เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลงมติให้หยุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว เนื่องจากธนาคารกลางกำลังเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระและรอผู้นำคนใหม่
ตามความคาดหวังของตลาด คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ลงมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5%-3.75% การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมีการลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งก่อนหน้านี้ และอาจเป็นสัญญาณว่าเฟดยังไม่คิดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้
ในการลงมติคงอัตราดอกเบี้ย คณะกรรมการได้ปรับเพิ่มการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ และลดความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ
แถลงการณ์หลังการประชุมระบุว่า “ตัวชี้วัดที่มีอยู่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานแสดงให้เห็นสัญญาณของการทรงตัวบ้างแล้ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง”
ที่สำคัญ แถลงการณ์ยังได้ลบข้อความที่ระบุว่า คณะกรรมการฯ มองว่าความเสี่ยงจากภัยคุกคามของตลาดแรงงานที่อ่อนแอนั้นสูงกว่าความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นั่นอาจสนับสนุนให้ชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยในระยะสั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่มองว่าเป้าหมายสองประการของเฟด คือ เงินเฟ้อต่ำและการจ้างงานเต็มที่นั้นมีความสมดุลมากขึ้น
ไม่มีคำแนะนำมากนักเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป โดยตลาดคาดว่าเฟดจะรออย่างน้อยจนถึงเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
“ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาของการปรับเพิ่มเติมในกรอบเป้าหมายสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินทุนของรัฐบาลกลาง คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลที่เข้ามา แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป และความสมดุลของความเสี่ยงอย่างรอบคอบ” แถลงการณ์ระบุ ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำซ้ำกับการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค.
แต่เช่นเดียวกับการประชุมครั้งล่าสุด มีความเห็นที่แตกต่างกันเกิดขึ้น
สมาชิกคณะกรรมการฯ สตีเฟน มิแรน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ลงคะแนนเสียงคัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย โดยทั้งคู่เสนอให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25%
การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ปกติสำหรับธนาคารกลาง
ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ เหลือการประชุมอีกเพียง 2 ครั้งก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งของเขาจะสิ้นสุดลง ซึ่งเป็นการปิดฉาก 8 ปีที่เขาต้อเผชิญทั้งการระบาดของโควิด-19 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง และการต่อสู้กับทรัมป์อย่างไม่รู้จบ
พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวว่า “หากคุณดูข้อมูลที่เข้ามาตั้งแต่การประชุมครั้งล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามที่คาดไว้ และข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนบ่งชี้ถึงสัญญาณของการทรงตัว ดังนั้นโดยรวมแล้ว การคาดการณ์จึงแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ”
เฟดยังต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทายอีกด้วย
การเติบโตที่วัดจากตัวชี้วัดที่กว้างที่สุดอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นั้นแข็งแกร่ง ไตรมาสที่ 3 เติบโตอย่างรวดเร็วที่ 4.4% และ 3 เดือนสุดท้ายของปีคาดว่าจะเติบโตที่ 5.4% ตามข้อมูลของเฟดสาขาแอตแลนตา
ในขณะเดียวกัน การจ้างงานในตลาดแรงงานก็ชะลอตัวท่ามกลางการปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างก็อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงนัก โดยแนวโน้มการขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบสองปี
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อกลับสร้างความกังวลมากกว่า แม้ว่าจะลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีเมื่อปี 2022 แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ทำให้ FOMC บางคนกังวลและต้องการให้ชะลอหรือยกเลิกการลดอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่มเติมว่าราคาสินค้ากำลังลดลง
ภาษีนำเข้าของทรัมป์กำลังส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดมองว่าภาษีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันในระยะสั้น ซึ่งจะลดลงในภายหลังในปีนี้
เรียบเรียงจาก CNBC
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/267154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_0oyM5nDTEQxm6l1CNFh
