Category: เศรษฐกิจ

  • สรุปรายได้-กำไร 4 ร้านทองชื่อดัง ร้านไหนมีกำไรมากที่สุด | เดลินิวส์

    สรุปรายได้-กำไร 4 ร้านทองชื่อดัง ร้านไหนมีกำไรมากที่สุด | เดลินิวส์

    ในช่วงนี้ ราคาทองคำล่าสุด ค่อนข้างผันผวนเป็นอย่างมาก หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 80,000 บาท ก่อนจะปรับร่วงลดลงแรงเพียงชั่วข้ามคืน โดยข้อมูลสถิติร้านทองคำในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

    จากข้อมูลผลประกอบการ 3 ปีล่าสุด (2565-2567) ของ 4 ร้านทองของไทย พบว่าธุรกิจนี้มีการขับเคลื่อนด้วยวอลลุ่มมหาศาล แต่มี อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เพียงประมาณ 0.3-3% เท่านั้น

    ห้างขายทองฮั่วเซ่งเฮง

    • ปี 2565 : รายได้ 6,230 ล้านบาท / กำไร 91 ล้านบาท
    • ปี 2566 : รายได้ 15,308 ล้านบาท / กำไร 519 ล้านบาท
    • ปี 2567 : รายได้ 20,355 ล้านบาท / กำไร 915 ล้านบาท
    • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 3.11%

    ออโรร่า ดีไซน์ (AURORA)

    • ปี 2565 : รายได้ 29,604 ล้านบาท / กำไร 708 ล้านบาท
    • ปี 2566 : รายได้ 29,925 ล้านบาท / กำไร 850 ล้านบาท
    • ปี 2567 : รายได้ 33,189 ล้านบาท / กำไร 1,135 ล้านบาท
    • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 2.88%

    เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก)

    • ปี 2565 : รายได้ 3,336 ล้านบาท / กำไร 7.1 ล้านบาท
    • ปี 2566 : รายได้ 3,099 ล้านบาท / กำไร 12 ล้านบาท
    • ปี 2567 : รายได้ 4,339 ล้านบาท / กำไร 26 ล้านบาท
    • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 0.40%

    ห้างขายทองจินฮั้วเฮง

    • ปี 2565 : รายได้ 10,590 ล้านบาท / กำไร 10 ล้านบาท
    • ปี 2566 : รายได้ 8,070 ล้านบาท / กำไร 9.3 ล้านบาท
    • ปี 2567 : รายได้ 13,374 ล้านบาท / กำไร 10 ล้านบาท
    • อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 3 ปี : 0.34%

    ทำไมร้านทองรายได้เยอะ แต่กำไรน้อย?

    สาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจที่ดูเหมือนจะกำไรดีนี้มี Margin ต่ำ เป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน ประกอบด้วย

    1.ต้นทุนสินค้าสูงมาก : ราคาทองคำถูกกำหนดโดยตลาดโลก ร้านทองมีฐานะเป็น “ผู้ซื้อมาขายไป” ซึ่งราคาทุน (Spot Price) กับราคาขายมีส่วนต่าง (Spread) ที่แคบมากตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ

    2.ความผันผวนของราคา : แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่การขึ้นลงของราคาทองคำจากภาวะสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงสูงในการบริหารสต๊อก

    3.การแข่งขันสูง : นอกจากการแข่งกับร้านทองด้วยกันแล้ว ปัจจุบันยังมีแพลตฟอร์มออมทองออนไลน์และแอปพลิเคชันเทรดทองเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5554586/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XGvfw94ZkkwHsBLi3Mk3T

  • ‘อนุทิน’ โวโพลนำลิ่ว! ชี้พวกจ้องตี ‘ทีมเศรษฐกิจ’ แสดงว่าสิ้นท่าหมดรูปแล้ว

    ‘อนุทิน’ โวโพลนำลิ่ว! ชี้พวกจ้องตี ‘ทีมเศรษฐกิจ’ แสดงว่าสิ้นท่าหมดรูปแล้ว

    อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินี ซึ่งถูกมองว่าเป็นการปราศรัยที่ดุเดือด ว่า “ก็เป็นการปราศรัยปกติ ในจุดที่เป็นเป้าหมายของพรรคภูมิใจไทยที่จะปักธงให้ได้ ซึ่งจากนี้คงต้องเดินทางไปอีกหลายจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ”

    ส่วนประเด็นที่มองกันว่า ในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาชน ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไรบ้าง อนุทินกล่าวว่า “ออร์แกนิกนี่แหละ เดินขอเสียงพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหาของเขาว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร”

    เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าแคมเปญ “น้ำเงินทั้งแผ่นดิน” จะช่วยให้คว้าชัยได้ อนุทิน กล่าวว่า “ผู้สมัครทุกคนของพรรคภูมิใจไทยก็ทุ่มเท ขยันเดินทางหาประชาชน”

    ส่วนที่ถูกมองว่า การปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ดูเหมือนโจมตีไปที่ “พรรคที่คิดจะแก้มาตรา 112” นั้น อนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้โจมตี”

    เมื่อถามว่า การจับมือจะยากหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “ไม่น่าจะเป็นปัญหาและไม่เกี่ยวกับเรื่องจับมือ ทุกวันนี้ต่างคนก็ต่างฝ่ายอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ”

    ส่วนเมื่อถามถึงกรณี ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพาดพิงในทำนอง “วิ่งราวชาติ”พร้อมบอกว่า “ไม่ได้ฟังแดดดี้ แต่ฟังครูใหญ่” นั้น อนุทินหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “นั่นคือวาทกรรม แต่ว่า ‘ชวนคนเผาบ้านเผาเมือง’ นี่มันชัดเจนแล้ว”

    บอกว่าผมรับผิดชอบเองๆ ถ้ารับผิดชอบเอง ป่านนี้ก็คงไม่ได้ไปอยู่บนเวทีแล้ว

    เมื่อถามย้ำว่า ณัฐวุฒิพยายามเหน็บว่า “อนุทินฟังแต่ครูใหญ่” นั้น อนุทิน กล่าวว่า “นี่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนวงนอกจริงๆ ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะเที่ยวไปฟังคนโน้นคนนี้ได้อย่างไร”

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าทีมเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยเอามาช่วยหาเสียงอาจจะมีคนไปดิสเครดิตหรือถูกโจมตีในภายหลัง อนุทิน กล่าวว่า “โอ้ย มือสะอาดทุกคน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เขาไปที่ไหนก็ไปสร้างแต่คุณงามความดี คนที่คอยจะไปหาสิ่งมาโจมตี แสดงว่าตัวเองสิ้นท่าหมดรูปแล้ว”

    ผมคิดว่าควรเอาเวลานี้ไปทำความดี ไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนต่อสังคม ขึ้นเวทีไปก็ต้องพูดแต่เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่สร้างวาทกรรมเป็นตลกหน้าม่านแบบนี้ไม่ได้

    ส่วนเมื่อตั้งข้อเกตว่า เป็นเพราะ “ไปแตะกล่องดวงใจที่เป็นแดดดี้ของเขาหรือไม่” อนุทิน กล่าวว่า “โอ้ย พวกนี้เขาก็ต้องทำใจ วัฒนธรรมแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน เขาชอบคิดว่าพรรคอื่นจะเป็นเหมือนพรรคนี้ แต่พวกผมไม่มีเวลาไปทำแบบนั้น เพราะผมไม่จำเป็นต้องไปทำหรือไปเอาใจใคร เพื่อให้ตัวเองได้พื้นที่ ที่คิดว่าจะมีโอกาสได้รับแต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งอะไร นั่นคือวัฒนธรรมของพวกเขา แต่วัฒนธรรมของพวกผมคนละอย่างกัน พวกผมทำงานไม่มีตำแหน่งก็ทำงานได้เยอะแยะไปหมด”

    เมื่อถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าทำ ไปออกรายการแล้วอ้างว่า “ตอนแรกนายกฯ จะให้ตำแหน่ง รมว.กลาโหม” นั้น อนุทิน กล่าวว่า “สุดท้ายเราต้องดูความเหมาะสมและสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ก็บอกว่าขอไปดูกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ไหม ไม่ใช่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สื่อเสนอข่าวผิดนะ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้พูดคุยตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และสุดท้ายก็บอกว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เหมาะกว่า ดูจากบุคลากรและความถนัดของงาน และ ร.อ.ธรรมนัส อยากทำงานต่อเนื่องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีปัญหาอะไรเลย”

    การคุยทางการเมืองมันต้องคุยหลายรอบ อย่างสมัยก่อนที่ผมจะเป็น รมว.มหาดไทย ผมได้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็เหมือนกันกับกรณีนี้ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจอะไร

    เมื่อถามว่านายกฯ ผ่านมาแล้วหลายกระทรวง ถ้าครั้งหน้าได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกอยากได้กระทรวงไหน อนุทิน กล่าวว่า “เป็นนายกฯ แล้วจะไปเอากระทรวงอะไรเล่า ส่วนถ้าจะควบก็รอให้พ้นการเลือกตั้งไปก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้หมู่หรือจ่าเลย”

    ส่วนตอนนี้โค้งสุดท้ายแล้ว คะแนนของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนดูเหมือนจะสูสีกัน จะต้องมีการเร่งในช่วงปลายหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “ผมว่าไม่สูสีนะ เพราะโพลของผมนำตลอด ซึ่งมีการประเมินจากหลายที่”

    เมื่อถามว่า ถ้าดีดลูกคิดกันจริงๆ ประเมินไว้ที่เท่าไร อนุทิน กล่าวว่า “ตกข่าวเหรอจ๊ะ? ข่าวน้อยเหรอวีคเอนด์? ไปถามพรรคอื่นบ้าง”

    ส่วนที่ขณะนี้มีความพยายามทวงถามความคืบหน้า “ที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์” หลังการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ยื่นฟ้องศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน อนุทิน กล่าวว่า “ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ที่พยายามจะบอกว่ายึดมาแล้วยึดเมื่อไหร่ มีแต่สั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทุกอย่างไม่มีการแทรกแซง ทุกวันนี้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผมยังไม่รู้จักเลยว่าเป็นใคร วันนั้นยังปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่ม จะให้เขาลาออกทั้งๆ ที่ยังไม่มีผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เลย”

    ผมคิดว่าเป็นวาทกรรม และเป็นสิ่งที่ผู้ที่คิดว่าจุดนี้จะเป็นจุดอ่อน ซึ่งไม่ใช่หรอก อะไรที่เป็นไปตามกฎหมาย เราก็ต้องดำเนินการตามนั้น ถ้าสมมุติว่ามีการกระทำความผิด ดำเนินคดีแล้วมีการพิสูจน์ได้ว่ากระทำความผิด ก็ไม่มีการละเว้น ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคเดียวกัน เป็นญาติ เป็นโยม เป็นเพื่อน เป็นฝูง ผมแสดงให้เห็นชัดเจนมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

    เมื่อถามว่ามีความพยายามเล่นในแง่ของการดองคดี ดองเรื่องเอาไว้ อนุทิน ยืนยันว่า “ไม่มีหรอก ดูสิ ขนาดผมบอกขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ทำงานไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผมก็ต้องไล่จี้ทุกวันๆ มีแต่เร่ง ไม่มีดอง”

    เหตุชายแดนเคลียร์จบแล้ว! ชี้ ‘ผู้บังคับบัญชาแนวหน้า’ มีสิทธิเจรจา แต่ไม่ควรเกิดบ่อย

    ส่วนกรณีที่ทหารกัมพูชายิงลูกระเบิด M79 มายังฝั่งประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า “ได้รับรายงานแล้ว และทั้งหมดเป็นไปตามข่าวที่กองทัพได้เผยแพร่ ซึ่งเสนาธิการทหารบกได้รายงานให้ทราบเมื่อเช้าที่ผ่านมาว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล โดยเหตุแสงสว่างที่ชายแดนเกิดจากการเดินสะดุดแฟลร์ส่องสว่างที่เราวางไว้ตามแนวลาดตระเวน” ก่อนจะบอกว่า “ก็อย่างที่ว่ามีที่ให้เดินตั้งเยอะไม่เดิน มาเดินตรงนี้”

    พร้อมยืนยันว่า “ไม่มีการยิงเข้ามาแบบต่อเนื่อง อีกทั้งในสัญญาหยุดยิง หากเกิดเหตุลักษณะดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาสองฝ่ายหาทางออกร่วมกัน เมื่อตกลงได้ก็ถือเป็นการยุติ แต่ไม่ควรเกิดขึ้นบ่อย ซึ่งผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ได้มีข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องถึงระดับที่สูงขึ้นมา”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลกับเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทยถึงเรื่องชายแดน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไม่กังวลเลย และไม่เกี่ยวข้องกัน” พร้อมทิ้งท้ายว่า “กองทัพของเราเข้มแข็ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-defends-bhumjaithai-campaign-and-rejects-political-warfare&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BGxRBaHoOOQ8XleWVneoR

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนธันวาคม 2568

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนธันวาคม 2568

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    30 มกราคม 2569 18:08

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p781y74khdw8k5n9yyw5lj6p&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18ibBSeUt5gH0S8LfIrI-o

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา หนุน GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ยกระดับแหล่งผลิตงานคราฟต์ฝีมือช่างชุมชน สู่แลนด์มาร์คท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมใกล้กรุง

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะลงพื้นที่เกาะเกร็ด เดินหน้ายกระดับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” งานหัตถศิลป์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี ชูจุดเด่นลวดลายแกะสลักอันวิจิตรงดงามบนดินปั้นคุณภาพสูง พร้อมงัดกลยุทธ์ตลาดเชิงสร้างสรรค์ ดันแหล่งผลิต GI ให้เป็นจุดเช็กอินและแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใกล้กรุง ต่อยอดเสน่ห์วิถีชุมชนมอญริมน้ำสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญามีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งเป็นสินค้าอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน ซึ่งกรมฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว พร้อมขยายช่องทางการตลาด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ และเชื่อมโยงแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยว เพื่อยกระดับสินค้า GI ในมิติต่างๆ โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียน GI ทั้งสิ้น 250 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 114,623 ล้านบาท

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วย นายสงกรานต์ เพ็ชรน้ำเขียว พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี และคณะ ลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า GI “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” ณ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมกระบวนการผลิตสินค้าตั้งแต่การเตรียมดิน การขึ้นรูป การแกะสลักลวดลาย ไปจนถึงการเผาแบบดั้งเดิม พร้อมพบหารือกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น รับฟังปัญหา อุปสรรค และวางแนวทางการพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบัน

    นางอรมน กล่าวว่า เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI เมื่อปี 2553 ราคาขายเฉลี่ยก่อนเป็น GI อยู่ที่ 100 บาทต่อชิ้น และราคาขายเฉลี่ยหลังเป็น GI อยู่ที่ 500 – 700 บาทต่อชิ้น ความโดดเด่นของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดได้รับอิทธิพลมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ “เกาะเกร็ด”ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีพื้นที่กว่า 2,820 ไร่ เป็นแหล่งสะสมของดินเหนียวท้องนาคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เนื้อดินมีความละเอียดสูง เหนียวแน่น ไม่ร่วนซุย และปราศจากกรวดทราย เมื่อนำมานวดด้วยน้ำจะมีความนุ่มเป็นพิเศษ เหมาะแก่การปั้นและแกะสลักเป็นลวดลายที่ซับซ้อน ทั้งนี้ ดินเกาะเกร็ดมีธาตุเหล็กผสมอยู่เล็กน้อย ส่งผลให้ดินปั้นที่ผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงจะมีสีแดงอมส้มมีความแข็งแกร่ง ทนทาน สวยงามเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องเคลือบเนื้อดิน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่และพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี เตรียมแผนงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมสินค้า GI เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ทันสมัย เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญของฝาก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน การขยายช่องทางการตลาดผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน อาทิ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เป็นต้น ส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดให้เป็นแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางด้วยรถยนต์หรือล่องเรือทางแม่น้ำเจ้าพระยา ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวมอญในพื้นที่ได้โดยตรง นอกจากนี้ ยังมีแผนประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เผยแพร่เอกลักษณ์ชื่อเสียงของสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมสินค้า GI ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการค้าที่มั่นคงให้กับช่างฝีมือของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งนี้ หากท่านใดสนใจสัมผัสความงามของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด สามารถเยี่ยมชมแหล่งผลิตและอุดหนุนสินค้าของผู้ประกอบการได้ที่ ศูนย์หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993358&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq3iv7eXVf-uNcgEnMEhu

  • ‘ไม้ตาย’ หรือบูมเมอแรงตัดชีพ | เดลินิวส์

    ‘ไม้ตาย’ หรือบูมเมอแรงตัดชีพ | เดลินิวส์

    ช่วงเวลาโค้งสุดท้ายนี้ หลายพรรคการเมืองปล่อยของเพิ่มเติม หมดหน้าตัก งัดสารพัดยุทธวิธีมาให้โดนใจประชาชน พร้อมช่วงชิงความได้เปรียบในนาทีสุดท้ายก่อนวันเปิดคูหา

    จากภาพรวมผลโพลจากสำนักต่างๆ ขอโฟกัสไปที่ศึก 3 สี 3 พรรคการเมืองตัวท็อป ได้แก่ “สีแดง – พรรคเพื่อไทย” , “สีส้ม –  พรรคประชาชน” และ “สีน้ำเงิน –  พรรคภูมิใจไทย” ต้องมาดูกันว่าแต่ละค่ายจะทิ้งไพ่ใบสุดท้ายอย่างไร เพื่อแลกกับคะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชนส่งให้ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

    โดยค่ายสีแดง “พรรคเพื่อไทย” โชว์ความเป็น “ประชานิยมตัวพ่อ” เข็นนโยบายกระชากแรงใจรากหญ้า คือ คนไทยเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” วันละ 9 คน ซึ่งใช้งบประมาณราวๆ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปี รวม 4 ปี จะเป็นเงิน 13,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป้าหมายสำคัญ คือดึงร้านค้าเข้าระบบฐานข้อมูลภาษี เพื่อให้ภาครัฐใช้เสริมสร้างเศรษฐกิจ

    แม้ถูกคู่แข่งทางการเมืองรุมถล่มว่าเป็นนโยบายสิ้นคิด ถนัดแต่แจก ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจของไทย และเมื่อเริ่มทำจริง อาจออกมา “ไม่ตรงปก” ซ้ำรอย “แจกเงินหมื่นผ่านระบบดิจิทัล วอลเล็ต” แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้ตอนนี้ คือพลังจาก “คอหวย” ที่พร้อมตบเท้าเข้าร่วม เพราะไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว แต่ได้มีลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านรายวัน

    ส่วนค่ายสีส้ม “พรรคประชาชน” ที่เวลานี้กำลังโกยแต้มรัวๆจากมนุษย์เงินเดือน กรณีที่ “ไอซ์ – รัชนก ศรีนอก” ปลุกพลังความโกรธของประชาชน จากการเปิดโปงปัญหาต่างๆ ในการบริหาร “กองทุนประกันสังคม” และเสริมทัพด้วย “ทิม – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่โดดเข้ามาเดินสายเก็บแต้มจากด้อมส้มทั้งหลาย ส่งให้พรรคส้มกวาดเก้าอี้สส.ได้ตามเป้า 250 เสียง พร้อมโปรโมต 36 นโยบายเด็ด มุ่งปฏิรูปดูแลสุขภาพของประชาชน เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ

    พ่วงรณรงค์ “กาส้ม ล้มเทา” แถมยังปล่อยคาราวานรถแห่ “เลือกอนาคต” 8 สาย ปักธงส้มพร้อมกัน 77 จังหวัด ถือเป็นไพ่ใบเด็ดที่จะทำให้เกิด “สึนามสีส้ม” ส่งให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

    ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” หลังจากหาเสียงแบบออร์แกนิค ไม่เน้นการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ แต่เดินหน้าชูนโยบายเรือธง “คนละครึ่งพลัส” และลดค่าไฟ เหลือยูนิตละ 3 บาท รวมถึงนโยบายทหารอาสา 100,000 คน ซึ่งในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ แกนนำค่ายสีน้ำเงินเลือกฟื้นกลยุทธ์เก่า “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” มาใช้ ต่อด้วยวาทกรรมที่ว่า “ขอให้คนไทยเลือกพรรคที่รักชาติ” ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์เดือดว่า ความรักชาติวัดกันที่ตรงไหน จะแบ่งข้างประชาชนอีกครั้งใช่หรือไม่ แถมยังสวนทางกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ผู้สวมหมวกอีกใบในฐานะหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เคยประกาศว่าขอให้คนไทยสร้างสามัคคีดีกว่า

    ต้องจับตาดูกันว่าแต่ละพรรคการเมืองที่งัดสารพัดไม้ตายมาใช้ฟาดฟันกันจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนวันชี้ชะตา จะโดนใจประชาชนเทคะแนนให้สักเพียงใด หรือจะกลายเป็นบูมเมอแรงเหวี่ยงกลับเสียบตัดชีพของตัวเอง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5549067/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZrZMz-T-uZiAkCdI7v0We

  • ปราศรัยครั้งแรก “เอกนิติ” เผยทิ้งชีวิตราชการมาเพื่อยกเศรษฐกิจไทย

    ปราศรัยครั้งแรก “เอกนิติ” เผยทิ้งชีวิตราชการมาเพื่อยกเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” ปราศรัยครั้งแรก เวที กทม.ร่ายยาวนโยบายเศรษฐกิจ เผย ทิ้งชีวิตราชการ 16 ปี มายกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม ลั่นภูมิใจไทยไม่มีนโยบายแจกเงินประชานิยม จะให้เบ็ดประชาชนตกปลา ไม่ใช่เป็นปลาให้ถูกกิน เล่นมุกสลับเลข ทำงานมา 73 วัน สลับเป็นเลข 37

    วันที่ 30 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทยและหนึ่งในดรีมทีมเศรษฐกิจ ขึ้นปราศรัยเวทีย่อย ในพื้นที่ กทม. โดยกล่าวว่า นี่ถือเป็นการปราศรัยครั้งแรกของตน หลังจากที่ออกมาจากราชการ ก็อยากจะมาช่วยดูเรื่องเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น และให้คนไทย และประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับนานาประเทศ เราจะได้ภูมิใจไทย ทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึง สาเหตุที่อยากจะทำคนละครึ่ง เพราะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้โอกาสในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่มทางเศรษฐกิจ เหมือนรถยนต์ติดหล่ม ติดโคลนเต็มไปหมด ถ้าเราไม่สามารถยกรถยนต์เศรษฐกิจไทยขึ้นได้ ก็จะยิ่งดิ่งเหว ดังนั้น ตนจึงออกแบบเศรษฐกิจให้ยกรถยนต์ขึ้นจากโคลน

    โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยอะไรบ้าง ตนเชื่อว่าในที่นี้ มีหลายคนใช้คนละครึ่ง เพราะว่ารัฐช่วยลดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตนภูมิใจที่สุดคือเวลาตนไปเดินตลาดและไปเจอคุณลุงคุณป้ายิ้มแย้ม ก่อนที่ตนจะเข้ามาตลาดเงียบ พอเข้ามาไปเดินตลาดไม่ว่าจะเป็นจังหวัดไหนทุกคนยิ้มแย้ม พ่อค้าและแม่ค้ากระเป๋าตังค์ตุงมากขึ้น และที่สำคัญพลัสของเรา ไม่ได้แจก แต่เพิ่มทักษะ ตนดีใจมากที่ไปเดินตลาดแล้วเจอกับคุณลุงคนหนึ่งที่ไปเข้าเรียนหลักสูตรพลัสที่ช่วยเพิ่มรายได้ เคยขายได้ 10,000 บาท วันนี้พอไปเรียนขายออนไลน์ขายได้ 50,000 บาท โครงการของเราคนละครึ่งจึงไม่ใช่คนละครึ่งธรรมดา แต่เป็นคนละครึ่งที่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ วันนี้มีคนสมัครแล้ว 300,000 คน ตั้งเป้าอยู่ที่ 1,300,000 คน และต้องการให้คนที่เป็น NPL ที่ไม่รู้ว่าจะชำระหนี้ได้อย่างไร นอนไม่หลับเป็นหนี้รถยนต์ เป็นหนี้บ้าน เป็นหนี้บัตรเครดิต สิ่งที่ทำก็คือ ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงบอกว่าให้นโยบายปิดหนี้ไวไปต่อได้ ดึงหนี้ออกมาเพื่อมาบริหารลดหนี้ให้กับประชาชน และสอนให้มีความรู้ทางการเงินจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นหนี้ใหม่ และกลับมากู้ได้ ซึ่งเป็นการชุบชีวิตไม่ใช่นโยบายสั้นแค่ลดภาระหนี้ แต่เป็นการจบหนี้ และให้มีชีวิตใหม่

    ขณะที่โครงการ SMEs ต่อลมหายใจ วันนี้เรามีนโยบายที่ตั้งกองทุนใหม่ ค้ำประกันเพื่อให้แบงค์ กล้าปล่อยให้ SMEs มากขึ้น เพื่อให้ SMEs เดินต่อได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ 90% ของผู้ค้ามาจาก SMEs ดังนั้นต้องช่วยคนไทยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

    ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 16 ปี ทิ้งประธานกรรมการธนาคาร ซึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทุกคนหมายปอง แต่การออกมาครั้งนี้เพื่ออยากให้ประเทศไทยดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นคืออยากให้ประเทศไทย นอกจากจะฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา วันนี้ข้อมูลออกมาแล้วว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตเพียง 0.3% แต่วันนี้ตัวเลขออกมาโต 1.8% ซึ่งคิดเป็นเงินไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เม็ดเงินจากโครงการของรัฐช่วยให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ตนได้นำทีมไปที่ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ น่ากลัวมาก เพราะประเทศแตกเป็นขั้ว เราเห็นประธานาธิบดีอีกประเทศหนึ่งด่าอีกประเทศ ดังนั้นหลายประเทศพูดเลยว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าจะอยู่บนโต๊ะเจรจา หรือโต๊ะกินอาหาร หรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ดังนั้นประเทศไทย โดยตน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว เราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเจรจากับนานาประเทศเรียบร้อย

    สิ่งที่เราต้องการทำคือต้องการให้ประเทศไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก และเวทีโลก แม้จะไปคุยกันที่เมืองดาวอส แต่สะเทือนมาถึงดาวคะนอง ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถไปเจรจากับผู้ค้าเราได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย เราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครก็ได้ คนตกงาน ธุรกิจจะขาดทุน และสิ่งที่เราทำคือเราไปเจรจา ตนไปเพียงแค่ 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่บนโต๊ะเจรจา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดึงมาไม่ใช่การดึงแค่นั้น แต่เป็นการดึงเทคโนโลยีที่จะมาลงทุนในประเทศไทย และจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี และสอนทักษะให้กับคนไทยเก่งขึ้น นี่คือสิ่งที่สำคัญ ดังนั้นประเทศไทยจะได้ภูมิใจว่าเราอยู่ในเวทีโลก

    สิ่งต่อไปเทคโนโลยี AI ที่หลายคนใช้ช่วยชีวิตเรามาก แต่หากใครไม่ใช้ AI จะตกงาน นี่คือคำเตือนจากดาวอส ดังนั้นนโยบายเท็นพลัสของเรา จึงมีการสื่อสารเท่าเทียม จะสอน AI ฟรีให้กับคนไทยซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น เรียนฟรีมีงานทำ

    สำหรับโลกยุคใหม่นั้นจะเป็นโลกสีเขียว ทุกอย่างต้องการพลังงานสะอาด สิ่งสำคัญนโยบายพรรคภูมิใจไทย ชุมชนพลัสจะให้คนไทยสามารถทำโซลาร์ชุมชนขายไฟจากบนหลังคาได้ ให้ประชาชนทุกคนติดโซลาร์ได้ จะได้ลดค่าไฟ และขายไฟคืนได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหลังคาเป็นรายได้ จะทำให้คนในชุมชนมีรายได้มากขึ้น

    สิ่งสำคัญคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนละครึ่งพลัสที่เราทำจะมีต่อแน่นอน นายอนุทิน บอกกับตนวันแรก ตั้งแต่ยุบสภาว่าอย่างไรก็ต้องทำต่อ สิ่งที่เราทำให้ลดค่าใช้จ่ายคนละครึ่งอย่างเดียว แต่เราจะช่วยเพิ่มทักษะเอา AI ไปสอนในกระเป๋าตังค์และถุงเงินด้วย เพื่อให้คนไทยใช้จ่ายได้ดีขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่ตนไปเจอสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการไปเรียน AI

    สุดท้ายแล้วไทยจะยืนอย่างไร บนเวทีโลก ตนไม่ใช่แค่อยากจะมาทำให้คนไทยแก้ปัญหา แต่ทำให้คนไทยมีความสุขในระยะสั้น เราอยากให้คนไทยเข้มแข็งในระยะยาว การที่ตนไปดึงนักลงทุนมาจำนวน 500,000 ล้านบาท เพื่อจะมาพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ให้คนไทยเก่งขึ้น ดังนั้นให้คนไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความตั้งใจของตน ฝันของตนคืออยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยที่มีความสุข ให้คนไทยยืนได้โดยขาของตัวเอง เราจึงไม่ทำนโยบายประชานิยม และไม่ทำนโยบายแจกเงิน แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดไปตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเข้าไปกินแล้วจบ ดังนั้นนี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ทำงานรับตำแหน่งมาเริ่มงานวันแรกวันที่ 30 กันยายน 2568 นายกฯ อนุทินยุบสภา วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนโยบายที่เราช่วยยกให้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม วันนี้พ้นจากหล่มแล้ว เป็นการพิสูจน์ว่าเราทำจริง ไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากขอโอกาสประเทศไทยขึ้นจากหล่มยังไม่พอ ต้องให้รถยนต์ของคนไทยขับเคลื่อนไปได้เร็ว สิ่งที่เราต้องทำคือนโยบายเท็นพลัส คิดว่าทุกคนพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง และทำอยู่บนวินัยการเงิน และเราทำงานมาอยู่ 73 วัน เรายกเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ 73 ก็กลับด้านเป็น 37 พอดี ใครก็พูดได้ คนพูดเก่งทั้งนั้น แต่คนที่ทำเป็นและทำดีนั้นมีน้อย อยากจะบอกว่านโยบายดี เท็นพลัสมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นเลือกภูมิใจไทยจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_WOTnIRvd8zq6YirPaM6v

  • ‘เอกนิติ’ พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ‘ภท.’ | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ พิสูจน์แล้วดึงเศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม เลือกคนทำเป็น เลือก ‘ภท.’ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา18.45 น.  เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569  ที่สวนลุม  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯพรรคภูมิใจไทย ตอนหนึ่งว่า ถ้าตนไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ ประเทศไทยจะติดหล่ม ถ้าเราไม่สามารถยกรถเศรษฐกิจขึ้นมาได้จะยิ่งดิ่งมากกว่านี้ เราถึงได้ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจให้เริ่มต้นยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มมาได้ ทั้งโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น รายได้ของประเทศก็มาจากกลุ่มเอสเอ็มอี ตนเข้ามาทำงานทิ้งชีวิตราชการไป 6 ปี ออกมาทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ข้อมูลล่าสุดออกมาว่าประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อยแล้ว มูลค่าเศรษฐกิจไทยปีที่แล้วทั้งปีประมาณ 300,000 ล้านบาท จากการที่ไปประชุมดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รู้สึกว่าน่ากลัวเพราะโลกแบ่งขั้วกัน มีการพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือกจะอยู่บนโต๊ะเจรจา บนโต๊ะอาหารหรือจะเป็นอาหารให้เขากิน ซึ่งประเทศไทยเราพาคนไทยไปอยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า เราต้องการให้ประเทศไทยมีโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีโลก ถ้าเราไม่หาพันธมิตร เราไม่สามารถเจรจาผู้ขายได้ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย และเราจะไม่สามารถไปต่อรองกับใครได้ คนก็จะตกงาน ธุรกิจก็จะขาดทุน เราไปเจรจาที่ดาวอส 3 วัน สามารถดึงการลงทุนมาได้ 500,000 ล้านบาท นี่คือการที่เราไปอยู่ตรงโต๊ะเจรจา นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยีที่ ต้องมีการสอนทักษะให้คนไทยด้วย 

    “ฝันของผมอยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยมีความสุข ให้คนไทยยืนได้บนขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม ไม่ทำนโยบายแจก แต่เราต้องการทำให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น เราต้องการให้เบ็ดเขาไปตกปลาไม่ได้ให้ปลาเขาไปกินแล้วจบ นี่คือหลักการของพรรคภูมิใจไทย ผมทำงานรับตำแหน่งมาจนยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำงานมา 73 วัน สิ่งที่พิสูจน์คือนโยบาย 10 พลัส เราทำจริง เราไม่ได้พูดอย่างเดียว และเราก็ทำเป็น สิ่งที่อยากจะขอหลังประเทศไทยขึ้นจากหล่ม คือต้องให้รถยนต์ของคนไทยมันขับเคลื่อนไปได้ ต้องพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งขึ้น เราจะได้มีรายได้มากขึ้น มีหนี้ลดลง แต่อยู่บนวินัยการเงินการคลัง ทั้งนี้ เรามาเป็นรัฐบาลอยู่ 73 วันเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่คนที่ทำเป็นทำดี มันมีน้อย นโยบายดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าทำเป็นต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะได้ชีวิตดีขึ้นไม่น้อยกว่า 10 เท่า” นายเอกนิติ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5553546/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yvlmh3pvpzGfHI28cqsqz

  • “หญิงหน่อย” ลุยฝั่งธน ย้ำ “บำนาญ 3,000 บาท” พลิกฟื้นเศรษฐกิจปลุกกำลังซื้อฐานราก

    “หญิงหน่อย” ลุยฝั่งธน ย้ำ “บำนาญ 3,000 บาท” พลิกฟื้นเศรษฐกิจปลุกกำลังซื้อฐานราก

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 ม.ค.69) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่หาเสียงย่านธุรกิจจากหน้าตึก UOB ศูนย์กลางการค้าอย่างเซ็นทรัล พระราม 2 และหน้าโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน ได้รับการตอบรับจากประชาชน มีทั้งกลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำชัดถึงหัวใจสำคัญในการผลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ด้วย นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากฐานราก โดยพรรคไทยสร้างไทย มองว่า การเติมกำลังซื้อให้ผู้สูงอายุจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในชุมชนทันที ลดภาระลูกหลาน และสร้างศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัยกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

    นอกจากนี้นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท ยังถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัยอย่างครบวงจร พรรคไทยสร้างไทยตั้งเป้าให้กองทุนนี้เป็นกลไกสร้างเสริมสุขภาพผ่านโปรแกรมการดูแลที่ทันสมัยเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดการเจ็บป่วยและลดงบประมาณการรักษาพยาบาลของภาครัฐในระยะยาว ซึ่งสอดรับกับแนวทางการสร้างรายได้และโอกาสใหม่ ๆ ให้คนไทยทุกช่วงวัย การเติมเงินเข้าสู่มือประชาชนโดยตรงเช่นนี้จะทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการอัดฉีดผ่านกลุ่มทุนหรือนโยบายที่หวังเพียงคะแนนนิยมระยะสั้น เพราะเงินจะถูกนำไปใช้จ่ายในร้านค้า รายย่อย และตลาดสดทั่วทุกภูมิภาค กลายเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนที่ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

    พรรคไทยสร้างไทย ยืนยันพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน แนวคิด “ดูแลตั้งแต่เกิดจนแก่” เพื่อให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินและวิกฤตเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน โดยเสียงสะท้อนจากพี่น้องฝั่งธนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงในวันนี้ ต่างเห็นตรงกันว่านโยบายที่ทำได้จริงและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันเช่นนี้ คือความหวังเดียวที่จะช่วยให้ปากท้องของประชาชนดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/810268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19TzP0aaCB9PJUC8rewATh

  • ‘เอกนิติ’ ประเดิมเวทีปราศรัยใหญ่ โชว์ผลงาน 73 วัน พาเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มแล้ว

    ‘เอกนิติ’ ประเดิมเวทีปราศรัยใหญ่ โชว์ผลงาน 73 วัน พาเศรษฐกิจไทยออกจากหล่มแล้ว

    “เอกนิติ” ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรก ชี้นั่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน” 73 วัน พาเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม จากจะโต 0.3% พุ่งถึง 1.8% ขอ ภท.สานต่อนโยบาย 10พลัส ให้คนไทยมีชีวิตดีขึ้น 10 เท่า

    30 มกราคม 2569 – เวลา 18.15 น. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงและทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรก พร้อมกล่าวกับชาว กทม. ว่า นี่เป็นการปราศรัยครั้งแรกในชีวิต ตนไม่เคยคิดว่าจะมาปราศรัยการเมือง ส่วนที่ลาออกมาจากราชการเพราะอยากให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเพื่อให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น เพราะตนฝันว่าอยากให้ประเทศไทยแข่งขันกับนานาประเทศ เพื่อเราจะได้ภูมิใจไทย ทำให้ประเทศไทยเราแข็งแกร่งขึ้น

    ส่วนที่ตนทำคนละครึ่งพลัส เพราะวันที่ตอบรับนายกรัฐมนตรี เข้ามารับตำแหน่งเพราะท่านให้โอกาส ให้อิสระนโยบายเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะตนเห็นว่าถ้าเราไม่เข้ามาเศรษฐกิจไทยจะยิ่งแย่ เพราะประเทศไทยติดลม พร้อมเปรียบว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนรถยนต์ติดหล่มติดโคนไปหมด ถ้ายกออกจากหล่มไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งติดหล่ม ฉะนั้นจึงออกแบบว่าเราจะต้องยกเศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่มก่อน

    ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งพลัส ทำเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายเห็นได้จากที่ตนไปเดินตลาดก่อนหน้านี้เงียบ แต่ทพพ่อค้าแม่ค้าจากกระเป๋าตังค์เงียบตอนนี้กลายเป็นกระเป๋าตุงมากขึ้น นอกจากนี้โครงการคนละครึ่งพลัสยังมีการเพิ่มทักษะขายออนไลน์ทำให้เพิ่มรายได้ ฉะนั้นคนละครึ่งพลัสทำให้คนไทยเก่งขึ้น

    นอกจากนี้ เรายังมีโครงการปิดหนี้ไว้ไปต่อได้ ขณะนี้มีคนสมัครแล้ว 300,000 คน จากที่ฃตั้งเป้า 1,300,000 คน เพราะเราต้องการให้คนที่ปิดหนี้เสีย ปิดหนี้รถยนต์ปิดหนี้บ้าน ปิดหนีับัตรเครดิตและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เราจึงนำนโยบายปิดหนี้ไวไปต่อได้ดึงออกมาและไปบริหารหนี้ ทำให้เขาไม่มีหนี้และไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ใหม่และกลับมากู้ใหม่ ซึ่งนี่เป็นการชุบชีวิตมีชีวิตใหม่

    นอกจากนี้ ภูมิใจไทยยังมีในนโยบายช่วยช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี โดยมีการตั้งกองทุนใหม่เพื่อให้เอสเอ็มอีเดินต่อได้ เพราะเอสเอ็มอีคือหัวใจของเศรษฐกิจ กว่า 90%

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ที่ตนเข้ามา ทิ้งชีวิตราชการ 6 ปี และประธานกรรมการธนาคารที่ทุกคนหมายปองเพื่อต้องการให้ประเทศไทยดีขึ้น อยากให้ประเทศไทยฟื้นเศรษฐกิจ และข้อมูลล่าสุดประเทศไทยพ้นจากหล่มเรียบร้อย เพราะก่อนที่ตนจะออกมาจากราชการคาดว่าจะโตแค่ 0.3% แต่วันนี้เศรษฐกิจโต 1.8% หรือคิดเป็นเงินปี 68 เศรษฐกิจไทยโต 300,000 ล้านบาท โดยมาจากคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า จากที่ตนเดินทางไปประชุมดาวอสพบว่าโลกน่ากลัวมาก ผู้นำทุกประเทศพูดว่าทุกคนมีสิทธิ์เลือก ฉะนั้นประเทศไทย ตน นางศุภจี นายสีหศักดิ์ จึงพานักธุรกิจไปเจรจากับเขาเรียบร้อยแล้ว เพราะเราอยากให้นักธุรกิจไทยมีบทบาทในเวทีโลก ไม่เช่นนั้นดาววอสมันจะกระเทือนถึงดาวคะนอง เพราะถ้าเราไม่หานักธุรกิจ เราจะไม่มีการลงทุนในประเทศไทย ไม่สามารถต่อรองกับใครได้และประชาชนจะตกงาน ธุรกิจจะต้องขาดทุน ซึ่งจากที่ตนไปประชุมดาวอส 3 วันสามารถดึงการลงทุนได้ 500,000 ล้านบาท เพราะนี่คือการที่เราไปอยู่บนโต๊ะเจรจา

    นอกจากนี้สิ่งต่อไป เราเห็นเรื่อง AI ที่ช่วยชีวิตเรามาก ถ้าใครไม่ทำ AI ก็จะตกงาน ซึ่งเราจะมีการเรียนการสอน AI ให้กับคนไทย เพื่อไม่ให้ตกงาน ส่วนที่โลกยุคใหม่ต้องการสีเขียวต้องการพลังงานสะอาด เราจึงมีโยบายที่จะให้คนติดโซลาร์และเปลี่ยนเป็นเงิน คือการเปลี่ยนหลังคาเป็นพลังงานโซลาร์ ทำให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

    นายเอกนิติ อย่างกล่าวถึงมนุษย์เงินเดือน ว่าโครงการคนละครึ่งพลัสที่เราทำจะมีต่ออย่างแน่นอน เพราะนายอนุทิน บอกก่อนยุบสภาแล้วว่าจะทำอย่างแน่นอน แล้วจะไม่ทำแค่ลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว แต่เราจะเพิ่มทักษะในเรื่อง AI โดยมี AI ในแอพกระเป๋าและถุงเงินด้วย เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้มากขึ้น

    ส่วนการที่ไทยจะยืนบนเวทีโลก นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนไม่ได้อยากจะมาแก้ไขหนี้และมีความสุขระยะสั้น แต่อยากให้คนไทยมีความสุขในระยะยาว โดยจะดึงการลงทุนเข้ามาทำให้คนไทยมีทักษะเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมีชีวิตที่ดีขึ้น

    เพราะความตั้งใจสิ่งสุดท้ายของตนความฝัน คืออยากเห็นรอยยิ้มของคนไทย อยากเห็นคนไทยที่มีความสุข คนไทยยืนได้โดยขาตัวเอง เราถึงไม่ทำนโยบายประชานิยม หรือนโยบายแจกเงิน เราต้องการให้คนไทยมีทักษะที่ดีขึ้น โดยให้เบ็ดไปตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเค้าไปกิน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากที่ทำงานมา 73 วัน นโยบายเราช่วยให้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม วันนี้มันออกจากหล่มแล้ว ซึ่งพิสูจน์ว่าเราทำจริงไม่ได้พูดอย่างเดียวและเราทำเป็น ฉะนั้นขอโอกาสประเทศไทยขึ้นจากหล่มไม่พอ แต่มันต้องให้รถยนต์ของคนไทยขับเคลื่อนได้เร็ว ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือนโยบาย 10พลัส เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นทมีหนี้ลดลง ซึ่งเรามา 73 วัน ยกไทยออกจากหล่มได้ ซึ่ง 73 ถ้ากลับก็เป็น 37

    ก่อนทิ้งท้ายว่า นโยบาย 10พลัส มีชัยไปกว่าครึ่ง ถ้าเลือกภูมิใจไทย จะมีชีวิตที่ดีกว่า 10 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/939863/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KWfeHV9FpmeyHf6iZFnba

  • InnovestX คาดปี 69 โอกาสผลตอบแทนดี กระจายลงทุนนอกสหรัฐรับผันผวน เป้า SET 1,350-1,400 จุด : อินโฟเควสท์

    InnovestX คาดปี 69 โอกาสผลตอบแทนดี กระจายลงทุนนอกสหรัฐรับผันผวน เป้า SET 1,350-1,400 จุด : อินโฟเควสท์

    นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า การลงทุนในปี 69 คาดว่าจะยังให้ผลตอบแทนที่ดี จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้ แม้จะชะลอตัวลงบ้างแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แรงส่งจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐยังเป็นบวกต่อมาในช่วงต้นปี แต่มีความผันผวนของตลาดสูงขึ้น โดยเฉพาะใกล้เข้าสู่ช่วงกลางปีที่ความกังวลเงินเฟ้ออาจเพิ่มกลับขึ้นมา

    ดังนั้น การลงทุนในปี 69 ต้องคัดสรรและกระจายตัวมากขึ้น จากความเสี่ยงการลงทุนที่เกิดจาก Valuation สูงขึ้นมากในหลายตลาด อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน สงครามการค้าที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นจากบุคลิกของ ประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดเดาได้ยาก ทำให้ตลาดการเงินผันผวน เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีน-ญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับจีน และชาติยุโรปที่เคยเป็นพันธมิตรมายาวนาน

    นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 69 มีแนวโน้มเป็นลักษณะ Year of Two Halves โดยชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกจากผลของสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบาย ก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะเดียวกันการรวมกลุ่มของประเทศฝั่ง Global South โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC จะมีบทบาทมากขึ้น ท่ามกลางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากโอกาสเกิดลานีญา ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 69 จะเติบโตประมาณ 1.4% ลดลงจากปีก่อน แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐและการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

    ส่วนของการเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 69 อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ราบรื่นและคณะรัฐมนตรีใหม่สามารถอนุมัติผ่านงบประมาณปี 70 ภายในไตรมาส 2 ก่อนจะนำเข้าสู่สภาฯ จะทำให้การบังคับใช้งบประมาณปี 70 ไม่ล่าช้ามากนัก ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่าง ๆ หากทำได้จริงอาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากกรณีฐานประมาณ 0.12-0.50% (Percentage point)

    ให้เป้า SET ปี 69 1,350-1,400 จุด

    นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัดกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศ InnovestX แนะนำเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตชัดเจน โดยตลาดสหรัฐฯ ยังเด่นในกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพ เช่น Amazon, Google, Meta และ Eli Lilly ขณะที่ยุโรปน่าสนใจในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น LVMH และ Orsted ส่วนจีนเน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐ เช่น Tencent และ CATL

    สำหรับตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินกรอบเป้าหมาย SET Index ที่ระดับ 1,350–1,400 จุด และให้ EPS Growth ปี 69 เติบโต 8-9% หรืออยู่ 98-100 บาท/หุ้น ตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ในไตรมาสแรกจากแรงหนุนการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเด่น ได้แก่ กลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและเป็นกลุ่มเชิงรับ เช่น กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสารตลาดหุ้นไทย

    แนะนำคัดเลือกหุ้นตามธีมการลงทุน โดยเน้นหุ้นปันผลคุณภาพเพื่อสร้างกระแสเงินสด เช่น AP และ KTB ขณะที่หุ้นเติบโตที่กำไรเริ่มฟื้นตัวเหมาะกับการลงทุนเชิงรุก เช่น MTC และ TRUE ส่วนหุ้นฟื้นตัวและหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานยังน่าสนใจในกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร และค้าปลีก เช่น CENTEL, TU, CPALL และ OR

    นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในปี 69 ควรเน้นความสมดุลระหว่างการอยู่ในตลาดและการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างมีวินัย ภายใต้แนวคิด Stay Invested, Stay Selective โดยหุ้นโลก (Global Equity) ยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ที่ Valuation ยังเหมาะสม พร้อมให้น้ำหนักกับธีม AI, Digital Transformation และหุ้นขนาดกลาง–เล็กที่กำไรเริ่มฟื้นตัว

    นักลงทุนสามารถลงทุนตามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ผ่านกองทุนที่สะท้อนธีมการลงทุน เช่นSCBRS2000(A), KFCHINA-T10PLUS-A และ K-INDX รวมถึงทางเลือกอย่าง DR23 ของ InnovestX ที่ช่วยให้เข้าถึง ETF หรือหุ้นต่างประเทศรายตัวผ่านตลาดหุ้นไทย อาทิ หุ้นจีนCHNXT5023, HSHD23, BABA23, SMIC23 และหุ้นญี่ปุ่น SOFTBANK23, SUSHI23, TEL23เพื่อเสริมการกระจายพอร์ตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    สำหรับตราสารหนี้ แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี อายุปานกลางราว 3–5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างBitcoin เหมาะลงทุนในสัดส่วนจำกัด และ ทองคำยังมีบทบาทช่วยกระจายความเสี่ยง แนะนำกองทุน UOBSG-H

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565356&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yr1DltbzxAvMLJY1gJ4LX