Category: เศรษฐกิจ

  • ทองร่วงแรง!! เปิดเช้าไหลลง 2,550 ฉุดราคาทองแท่ง-รูปพรรณหลุด 8 หมื่น : อินโฟเควสท์

    ทองร่วงแรง!! เปิดเช้าไหลลง 2,550 ฉุดราคาทองแท่ง-รูปพรรณหลุด 8 หมื่น : อินโฟเควสท์

    ราคาทองคำ 96.5% ขายปลีกในประเทศเปิดตลาดเช้านี้ปรับร่วงจากเมื่อวานบาททองคำละ 2,550 บาท ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

    โดยเมื่อเวลา 09.07 น. สมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำ ครั้งที่ 1

    – ทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 78,850 บาท ขายออกบาททองคำละ 78,950 บาท

    – ทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อบาททองคำละ 77,270.52 บาท ขายออกบาททองคำละ 79,750 บาท

    บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ระบุว่า ราคาทองโลกวานนี้ปิดลบ $38.73 ท่ามกลางแรงขายทำกำไรหลังจากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ ราคาร่วงลงมากกว่า 5% จากแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ $5,594.82 ในตลาดเอเชีย สู่ระดับต่ำสุดของวันที่ $5,099

    การเทขายทองคำรุนแรงจากความอ่อนแอในสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐ โลหะเงิน และทองแดงที่ปรับตัวลดลดอย่างรุนแรง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการขายทองคำเพื่อเติม Margin หรือ ชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ รวมไปถึง Long Covering ในตลาดทองเอง

    ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากแรงชื่อ Buy on dip เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

    ด้านสภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกโลกเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2568 เป็น 5,002 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและการค้ากระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น นำโดยความต้องการ

    ในภาคลงทุนที่เพิ่มขึ้น 84% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกองทน ETF เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งช่วยชดเชยการลดลงของ

    แรงซื้อจากธนาคารกลางที่ลดลง 21% สู่ระดับ 863 ต้น และความต้องการในภาคเครื่องประดับที่ลดลง 19%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/565240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGMT03YL_LdzHmzCa7BJP

  • เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ ชูการค้าเสรีและนวัตกรรมเป็นเกราะป้องกันภัยคุกคามโลก

    โดย

    Din

    ลงเมื่อ

    29 มกราคม 2569 18:38

    สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))

    7

    ข่าว – เยอรมนีเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่รับมือยุคแห่งการเมืองมหาอำนาจ.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c0h106tkp2310hb7hspa4fg6&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bpJfgq1GLPDkXFfwfaLVb

  • ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    ทองแสนบาท…ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์ “นิวเคลียร์เศรษฐกิจ”

    เส้นทางสู่ “ทองแสนบาท” เมื่อโลกปั่นป่วนจนทองคำกลายเป็น “ทางรอด” สุดท้าย!

    ในโลกการเงินที่หมุนไวราวกับพายุ ใครจะเชื่อว่าภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาถึง 30% หรือราว 16,500-17,500 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่แรงพอๆ กับที่เคยเกิดขึ้นตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ที่ราคาทองเพิ่มขึ้น 24,650 บาท

    คำถามที่หลายคนอยากรู้ คือ “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เป็นเพียงความฝัน หรือ ความจริงที่ใกล้แค่เอื้อม ?

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    “วรุต รุ่งขำ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ยอมรับกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ด้วยเบื้องหลังประกายระยิบระยับของทองคำ คือ ความตึงเครียดของ “ยักษ์ชนยักษ์” เมื่อสหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป ที่มี 27 ประเทศ ในประเด็นการแย่งชิงกรีนแลนด์

    จนเกิดคำขู่ถึงการใช้ “นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ” (Economic Nukes) หรือ การตัดความสัมพันธ์ทางการค้าและยกเลิกเขตการค้าเสรี (FTA)

    ความไม่แน่นอนนี้รุนแรงจนเปรียบเสมือนโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปล่อย “ฝูงหงส์ดำ” (Black Swans) ออกมาบินว่อนในระบบเศรษฐกิจโลก เมื่อยุโรปซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่เริ่มหันไปจับมือกับกลุ่ม BRICS ที่มีทั้งประเทศบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และมีกระแสข่าวการเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ

    รวมถึงความต้องการดึง “ทองคำสำรอง” กลับจากคลัง Fort Knox เพราะความไม่ไว้วางใจ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ดันให้ราคาทองคำพุ่งไม่หยุด

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    จาก 8 หมื่นบาท สู่ 1 แสนบาท

    ปัจจุบันราคาทองคำในตลาดโลกกำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 82,800 บาทต่อบาททองคำ หากผ่านจุดนี้ไปได้ เป้าหมายถัดไปคือ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 88,800 บาทต่อบาททองคำ คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.18 บาทต่อดอลลาร์

    และหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ เราอาจจะได้เห็น “ทองคำบาทละหนึ่งแสน” เกิดขึ้นจริงอย่างที่หลายคนคาดการณ์

    แต่บนเส้นทางที่ดูหอมหวานนี้ กลับแฝงไปด้วยความผันผวนที่ดุร้าย ราคาสามารถแกว่งตัวขึ้นลงได้วันละ 100-200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นเรื่องปกติ “วรุต” จึงเตือนว่าอย่ารีบ “ไล่ซื้อ” จนเกินกำลัง เพราะอาจเกิดการพักฐานแรงๆ ได้ทุกเมื่อ

    กลยุทธ์สำหรับ “สายซิ่ง” และ “นักออมทอง”

    สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีทองคำ แนะนำกลยุทธ์ DCA (Dollar-Cost Averaging) แบ่งเงินซื้อเป็นไม้ๆ อย่าทุ่มหมดหน้าตัก ให้ทยอยเก็บเมื่อราคาอ่อนตัวลงมาที่แนวรับ 80,900 – 80,150 บาทต่อบาททองคำ โดยแบ่งเงินลงทุนเพียง 10-15% ของพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง

    ตามสถิติ ทองคำมักจะราคาพุ่งก่อน “ตรุษจีน” เนื่องจากร้านทองต้องการสต็อกสินค้า และมักจะมีการเทขายทำกำไรหลังจากจบเทศกาล

    เตือน! อย่าตกเป็นเหยื่อความโลภ

    ในจังหวะที่ “ทองคำ” เป็นขาขึ้น มักจะมีมิจฉาชีพฉวยโอกาส อ้างการ “ออมทองราคาถูก” ซึ่งในความเป็นจริง “ไม่มีใครยอมขายทองต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อให้ตัวเองขาดทุน” 

    การเลือกออมทองจึงควรทำผ่านช่องทางที่น่าเชื่อถือ มีตัวตนชัดเจน หรือผ่านแอปพลิเคชันมาตรฐาน อย่าง YLG หรือ แอปเป๋าตังของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเงินออมของคุณจะกลายเป็นทองคำที่มีค่าจริงๆ

    “ทองคำ” ในวันนี้ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือ “ดัชนีความกลัวของโลก” หากปัจจัยพื้นฐานยังคงตึงเครียดเช่นนี้ เส้นทางสู่หลักแสนก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องเดินหมากด้วยความระมัดระวังและมีสติที่สุด.

    ทองแสนบาท...ฝันที่ใกล้เป็นจริง ? ศึกหนักยักษ์ชนยักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/737240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw100NcEK4FHjMA7FcSSgaKM

  • เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69  เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    เปิดมุมมอง ‘ทุนญี่ปุ่น’ ส่องศก.ไทยครึ่งแรกปี 69 เชื่อมั่นฟื้น – เดินหน้าลงทุน – รอรัฐกระตุ้น

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ทุนญี่ปุ่น”ถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกและเป็นกระดูกสันหลังของภาคอุตสาหกรรมไทยมายาวนาน ล่าสุดหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยดัชนีชี้วัดที่เปรียบเสมือนตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง เมื่อผู้ประกอบการญี่ปุ่นถึง 23% ประกาศแผนเตรียมลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างอิเล็กทรอนิกส์และเคมีภัณฑ์ที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด

    อย่างไรก็ตามเพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ภาคเอกชนญี่ปุ่นได้ส่งเสียงสะท้อนถึงรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศให้เร่งเครื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการปรับปรุงระบบภาษี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบทางภาษีจากสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ยังมองว่ายังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้แต่เริ่มเตรียมความพร้อม

    • “JCCB” เผยนักธุรกิจญี่ปุ่นเชื่อมั่นศก.ไทยมากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยผลการสำรวจจะจัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยการสำรวจล่าสุดได้มีการทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25 พ.ย. – 16 ธ.ค.2568 มีบริษัทที่ตอบแบบสำรวจจำนวน 521 ราย

    โดยผลการสำรวจล่าสุดพบประเด็นที่น่าสนใจจากมุมมองของบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทย ดังนี้ ในส่วนของสภาพธุรกิจโดยรวมสะท้อนจากค่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) พบว่าดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ(DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ดัชนี DI เคยลดลงไปอยู่ที่ -12 อันเนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะ ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา โดยดัชนี DI ในช่วงครึ่งแรกของปีพ.ศ. 2569 นั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะเพิ่มขึ้น เช่น ในธุรกิจใหม่ในหลากหลายอุตสาหกรรม แม้ว่ายังคงมีความกังวล เกี่ยวกับการแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากจีนก็ตาม

    • บริษัท 23% พร้อมลงทุนเพิ่ม

    สำหรับประเด็นการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย บริษัท 23% ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มในปี 2569 ขณะที่บริษัทจำนวน 43% ระบุว่าจะลงทุนคงที่ และ 19% คาดว่าจะลงทุนลดลง โดยในกลุ่มบริษัทที่ระบุว่าจะลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์กว่า 22% ระบุว่าจะมีการลงทุนเพิ่ม รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ 18% จะลงทุนเพิ่ม นอกจากนั้นยังมีกลุ่มธุรกิจบริษัทการค้า 12% ที่ต้องการจะลงทุนเพิ่มในปี 2569

    ในส่วนประเด็นของการส่งออก จากผลการสำรวจบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยกว่า 35% มองว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 จะสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรในการขนส่ง และเคมีภัณฑ์ ส่วนบริษัทอีก 45% มองว่าการส่งออกครึ่งปีแรกจะคงที่ และ20% คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้จะหดตัวลง

    • แนะรัฐบาลไทยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม

    ทั้งนี้บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยยังได้เสนอแนะข้อเรียกรองต่อรัฐบาลไทย เช่น การขอให้รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจ (มาตรการกระตุ้นการบริโภค) ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 42% ที่เสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการนี้ ส่วนประเด็นรองลงมาบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยประมาณ 32% เสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และยังมีข้อเสนอให้มรการปรับปรุงกระบวรการขอคืนภาษีและกระบวนการตรวจสอบภาษี เช่น การลดความซับซ้อนของขั้นตอนการขอคืนภาษี และความไม่สอดคล้อง กับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลเร่งการบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง

    • ชื่นชมรัฐบาลไทยใช้ดิจิทัลเพิ่ม

    ขณะที่ประเด็นที่บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยเห็นว่ารัฐบาลไทยมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น คือการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานของภาครัฐที่กว่า 20% ของผู้ประกอบการมองว่ามีการปรับปรุงดีขึ้น

    สำหรับผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาในอัตรา 19% บริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยที่ตอบแบบสำรวจในครั้งนี้กว่า 44% มองว่าบริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้ ส่วนบริษัทประมาณ 26% ตอบว่าได้รับผลกระทบหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบ และบริษัทจำนวน 22% ยังไม่ทราบว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่

    ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าบริษัทร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นในไทยให้ความเห็นในเรื่องของการวางมาตรการรับมืออัตราภาษี 19% ของสหรัฐที่บังคับใช้กับไทย โดย 54% ยังคงสถานการณ์เดิ ขณะที่ 22% มีการปรึกษากับคู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งพิจารณาส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ และ 13% วางแผนที่จะขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1218878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0863rs5Wfx_RLZiPdAyVc2

  • เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 51 พรรค ซึ่งมีการมีวงเงินรวมมากถึง 25,870,635.9 ล้านบาท (25 ล้านล้านบาท) ว่า นโยบายการหาเสียงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละพรรคว่ารูปแบบไหนที่จะถูกใจประชาชน โดยต้องยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังซื้อ ภาระหนี้ภาคครัวเรือน และก็การเข้าถึงแหล่งเงินได้ยาก ดังนั้น นโยบายที่จะโดนใจช่วงหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการช่วงสั้นที่เข้าไปแล้วเหมือนกับทำได้ทันที (instant)

    อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่านโยบายในรูปแบบดังกล่าวนั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานาน และเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนเองก็เคยออกมาแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวได้ผลแค่ในระยะสั้น ส่วนที่มองว่าจะได้ผลในระยะกลาง และยาวไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพ 

    ซึ่งก็จะเหมือนกับเวลาที่ป่วยไม่สบายมีอาการปวดหัว ปวดท้องก็จะขอยาพาราเซตามอลก่อน เพื่อให้ช่วยแก้ไขไปได้เล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อาการปวดหัว หรือปวดท้องแบบธรรมดา เพราะอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ หรือกะเพาะก็ได้ หลังจากที่ยาหมดฤทธ์อาการก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม

    “หากให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนกับกรณีที่ปวดหัวอยู่ ก็ต้องการกินยาที่เหมือนพาราฯซึ่งสามารถรักษาได้สารพัด ดังนั้น ส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณะที่เป็นการใช้เงิน เป็นลักษณะของประชานิยม หรือแฝงประชานิยม“

    ทั้งนี้ ในมุมของเอกชนคงไม่สามารถไปห้ามพรรคการเมืองที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงด้วยมาตรการกระตุ้น รวมถึงเรียกร้องความสนใจ และตอบสนองในช่วงสั้นได้ เพราะเป็นยุทธการในการหาเสียงตามปกติ

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเด็นการใช้เงินเหล่านี้จะต้องมองไปถึงระยะยาว และการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลา และใช้แรงอย่างมากในการดำเนินการ

    “การใช้เงินมากถึง 25 ล้านล้านบาทในภาพรวมของทุกพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาแยกพิจารณาในรายละเอียดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระตุ้นเชิงสั้นหรือไม่ หรือเป็นการยิ่งทำให้ประชาชนไม่ค่อยต้องการพัฒนา รอแต่ควมช่วยเหลืออย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาถูกพิสูจน์แล้วว่าในระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ดี“

    อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการหาเสียงเชื่อว่าทุกพรรคต้องหานโยบายที่โดนใจประชาชน เพราะประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง หรือย่ำแย่ สภาพคล่องไม่ดีก็เสมือนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เลือกอาจจะไม่ได้มองถึงนโยบายพรรคที่เป็นแกนหลัก หรือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกโปรโมชั่นในช่วงสั้น ทั้งที่สุดท้ายแล้วอาจจะได้ไม่มาก แต่ก็อาจจะได้คะแนนเสียง แม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนตามมา

    นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกพรรคการเมืองมองเห็นว่านี่คือจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังในการจับจ่อยใช้สอย จึงต้องการของฟรี หรือโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมจึงเป็นที่มาของการที่พรรคการเมืองเลือกนำมาใช้

    นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ การที่พรรคการเมืองไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ครบเทอม เพราะจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า บางครั้งก็เกิดอุบัติทางการเมืองเป็นเหตุให้ต้องยุบสภา โดยเฉลี่ยปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่หมดยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อายุของนายกฯ รวมถึงรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีแต่จะสั้นลง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พรรคการเมืองมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายในลักษณะช่วงสั้นตลอด

    เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

    ”พรรคการเมืองเองมีประสบการณ์ และเรียนรู้แล้วว่ารัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งสั้น เพราะฉะนั้นหากจะให้ไปคิดโครงการระยะยาว หรือไปปรับโครงสร้างคงทำได้ลำบาก เพราะเดี๋ยวพูดไปจะทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลา ซึ่งอาจเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ โดย 3-4 รัฐบาลในระยะหลังเฉลี่ยอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ต้องเปลี่ยน ล่าสุดอยู่ได้แค่เพียง 2 เดือนกับอีก 1 เท่านั้น ซึ่งสั้นกว่า 4 เดือนที่ควรจะเป็นตามที่บอกในตอนแรก จึงต้องหานโยบายที่ทำได้ในระยะเวลาสั้น“

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า การที่พรรคภูมิใจไทยในงบประมาณ  148,326 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเพราะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความระมัดระวัง เพราะเกรงกลัวว่าไทยจะถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกลดลำดับมุมมอง (Outlook) จากเสถียรภาพ (stable) ไปสู่ติดลบ (negative) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำเตือนออกมาจาก 2 ใน 3 บริษัทจัดอันดับเครดิตดังกล่าว 

    การที่จะต้องระวังเรื่องวินัยการคลัง เพราะไทยใช้นโยบายขาดดุลทางการคลังประมาณ 4-5% ทุกปี โดยมีผลทำให้เพดาหนี้สาธารณะขยายไปถึง 60-70% ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 65% หากยังใช้วิธีในรูปแบบเดิมจะส่งผลต่อสถานะการคลังของประเทศ 

    “หากยังเป็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น อาจจะทำให้ไทยถูกปรับเรตติ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่มุมมอง โดยหากถูกปรับลดลงจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และสถานะทางการเงิน ยิ่งทำให้ไทยยิ่งลำบากมากขึ้น  ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานายเอกนิติพยายามใช้เงินที่มีอยู่โดยไม่มีการกู้ยืมให้เป็นภาระการคลังเพิ่มเติม”

    หากแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองตามวงเงินงบประมาณที่แจ้งไว้ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณ “สูงที่สุด” และกลุ่มที่ใช้ “น้อยที่สุด” จะมีรายละเอียด ดังนี้  

    กลุ่มงบประมาณสูงสุด (หลักล้านล้านบาทขึ้นไป)

    • อันดับ 1: พรรคปวงชนไทย (หมายเลข 23) – วงเงิน 287,582,950 ล้านบาท 
    • อันดับ 2: พรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11) วงเงิน 5,989,000 ล้านบาท
    • อันดับ 3: พรรคท้องที่ไทย (หมายเลข 14) วงเงิน 5,433,491.1 ล้านบาท
    • กลุ่มอื่น ๆ : พรรคพร้อม (3.1 ล้านล้าน), พรรคกล้าธรรม (2.2 ล้านล้าน), พรรคประชาธิปัตย์ (2.1 ล้านล้าน)

    กลุ่มงบประมาณต่ำสุด

    • อันดับ 1: พรรคพลังเพื่อไทย (หมายเลข 16)  วงเงินเพียง 100 ล้านบาท
    • อันดับ 2: พรรคพลวัต (หมายเลข 7) วงเงิน 3,000 ล้านบาท
    • อันดับ 3: พรรคไทยธรรม (หมายเลข 40) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

    ขณะที่หากดูตัวเลข 8 พรรคการเมืองหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ มีรายละเอียด ดังนี้ 

    • พรรคกล้าธรรม วงเงินสูงสุดที่ 2,272,230 ล้านบาท
    • พรรคประชาธิปัตย์ วงเงินที่ 2,124,200 ล้านบาท
    • พรรคไทยก้าวใหม่ วงเงิน 1,325,663.9 ล้านบาท
    • พรรคประชาชน วงเงิน 741,835 ล้านบาท 
    • พรรคไทยสร้างไทย 497,000 ล้านบาท 
    • พรรคเพื่อไทย วงเงิน 243,300 ล้านบาท
    • พรรคภูมิใจไทย วงเงิน 148,326 ล้านบาท
    • พรรคโอกาสใหม่ วงเงิน 133,760 – 134,560 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/650228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UkrxDTzARbOIA9meMi-Pa

  • ‘ศุภจี’ คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ‘ศุภจี’ คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    วันนี้ (29 มกราคม 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และผู้สมัคร สส. เขต กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันเดินหาเสียงช่วยนายฤกษ์อารี นานา (แมน) เบอร์ 13 เขตหลักสี่-จตุจักร ยกเว้นแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม อิ๊ก-นางสาวณัฐวริณธร บวรภัควุฒิสิริ เบอร์ 6 เขตบางเขน-เขตจตุจักร เฉพาะแขวงจันทรเกษม และแขวงเสนานิคม 

    ทั้งนี้ ได้ใช้โอกาสนี้นั่งล้อมวงพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและพนักงานออฟฟิศรวมทั้งกลุ่ม Start up เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและรับฟังความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย 

    นางศุภจี กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามดูแลเรื่องการลดค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการสร้างรายได้ และการเปิดตลาดใหม่ ๆ เพราะโลกวันนี้ไม่เหมือนเดิม มีระเบียบโลกที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นสิ่งที่สร้างความกดดันให้ประเทศต่าง ๆ 

    ขณะที่ไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯเป็นอันดับ 1 เมื่อมีการประกาศว่าไทยอยู่ในกลุ่มภาษี 19% ในฐานะที่เราเข้ามาเป็นรัฐบาลหลังการประกาศภาษี ก็ต้องติดต่อค้าขายกับเขาอยู่ดี แต่จะพึ่งพาอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้ยตลาดเดิมก็ยังต้องดูแลให้ได้ พร้อมกับต้องหาตลาดใหม่ ๆ เพิ่มเติมด้วย

    ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ถือว่าเป็นอีกลุ่มที่สำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศมวลรวมอยู่ที่ 35% ของ GDP ซึ่งหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลผลักดันสัดส่วนรายได้ SME ต่อ GDP จาก 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี โดยสิ่งที่ต้องทำคือ เสริมทักษะ ทำให้เอสเอ็มอีเข้าใจต้นทุนที่แท้จริง ช่วยให้ธุรกิจปรับจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ รวมถึงช่วยให้เข้าถึงตลาด หากมีแพลตฟอร์มให้เอสเอ็มอีนำสินค้ามาขายและส่งออกได้ จะช่วยหาตลาด และดูเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนให้ด้วย

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ทั้งนี้ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยไม่หวือหวา เพราะเรารู้สถานะของประเทศ การใช้จ่ายต้องประหยัด และแม่นยำตรงจุด เราเน้นให้เบ็ดตกปลา ไม่ได้ให้ปลาอย่างเดียว อย่างโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะทำต่อไป ต้องให้เบ็ดตกปลา เพื่อให้สามารถไปต่อได้อย่างยั่งยืน เพราะรู้ขีดจำกัดว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้

    ขณะที่ในแง่เพดานหนี้ สถานะก่อนโควิดอยู่ที่ 60% ปัจจุบันขยับเป็น 70% และวันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ใกล้ชนเพดานแล้ว หากกู้เพิ่มก็ไม่ไหว ดังนั้น ทุกนโยบายต้องทำได้จริง และตอบโจทย์ประชาชนจริง

    'ศุภจี' คุยสตาร์ทอัพ ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน SME โต 40% รับโลกใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/650275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JeM4OCTt46Q0YGAw5S4Ea

  • สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง – BBC News ไทย

    สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง – BBC News ไทย

    สัมพันธ์อังกฤษ-จีน “ดีและแข็งแรง” เคียร์ สตาร์เมอร์ เผยหลังพบสี จิ้นผิง

    เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและจีนนั้นอยู่ในสถานะที่ “ดีและแข็งแรง” หลังจากได้มี “การพูดคุยกับ สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนในกรุงปักกิ่ง”

    สรุป

    • เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร บอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและจีนนั้นอยู่ในสถานะที่ “ดีและแข็งแรง” หลังจากได้มี “การพูดคุยกับ สี จิ้นผิง ผู้นำของจีนในกรุงปักกิ่ง”
    • นายกฯ สหราชอาณาจักรบอกว่า ได้มีความคืบหน้าในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเหล้า และวีซ่าฟรีสำหรับชาวอังกฤษในการเดินทางไปจีน
    • ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง บอกว่า เกิดจุดเปลี่ยนหลายครั้งในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร แต่การมีความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้ “ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
    • สตาร์เมอร์ มีกำหนดการที่จะไปเยือนพระราชวังต้องห้าม และไปเป็นพยานการเซ็นข้อตกลงกับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน
    • เป็นที่คาดหมายกันว่าผู้นำของทั้งสองประเทศ จะเซ็น “สนธิสัญญาความมั่นคงชายแดน” เพื่อช่วยแก้ปัญหาเรือเล็กที่ถูกใช้ในการข้ามจากยุโรปภาคพื้นไปยังเกาะอังกฤษ

    รายงานสด

    1. สหราชอาณาจักร-จีน ลงนามข้อตกลงอะไรบ้าง

      จากการเปิดเผยของทำเนียบรัฐบาลอังกฤษ ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ทั้งสองชาติลงนามร่วมกันในวันนี้ มีดังนี้

      • ความร่วมมือด้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และการเข้าเมืองผิดกฎหมาย
      • ความร่วมมือทวิภาคีเพื่อเป็นพันธมิตรด้านการบริการต่าง ๆ
      • ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันเกี่ยวกับข้อตกลงการบริการทางการค้าทั้งสองชาติ
      • ความร่วมมือด้านระบบตรวจสอบและรับรอง (Field of Conformity Assessment)
      • การส่งออกจากสหราชอาณาจักรไปยังจีน
      • เสริมสร้างความเข้มแข็งในการทำงานของคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรและจีน
      • ความร่วมมือด้านบริการดูแลพยาบาลที่บ้านและอุตสาหกรรมการกีฬา
      • ความร่วมมือในการศึกษาและฝึกอบรมด้านเทคนิคและอาชีวะ
      • ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การกักกันสัตว์และพืช
      • ความร่วมมือด้านสุขภาพ

      อย่างไรก็ดี บีบีซียังไม่ทราบรายละเอียดของความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้

      .

      ที่มาของภาพ, Reuters

    2. จีนและสหราชอาณาจักรกำลังร่วมมือกัน

      นอกจากข้อตกลงฟรีวีซ่า 30 วันแล้ว สหราชอาณาจักรยังประกาศว่ากำลัง “มุ่งมั่นศึกษา” เพื่อให้เกิดข้อตกลงด้านการค้าระหว่างจีนและสหราชอาณาจักร

      หากการเจรจานี้ลุล่วงก็จะเป็นการสถาปนากฎเกณฑ์ซึ่งจะใช้บังคับกับบริษัทสัญชาติสหราชอาณาจักรที่ต้องการประกอบธุรกิจในจีนอย่างชัดเจน สร้างความสะดวกแก่บริษัทห้างร้านสัญชาติสหราชอาณาจักรในการดำเนินการทางธุรกิจในจีนและบริษัทจีนในสหราชอาณาจักร

      ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเป็นผู้ส่งออกบริการที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสองของโลก รัฐบาลสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วยให้มูลค่าการส่งออกภาคบริการจากบริษัทสัญชาติสหราชอาณาจักรไปยังจีนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.3 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี

    3. สตาร์เมอร์เผยสหราชอาณาจักรมองหา “ความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนกับจีนมากขึ้น”,

      เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ บอกกับสี จิ้นผิง ว่าเขาต้องการความสัมพันธ์ที่ “ละเอียดอ่อนมากขึ้น” กับจีน ระหว่างการพบกับประธานาธิบดีที่มหาศาลาประชาชน ในช่วงเช้าวันแรกตามกำหนดการเยือนจีน

      เขากล่าวกับผู้นำจีนว่า เป็นช่วงเวลาที่ “ยาวนานเกินไป” นับตั้งแต่นายกฯ สหราชอาณาจักรเดินทางมาเยือนจีนครั้งล่าสุด

      สตาร์เมอร์เน้นย้ำถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน เขาบอกว่า “การที่ผมมาอยู่ที่นี่ในวันนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิดของชาวสหราชอาณาจักร”

      “ผมให้สัญญาไว้เมื่อ 18 เดือนที่แล้ว เมื่อผมได้รับเลือกเข้าสู่รัฐบาลว่าผมจะทำให้สหราชอาณาจักรก้าวสู่โลกภายนอกอีกครั้ง”

      “เพราะพวกเราต่างก็รู้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศกระทบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศบ้านเกิดของเรา ตั้งแต่ราคาสินค้าบนชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของเรา”

    4. เปรียบเทียบเศรษฐกิจระหว่างสหราชอาณาจักรกับจีน

      ปีเตอร์ ฮอสกินส์ ผู้สื่อข่าวธุรกิจบีบีซีประจำสิงคโปร์ อธิบายว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและจีนแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

      เริ่มต้นด้วยขนาดใกล้เคียงกัน ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหราชอาณาจักรอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าของจีนที่ประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

      นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของทั้งสองประเทศก็แตกต่างกันมาก สหราชอาณาจักรขยายตัวประมาณ 1.5% ในปี 2025 ในขณะที่ทางการจีนกล่าวว่าเศรษฐกิจของจีนเติบโต 5% แต่เพื่อความเป็นธรรม ช่องว่างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรกับจีนซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในช่วงพัฒนา

      ความแตกต่างเหล่านี้ยังคงมีอยู่ต่อไป ตั้งแต่ฐานการผลิตขนาดใหญ่ของจีนไปจนถึงการครองตลาดแร่หายากของโลก

      นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งคือ จีนดำเนินระบบเศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยม ซึ่งเป็นระบบลูกผสมระหว่างการวางแผนจากส่วนกลางของรัฐเข้ากับกลไกตลาด ในขณะที่สหราชอาณาจักรเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีมากกว่า

    5. การเยือนของสตาร์เมอร์มีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของปักกิ่งในเวทีโลก,

      ลอรา บิกเกอร์ ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน รายงานว่า จีนเชื่อว่าสหราชอาณาจักรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากเกินไป และเพียงแค่ทำตามรัฐบาลสหรัฐฯ ในเรื่องนโยบายต่างประเทศ

      ดังนั้น การเยือนจีนครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวกับภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ผ่านการเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม และพบกับสี จิ้นผิง

      สหราชอาณาจักรไม่ใช่หนึ่งในคู่ค้าสำคัญอันดับต้น ๆ ของจีนเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังคงมองว่ากรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญ และจะกระตือรือร้นที่จะทำข้อตกลง

      จีนกำลังใช้สถานะของตนเองในฐานะโรงงานของโลกเพื่อดึงประเทศตะวันตกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จีนต้องการให้ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีทางการค้า

      สำหรับทางการจีน การค้าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสถานะและอิทธิพลในระดับโลก ในขณะที่จีนกำลังวางแผนระยะยาวในการแข่งขันอำนาจกับสหรัฐฯ

      ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี

      ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    6. “สตาร์เมอร์” พบประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีน

      เมื่อเวลาราว 10.00 น. ตามเวลาไทย เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้พบปะกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ตามการรายงานของสถานีโทรทัศน์แห่งรัฐของจีน CCTV

      โดยการพบกันครั้งล่าสุดของทั้งสองคนคือเมื่อเดือน พ.ย. 2024 ในระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม G20 ที่ประเทศบราซิล

      ก่อนหน้านี้ นายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า การมาเยือนของสตาร์เมอร์คือการสร้างโอกาส “ในการเพิ่มความเชื่อมั่นร่วมกันทางการเมืองกับสหราชอาณาจักร [และ] กระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติ”

      “การเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความไว้วางใจร่วมกัน พัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี และพัฒนาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน คือสิ่งที่อยู่ในความสนใจของสองประเทศและประเทศอื่น ๆ ในโลก” นายกัวกล่าวเสริม

      กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน

      ที่มาของภาพ, EPA

      คำบรรยายภาพ, กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า การมาเยือนของสตาร์เมอร์คือการสร้างโอกาส “ในการเพิ่มความเชื่อมั่นร่วมกันทางการเมืองกับสหราชอาณาจักร [และ] กระชับความร่วมมือในทางปฏิบัติ”
    7. ตารางการเดินทางของผู้นำอังกฤษในวันนี้มีอะไรบ้าง

      นี่คือสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้วางแผนไว้สำหรับวันนี้

      • อันดับแรกคือการประชุมทวิภาคีกับ จ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน
      • ลำดับถัดมา (ซึ่งอาจสำคัญที่สุด) คือการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน
      • หลังจากนั้นจะเป็นงานเลี้ยงรับรองทางวัฒนธรรมสั้น ๆ ก่อนที่จะไปเยี่ยมชมพระราชวังต้องห้าม จากนั้นจะเป็นพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและหารือกับนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน
      • วันนี้จะปิดท้ายด้วยพิธีที่คาดว่าทั้งสตาร์เมอร์และหลี่จะร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในข้อตกลงหลายฉบับ ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารค่ำ
    8. ยินดีต้อนรับสู่การรายงานสด นายกฯ อังกฤษเดินทางเยือนจีน

      บีบีซีไทยขอนำท่านเข้าสู่การรายงานสด ภารกิจนายกฯ อังกฤษเยือนจีน

      คริส เมสัน บรรณาธิการข่าวการเมืองของบีบีซีเดินทางไปพร้อมกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร รายงานว่า หลังจากที่สตาร์เมอร์เดินทางถึงกรุงปักกิ่งแล้วเมื่อเวลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 16.15 น. เวลาไทย)

      การเดินทางเยือนครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนประเทศจีนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2018 โดยมีผู้นำทางธุรกิจและวัฒนธรรมของอังกฤษประมาณ 60 คน โดยมีความหวังว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกัน

      คำบรรยายวิดีโอ, เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เดินทางถึงสนามบินในกรุงปักกิ่งแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/live/cwywdew7229t&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y7glDO8fucGXI14TDRZR8

  • สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน

    โดย

    Duangporn

    ลงเมื่อ

    29 มกราคม 2569 05:22

    สคต. ณ นครลอสแอนเจลิส (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Los Angeles (USA))

    17

    TTCLA-US Economy-Jan2026.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/xpmurvh0e5i71swlacr4mluy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05O3mFJImteH7iCK5vfp7D

  • “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    *** หนุ่มที่จะไปขอผู้สาวแต่งงาน โดยใช้ทองเป็นสินสอดสู่ขอหมั้นหมายช่วงนี้คงต้องคิดหนัก หรือจำต้องขอผ่อนผัน เมื่อราคาทองพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ วันนี้ทะลุ 70,000 บาทต่อ 1 บาททองคำไปแล้ว นักวิเคราะห์บอกว่า โอกาสไปต่อยังมีอีกมาก อาจทะลุ 75,000 บาทต่อบาททองคำ ในเร็ววันด้วยซํ้า โดยระหว่างนี้มีโอกาสที่จะพุ่งต่อไปทดสอบ 5,136-5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำยังคงยืนอยู่เหนือแนวรับบริเวณ 4,640 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    *** ปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำมาจาก ทั้งการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายทอง กองทุนเฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนสถาบัน ธนาคารกลางหลายแห่งหันมาสะสมทองเพิ่มสูงขึ้น กองทุน ETF ที่เข้าถือครองทองคำต่อเนื่อง ประกอบคำสั่งซื้อทองคำจากจีนในช่วงตรุษจีน กับความต้องการเก็บทองจากอินเดีย แม้ราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่การซื้อทองคำดิจิทัลของชาวอินเดียผ่านแพลตฟอร์มฟินเทคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ฮึ่มๆ อิหร่าน รวมทั้งท่าที ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ค่อยสนโลก หาความแน่นอนไม่ได้ ทำให้นักลงทุนมองทองคำเป็นสินค้าปลอดภัย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยให้ทองคำยังคงเป็นขาขึ้น 

    *** การที่ราคาทองคำพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ร้านค้าทองล้มหายตายจากในปีนี้ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ วิเคราะห์จะมีร้านทองปิดตัวลงหลายสิบแห่ง จากยอดขายทองรูปพรรณซบเซาหนัก ราคาที่พุ่งสูงเกินกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดทองรูปพรรณ ผู้ที่ซื้อหาส่วนใหญ่มุ่งไปที่ทองแท่งเก็งกำไรมากกว่า การจำนำทองก็ลดลงลงไป เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้ แต่การปิดตัวของร้านทองไม่ใช่การขาดทุนจากราคาเป็นการตัดสินใจปิดเพื่อกำไร ในจังหวะที่ราคาทองเป็นขาขึ้น ประกอบกับทายาทรุ่นใหม่ขาดความสนใจในการสานต่อธุรกิจ ต้นทุนบริหารจัดการสูงขึ้น รายได้ขายปลีกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็ทะยอยๆปิดกันไป

    **** ไหนๆ ก็ว่ากันเรื่องทองคำแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเจ้าพนักงานปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมทองคำ ที่เชื่อมโยงกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ว่าด้วยการซื้อขายทองคำ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อหรือขายทองคำ ที่มีการ “นำเข้าหรือส่งออกทองคำ” และมีมูลค่ารวมของการซื้อขายในประเทศเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ 10,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ต้องรายงานข้อมูลดิจิทัล การทำธุรกรรมทองคำ ผ่านเว็บไซต์ (ธปท.) กรณีเหตุจำเป็น เจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลเพิ่มเติมเป็นรายกรณีได้ทันที และต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อรองรับการเรียกตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ที่ต้องทำเช่นนี้ เพื่อเข้าไปดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินบาท เงินเทาผ่านทองทำให้เงินบาทแข็งเกินศักยภาพนั่นเอง

                                   “ทองคำขาขึ้น” โลกไม่เหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยต้องหาทางรอด

    *** เก็บตกจากเวทีดาวอสเสียหน่อย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สรุปได้ความว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก ไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจแบบที่เคยคิดกันอีกต่อไป แต่ก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น เป็นการเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน แต่ละประเทศต้องเร่งหาทางรอด

    *** ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง ต้องทำรูปแบบการค้าใหม่ ความร่วมมือใหม่ ลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน หัวใจสำคัญไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย เป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้ โลกไม่เหมือนเดิม การค้าการขายไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการ และประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/650209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvtmXvYKC-9qGNHO78ixH

  • &

    &

    “สเตลล่า” แจงยิบทุกคำถาม “ก.ล.ต.” ชี้กู้ยืม “ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง”ช่วยบริษัทฯ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ผิดนัดชำระหนี้ เช่นที่เกิดขึ้นจำนวนมากกับบริษัทจดทะเบียนอื่นก่อนหน้านี้ จนกระทบนักลงทุนเป็นวงกว้าง เผยปี 2571 จะทำให้บริษัทฯ เหลือหนี้กับ “ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง” เพียงรายการเดียว โดยได้เจรจาและได้รับการยืดชำระหนี้มาต่อเนื่อง พร้อมวอนก.ล.ต. เดินหน้าติดตามเรื่องร้องเรียนที่อยู่ในมือ ทวงคืนทรัพย์สินบริษัทฯ คืนความเป็นธรรมแก่นักลงทุน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ STELLA ได้ทำหนังสือชี้แจงถึง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรื่องธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงิน โดยกู้ยืมจาก บริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (TNH) ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวโยงกัน เนื่องจาก TNH เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน STELLA นั้น เพราะบริษัทฯ มีหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดชำระ เดือน ธ.ค. 2568 ถึง ม.ค. 2569 รวม 491 ล้านบาท และต้องชำระหนี้หุ้นกู้ครบกำหนดในปี 2569 อีก 788 ล้านบาท การกู้ยืมจาก TNH จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องพอที่จะชำระหนี้ ไม่กระทบความน่าเชื่อถือ และเป็นเงินลงทุนที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจต่อไป

    เนื้อหาหนังสือชี้แจงยังระบุด้วยว่า การได้รับความช่วยเหลือจาก TNH จะทำให้บริษัทฯ ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ใดๆ และตามแผนจะทำให้ปี 2570 มีหนี้ครบกำหนดชำระอยู่ที่ 467 ล้านบาท และปี 2571 จะเหลือหนี้กับ TNH เพียงรายการเดียวเป็นจำนวน 3,464 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ได้เจรจาและได้รับการขยายระยะเวลาชำระหนี้จาก TNH มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ช่วยให้ บริษัทฯ สามารถรักษาความน่าเชื่อถือในเรื่องการชำระหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ไขว้ (cross default) เช่นที่เกิดขึ้นจำนวนมากกับบริษัทจดทะเบียนอื่นก่อนหน้านี้ จนกระทบนักลงทุนเป็นวงกว้าง

    บริษัทฯ ยังย้ำอีกว่าธุรกรรมแลกหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นและได้รายงานก.ล.ต.ไปครบถ้วนก่อนหน้านี้ ก่อนเข้าทำธุรกรรม ได้บรรลุเป้าหมายที่เปิดเผยไว้แต่ต้น คือการมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยได้นำหุ้น WEH มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมเงินจาก TNH เมื่อได้รับความช่วยเหลือทางการเงินมาทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารสภาพคล่อง จนไม่กระทบการชำระหนี้ ไปพร้อมกับความพยายามอื่นของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทั้งการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่อยู่ในแผนธุรกิจ การหารายได้จากธุรกิจปกติของบริษัทฯ และการหาแหล่งเงินทุนอื่นที่เหมาะสม แม้ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบัน

    ท้ายหนังสือชี้แจงฉบับดังกล่าว STELLA ยังได้ย้ำว่า ก่อนเข้าทำธุรกรรมข้างต้น บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องครบถ้วน พร้อมหารือ และแก้ไขข้อสังเกตตามคำแนะนำจากก.ล.ต. จนครบถ้วน เพราะบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการหาเงินทุนเข้ามาแก้ปัญหาสภาพคล่องและหนี้สิน พร้อมขอให้ก.ล.ต. เร่งรัดดำเนินการประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในมือก.ล.ต. เช่น การติดตามทรัพย์สินของบริษัทฯ กลับคืน ซึ่งมีมูลค่าหลักพันล้านบาท จะช่วยบรรเทาฐานะการเงิน และคืนความเป็นธรรมให้กับนักลงทุนและผู้ถือหุ้นด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievsrbein4udajf47qxggnrwm43f3ozr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KTeo_KHXSMoC8wsm0bCdt