
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ความพยายามของอิหร่านในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันตลาดน้ำมันโลกเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง หลังสหรัฐฯ เข้ามาช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังสามารถลำเลียงน้ำมันดิบออกสู่ตลาดได้ ขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หลังความขัดแย้งดำเนินมาเป็นเวลา 6 เดือน
ข้อมูลจาก TankerTrackers.com ระบุว่า ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเกือบทั้งหมดเป็นน้ำมันจากประเทศอื่น ไม่ใช่ของอิหร่าน ขณะที่อีกประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกลำเลียงผ่านท่าเรือบริเวณอ่าวโอมาน รวมถึงท่าเรือฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ปริมาณน้ำมันที่ยังสามารถขนส่งได้ดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 40% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจีนดึงน้ำมันจากคลังสำรองภายในประเทศมาใช้และลดการนำเข้า
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก ทำให้ก่อนหน้านี้อิหร่านหวังใช้การจำกัดการเดินเรือเพื่อสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังสามารถส่งออกน้ำมันได้บางส่วน ทำให้ความสามารถของอิหร่านในการใช้ช่องแคบแห่งนี้กดดันตลาดโลกลดลง
ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจากอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่เดือนก.ค. และช่วยประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียลำเลียงน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ต้องเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยมาตรการปิดกั้นดังกล่าวยังไม่สามารถบีบให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง หรือทำให้รัฐบาลอิหร่านเปลี่ยนแปลงท่าทีโดยรวมได้
แรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในอิหร่านกำลังเพิ่มขึ้น โดยเงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าลง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และปัญหาขาดแคลนน้ำมันเบนซินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขณะที่มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุว่า การค้าของประเทศลดลง 25-35%
ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเช่นกัน เนื่องจากการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ปุ๋ย และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ยังคงถูกจำกัด โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีเส้นทางขนส่งทางทะเลอื่นสำหรับใช้ทดแทน
แม้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อิหร่านยังคงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและฐานทัพของสหรัฐฯ แต่หลีกเลี่ยงการโจมตีครั้งใหญ่ต่อซาอุดีอาระเบียและ UAE ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังหลีกเลี่ยงการโจมตีเมืองใหญ่ของอิหร่านหรือผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบัน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อิหร่านต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก หลังการประเมินก่อนหน้านี้ว่าประเทศจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้นานประมาณ 5 เดือนกำลังใกล้ถึงขีดจำกัด โดยอิหร่านอาจต้องเลือกระหว่างการกลับเข้าสู่การเจรจาหรือยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของอิหร่าน โดยผู้นำอิหร่านอาจมองว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการขนส่งน้ำมันก่อนการเลือกตั้งไม่เป็นประโยชน์ เนื่องจากการรักษาแรงกดดันต่อตลาดพลังงานอาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งรอบช่องแคบฮอร์มุซจะยกระดับขึ้นอีก
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rkaE3bRCKuV0YsfYfM8Ud
