู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้าใคร

    “นายกฯ อนุทิน” สะท้อนแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ต้องใช้ความจริงใจ รักษาบาลานซ์ 2 ชาติมหาอำนาจ วางตัวเป็นพาร์ทเนอร์ – คู่ค้า ไม่ใช่ขี้ข้าใคร – Top News รายงาน

    นายกฯ อนุทิน

    เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ที่งาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ“Thailand’s Next Forntier : A National Economic Vision” วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่ สะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่พรมแดนใหม่ของโอกาส การเติบโต และความยั่งยืน

    นายอนุทิน ได้กล่าวถึงการรักษาจุดยืนระหว่างชาติมหาอำนาจ ว่า การจะบาลานซ์ตัวเองกับใครต้องมีความจริงใจ และมั่นใจในว่าเราก็มีดีเหมือนกัน แต่สำคัญคือต้องจริงใจ อย่าไปเล่นแบบนกมีหูหนูมีปีก หากเป็นแบบนั้นกระโดดโลดเต้นตาย วันหนึ่งคนที่หมดแรงก็คือเรา เพราะต้องเหยียบเรือสองแคมต้องประคองตัว ดังนั้น เราต้องใช้ความจริงใจจากสิ่งที่เรามี ซึ่งประเทศไทยมีดีเยอะแยะ มีคนเก่งๆ มีเทคโนโลยี และมีเงินเยอะด้วย มีแหล่งทุน มีมากพอที่จัดหาจากประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี เราต้องวางตัวให้เป็นพาร์ทเนอร์ เป็นคู่ค้าคู่คิดไม่ใช่เป็นขี้ข้า เราต้องเลือกข้างตัวเอง คิดถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ สุดท้ายเราต้องอยู่ด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีใครคบเรา เราต้องมั่นใจว่าสามารถที่จะผลิตอาหาร ผลิตปัจจัย 4 เรามีจุดแข็งหลายอย่างทั้งพลังงานธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยี เป็นแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นในประเทศไทยได้หมด

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า บางทีเวลาตนบินมองลงไปเห็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาอะไรเลย เห็นแหล่งน้ำ เห็นสายไฟ ผมก็ยังงงว่าทำไมเราถึงต้องไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ทรัพยากรของเรายังมีอยู่ ซึ่งเราต้องทำทุกมิติพร้อมกัน ด้วยความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความน่าเชื่อถือ

    ปก web - มอบถุงยังชีพประสบภัย

    ข่าวบิ๊กเปี๊ยก

    เหิมหนัก “ทหารกัมพูชา” ขุด “คูเลต” รับมือไทยไล่พ้นบ้านหนองรี “กองทัพเรือ” รุกมาตรการกดดัน คุมเข้มพื้นที่ เร่งทำถนนชายแดนตราด

    อบจ.นครปฐม ขับเคลื่อน ‘Telemedicine’! นายกฯ มอบแท็บเล็ต/คอมฯ ยกระดับ รพ.สต. สู่ ‘Smart Hospital’ ลดแออัด รพ.

    ลาดยาว! ไอ้หนุ่มขับรถไถ​หารายได้เสริม​ วันเกือบพัน​ บรรทุกรถจักรยาน​พาชาวบ้านข้ามฝั่ง

    การประชุมถ่ายทอดองค์ความรู้ แนวทางปฏิบัติ เครื่องมือ/คู่มือ ของระบบสุขภาพชุมชนสู่ระบบบริการสุขภาพ ฯ DMS Model ใน 3 จังหวัดพื้นที่เป้าหมาย

    “นายกฯ อนุทิน” ต้อนรับคณะตำรวจอาเซียน หารือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยกระดับเป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยของประชาชนอาเซียน

    “กระทงบุญ”สืบสานประเพณีไทย โรงเรียนเทพมงคลรังษี นำกระทงฝีมือนักเรียนขาย รายได้สมทบวัดเทวสังฆาราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1379181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T_gY_cB0RGeqpj9zdGmjx

  • คำต่อคำ แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่พรมแดนใหม่ นายกฯ อนุทิน ย้ำไทยแลนด์เฟิร์ส ไม่เป็นขี้ข้าของใคร

    คำต่อคำ แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่พรมแดนใหม่ นายกฯ อนุทิน ย้ำไทยแลนด์เฟิร์ส ไม่เป็นขี้ข้าของใคร

    วันนี้ (5 พฤศจิกายน) THE STANDARD จัดงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ภายใต้ธีม Thailand’s Next Frontier : พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทยโดยได้รับเกียรติจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    นายกรัฐมนตรีได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษ​โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ในหัวข้อ ‘THAILAND’S NEXT FRONTIER: A NATIONAL ECONOMIC VISION’ เพื่อสะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่พรมแดนใหม่ในโอกาสการเติบโต และความยั่งยืน เป็นเวลา 45 นาที ดังนี้

    นครินทร์: ทิศทางของประเทศไทยภายใต้การนำของคุณอนุทิน ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ยากกว่าที่คิดหรือไม่ มีข้อมูลอะไรที่น่าตกใจหรือไม่

    อนุทิน: ทำงานมาระยะเวลา 1 เดือนนั้น คิดว่าเราได้พยายามบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ เนื่องจากเราบอกกับตัวเองว่า เรามีระยะเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่เราจะเข้ามาตนได้เร่งประชุมกับทีมงานมาโดยตลอด และเซ็ตกรอบการทำงานเอาไว้ เพื่อให้ 4 เดือนนี้เป็น 4 เดือนที่ทำงานเพียงอย่างเดียว

    สิ่งที่เราทำได้ เราจะเร่งทำ ส่วนสิ่งที่ทำไม่ได้ภายใน 4 เดือน ก็ให้รอรัฐบาลใหม่มาดำเนินการต่อ มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบ Quick Win ซึ่งเป็นนโยบายที่นำมาใช้เพื่อให้เห็นผลเร็ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาความมั่นคงที่เรามีประเด็นกับประเทศเพื่อนบ้าน และการเร่งฟื้นฟูเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจากความขัดแย้ง การปะทะ และภัยธรรมชาติ

    นครินทร์: ทิศทางของประเทศไทยภายใต้การนำของคุณอนุทิน ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ยากกว่าที่คิดหรือไม่ มีข้อมูลอะไรที่น่าตกใจหรือไม่

    อนุทิน: ในบริบทนั้น เราอยู่ในช่วงเวลา 4 เดือนตามที่ได้ตกลงไว้ สิ่งที่เราได้มีสัญญาไว้กับพรรคประชาชนตาม MOA ที่ลงนามร่วมกันนั้น คือ การที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาล ต้องเรียนว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่า จากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนั้น การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

    แต่ในเวลานั้น ไม่มีใครที่สามารถยุบสภาได้ พรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่ในขณะนั้น ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะมีรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ เพราะนายกรัฐมนตรีตัวจริงไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว สุดท้ายเรากับพรรคประชาชนเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะมีอำนาจในการยุบสภา ดังนั้นจึงต้องหาวิธีดำเนินการให้สามารถเกิดการยุบสภาได้

    พรรคประชาชนเองไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็เล่นตามกติกา พรรคประชาชนมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า แต่ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันทั้งสองพรรคมีความเห็นร่วมกันว่า ประเทศอยู่ในภาวะที่ได้รับความเสียหายมากพอสมควร การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้งคือทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจึงเป็นที่มาของ MOA ฉบับนั้น

    นครินทร์: สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่า กรอบเวลาในการยุบสภายังเหมือนเดิม

    อนุทิน: ตนเองยืนยัน นอนยันมาโดยตลอดไม่เคยเปลี่ยนความคิด มีหลายคนมาเตือนหรือมาพูดกับตนว่า อาจจะมีเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ซึ่งอาจใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ยุบสภาได้ ตนเองก็รับฟัง แต่ขอยืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติตามแน่นอน

    ในฐานะที่ได้ร่วมงานกับพรรคประชาชน ต้องยอมรับว่าพรรคประชาชน คือ ผู้ที่ทำให้ตนเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้นตนเองก็ต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน เมื่อครบกำหนด 4 เดือน ตนเองก็จะยุบสภา ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็ตาม

    นครินทร์: มีกระแสข่าวเรื่องการเลื่อนยุบสภา หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

    อนุทิน: เรื่องนี้ผมต้องพิจารณาตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องดูว่าอภิปรายโดยใคร และมีวัตถุประสงค์อย่างไร หากวัตถุประสงค์เพื่อการล้างแค้นหรือเอาคืน ผมก็ต้องพิจารณาเช่นกัน แต่หากถามผมว่า สภาจะเปิดเมื่อใด เราต้องยึดตามไทม์ไลน์ที่เป็นจริง ขณะนี้สภามีกำหนดเปิดสมัยประชุมในเดือนธันวาคม และผมตั้งใจจะยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม 2569 อยู่แล้ว ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาโจมตีรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผล แต่ถ้าเป็นเกมการเมืองแล้วรัฐบาลสู้เกมนั้นไม่ได้ ก็ยอมให้ยุบสภาไปได้เลย

    ด้วยระยะเวลาห่างกันแค่เดือนเดียวคงจะไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก เราไม่ควรไปตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้ แต่สิ่งที่ผมมั่นใจคือ ใน 4 เดือนที่ตนทำงาน ตนตั้งใจเต็มที่เพื่อทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศ โดยเฉพาะทีมงานมืออาชีพที่ผมเชิญเข้ามา รัฐมนตรีหลายคนเสียสละ ทั้งเรื่องรายได้ บทบาท และอนาคต

    หากเราทำได้ และสามารถเปลี่ยนบริบทประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีระบบโควต้า และทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและมีความหวังขึ้นมา ผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน หากเรามุ่งทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เอาผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกออกให้ได้เมื่อใด ประเทศก็จะฟื้นคืนได้เร็ว และผมเชื่อว่าเรามีพลังและความตั้งใจที่จะทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว

    นครินทร์: ในการเลือกตั้งครั้งหน้า มีความพร้อมหรือไม่

    อนุทิน: ผมพร้อมมาตั้งแต่วันที่เขาเอาผมออกจากรัฐบาลชุดที่แล้วแล้วครับ จริง ๆ พร้อมตั้งแต่ก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ ดังนั้นเรื่องการเลือกตั้ง สำหรับพรรคภูมิใจไทย เราพร้อมอยู่เสมอตั้งแต่วันที่เข้าสภาเมื่อปี 2566 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ได้แจ้งสมาชิกพรรคทุกคนให้เตรียมพร้อม เพราะการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ผมปลูกฝังให้คนในพรรคเข้าใจเสมอว่า หากพรุ่งนี้มีการเลือกตั้ง เราก็ต้องพร้อมลงสนามทันที

    นครินทร์: พร้อมที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ และมีกลยุทธ์ชัดเจนอย่างไร

    อนุทิน: การได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ดีเหมือนกันครับ ก็ต้องพร้อมอยู่แล้ว วันนี้ผมเป็นอยู่ ตอนที่ยังไม่ได้เป็น ก็อาจจะมีความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อได้เข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว เราเห็นว่าสิ่งที่เราทำให้กับบ้านเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี หากเราทำได้ดี จะอยู่ในตำแหน่งยาวหรือสั้น ก็ไม่สำคัญสำหรับผม

    ผมเคยเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกตั้งแต่ปี 2547 แล้วก็มีการรัฐประหาร ในปี 2549 ทำให้ต้องออกจากการเมืองไปกว่า 13 ปี ช่วงเวลานั้นคนที่รู้จัก ก็ยังเรียกผมว่ารัฐมนตรีทุกครั้ง วันนี้ต่อให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 3-4 เดือน คนก็ยังเรียกผมว่านายกฯ เหมือนที่ผมเจออดีตนายกฯ อย่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือทักษิณ ชินวัตร ก็เรียกทุกคนว่านายกฯ ทุกครั้ง

    เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ระยะเวลาที่เราอยู่ในตำแหน่ง แต่อยู่ที่ว่าในเวลาที่เรามี เราได้ทำอะไรให้ปังสักอย่างหนึ่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบ้านเมือง ให้เป็นภาพจำของประชาชน ไม่ว่าจะได้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่ผมบอกกับตัวเองเสมอคือ ขณะที่ผมได้เป็นนายกฯ ผมต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดให้กับประเทศชาติ

    นครินทร์: สิ่งที่ปังมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์และทุนเทา แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน นายกรัฐมนตรีมีมาตรการในการแก้ไขอย่างจริงจังอย่างไร

    อนุทิน: เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การบอกว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงินนั้น อาจไม่แฟร์นัก สแกมเมอร์ไม่ใช่ธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่เป็นธุรกิจที่น่ารังเกียจ และไม่สามารถดำเนินการได้ในประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็งหรือพัฒนาแล้วมากนัก กลุ่มเหล่านี้จึงมักแฝงตัวอยู่ในประเทศที่ยังมีช่องว่างทางกฎหมาย

    ประเทศไทยไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน แต่เราอยู่ตรงกลางของภูมิภาค ซึ่งมีความน่าเชื่อถือในสายตาต่างประเทศ ค่าเงินบาทยังเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก คนที่ทำสแกมมักจะเก็บเงินสกุลอื่น เช่น เงินจ๊าด เงินกีบ หรือเงินเรียล แต่ท้ายที่สุดก็เลือกเก็บเงินบาทเพื่อนำไปแลกเป็นดอลลาร์หรือยูโร ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยุ่งยาก แต่สะท้อนว่าเงินบาทมีความน่าเชื่อถือสูง

    ดังนั้น ประเทศไทยจึงกลายเป็นตลาดรองรับ ทางอ้อมในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ต้นทางของอาชญากรรม แต่เป็นพื้นที่ที่ธุรกิจสีเทา ไม่ว่าจะเป็นสแกม ยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ใช้เป็นฐานในการฟอกเงิน

    สิ่งสำคัญที่เราต้องทำคือ มีกฎหมายที่เข้มงวด และเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจจริงในการปราบปราม ซึ่งประเทศไทยมีกลไกเหล่านี้ครบถ้วน ทั้งสำนักงาน ปปง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ได้ดำเนินงานอย่างจริงจังแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน การเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณะอาจทำให้ฝ่ายผู้กระทำผิดรู้เท่าทัน เราจึงต้องใช้กลยุทธ์และความร่วมมือในทางปฏิบัติ โดยได้ย้ำกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลนี้ไม่มีนักเลง หรือมาเฟีย คนใดใหญ่กว่ารัฐบาล เมื่อรัฐบาลไม่เกรงกลัว ผู้ปฏิบัติงานก็ไม่ควรต้องกลัวเช่นกัน

    นครินทร์: นโยบายเชิงรุกที่เป็นรูปธรรม

    อนุทิน: ก็นโยบายที่ตนเองเพิ่งพูดไป รัฐบาลได้เซ็นเช็คเปล่า ในการสนับสนุนเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ มีการพูดคุยกันทุกวัน และผลงานมีอยู่โดยตลอด ทั้งเรื่องยาเสพติดเดือนเดียวจับได้หลายสิบล้านเม็ด เรื่องสแกมก็ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท มีการดำเนินคดีและในบางกรณีมีการเพิกถอนสัญชาติด้วย จำนวนผู้ถูกใส่บัญชีดำมีมากขึ้น

    แต่ข้อมูลบางส่วนไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องทำการสืบสวนในเชิงลับ และขยายผลต่อไปรัฐบาลของตนเองยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง เข้ามาได้เพียง 3 สัปดาห์ก็สามารถถอนสัญชาติ ก็ดำเนินการเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างได้กระทำไปแล้วในรัฐบาลชุดนี้

    นครินทร์: อาจจะมีการเกี่ยวข้องกับ วรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังด้วย

    อนุทิน: ท่านถูกครหา แต่ยังไม่ถูกกล่าวหา และยังไม่มีหลักฐานใดๆ หรือมีหน่วยงานใด ทั้งในไทยและต่างประเทศดำเนินคดี เมื่อมีข่าวออกมาเรื่อยๆ ตนเองก็ต้องแจ้งโดยตรงให้วรภัคลาออก และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อถูกครหาขึ้นมา และอยู่ในกระทรวงที่มีกลไกของกระทรวงนั้นในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้อยู่ ท่านก็แสดงสปิริตทันที

    เรื่องของการดำเนินการต่างๆ ไม่มีทางที่จะพ้นจากหน่วยงานที่กำลังดำเนินการอยู่ หากไม่ผิดก็คือไม่ผิด จะพูดว่าผิดไม่ได้ เราใช้กฎหมายในรัฐบาลของตน มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมและรูปคดี ไม่ใช่ว่าเกลียดคนนี้ ไม่ชอบคนนี้แล้วจะมาเป็นคู่แข่งทางการเมือง ตนเองคิดว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่พยายามใช้กลไกของรัฐมากำจัดคู่แข่งทางการเมือง หรือกีดกัน กล่าวหาให้เกิดความเสียหาย เป็นสิ่งที่ประเทศที่มีอารยธรรมไม่ทำกัน และปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้

    ไม่ฉะนั้นจะเกิดเป็นกงกรรมกงเกวียนไม่จบไม่สิ้น และการเมืองทะเลาะกันโดยใช้กลไกรัฐแกล้งกัน ซึ่งคนที่เดือดร้อนคือ ประเทศและประชาชน คนที่เป็นนักการเมืองต้องไม่ทำเช่นนั้น และตนเองก็จะไม่ทำเช่นนั้น

    ในวันนี้ หากไม่ได้อยู่เพียงแค่ 4 เดือน ตนเป็นมีอำนาจมากที่สุดในรอบ 30 ปี เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย และกำกับดูแลกระทรวงที่สำคัญ รวมถึงหน่วยงานที่สำคัญทั้งหมด หากตนเองเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แค่เดือนเดียวก็ทำได้แล้ว แต่แทนที่จะเจ้าคิดเจ้าแค้น กลับมองว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเปลี่ยน เพราะบนเวทีโลกเต็มไปด้วย Inclusion, Justice, Resilience, Transparency

    นครินทร์: นายกรัฐมนตรีเพิ่งเดินทางกลับมาจากการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่ประเทศมาเลเซีย และการการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่การลงนามการร่วมลงนามในเอกสาร Joint Decoration ปฏิญญาสันติภาพกับประเทศกัมพูชา ซึ่งมีผู้นำมาเลเซียและผู้นำสหรัฐอเมริกาเป็นสักขีพยาน การลงนามนั้นมีความหมายอย่างไรต่อประเทศไทย และนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหานี้เป็นอย่างไร

    อนุทิน: นานาจิตตัง ต่างคนต่างความคิด ตนเองขอใช้โอกาสนี้เรียนประชาชนว่า ประเทศไทยได้ลงนามในปฏิญญา โดยวัตถุประสงค์ที่ตนเต็มใจไปลงนามและตัดสินใจแล้วว่า เพื่อหยุดสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมจะให้ประเทศมีสงครามไม่ได้ หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี คือ ทำให้ประเทศมีความสงบสุข

    หลายประเทศอาจมองว่าสงครามเป็นเรื่องหอมหวาน และอาจได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่สำหรับประเทศไทยไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเราเป็นประเทศที่มีเอกราชและเป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอด การเป็นเช่นนี้ทำให้เราเป็นที่น่าเกรงขามของศัตรูอยู่แล้ว

    ทั้งนี้ ตนไปลงนามเพื่อให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะไม่มีวันเสียดินแดนและไม่มีวันเสียอธิปไตย เพราะในปฏิญญาเขียนอย่างชัดเจนว่า สิ่งใดที่เป็นของไทยก็ต้องเป็นของไทย ไม่มีจุดไหนที่เรายอมแลกเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ตนไปเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้เห็นว่าอย่าคิดรุกรานประเทศไทย หากคิดจะรุกรานจะคิดผิดมาก

    ตนมีเพียง 4 วัตถุประสงค์ และมั่นใจว่า ข้อความของตนใน 4 ข้อนี้ได้ถูกส่งไปยังคู่กรณีอย่างชัดเจน ทั้งยังมีประธานประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นพยาน และมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในฐานะพยานของสังคมโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่าประเทศไทยจะไม่มีสงคราม หากทุกฝ่ายปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้

    นครินทร์: หากมองจากข้อตกลงทั้ง 4 ข้อ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้น เกี่ยวกับการทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (พ.ศ. 2543) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลบนไหล่ทวีป (พ.ศ. 2544) ท่านมองภาพตรงนี้อย่างไร

    อนุทิน: คนละเรื่องกัน ปฏิญญานั้นเป็นเรื่องของการยุติ ไม่ใช่สัญญาสันติภาพ ไม่ใช่สัญญาสงบศึก แต่เป็นประตูแรกที่จะนำไปสู่สันติภาพ ถึงอย่างไรเราก็ควรจะต้องมีสันติภาพในวันหนึ่ง เพราะเราอยู่ตรงกลาง รอบๆ เราไม่มีปัญหาอะไร เราอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน โดยไม่ให้มีช่องว่าง เพื่อให้วงกลมสมบูรณ์ครบลูป เพราะหากวงกลมขาดช่วง อาจทำให้เราขับเคลื่อนสิ่งที่ต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไม่ได้

    หากมีการสู้รบกัน การค้าการขายก็จะได้รับผลกระทบ ซึ่งตนเข้าใจและฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาให้ได้ มูลค่าการค้าขายในพื้นที่ชายแดนในปีหนึ่งเกือบ 170,000 ล้านบาท ประเทศไทยส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท แต่เรานำเข้าเพียง 30,000 ล้านบาท หากเกิดความขัดแย้ง เราก็จะเป็นฝ่ายเสียหายมากกว่า

    ดังนั้น หากเห็นแก่เรื่องการค้าอย่างเดียวก็ไม่ถูก เราต้องฟังเสียงประชาชนด้วย หากประชาชนบอกว่า ไม่เป็นไร แต่ต้องไม่เป็นเบี้ยล่างคู่กรณี ตนก็จะทำตาม แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์ค้างอยู่อย่างนี้ไปอีก 30 ปีได้ หากมีช่องทางอื่นที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้โดยไม่เสียหาย ตนก็พร้อมทำ เพราะในข้อตกลงนั้น ไม่มีส่วนไหนระบุว่า ประเทศไทยต้องปฏิบัติในทางเสียเปรียบ

    ตนมองว่านี่คือสิ่งที่ยุติธรรม และปฏิญญานี้จะเป็นหนทางนำไปสู่การพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งที่เราเสียหายมาให้ดีขึ้น ไม่มีส่วนใดที่ทำเพื่อคู่กรณี มีแต่ทำเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินมาตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา

    นครินทร์: ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกากับ รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญระดับโลก และส่งเสริมการลงทุนนั้น มุมมองของประเทศไทยที่อยู่ในทำเลภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ จุดยืนของประเทศไทยคืออะไร

    อนุทิน: เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องบังเอิญ (Coincidence) หากวันนั้นมีอีก 5 ประเทศมาแสดงเจตจำนงว่าจะลงนาม MOU เช่นนี้ ประเทศไทยก็ไม่มีอะไรเสียหาย แรร์เอิร์ธ คือแร่ที่อยู่ในดิน วันนี้เราเพียงแค่เห็น แต่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ตนเองต้องการขายหินในราคาทองคำ ไม่ใช่ขายหินในราคาก้อนกรวด ต้องการชั่งกิโลขาย ต้องการขายเป็นเม็ด ตนเองถูกสั่งสอนมาแบบนี้ตั้งแต่สมัยอยู่ภาคเอกชน พ่อสอนมาตลอดว่า หากจะขายของให้ได้กำไร ต้องซื้อมาเป็นเมตร แล้วขายเป็นนิ้ว เรื่องนี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน

    คำว่าแรร์เอิร์ธ ถามว่าก่อนหน้านี้เมื่อสิบปีก่อนเคยได้ยินหรือไม่ นอกจากนักวิชาการ หากตนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็คงแทบไม่ได้สนใจ เพราะชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่เมื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง เราไม่ได้บอกว่าจะให้สัมปทานกับผู้ใด เพียงแต่ระบุว่า มีโอกาสที่ประเทศไทยจะมีแร่ธาตุหายาก ซึ่งหากสามารถนำไปแปรสภาพ ก็อาจกลายเป็นวัสดุที่สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าได้มาก

    นครินทร์: นายกรัฐมนตรีคิดว่า แร่ธาตุดังกล่าวจะถือเป็นแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจสองชาติ คือ สหรัฐอเมริกาและจีนหรือไม่

    อนุทิน: จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่แร่เหล่านี้อยู่ในประเทศไทย และเมื่อประเทศไทยยังมีองค์ความรู้ด้านนี้น้อย หากมีประเทศใดเข้ามาขอความร่วมมือ ศึกษา หรือให้ความรู้กับประเทศไทย เราก็พร้อม เพราะประเทศไทยหมดเวลาไปนานแล้ว ที่เราทำอะไรเองไม่ได้ จะสร้างรถไฟใต้ดินหรือสร้างสะพาน ก็ต้องให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการในอดีต

    แต่เมื่อเศรษฐกิจของเราเติบโตขึ้น โลกก็เปิดกว้างมากขึ้น จากเดิมที่เราจ้างต่างชาติทำงาน เราก็เริ่มเข้าไป Joint Venture จนถึงขั้นที่บางครั้งเรากลายเป็นผู้รับสัญญาหลักแทน ฉันใดก็ฉันนั้น วันนี้หากประเทศไทยมีทรัพยากรที่มีมูลค่าจริง เราก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีกฎหมาย มีกฎระเบียบ และมีการทำข้อตกลง (TOR) ที่โปร่งใส เพื่อพัฒนาแร่ธาตุเหล่านี้ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการให้สัมปทานกับใครทั้งสิ้น

    สำหรับตนเองนั้น ไทยแลนด์เฟิร์สอยู่แล้ว นโยบายของพรรคภูมิใจไทย คือ อะไรก็ตามที่คนไทยมีส่วนร่วมได้ คนไทยทำได้ ตนเองจะต้องหาแต้มต่อให้กับคนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่องแรร์เอิร์ธ ไม่ใช่มีแค่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ลงนาม แต่ยังมีอีก 8 ประเทศในอาเซียน ประเทศไทยเพียงแค่เสนอตัวเข้ามาเพื่อศึกษาเท่านั้น และไม่ได้จำกัดว่าต้องร่วมกับประเทศใดประเทศหนึ่ง ใครเสนอเข้ามาเพื่อศึกษา หรือสร้างโอกาสให้ ประเทศไทยก็พร้อมรับฟังและพิจารณา ไม่ได้แตกต่างจากข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เราเคยลงนามมา

    นครินทร์: การลงนามครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ นายกรัฐมนตรีได้พบกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา รวมถึงสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วประเทศไทยจะบาลานซ์ และรักษาจุดยืนระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสองอย่างไร

    อนุทิน: การที่จะบาลานซ์ตนเองกับกับใคร เราต้องเริ่มจากความจริงใจ และต้องมีความมั่นใจในตัวเองว่า เราก็มีดีเหมือนกัน เราอย่าเล่นเป็นนกมีหู หนูมีปีก กระโดดโลดเต้นไปทั่ว สุดท้ายคนที่หมดแรงก็คือเราเอง ประเทศไทยมีจุดแข็งมากมาย เรามีคนเก่ง มีเทคโนโลยี เงินทุนก็ไม่ได้ขาด และยังสามารถจัดหาความร่วมมือจากประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการวางตัวของเราให้เป็นพาร์ตเนอร์ ให้เป็นคู่ค้า และคู่คิด ไม่ใช่ขี้ข้าของใคร

    นครินทร์: ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกข้างหรือไม่

    อนุทิน: เราเลือกข้างตัวเอง เราต้องคิดถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นสำคัญ สุดท้ายแล้วเราต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง หากวันหนึ่งไม่มีใครคบเรา เราก็ต้องมั่นใจว่าเราสามารถผลิตอาหารและปัจจัย 4 ได้ ซึ่งความจริงแล้ว โอกาสที่เราจะถึงจุดนั้นก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่าง เรามีแหล่งพลังงานของตัวเอง มีก๊าซธรรมชาติ และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ จนกลายเป็นแหล่งผลิต เป็นซัพพลายเชน เป็นแหล่งกำเนิดของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย

    ประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก เราเห็นชุมชนต่างๆ แล้วสงสัยว่า ทำไมยังต้องไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ในประเทศไทยเองก็ยังมีพื้นที่อีกมากมาย ทำไมต้องเน้นเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำไมไม่กระจายการลงทุนไปทั่วทุกจังหวัด จังหวัดที่อยู่รอบ EEC ก็สามารถให้การลงทุนได้เท่าเทียมกัน ถ้ามีทรัพยากรในพื้นที่ เช่น แร่ธาตุ ทำไมจะพัฒนาไม่ได้

    ประเทศไทยเคยทำได้แล้ว สมัยที่ค้นพบแร่สังกะสีที่อำเภอผาแดง จังหวัดตาก เมื่อมีการลงทุนเข้าไป จังหวัดตากก็กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างมาก สร้างรายได้และโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน นี่คือแนวคิดหลัก เรามีโอกาสอีกมากในการสร้างความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ต้องทำทุกมิติไปพร้อมกัน

    ตนเองเคยพูดกับผู้นำหลายประเทศว่า เราน่าจะจ้างคนเขียนสปีชเพียงคนเดียวได้เลย เพราะบริบทที่ทุกประเทศพูดนั้นคล้ายกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Geopolitics, Sustainability, Leave No One Behind อยู่ที่ว่าใครจะหยิบคำไหนขึ้นมาก่อน เพราะทั้งหมดอยู่ในกรอบเดียวกัน

    ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ คือสร้างภูมิรัฐศาสตร์ที่แข็งแรง ควบคู่ไปกับการสร้างระบบความยุติธรรมให้มีความยุติธรรมจริง ๆ ต้องมี Inclusivity ให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประเทศไทยมีโอกาสเข้าเป็นสมาชิก OECD และยกระดับดัชนีความเชื่อมั่นของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือรากฐานของภูมิรัฐศาสตร์ที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    นครินทร์: ปัญหาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ หรือความสามารถในการแข่งขัน แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือน นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดหรือทิศทางอย่างไร ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

    อนุทิน: ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลชุดนี้คือการมีทีมที่แข็งแรง ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ล้วนเป็นผู้มีความเข้าใจกลไกของรัฐและเป็นนักปฏิบัติจริง

    ในฐานะรัฐบาล เรื่องปากท้องของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเรามีช่องทางอย่างนโยบายคนละครึ่งพลัส ก็มีบางคนพูดว่าอาจเป็นการคัดลอกนโยบายของรัฐบาลก่อน แต่ตนไม่ได้คิดเช่นนั้น สิ่งที่ตนคิดคือ ประชาชนได้อะไร หากประชาชนได้ และนโยบายสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ระดับ 0.5% หรือ 0.7% ก็ถือว่าดีที่สุด เพราะสิ่งสำคัญคือเม็ดเงินลงสู่ระบบ ประชาชนได้ใช้ และรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงการแจกฟรี

    เพราะเมื่อมีการแจกฟรี เดี๋ยวเจ้าหนี้ก็มาทวง แต่คนละครึ่ง คือการที่ประชาชนร่วมจ่าย รัฐสมทบ เป็นการคูณสองที่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจให้เกิดกระแสหมุนเวียนขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าจะยากดีมีจน

    คนที่ใช้มือถือสมาร์ทโฟนก็สามารถลงทะเบียนได้ ส่วนคนที่ใช้ไม่เป็น รัฐบาลก็มีนโยบายสวัสดิการแห่งรัฐเติมเงินให้โดยตรง ทุกคนต่างได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับ 2,000 บาท ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลในระยะเวลาเพียง 4 เดือนสามารถทำได้ และได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี

    ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีความหมายและสำคัญมาก

    ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ขับเคลื่อนนโยบาย ไฟฟ้าชุมชน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจบริบทพลังงานยุคใหม่ ที่ต้องลดการพึ่งพาคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาด

    รัฐบาลมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนทั่วประเทศ รวมกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ โดยแต่ละแห่งไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ เพื่อให้แต่ละหมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้เพียงพอ หากใช้ไม่หมดก็สามารถขายคืนระบบได้ รายได้ส่วนนี้จะเข้าสู่กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน เพื่อยกระดับชุมชน

    สิ่งเหล่านี้คือการสร้างความคุ้นเคยให้ประชาชนอยู่ในโลกที่มีกติกาใหม่ รักธรรมชาติ ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็น Groundwork ที่รัฐบาลชุดนี้วางไว้ให้รัฐบาลในอนาคตสามารถต่อยอดได้ต่อไป

    นครินทร์: 3 สิ่งที่ต้องโฟกัสที่สุด เพื่อให้สำเร็จมากที่สุด ภายในระยะเวลา 4 เดือนนี้ นายกรัฐมนตรี จะจัด Priority (ลำดับความสำคัญ) อย่างไร

    อนุทิน: การลำดับความสำคัญของตนเอง คือ การยุบสภาในวันที่ 31 มกราคม อย่างช้าที่สุด และเราก็ต้องทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ตอนแรกเราพยายามเข็นโครงการ คนละครึ่งพลัสออกมาให้ได้ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์หลังเข้ามาบริหารบ้านเมือง ตอนนี้เรากำลังคิดถึง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งน่าจะทำได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคม และจะทำให้เสร็จก่อนยุบสภา เพื่อให้ประชาชนได้อาฟเตอร์ช็อกอีกครั้ง

    ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ และการผลักดันค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ เราได้นำมาต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลก่อนเคยทำและยังค้างคา เพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ ถามว่าเป็น ไพรออริตี้จริงหรือไม่ ใช่ครับ เพราะสิ่งสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและปัญหาปากท้องของประชาชนให้ดีขึ้น

    ขณะที่ ปัญหาชายแดน เราก็สามารถแก้ไขได้ ตั้งแต่ตนเองเข้ามารับตำแหน่ง ยังไม่มีลูกกระสุนสักลูก ไม่มีระเบิด ไม่มีจรวด และไม่มีทหารได้รับบาดเจ็บ เพราะเรามีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด

    ส่วนเรื่องเปิดด่านก็เช่นกัน เราทำตามสิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและความรู้สึกว่าประเทศของเราแข็งแรง เราจึงต้องดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ เปิดด่านเป็นไพรออริตี้ สุดท้ายของประชาชน จากนี้ไปจนถึงจุดนั้น ตนเองขอยืนยันว่าจะไม่มีสิ่งใดที่ทำให้คนไทยเสียเปรียบ หากคิดด้วยความเป็นธรรม และจะไม่ยอมอะไรที่ไม่เป็นธรรมกับคู่กรณีแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-3/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t-ka8T1ax5QKSHQwyhoQV

  • นายกฯ จีนมั่นใจมูลค่าเศรษฐกิจพุ่งทะลุ 23.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี : อินโฟเควสท์

    นายกฯ จีนมั่นใจมูลค่าเศรษฐกิจพุ่งทะลุ 23.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี : อินโฟเควสท์

    หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน คาดการณ์ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของจีนจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 170 ล้านล้านหยวน (23.9 ล้านล้านดอลลาร์) ภายในระยะเวลา 5 ปี พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นจีนว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโตสำหรับบริษัทระดับโลก ในขณะที่รัฐบาลพยายามบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับภาวะไร้สมดุลทางการค้าของประเทศ

    นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวกับบรรดาผู้นำรัฐบาลและภาคธุรกิจที่มาร่วมประชุม “China International Import Expo” ในนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเปิดฉากขึ้นในวันนี้ (5 พ.ย.) ว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก พร้อมกับย้ำว่าจีนจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคเพื่อปลดปล่อยศักยภาพของตลาด

    สำหรับการประชุมครั้งนี้ มี อิราคลี โคบาคิดเซ นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย และดูโร มาคัท นายกรัฐมนตรีเซอร์เบีย เข้าร่วมด้วย

    ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมนั้น หลี่ได้วิพากษ์วิจารณ์มาตรการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจน โดยกล่าวว่า “มาตรการที่ดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวและการกีดกันทางการค้าได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ” และเสริมว่า จีนจะทำงานร่วมกับประเทศอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกให้มีเสถียรภาพ

    ทั้งนี้ การแสดงความเห็นของหลี่ มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากจีนและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงสงบศึกทางการค้าชั่วคราวในระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนได้เจรจาร่วมกันที่เกาหลีใต้ โดยผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะปรับลดภาษีศุลกากรและยกเลิกการควบคุมการส่งออก รวมทั้งขจัดอุปสรรคทางการค้าอื่น ๆ

    ที่ผ่านมานั้น ความตึงเครียดทางการค้าได้ส่งผลต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้าของจีน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจีนได้ให้คำมั่นว่าสร้างรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า เจ้าหน้าที่ผู้กำหนดนโยบายของจีนมีความมุ่งมั่นมากขึ้นในการส่งเสริมการบริโภคในหมู่ประชากร 1.4 พันล้านคนภายในประเทศ เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพากันต่อต้านสินค้าราคาถูกของที่ไหลเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543049&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dap_REqZYuU6MWEGNXz4-

  • ‘พาณิชย์’ หารือฝรั่งเศส กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า  ร่วมมือด้านคมนาคม-พลังงาน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ‘พาณิชย์’ หารือฝรั่งเศส กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า ร่วมมือด้านคมนาคม-พลังงาน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    ‘พาณิชย์’ หารือฝรั่งเศส กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า ร่วมมือด้านคมนาคม-พลังงาน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.16 น.

    กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิด มุ่งอำนวยความสะดวก ขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ยกระดับสู่ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกัน พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย–อียู ให้สำเร็จโดยเร็ว

    นายรัชวิชญ์ ปิยะปราโมทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจ (High Level Economic Dialogue หรือ HLED) ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ครั้งที่ 6 โดยไทยเป็นเจ้าภาพ  เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เป็นประธานการประชุมร่วมกับนางมากาลี เซซานา อธิบดีกรมการค้าทวิภาคีและพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์และนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน

    นายรัชวิชญ์ กล่าวว่า ฝรั่งเศสสนใจที่จะขยายความร่วมมือและการลงทุนสาขาการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางราง การขนส่งมวลชนในเมือง การขนส่งทางถนน การขนส่งทางน้ำ และโลจิสติกส์ รวมถึงการบินและอากาศยาน ซึ่งปัจจุบันสองฝ่ายหารือเพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาการคมนาคมขนส่งของไทย สำหรับสาขาการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะนี้สองฝ่ายอยู่ระหว่างจัดทำร่างปฏิญญาแสดงเจตจำนงเพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพลังงานระหว่างกันในด้านพลังงานทางเลือก การพัฒนาระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงส่งเสริมการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไฟฟ้า (EV) เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยไทยได้นำเสนอนโยบายและแผนการปรับตัวด้านพลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย นอกจากนี้ สองฝ่ายยังได้หารือถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาบริการด้านดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สำหรับที่ผ่านมา ไทยและฝรั่งเศสมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในหลายด้าน ทั้งระบบราง ดาวเทียมและอวกาศ การบิน และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าสามารถกระชับความร่วมมือเหล่านี้ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ นำเสนอกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสำหรับสินค้าแฟชั่นและการออกแบบ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการชุดไทย และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแฟชั่นในช่วง Paris Fashion Week โดยมีแผนจะเชิญผู้แทนระดับสูงของฝรั่งเศสเข้าร่วมกิจกรรมในช่วงปีหน้า นอกจากนี้ สองฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจา FTA ไทย-อียู ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลการเจรจาให้ได้โดยเร็ว โดยเชื่อว่าการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ความตกลงการค้าฉบับนี้ สามารถสรุปผลได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสและยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-อียู และไทย-ฝรั่งเศส ต่อไป

    ทั้งนี้ การประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จัดขึ้นครั้งแรก ในปี 2558 เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน สำหรับฝรั่งเศสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 24 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป รองจากเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และอิตาลี โดยในปี 2567 การค้าระหว่างไทยและฝรั่งเศส มีมูลค่า 5,669.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปฝรั่งเศส มูลค่า 1,959.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากฝรั่งเศส มูลค่า 3,709.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เลนซ์ และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องประดับอัญมณี เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/925705&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IXRHT5w2DscSUgpoeNGx0