Category: เศรษฐกิจ

  • “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 “ดร.เอ้”  สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า พรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่จังหวัด ยะลา ช่วยหาเสียงผู้สมัคร ส.ส. พรรคไทยก้าวใหม่ครบทั้ง 3 เขต นับเป็นการประเดิมสนามเลือกตั้งของพรรคในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    ช่วงเช้า ดร.เอ้ พร้อมผู้สมัคร เดินพบปะประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และผู้มาจับจ่ายที่ตลาดสดพิมลชัย ก่อนลงพื้นที่สถานีรถไฟยะลา แนะนำตัวผู้สมัคร หมายเลข 49 รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากคนในพื้นที่

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    ตลอดวันยังมีกำหนดเยี่ยมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ลงพื้นที่ชุมชนบุดี รับชมการแสดงปัญจสีละ และเดินทางไปยังอำเภอบันนังสตา เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ที่เคยได้รับผลกระทบด้านความมั่นคง

    ดร.เอ้ ระบุว่า พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับ นโยบายการศึกษา เป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งดูแลการศึกษาเด็กและเยาวชนอย่างเท่าเทียม ตั้งแต่โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนรัฐ และเอกชน ไปจนถึงการเรียนฟรีตามศักยภาพในระดับอุดมศึกษา

    ขณะเดียวกัน พรรคมีแนวคิดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการยกระดับสถานีรถไฟยะลา และผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมต่อจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ผ่านยะลา สู่หาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชายแดน

    “ดร.เอ้”นำไทยก้าวใหม่ หาเสียงยะลา ชูการศึกษาเท่าเทียม ฮาลาลดันเศรษฐกิจใต้

    นอกจากนี้ ยังเสนอการส่งเสริม อุตสาหกรรมฮาลาล สู่ระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับมาเลเซียและประเทศตะวันออกกลาง เพื่อสร้างงานและรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YeWUBlFSLdFSHJYRKg34t

  • “สุทิน” ชี้ “อีสาน” ยังมีปัญหาต้องแก้ไข “เพื่อไทย” สานต่อล้างหนี้เกษตรกร

    “สุทิน” ชี้ “อีสาน” ยังมีปัญหาต้องแก้ไข “เพื่อไทย” สานต่อล้างหนี้เกษตรกร

    คำถามที่ว่าชายแดนยังร้อน ปากท้องคนจนจะแก้ยังไง

    นายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้มองรถยนต์คันหนึ่งคือรถยนต์ประเทศไทย รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ 4 ล้อ สามล้อคือภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ สามล้อนี้แข็งแกร่งแต่มี 1 ล้อที่ไม่แข็งแรงบวมและค่อนข้างที่จะรั่วบ่อยคือล้ออีสานรถยนต์คันนี้มีล้อด้านหนึ่งมีปัญหาเรารู้ข้อเท็จจริงนี้มาโดยตลอดทำให้รถคันนี้วิ่งส่าย นั่นคือประเทศไทยที่พัฒนาไม่สมดุล ทั้งนี้ เพื่อไทยมองว่าต้องจัดการล้อ ล้อนี้ให้แข็งแรงสมบูรณ์กลับมาให้ 4 ล้อนี้วิ่งด้วยความสมดุล ทำให้รถคันนี้จะได้ไม่ส่าย

    นายสุทิน ยังกล่าวต่อว่า พัฒนาอีสานต้องคิดเป็นระบบคิดแยกส่วนไม่ได้ต้องบูรณาการด้านการเกษตรอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา ต้องเป็นแพ็คเกจ นโยบายเบื้องต้นจัดการเศรษฐกิจฐานรากเพราะคนอีสานเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ วันนี้เพื่อไทยจึงเข้ามาล้างหนี้ก่อนรับประกันรายได้สินค้าเกษตรประกันกำไรทุกตัวแก่เกษตรกร ต่อไปนี้ไม่ต้องมาอยู่กับความเสี่ยงเรื่องราคา ประกันกำไร 30% นี่คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาวอยากให้นึก ที่หลายคนบอกจะทำอุตสาหกรรมจะทำเรื่องท่องเที่ยว เพื่อไทยคิดเป็นแพ็คเกจว่าต่อไปนี้อีสานจะต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเราทำแล้ว รัฐบาลก่อนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค เหนือ อีสาน ใต้ แต่อีสานยังทำไม่เป็นรูปธรรม 

    เพื่อไทยจะเข้ามาผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคอีสานให้สำเร็จถ้าสร้างเสร็จจะเกิดอัตราแรงงานขึ้นมา 5 แสนตำแหน่งทันที GDP จะพุ่งขึ้น 3% ทันที และสำคัญที่สุด ซึ่งในรัฐบาลก่อนทำไว้แล้วแต่ยังไม่แล้วเสร็จคือระเบียงเศรษฐกิจชายแดนซึ่งเป็นตัวทำเงินกับประเทศเพื่อนบ้านที่มุกดาหาร นครพนม หนองคายถูกปล่อยทิ้งไว้รวมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ทำแล้วแต่ทำไม่เสร็จ รอเพื่อไทยเข้ามาอัดนวัตกรรมเทคโนโลยีและ AI เข้าไป 
     

    คำถามจากภาคเอกชน นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ถามว่า มีนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรที่สามารถสร้างรายได้มากกว่าการแจกเงินประชานิยม

    นายสุทิน ตอบว่า มองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ฐานราก มุ่งเน้นเศรษฐกิจฐานรากวันนี้พบว่าฐานรากคือเกษตรกรขาดกำลังที่จะเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้ เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวในเมืองซบเซาเพราะฉะนั้นเพื่อไทยมองว่าวันนี้ต้องอัดฉีดลงไปที่ฐานรากอีกครั้ง แต่ถ้าอัดฉีดโดย มีตัวชี้วัดมีเป้าหมายที่ชัดเจนอย่าเรียกว่าประชานิยมเลย ถ้าแจกเปล่าๆโดยไม่มีตัวชี้วัด โดยไม่มีตัวคาดหมาย อย่างนี้เรียกว่าประชานิยม วันนี้จึงต้องปลดหนี้เกษตรกรก่อนเพื่อคืนกำลังการผลิตคืนกำลังการจับจ่ายใช้สอยให้เกษตรกรแล้วอาชีพเกษตรกร จะมีการประกันรายได้ให้กับผลผลิตทางการเกษตรมีกำไรไม่ต่ำกว่า 30% ทุกรายการผลิต ถ้าเราทำให้เกษตรกรแข็งแรง นั่นคือการทำให้เกษตรกรมีเงินฐานรากมีเงินก็จะเคลื่อนไปได้จะทำให้พีระมิดเคลื่อนด้วย วันนี้ถ้าเกษตรกรทุกคนมีเงินถ้าหอการค้าภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบูมแน่นอน

    นอกเหนือจากการอัดฉีด โดยการล้างหนี้ให้ชาวบ้านมีเรี่ยวแรงขึ้นมาแล้วประกันรายได้สินค้าการเกษตรแล้ว ต่อไปนี้เกษตรต้องเป็นเกษตรมูลค่าสูงจะให้ชาวบ้านปลูกเยอะๆมูลค่าต่ำๆเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ทุกอย่างต้องเป็นมูลค่าสูง ซึ่ง แคนดิเดตของเราที่เป็นลูกพี่ของ AI ก็จะเอาเทคโนโลยีนวัตกรรม AI เข้ามาเติมเรื่องพวกนี้ให้เป็นเศรษฐกิจที่แข็งแรง 

    ทั้งนี้ วันนี้อาจจะไม่ใช่แจกเงินแต่เป็นการกระตุ้นทางอ้อมอย่างนโยบายแจกเงินวันละ 9 ล้าน 9 คนนั้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายเติมเงิน 3,000 บาท ซึ่งจะแจกตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

    คนไทย 18 ปี ต่อไปนี้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 บาทซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุด้วยคนตกงานคนป่วยติดเตียง

    ซึ่งคนกลุ่มคนเหล่านี้จะต้องได้รับรัฐต้องดูแลคนละ 3,000 บาท เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งนโยบายนี้เป็นการเติมเงิน เพราะการให้เปล่าๆไม่ทำให้เกิดการพัฒนาของคน ไม่ได้ให้ฟรีและไม่ได้จ้าง ผู้สูงอายุให้เปล่าไปเลย

    ซึ่งการเติมให้ เช่น ผู้สูงอายุ เมื่อได้เบี้ยยังชีพ 600 บาทแล้วก็เติมอีก 2,400 บาทเพื่อให้ครบ 3,000 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DLoz0fYqOUMuWeJytJuDl

  • ‘ส้มปั่น’ ยกแผง

    ‘ส้มปั่น’ ยกแผง

    อันดับ ๑ ร้อยละ ๒๙.๐๘ ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

    อันดับ ๒ ร้อยละ ๒๒.๒๔ ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

    อันดับ ๓ ร้อยละ ๑๒.๕๒ ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

    อันดับ ๔ ร้อยละ ๑๒.๑๒ ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

    อันดับ ๕ ร้อยละ ๙.๓๖ ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ ๖ ร้อยละ ๓.๗๖ ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    อันดับ ๗ ร้อยละ ๑.๙๒ ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    อันดับ ๘ ร้อยละ ๑.๖๘ ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

    อันดับ ๙ ร้อยละ ๑.๒๔ ระบุว่าเป็น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน)

    สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า

    อันดับ ๑ ร้อยละ ๓๓.๕๖ ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    อันดับ ๒ ร้อยละ ๒๒.๗๖ ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    อันดับ ๓ ร้อยละ ๑๖.๙๒ ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ ๔ ร้อยละ ๑๒.๗๖ ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    อันดับ ๕ ร้อยละ ๓.๔๔ ระบุว่าเป็นพรรคเศรษฐกิจ

    อันดับ ๖ ร้อยละ ๒.๙๒ ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

    อันดับ ๗ ร้อยละ ๑.๘๔ ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อันดับ ๘ ร้อยละ ๑.๔๐ ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม

    อันดับ ๙ ร้อยละ ๑.๐๘ ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    ร้อยละ ๓.๒๘ ระบุอื่นๆ

    พรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า

    อันดับ ๑ ร้อยละ ๓๔.๒๐ ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    อันดับ ๒ ร้อยละ ๒๒.๖๐ ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    อันดับ ๓ ร้อยละ ๑๖.๒๐ ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ ๔ ร้อยละ ๑๓.๒๐ ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    อันดับ ๕ ร้อยละ ๓.๔๐ ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    อันดับ ๖ ร้อยละ ๒.๖๐ ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ

    อันดับ ๗ ร้อยละ ๒.๒๐ ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อันดับ ๘ ร้อยละ ๑.๒๐ ระบุว่าเป็น พรรคกล้าธรรม

    อันดับ ๙ ร้อยละ ๑.๑๒ ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    ร้อยละ ๓.๒๐ ระบุอื่นๆ

    ถ้าผลเลือกตั้งออกมาแนวนี้ การตั้งรัฐบาลมีหลากหลายสูตร ดีดลูกคิดกันปวดกบาลแน่นอน

    พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย จะเป็นตัวแปรสำคัญอย่างมากที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

    เดิมทีคาดการณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส.ประมาณ ๔๐-๕๐ ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย ๙๐-๑๐๐ ที่นั่ง

    แต่ผลโพลในภาพรวม พรรคประชาธิปัตย์หายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทย

    ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ สส. ๑๐๐ ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องได้ ๗๐-๘๐ ที่นั่ง

    ส่วนพรรคกล้าธรรมของ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” จบเห่ครับ แพ้กระทั่งพรรคเศรษฐกิจ ที่มี “พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์” ชูโรงเพียงคนเดียว 

    ผลออกมาตามนี้ พรรคผู้กองธรรมนัสเป็นพรรคต่ำสิบในทันที

    ส่วนคู่เอก พรรคส้ม กับพรรคภูมิใจไทยนั้น “อนุทิน” แพ้ “หัวหน้าเท้ง” แบบหมดรูป          

    แม้พรรคภูมิใจไทยจะมี ๓ ทหารเสือ “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” เป็นตัวชูโรง เป็นตัวแปรสำคัญในการเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังแพ้มือใหม่อย่าง “เท้ง-ไหม-ต้น” ของพรรคส้ม

    นี่้ว่ากันเรื่องผลเลือกตั้งนะครับ แต่การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นอีกเรื่อง

     ผลโพลออกมาแบบนี้มีคำถามเยอะครับ

    เป็นไปได้อย่างไรที่พรรคกล้าธรรมจะเป็นพรรคต่ำสิบ

    กระแสความนิยม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สามารถแปรเป็นจำนวนเก้าอี้ สส.ได้มากชนิดหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยได้จริงหรือ

    กระแสพรรคส้มยังสูงชะลูด ตูดปอด เหมือนการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ จริงๆ หรือ

    ที่สำคัญประชาชนต้องการรัฐบาลแบบไหนกันแน่

    มาปฏิรูปประเทศทุกด้านรื้อมันหมดทุกอย่าง หรือมากอบกู้เศรษฐกิจเพราะไม่มีอะไรจะกินกันแล้ว

    นิด้าโพลเคลมว่า ทำการสำรวจระหว่างวันที่ ๒๓-๒๗ มกราคมที่ผ่านมา จากประชาชนที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ

    รวมจำนวนทั้งสิ้น ๒,๕๐๐ หน่วยตัวอย่าง

    สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ๐.๐๕ ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ ๙๗.๐

    ระดับความแม่นถือว่าสูงทีเดียว

    ก็มีคำถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น

    ว่ากันเรื่อง สส.ระบบเขต

    ประเทศไทยมีเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น ๔๐๐ เขต เพราะมี สส.เขต ๔๐๐ คน

    ถ้าสำรวจจาก ๒,๕๐๐ หน่วยตัวอย่าง ซึ่งก็คงหมายถึง ๒,๕๐๐ คน ก็เท่ากับว่า แต่ละเขตเลือกตั้งนั้น นิด้าโพลโทร.ไปถามประชาชน ๖.๒๕ คน

    ค่าเฉลี่ยแต่ละเขตเลือกตั้ง มีผู้ใช้สิทธิประมาณ ๑.๖ แสนคน ต่อ สส. ๑ คน

    ก็เท่ากับให้คน ๖.๒๕ คนพูดแทนคน ๑.๖ แสนคน

    ถ้าผมเข้าใจอะไรผิดอยากให้นิด้าโพลเติมความรู้ให้ด้วย แต่ตัวเลขเท่าที่นิด้าโพลแถลงมา บวกลบคูณหารแล้ว มันออกมาอย่างที่เห็น

    ครับ…ก็ดูเอาไว้เป็นข้อมูล ผลการเลือกตั้งอาจเป็นตามนี้ หรือออกมาเป็นคนละเรื่องกันเลยก็ได้

    แต่…ก่อนเข้าคูหาอยากให้ “ผู้มีสิทธิ” คิดให้ตกผลึกว่าอยากได้รัฐบาลมาทำอะไรให้กันแน่

    อยากแก้รัฐธรรมนูญ

    แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    แก้ปัญหาชายแดน

    แก้ปัญหาเทาๆ

    แต่ละพรรคก็เห็นตัวคน เห็นความรู้ความสามารถแล้ว

    อยู่ที่ท่านๆ ครับว่าจะเลือกใคร ไปทำอะไรให้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/939868/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lV7HdYjOhcvGZG3aFJR93

  • โลกการลงทุนไม่เหมือนเดิม กบข.รื้อใหญ่ จัดพอร์ตสินทรัพย์ใหม่

    โลกการลงทุนไม่เหมือนเดิม กบข.รื้อใหญ่ จัดพอร์ตสินทรัพย์ใหม่

    Loading…

    โลกการลงทุนไม่เหมือนเดิม กบข.รื้อใหญ่ จัดพอร์ตสินทรัพย์ใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38Q2yq02vEE9Vg6FfoA7jy

  • พร้อมเลือกตั้ง 2569 เทียบไฮไลต์ ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ 3 พรรคใหญ่

    พร้อมเลือกตั้ง 2569 เทียบไฮไลต์ ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ 3 พรรคใหญ่

    โค้งสุดท้ายแล้ว! ก่อน ‘เลือกตั้งนอกเขต’ ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    Brand Inside ขอชวนทุกคนมาอ่านนโยบายเศรษฐกิจของ 3 พรรคใหญ่ อย่างพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคไหนบ้างที่มีนโยบายที่ใช่สำหรับคุณ แล้วอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ของตนเองกัน

    อ่านบน Facebook

    แหล่งที่มา: พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย, BBC

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    Related

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/economic-policy-3-candidate-for-elec-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z02hMcj-1wX7HvYX612x-

  • เศรษฐกิจแห่งอนาคต กุญแจสู่ความมั่งคั่งของมนุษยชาติ

    เศรษฐกิจแห่งอนาคต กุญแจสู่ความมั่งคั่งของมนุษยชาติ

    สัปดาห์นี้ ขอพาผู้อ่านเข้าสู่โหมดการค้นหาความคิดที่ดูจะสิ้นสุดไม่ได้ของ “อีลอน มัสก์” บุรุษผู้เรียกตัวเองว่า “เอเลี่ยนแห่งโลกมนุษย์” แทนที่เรื่องเดิมๆ ที่เราพบเจอมาตลอดทั้งเดือน

    การปรากฏตัวของ มัสก์ บนเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของปีนี้ ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมตั้งแต่อนาคตของอารยธรรมมนุษย์ บทบาทของ AI และหุ่นยนต์ Humanoid ไปจนถึงเรื่องพลังงาน อวกาศ และความหมายของการมีชีวิต

    วิสัยทัศน์ของ มัสก์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่บริษัทในเครืออย่าง SpaceX หรือ Tesla แต่เขาได้สะกดผู้คนในห้องประชุมด้วยคำทำนายที่เขย่าโลกวา ภายในปี 2026 AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หนึ่งคน และในปี 2030 จะฉลาดกว่ามนุษย์ทั้งโลกรวมกัน

    มัสก์ ระบุว่าหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla จะสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ภายในสิ้นปี 2026 ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายจริงภายในสิ้นปี 2027 สิ่งนี้นำไปสู่แนวคิดสำคัญที่ว่า AI และหุ่นยนต์จะเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนของโลก โดยเศรษฐกิจแห่งอนาคตจะถูกขับเคลื่อนด้วยหุ่นยนต์และพลังงานราคาถูก ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างโลกจากยุคแห่ง “ความขาดแคลน” ไปสู่ยุคแห่ง “ความอุดมสมบูรณ์”

    ความมั่งคั่งไม่ใช่เงิน แต่คือความสามารถในการผลิต

    มัสก์ เสนอให้เรานิยามคำว่าความมั่งคั่งใหม่ เขามองว่า “เงิน” เป็นเพียงตัวกลาง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถของสังคมในการผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อชีวิตในต้นทุนที่ต่ำมากและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน หากอาหาร ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และการดูแลสุขภาพ สามารถผลิตได้อย่างมหาศาลด้วยต้นทุนที่เข้าใกล้ศูนย์ มนุษย์ทั้งโลกจะมั่งคั่งขึ้นพร้อมกัน แม้รายได้เชิงตัวเงินจะไม่เพิ่มขึ้นเลยก็ตาม

    สูตรเศรษฐกิจใหม่: เมื่อหุ่นยนต์แทนที่แรงงานมนุษย์

    ในโลกอนาคต มัสก์ มองว่า GDP จะไม่ผูกติดกับจำนวนแรงงานหรือชั่วโมงการทำงานของมนุษย์อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับสมการที่เรียบง่ายคือ:ศักยภาพเศรษฐกิจ = จำนวนหุ่นยนต์ X ความสามารถของหุ่นยนต์ 

    หุ่นยนต์และ AI สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง พัฒนาความสามารถได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพเหมือนมนุษย์ หากโลกมีหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาล ศักยภาพการผลิตของโลกจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    เครื่องมือขจัดความยากจนเชิงโครงสร้าง

    มัสก์ เชื่อว่าความยากจนเกิดจากต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป เมื่อ AI และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานในภาคการผลิต การก่อสร้าง โลจิสติกส์ ไปจนถึงการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ต้นทุนของสินค้าและบริการพื้นฐานจะลดลงอย่างรุนแรง ความยากจนเชิงโครงสร้างจะถูกทำลายลงไม่ใช่ด้วยการแจกเงิน แต่ด้วยการทำให้ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตมีอยู่อย่างเหลือเฟือจนทุกคนเข้าถึงได้

    โลกที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด

    มัสก์ ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ มนุษย์จำนวนมากอาจต้อง “ตกงาน” แต่เขาเชื่อว่านี่ไม่ใช่โศกนาฏกรรม หากโลกสร้างความอุดมสมบูรณ์ได้จริง เศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากการทำงานเพื่อ “เอาชีวิตรอด” เป็นการเลือกทำงานในสิ่งที่ “มีความหมาย” มนุษย์จะมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์ แทนที่จะใช้พลังงานชีวิตทั้งหมดไปกับการแลกหยาดเหงื่อเพื่อปัจจัยพื้นฐาน

    พลังงานราคาถูก: ตัวคูณสำคัญของความมั่งคั่ง

    หัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจแบบนี้เกิดขึ้นได้คือพลังงานราคาถูกจำนวนมหาศาล มัสก์ให้ความสำคัญสูงสุดกับการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ และระบบจัดเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ เพราะ AI และหุ่นยนต์ต้องใช้พลังงานมหาศาล โดยเฉพาะหุ่นยนต์ Humanoid ที่กำลังถูกพัฒนาให้ทำงานได้อย่างละเอียดอ่อนใกล้เคียงมนุษย์ ซึ่งภายในปี 2030 หุ่นยนต์เหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ได้ในวงกว้าง โดยที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมและกำหนดทิศทางเพื่อความปลอดภัย

    บทสรุปจากวิสัยทัศน์ของ อีลอน มัสก์

    เศรษฐกิจแห่งอนาคตตามมุมมองของ มัสก์ ไม่ใช่โลกที่มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่รวยขึ้น แต่คือโลกที่ต้นทุนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ มนุษย์จะมั่งคั่งขึ้นไม่ใช่เพราะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น แต่เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อคุณภาพชีวิตที่ดี

    วิสัยทัศน์นี้ดูจะสวนทางกับแนวคิดของนักการเมืองและรัฐบาลไทยในปัจจุบัน ที่มักนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาด้วยการลดราคาน้ำมันเป็นหลัก แทนที่จะนำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไปสู่พลังงานไฟฟ้าราคาถูกจากแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่เหมือนที่หลายประเทศกำลังเร่งปรับตัว

    แล้วผู้อ่านล่ะ ท่านเชื่อแบบเดียวกันนี้ไหม?!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2911231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nAiNwQ96tBC2_uka6w8CX

  • กลุ่มเมือง GDP หลักล้านล้านหยวนขยายตัวสะท้อน ‘เศรษฐกิจจีน’ แข็งแกร่ง

    กลุ่มเมือง GDP หลักล้านล้านหยวนขยายตัวสะท้อน ‘เศรษฐกิจจีน’ แข็งแกร่ง

    สำนักข่าวซินหัว รายงาน แม้เผชิญความไม่แน่นอนระดับโลกและความท้าทายภายในประเทศ แต่หลายเมืองและมณฑลของจีนมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) สูงเกินเกณฑ์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนการพัฒนาระดับภูมิภาคที่มีคุณภาพสูงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน โดยเศรษฐกิจจีนขยายตัวร้อยละ 5 เมื่อเทียบปีต่อปี มีมูลค่ารวมกว่า 140 ล้านล้านหยวน (ราว 632 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

    รายงานระบุว่าเมืองเวินโจวในมณฑลเจ้อเจียงและเมืองต้าเหลียนในมณฑลเหลียวหนิงกลายเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดของกลุ่มเมืองที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมหลักล้านล้านหยวนของจีน ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านแบบนำโดยนวัตกรรมและการฟื้นฟูระดับภูมิภาค ทำให้จำนวนรวมเมืองสมาชิกดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 29 แห่งแล้ว

    ขณะเดียวกันหลายภูมิภาคระดับมณฑลขนาดใหญ่ของจีนมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมแตะหมุดหมายสำคัญในปี 2025 ซึ่งส่งเสริมบทบาทผู้นำการรักษาเสถียรภาพและตัวขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจีน รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งและการเติบโตที่มีคุณภาพสูง

    กลุ่มเมืองที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมหลักล้านล้านหยวนของจีนได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองแรกบนแผ่นดินใหญ่ของจีนที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเกิน 1 ล้านล้านหยวน (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2006 ทำให้ปัจจุบันครอบคลุม 4 เทศบาลนคร 11 เมืองเอกของมณฑล และ 14 เมืองใหญ่ ไล่เรียงจากฝั่งตะวันออกจนถึงฝั่งตะวันตกของจีน

    มีสิบเมืองของกลุ่มนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจมีพลวัตมากที่สุดของจีนอันประกอบด้วยเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้และกลุ่มมณฑลอย่างเจียงซู เจ้อเจียง และอันฮุย ขณะมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของเซี่ยงไฮ้สูงแตะ 5.67 ล้านล้านหยวน (ราว 25.6 ล้านล้านบาท) และของกรุงปักกิ่งสูงเกิน 5 ล้านล้านหยวน (ราว 22.5 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในปี 2025

    สำหรับระดับมณฑลนั้นมีมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกลายเป็นภูมิภาคลำดับที่ 3 ต่อจากมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และมณฑลเจียงซู ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเกิน 10 ล้านล้านหยวน (ราว 45.1 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบปีต่อปี

    ด้านมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน ซึ่งผันตัวเองจากแหล่งเกษตรกรรมดั้งเดิมเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 อยู่ที่ 5.3 ล้านล้านหยวน (ราว 23.93 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

    ทั้งนี้ บรรดาภูมิภาคระดับมณฑลขนาดใหญ่ของจีนยังคงมีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับชาติในปี 2025 ซึ่งช่วยเน้นย้ำพื้นฐานทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YAlomZbl2IZuJm6dX1rTe

  • พรรคเศรษฐกิจต้อง

    พรรคเศรษฐกิจต้อง

    พรรคเศรษฐกิจต้อง”หยุดเอาเปรียบพลเอกรังษี” ต้องแก้แบบนี้! 31/01/69 #อาจารย์ปานเทพ #พลเอกรังษี

    เผยแพร่:

    พรรคเศรษฐกิจต้อง”หยุดเอาเปรียบพลเอกรังษี” ต้องแก้แบบนี้! 31/01/69 #อาจารย์ปานเทพ #สนธิลิ้มทองกุล #พลเอกรังษี #มาร์คพิทบูล #คริส Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/FkWDhMxMKBA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24Iwz79uJyN2KrX3bUFMGt

  • แนวโน้มบราซิล 2026 คาดการณ์ล่วงหน้าสําหรับตลาดเกิดใหม่ที่สําคัญที่ทางแยกทางการเมือง

    แนวโน้มบราซิล 2026 คาดการณ์ล่วงหน้าสําหรับตลาดเกิดใหม่ที่สําคัญที่ทางแยกทางการเมือง

    บราซิลเข้าสู่ปี 2026 ที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคมซึ่งจะเป็นตัวกําหนดว่าประธานาธิบดี Luiz Inácio Lula da Silva วัย 80 ปีจะคว้าวาระที่สี่ไม่ติดต่อกันได้หรือไม่ ประกอบกับความสัมพันธ์ ระหว่างสหรัฐฯ และบราซิลคงตัวจากวิกฤตจนถึงปี 2025 ภาษี 50% ของโดนัลด์ทรัมป์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้มีการยกเว้นสำหรับสินค้ากาแฟ เนื้อวัว น้ำส้ม อาซาอี และมันสําปะหลัง ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ช่วยบรรเทาได้ 700 ล้านดอลลาร์ อัตราภาษีถัวเฉลี่ยของบราซิลลดลงจาก 50% เหลือประมาณ 29% มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งมองว่าบราซิลกลายเป็นทางเลือกแทนการครอบงําของจีนในหมวดแร่ธาตุที่สําคัญ ผ่านโครงการแร่หายากแบบบูรณาการอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่สําคัญที่สุดในการวางตําแหน่งเชิงกลยุทธ์

    ปี 2026 เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการคุมเข้มทางการเงินหลังจากเติบโต 3.4% ในปี 2024 ก่อนที่จะชะลอตัวลงเหลือประมาณ 1.8% ในปี 2026 (ตั้งแต่ 1.5% ถึง 2.2%) GDP ไตรมาสที่สามของปี 2025 เติบโตเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน 15% (Selic) ของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปีตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ได้ผลักดันให้วัฏจักรนี้ชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 5.5% ในเดือนเมษายนเป็น 4.5% ภายในเดือนพฤศจิกายน โดยกลับสู่ระดับเป้าหมาย แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อด้านบริการยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 6.2% ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการ ว่างงานที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ 5.4% แต่ยังคงสามารถจัดการได้ด้วยการลงทุน FDI เป็นประวัติการณ์ที่ 74.2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม-ตุลาคม ซึ่งชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 62 พันล้านดอลลาร์ (3.51% ของ GDP) อย่างเต็มที่ เงินเรียลแข็งค่าขึ้นเป็น 5.40 เรียลบราซิล/ดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสองหลัก ซึ่งสร้างสถานะการเทรดที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค แม้ว่านักวิเคราะห์คาดว่าค่าเงินจะค่อยๆ อ่อนค่าลงเป็น 5.50-5.60 จนถึงปี 2569 เศรษฐกิจที่แท้จริงนําเสนอความขัดแย้ง: การเกษตรเฟื่องฟู (GDP ฟาร์มไตรมาสที่ 2 +10.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี) แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากจีนระงับการตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ หลังจากการเจรจาระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ภาคการผลิตหดตัวลงอย่างรวดเร็ว (PMI เดือนกันยายน 46.5) ภายใต้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข่งขันนําเข้ารถยนต์ของจีน (+51.2% เมื่อเทียบเป็นรายปีเป็น 123,482 คัน)

    การค้าของบราซิลถูกครอบงําโดยพันธมิตรหลักสี่ราย จีนคิดเป็น 28-30% ของการส่งออกและ 22-25% ของการนําเข้า ซึ่งสร้างการเกินดุลการค้า 30.8 พันล้านดอลลาร์ ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ สําหรับถั่วเหลือง แร่เหล็ก และน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่เสริมด้วยบทบาทผู้นําของทั้งสองประเทศในกลุ่ม BRICS ซึ่งบราซิลดํารงตําแหน่งประธานหมุนเวียนในปีนี้ 

    สหภาพยุโรปซึ่งบราซิลตั้งเป้าที่จะสรุปข้อตกลงการค้าเสรีโดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการค้า Mercosur รวมกันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของบราซิลที่ประมาณ 16% ของการค้าทั้งหมด (113.67 พันล้านดอลลาร์ในการค้าสองฝ่าย) โดยกลุ่มนี้ทําหน้าที่เป็นผู้ซื้อสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของบราซิล (38% ของการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป) ควบคู่ไปกับการขนส่งน้ำมันที่สําคัญ (26%) สหรัฐอเมริกาคิดเป็น 11% ของการส่งออกและ 15-19% ของการนําเข้า แม้ว่บราซิลขาดดุลเนื่องจากนําเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยี มากกว่าการส่งออกปิโตรเลียมและการผลิต

    อาร์เจนตินาคิดเป็น 5% ของทั้งการส่งออกและนําเข้า กระจุกตัวอยู่ที่การค้ายานยนต์ แม้ว่าการซื้อจะลดลง 17.6% ในปี 2024 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา

    ภาคแร่ธาตุที่สําคัญของบราซิลกลายเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ที่แท้จริง โครงการแร่หายากใหม่ สามโครงการรวมการแปรรูปในประเทศแทนที่จะเป็นเพียงการสกัดแร่สําหรับโรงกลั่นของจีน MagBras ตั้งเป้าที่จะผลิตซุปเปอร์แม่เหล็กทั้งหมดภายในบราซิลภายในปี 2026  

    การขยายตัวของน้ำมันและก๊าซยังคงดําเนินต่อไปโดยมีการผลิตในประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ 5.255 ล้านบาร์เรล/วัน (กําไรของบริษัทน้ำมันของรัฐ Petrobras ขยายตัวขึ้นเป็น 4.7 พันล้านดอลลาร์ 

    ซึ่งนักวิเคราะห์ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าต้องมีการปรับ GDP 3 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่าย ทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจการเมืองที่กําหนดวิถีปี 2027-2028 ของบราซิล 

    ความเห็นและข้อเสนอแนะ

    ขณะนี้เศรษฐกิจบราซิลในปี 2026 ถือว่ายังเติบโตแบบค่อนข้างช้า แต่การค้าระหว่างประเทศของบราซิลยังมีบทบาทสำคัญโดยมีการคาดการณ์ GDP โตประมาณ 1.5 ถึง 1.8 เปอร์เซ็นต์ และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ราว 4 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ดอกเบี้ยยังสูงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ และอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเล็กน้อย บราซิลกำลังเดินหน้าแบบระมัดระวังแต่ยังมีแรงขับเคลื่อนบางส่วน ทั้งนี้บราซิลยังได้โอกาสทางการค้าจากการส่งออกสินค้าเกษตรจำพวกถั่วเหลืองที่ส่งออกสู่จีนและยังคงมุ่งการส่งออกมากกว่าการนำเข้าสร้างความแข็งแกร่งของรายได้เข้าประเทศ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ปี 2026 อุตสาหกรรมยานยนต์ของบราซิลกำลังมีการเติบโตเล็กน้อย โดยคาดว่าจะผลิตรถยนต์ประมาณ 2.74 ล้านคัน ซึ่งเติบโตจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าก็กำลังมาแรงมาก และมีบริษัทจากจีนหลายเจ้าเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการลงทุนจากผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อผลิตรถไฮบริดและรถไฟฟ้าในประเทศมากขึ้นด้ว อย่างไรก็ดีบราซิลมีความท้าทายดัชนีความเชื่อมั่นและความเติบโตทางเศรษฐกิจยังต่ำ ตลอดจนความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะหดตัว ทำให้ผู้นำเข้ายังชะลอตัวในการพิจารณานำเข้าสินค้าเพิ่มเติม แต่ยังสนใจสินค้าอาหาร เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และชิ้นส่วนยานยนต์จากไทย ในขณะที่ราคาสินค้าไทยจะต้องแข่งขันกับสินค้าจากจีนเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในภาวะเศรษฐกิจการค้าของบราซิลที่ชะลอตัวและยังไม่ชัดเจนในช่วงปีนี้ที่จะมีการเลือกตั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n8lr78yqegcrvxow7jgmw51y&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13V-OaoQEwnNCtjuqpE_VY

  • วันวิชิต ชม เอกนิติ-ศุภจี ตัวเลือกเศรษฐกิจโดดเด่น รับมือโลกผันผวน ตอบโจทย์ฐานความมั่นคงนิยม

    วันวิชิต ชม เอกนิติ-ศุภจี ตัวเลือกเศรษฐกิจโดดเด่น รับมือโลกผันผวน ตอบโจทย์ฐานความมั่นคงนิยม

    วันวิชิต ชม เอกนิติ-ศุภจี ตัวเลือกเศรษฐกิจโดดเด่น รับมือโลกผันผวน ตอบโจทย์ฐานความมั่นคงนิยม

    วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

    วันที่ 31 มกราคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดขึ้น ณ สวนลุมพินี ใจกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ผ่านมา ว่า 

    หากพิจารณาเฉพาะบทบาทของ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ บนเวที จะเห็นได้ชัดว่าเป็นการปราศรัยที่ไม่ได้เน้นความหวือหวาเชิงอารมณ์ หากแต่มีน้ำหนักทางเนื้อหาและสะท้อนความเข้าใจต่อบริบทเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า ทั้งนายเอกนิติและนางศุภจีพูดไปในทิศทางเดียวกัน คือการชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” จากระบบเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างชาติมหาอำนาจที่ต่างหันมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ขณะที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจำเป็นต้องปรับตัว หาทางสร้างพันธมิตรใหม่ และวางตำแหน่งของตนเองให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยไม่สามารถยืนอยู่ข้างหลังได้อีกต่อไป

    ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ของการบริหารเศรษฐกิจในระยะต่อไป และเป็นเหตุผลที่ทำให้การสื่อสารของทั้งสองคนมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ผ่านเวทีเศรษฐกิจโลกมาแล้ว เห็นทั้งวิกฤตและโอกาสจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่การพูดเชิงทฤษฎีหรือคำขวัญทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกพึงพอใจและมองเห็นภาพการทำงานจริงได้ชัดเจน

    ผศ.ดร.วันวิชิต ยังเห็นว่า ทั้งนายเอกนิติและนางศุภจีถือเป็น “ตัวเลือกที่โดดเด่น” ในมิติด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน หรืออย่างน้อยก็สามารถนำเสนอบทบาทของตนเองได้ดีในช่วงการปราศรัย โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าปัจจุบันฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางจากปัญหาหนี้สะสม จึงไม่ควรเดินหน้านโยบายประชานิยมแบบไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นการสะท้อนข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคง” ของประเทศในระยะยาว

    “การไม่ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจระยะสั้น แต่เลือกเสนอเป็นแพ็กเกจความมั่นคง ทั้งด้านชายแดน การเมือง และเศรษฐกิจ โดยมีทีมเทคโนแครตเข้ามาช่วยกำหนดทิศทาง ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าพรรคอนุรักษ์นิยมชุดนี้มีความพร้อมในระดับการบริหารประเทศ ไม่ใช่แค่ขึ้นเวทีหาเสียง แต่พร้อมทำงานจริง” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qCjYdaWuGCEhiEayU-8ML