———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/112873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h8-NRJlvAVexkeJX1a7fA
Category: เศรษฐกิจ
-

“ภูมิใจไทย” ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ
-

index
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D570740&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FWkS5OZZYM8-vcmx7UMKF -

เช็กด่วน! ค่ารถ-ค่าไฟ-ค่าแรง จะเปลี่ยนไปแค่ไหน? เทียบโพย 4 พรรค ประชัน “วิธีล้างหนี้”
เทียบหมัดต่อหมัด! วัดพลังนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคใหญ่ ใครจะพาประเทศไทยรอด?
ปัญหาเศรษฐกิจไทย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ และโจทย์หินสุด ในการวัดฝีมือรัฐบาลชุดถัดไป ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูง ค่าครองชีพดีดตัว และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่กว้างขึ้นจนน่ากังวล
นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง เมื่ออนาคตและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของคนไทย 66 ล้านคน กำลังจะอยู่ในกำมือของผู้นำรัฐบาลคนใหม่ “อินโฟเควสท์” พาไปส่องนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของ 4 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ใครกันที่จะล้างหนี้ให้เห็นผลได้จริง? ใครจะแก้ค่าไฟแพงให้อยู่หมัด? และ “สูตรเติมเงิน” ในกระเป๋าแบบไหน? ที่จะหล่อลื่นกำลังซื้อในประเทศ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้
กางนโยบายเศรษฐกิจ เทียบหมัดต่อหมัด 4 พรรคใหญ่
1. มาตรการด้านพลังงาน
พรรคเพื่อไทย: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.70 บาท ผ่านการเปิดเสรีโซลาร์ และจัดหา LNG ราคาถูก
พรรคภูมิใจไทย: ตั้งเป้าค่าไฟต่ำกว่า 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) ผ่านโซลาร์เซลล์ชุมชน
พรรคประชาชน: เน้นการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า ให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง เพื่อทลายการผูกขาด
พรรคประชาธิปัตย์: ตั้งเป้าค่าไฟ 3.50 บาท ใช้ระบบ Smart Grid และส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป 5 ล้านหลังคาเรือน
2. มาตรการลดค่าครองชีพ-กระตุ้นบริโภค
พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส 70 : 30” รัฐจ่ายให้ 70% ประชาชนจ่ายเอง 30% โดยเติมเงินผ่านแอป “เป๋าตัง” ให้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลุ่มผู้ยื่นภาษี กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี และผู้มีสัญชาติไทย และมีอายุ 16 ปีขึ้นไป รถถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (8 สายหลัก) และรถเมล์ติดแอร์ 10 บาท
พรรคภูมิใจไทย: สานต่อ “คนละครึ่งพลัส”, ค่าเดินทางเหมาจ่ายจากการใช้บริการขนส่งสาธารณะ 40 บาทตลอดวัน
พรรคประชาชน: ผลักดัน “ตั๋วร่วม” 8-45 บาท ตลอดการเดินทางเชื่อมต่อรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า
พรรคประชาธิปัตย์: รถไฟฟ้าและรถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว และตั๋วเดือนราคา 990 บาท
3. การเพิ่มรายได้-สวัสดิการประชาชน
พรรคเพื่อไทย: นโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจน 36,000 บาท/ปี และ “หวยเกษียณ” ใบละ 50 บาท เป็นเงินออมที่จะคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปี
พรรคภูมิใจไทย: บัตรสวัสดิการพลัส (บัตรคนจน) สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิในก่อนหน้านี้
พรรคประชาชน: กำหนดสูตรค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นทุกปี ตามค่าครองชีพ และลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ และมีคูปองพัฒนาทักษะแรงงาน 5,000-20,000 บาท
พรรคประชาธิปัตย์: “ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” สำหรับผู้มีเงินได้ต่ำกว่า 40,000 บาท/เดือน และ “ประกันรายได้แรงงาน” โดยรัฐจ่ายส่วนต่างค่าครองชีพตามพื้นที่จังหวัด โดยไม่เพิ่มภาระให้นายจ้าง
4. นโยบายการแก้หนี้-ล้างหนี้
พรรคเพื่อไทย: เสนอมาตรการ “ล้างหนี้เสียประชาชน” หนี้ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาทค้างชำระเกิน 1 ปี ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หนี้เสียไม่เกิน 100,000 บาท และโครงการ “ล้างหนี้นอกระบบ” ให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาทปิดหนี้นอกระบบ รวมถึงการ “พักหนี้เกษตรกร” ทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท
พรรคภูมิใจไทย: สานต่อนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC) ตั้งกองทุนจัดการหนี้เสีย (NPL) ที่เป็นปัญหาสะสม ให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ พร้อม “พักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ย” พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี สำหรับลูกหนี้รายย่อยในระบบ
พรรคประชาชน: เสนอแก้หนี้เสียด้วย “คูปองแก้หนี้” เพื่อลดดอกเบี้ยและเงินต้น พร้อมค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนในภาคเกษตรกรรมมีนโยบาย “อายุ 70 ปลดหนี้ทันที” และลดหนี้ 20% เมื่อเกษตรกรลงทุนในระบบน้ำหรือปลูกป่า พร้อมคืนดอกเบี้ย 10% ให้แก่ผู้ที่มีประวัติการจ่ายดี
พรรคประชาธิปัตย์: เน้นการ “หยุดดอกเบี้ย-พักหนี้กลุ่มเปราะบาง” นาน 3 ปี โดยเงินที่รัฐจ่ายแทนจะถูกนำไปหักเงินต้น และปฏิรูประบบสินเชื่อด้วย “Credit Scoring” ที่วิเคราะห์จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการจ่ายค่าน้ำไฟแทนประวัติหนี้เดิม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น
5. สนับสนุนภาคธุรกิจ-SMEs
พรรคเพื่อไทย: ผลักดันมาตรการ “SME First KPI” กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างจาก SME ไทยไม่น้อยกว่า 30% และให้แต้มต่อด้านราคาในการประมูล e-bidding
พรรคภูมิใจไทย: ชูนโยบาย “เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส” สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และสร้างความเป็นธรรมด้านค่า GP เสริม Business Matching
พรรคประชาชน: ใช้ระบบ “หวยใบเสร็จ” กระตุ้นยอดขาย SMEs โดยผู้ซื้อสะสมครบ 500 บาทได้รับหวย 1 ใบ และร้านค้าได้รับหวย 1 ใบต่อยอดขาย 5,000 บาท พร้อมปฏิรูปภาษีขยายเพดาน VAT เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี และเพิ่มอัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็นสูงสุด 90%
พรรคประชาธิปัตย์: นำเสนอ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยรุ่งเรือง” กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยในงบรัฐไม่น้อยกว่า 60% และใช้ระบบ “Super Licensing” ใบอนุญาตเดียวจบเพื่อลดขั้นตอนธุรกิจ รวมถึงใช้ “RWA Tokenization” เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
6. นโยบายภาคเกษตร
พรรคเพื่อไทย: “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก เพื่อให้เกษตรกรไม่ขาดทุน
พรรคภูมิใจไทย: นำเสนอระบบ “บาร์เตอร์เทรด” (Barter Trading) โดยใช้สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนกับการจัดซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพื่อพยุงราคาพืชผล
พรรคประชาธิปัตย์: นโยบาย “ประกันรายได้” พืช 5 ชนิด โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีโดยตรงภายใน 7 วัน
พรรคประชาชน: นโยบายบริหารจัดการ “กองทุนแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำตามช่วงฤดูกาล” เพิ่มงบกองทุนหมุนเวียน 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเข้าซื้อและดูดซับผลผลิตส่วนเกินก่อนราคาดิ่งลง ช่วยพยุงราคาพืชผลให้มีเสถียรภาพ
- ปิดตำนาน “บิ๊กป้อม” ทิ้งเก้าอี้หัวหน้า พปชร.ผลัดใบดัน “นารีขี่ม้าขาว” ผงาดนั่งกุนซือ?
- ตกใจ! เปิดใจ “ไอซ์ รัชนก” เจอป้าหัวร้อน คว้าต้นไม้ฟาด-ด่าลั่นตลาด ถามแรงปมแก้ 112

ขอบคุณข้อมูล สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9870318/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BgXHM-jkYARc1MBvRh8W1 -

ทีมไทยแลนด์แถลงผลการเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนโลกกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทีมไทยแลนด์แถลงผลการเข้าร่วมประชุม WEF 2026 ชูบทบาทไทยในฐานะพันธมิตรที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ ดึงเงินลงทุนโลกกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านการลงทุนทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
27/01/2569 | 133 |
วันนี้ (วันอังคารที่ 27 มกราคม 2569) เวลา 12.50 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแถลงข่าว
ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุม WEF ว่า ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) เข้าร่วมการประชุม ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมเวทีหารือระดับโลก ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยการประชุม WEF เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับนานาชาติ โดยการประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Spirit of Dialogue” หรือ “จิตวิญญาณแห่งการเจรจา” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความตึงเครียดและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างประเทศในโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ไทยมีความจำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาท พบปะ และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมพร้อมปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น รับมือกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลตระหนักถึงความกังวลของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ ทั้งด้านค่าเงิน การลงทุน การส่งออก และการขยายตัวของตลาด อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยสามารถแสวงหาโอกาสท่ามกลางวิกฤตได้ตลอดมา เนื่องจากประเทศไทยไม่เป็นคู่ขัดแย้งในความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงสามารถใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลาง เพื่อสร้างโอกาสใหม่และเสริมบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจากการไปร่วมประชุมฯ คณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสพบหารือกับผู้นำของทุกภาคส่วน ได้รับทราบ มีแนวทางรองรับ และเตรียมการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลสรุปการเดินทางเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้
ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการประชุม WEF คือเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยสามารถสรุปผลการเข้าร่วมประชุมได้ 3 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก ประเทศไทยและทีมไทยแลนด์ได้แสดงบทบาทในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้เข้าไปอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมจุดยืน (Position) ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการเข้าร่วมเวทีต่าง ๆ หลายเวที ซึ่งจุดยืนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือบทบาทของประเทศไทยและอาเซียนในฐานะประเทศที่มีความเป็นกลาง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยไทยได้แสดงบทบาทความเป็นกลาง เป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาลงทุนและค้าขายมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 60
ทั้งนี้ นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยรายงานของสหประชาชาติที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ รองจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ บราซิล และสเปน สะท้อนบทบาทและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย รวมถึงความโดดเด่นของอุตสาหกรรม Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ
ประเด็นที่สอง คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก และการสร้างเครือข่ายกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้พบหารือกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานจากหลายประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเวที WEF พร้อมให้ความร่วมมือ และภาคเอกชนพร้อมเข้ามาแสดงศักยภาพ
ในส่วนของการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบกับเลขาธิการ OECD ซึ่งแสดงความตั้งใจสนับสนุนประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ภายในระยะเวลา 5 ปี
ประเด็นที่สาม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมเวทีส่วนใหญ่เป็นผู้นำภาคธุรกิจ ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้พบหารือกับบริษัทต่างชาติประมาณ 30 บริษัท ที่สนใจลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักลงทุนยืนยันความพร้อมในการลงทุนและขยายการลงทุนในไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้สูงขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือโครงการ Skill Bridge ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือ
รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้นำไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในด้านการค้าขายในบริบทโลก ซึ่งโลกในปัจจุบันไม่ได้แบ่งเป็นสองขั้ว แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบ Multipolar World ไปสู่ภาวะที่รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น สู่ Extreme Polarization หรือการแบ่งขั้วอย่างสุดขั้ว ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้เลือกข้างโดยมีหลายมิติ ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน การค้าถูกผนวกรวมกับความมั่นคง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องเร่งหาทางรอด โดยอาศัยแต้มต่อที่แตกต่างกัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ได้เลือกแนวทางการปรับบทบาทเชิงรุก โดยมุ่งแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากความไม่แน่นอนของระเบียบโลก พร้อมเน้นย้ำการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย โดยไม่ยึดติดกับการเลือกข้าง ทั้งนี้ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็น “สกุลเงิน” ที่มีมูลค่าสูงสุดในบริบทปัจจุบัน โดยประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงคู่ค้า ไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าอย่างยั่งยืน รวมถึงเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม
ในเวทีการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการปรับโฉมการค้าโลก และบทบาทของประเทศไทยในฐานะประธานการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายให้กรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกของโลกที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกันได้
นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดา เพื่อเร่งผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายในปีนี้ พร้อมยืนยันความต่อเนื่องของข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว และเร่งกระบวนการให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 รวมถึงการหารือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน วางตำแหน่งประเทศให้อยู่ในจุดที่สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้ พร้อมใช้ความไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/470035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XvkzqTyKuvEXWe8D5zTC1 -

“โกศล” จี้รัฐทบทวนแผนปิดถนนพระราม 2 หวั่นกระทบเศรษฐกิจสมุทรสาคร 4 แสนล้าน ชง “ปิดเฉพาะกลางคืน-ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูง”
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dlAgX2BzpQeoRpg6lsQj4 -

คลังเปิดตัวเลข จีดีพีไทยปี 68 โตร้อยละ 2.2 ขยายต่อเนื่องร้อยละ 2 ในปี 69 กังวลงบ 70 ล่าช้า
วันนี้, 17:39น.

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0-2.5) จากเดิมคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.4 เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 มีปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้จีดีพีค่าเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่าคาด แต่ยังมีเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 68 ฟื้นตัวเร่งขึ้น มีแรงหนุนจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” การเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ ช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบเกือบแสนล้านบาท ทำให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 การส่งออกขยายตัวสูงที่ร้อยละ 12.7 การบริโภคภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 สำหรับปัจจัยด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 68 มีแนวโน้มเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คลังคาดจีดีพีขยายตัวร้อยละ 2 ต่อปี การส่งออกชะลอลง ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าขยายตัวร้อยละ 1 ตามการค้าโลกชะลอตัว คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35.5 ล้านคน การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว ร้อยละ 2.5 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.2
ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัวที่ร้อยละ -1.7 เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจทำให้การจัดทำงบปี 70 ล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวเพิ่มเติม
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP โดยกระทรวงการคลัง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก
นอกจากนี้ คลังยังติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
#งบประมาณปี70
#วิกฤตเศรษฐกิจโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lQh8X7x9v7EfYWZyIHcNw -

‘ศุภาลัย’ มอง เศรษฐกิจ ปี 69 มีทั้งสัญญาณบวก และความท้าทาย
บมจ.ศุภาลัย มอง ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กระทบกำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง และดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัทฯ ‘ต้องแม่น’ กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ
ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้า การพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน
ขณะที่ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งสองประเทศที่ 37,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท

แผนและเป้าหมายธุรกิจของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ในปี 2569
โดยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
สุดท้ายลูกค้าตัดสินใจจากความมั่นใจ ดร.ประทีป กล่าวพร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะยืนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้า มาตรฐานก่อสร้าง และบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ ตั้งแต่ตัดสินใจซื้อ อีกทั้งมั่นใจ เมื่อเข้าอยู่ และบอกต่อได้จริง
เดินหน้า เปิด 28 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านบาท
ด้านไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินงาน แต่บริษัทฯ ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในศักยภาพขององค์กรและกระบวนการทำงาน รวมไปถึงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ ทำให้ปี 2569 จะเป็น Year of Strength ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม
สำหรับปี 2569 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ เป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท มูลค่าโครงการเปิดใหม่ 35,000 ล้านบาท และงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพอร์ตโครงการ พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ–ปริมณฑลและภูมิภาค
โดยบริหารพอร์ตให้สมดุลระหว่างโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ และในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ และ ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3 พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะ สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 2568 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ 15,000 ล้านบาท โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ สมดุล และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัทฯ ในระยะยาว

ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)และไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่
เมื่อพูดถึงความยั่งยืน ศุภาลัยมองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยระบบการทำงานที่สามารถติดตาม วัดผล และปรับตัวได้จริง เพื่อรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2569 บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาการทำงานในรูปแบบ Data Driven ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ ‘The Data Frontier’ หรือศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร (Central Brain) พร้อมวางกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ในเชิงปฏิบัติ ศุภาลัยดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบโครงการให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง (Comprehensive Design), Waste Management, Smart Energy, การเลือกใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่แผนระยะยาวด้าน Green Operations และการใช้พลังงานสะอาด โดยวางโรดแมปสู่ปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supalai-plans-new-projects-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c_Kv1ZbBtIaclBZ2mmHUW -

เวียดนาม เศรษฐกิจโตสูงปี 69 ปัจจัยกระตุ้น เทียบไทย
ปี 2569 เศรษฐกิจเวียดนามถูกจับตามองอย่างมากในฐานะ “ดาวรุ่ง” ของอาเซียน โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจมีขนาดเศรษฐกิจ (Nominal GDP) แซงหน้าไทย หรือก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและไทย (ในเชิงมูลค่ารวม) โดยมีรายละเอียดปัจจัยขับเคลื่อนและข้อเปรียบเทียบกับไทยดังนี้
1. ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามเติบโตในปี 2569
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตสูงถึง 10% ในปี 2569 ประกอบด้วย:
-
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่: รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 26% ในปี 2569เช่น โครงการสนามบินนานาชาติลองถั่น (ใกล้โฮจิมินห์) ที่มีกำหนดเปิดใช้ และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับจีน
-
โครงสร้างประชากร (Golden Population): เวียดนามมีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก (เกือบ 70% ของประชากรอยู่ในวัยทำงาน) และค่าแรงยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับไทยและจีน
-
ฐานการผลิตไฮเทค: การย้ายฐานการผลิตจากจีน (China+1) เข้าสู่เวียดนามในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์เริ่มเห็นผลชัดเจน โดยมีบริษัทข้ามชาติตั้งฐานการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่การประกอบขั้นสุดท้าย
-
ข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs): การใช้ประโยชน์จาก EVFTA (กับยุโรป) และ CPTPP ทำให้สินค้าเวียดนามได้เปรียบด้านภาษีในตลาดโลก
2. นักลงทุนชาติไหนมาลงทุนมากที่สุด?
กลุ่มนักลงทุนหลัก (FDI) ในเวียดนามยังคงมาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก โดยกลุ่มที่ครองแชมป์ได้แก่:
-
สิงคโปร์: มักมาในรูปแบบกองทุนและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์/นิคมอุตสาหกรรม
-
ญี่ปุ่น: เน้นอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน
-
ฮ่องกง และ จีน: เร่งขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด
-
เกาหลีใต้: นำโดย Samsung และ LG ที่ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตหลักระดับโลก
-
ไทย: ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามเช่นกัน โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Central Group), พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป
3. เปรียบเทียบสินค้าสำคัญ: เวียดนาม vs ไทย
ในปี 2569 โครงสร้างสินค้าส่งออกของทั้งสองประเทศเริ่มมีความทับซ้อนและแข่งขันกันรุนแรงขึ้น
หมวดสินค้า
เวียดนาม (ดาวรุ่ง/ส่งออกสูง)
ไทย (รักษาฐาน/เผชิญความท้าทาย)
อิเล็กทรอนิกส์
โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วนสูงที่สุด)
แผงวงจรไฟฟ้า, Hard Disk Drive (เริ่มชะลอตัว)
เกษตร
ทุเรียนสด (ส่วนแบ่งในจีนพุ่งเป็น 35%), กาแฟ, ข้าว(เน้นปริมาณ)
ทุเรียนสด (ยังครองแชมป์แต่ส่วนแบ่งลดลงเหลือ64%), ยางพารา, ข้าวพรีเมียม
อุตสาหกรรม
สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย,รองเท้า (ยึดตลาดแมส)
ยานยนต์และชิ้นส่วน(กำลังปรับตัวสู่ EV),เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก
4. วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทย
-
อัตราการเติบโต: ในขณะที่เวียดนามหวังโต 7-10% แต่ไทยถูกคาดการณ์โดย OECD และศูนย์วิจัยต่างๆ ว่าจะเติบโตเพียง 1.5% – 2.5% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่สูง
-
จุดแข็งที่ต่างกัน: ไทยยังมีจุดแข็งด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งกว่า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า แต่เวียดนามกำลังไล่ตามในด้าน “ความเร็ว” ของการปฏิรูปกฎหมายและแรงดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ (New FDI)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2910382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hzEulw7WoFBhV4LsuOAe_ -
-

ทำความรู้จัก“เช็คช่วยชาติ”แจกเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจยุครัฐบาล“ประชาธิปัตย์”
ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ เชื่อว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต่างรอนโยบายที่ตรงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา นโยบายการเพิ่มเงินในกระเป๋าถือเป็นอีกนโยบายที่หลายคนจับตามอง ว่าพรรคไหนจะกำหนดนโยบายแบบใด
ล่าสุด เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ภายหลังพรรคเพื่อไทย ปล่อยนโนบาย “เศรษฐีเงินล้าน” ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 เพื่อหวังดึงคนเข้าระบบฐานข้อมูล เพิ่มรายได้ให้รัฐ
แม้จะสร้างเสียงฮือฮาให้กับประชาชน แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วย หนึ่งในนั้นคือ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์ ได้โพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า “หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์
รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาทนี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ ‘สุ่มเลือก’ จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม”
อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของนายกรณ์ ถูกย้อนถามทันทีถึงช่วงที่เป็นเป็นรัฐบาล ก็มีการแจกเงินผ่านนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” เช่นเดียวกัน
“เช็คช่วยชาติ” คืออะไร เรามาหาคำตอบที่นี่
“เช็คช่วยชาติ” คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ดำเนินการใน ปี2552 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนั้น ซึ่งรูปแบบในการจ่าย จะเป็นเช็คเงินสดมูลค่า 2,000 บาท ต่อคน สามารถนำไปขึ้นเงินสดได้ที่ธนาคารหรือใช้จ่ายตามร้านค้าที่ร่วมโครงการ โดยเช็คมีอายุการใช้งาน 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนเช็ค และมีสภาพเทียบเท่าเงินสดทำให้ไม่สามารถอายัดได้หากสูญหาย โดยคนที่ได้รับเช็ค จะเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท
เมื่อถามว่า ทำไมถึงต้องมีนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” ในตอนนั้น
คำตอบก็คือ “เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นมาจากความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้หน้าเศรษฐกิจประเทศ ในช่วงปี2552 เพราะประเทศไทย เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลกและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger Crisis) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างหนัก และเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย
การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการบริโภคจำเป็นต้องเกิดขึ้น
หลังจากนายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงปลายปี2551 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังการใช้จ่าย รัฐบาลจึงเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน หรือ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 1” (SP1) โดยมุ่งเน้นการอัดฉีดเงินสดเข้าสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรงเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที โดยมองกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เลือกแจกเงินให้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท โดยเน้นกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ รวมประมาณ 10 ล้านคน เนื่องจากรัฐบาลประเมินว่าคนกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายสูง เมื่อได้รับเงินจะนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทันที ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง ซึ่งรูปแบบการจ่ายเป็น “เช็ค” แทนที่จะโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งรัฐบาลหวังผลทางจิตวิทยา ให้ประชาชนรู้สึกถึงการได้รับความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม และเป็นการสนับสนุนให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างร้านหรือตลาด เพื่อให้เงินกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย
ผลลัพธ์ในขณะนั้น ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ และส่งผลให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” จากนิตยสาร The Banker
โดยรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” ที่นายกรณ์ ได้รับมานั้น คือรางวัล Finance Minister of the Year 2010 (Global และ Asia-Pacific) ซึ่งมอบโดยนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times ประเทศอังกฤษ เป็นรางวัลเกียรติยศประจำปี ที่มอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยนายกรณ์ได้รับพร้อมกัน 2 ตำแหน่งคือ ระดับโลก (Global) และ ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ประจำปี2010
โดย The Banker ให้เหตุผลที่นายกรณ์ได้รับรางวัล ว่า การบริหารวิกฤต นิตยสารยกย่องทักษะการบริหารจัดการการเงินท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักจากวิกฤตการเงินโลกได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลงานจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และโครงการไทยเข้มแข็ง) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้รวดเร็ว การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มีการริเริ่มโครงการช่วยรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบให้กับประชาชนกว่า 5 แสนราย และบทบาทในอาเซียน นายกรณ์การมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดัน “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี” (CMIM) เพื่อสร้างกองทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค
โดยนายกรณ์ เป็นรัฐมนตรีคลังของไทยเพียงคนเดียวที่เคยได้รับรางวัลนี้ในระดับโลก (Global) ที่ปัจจุบัน รางวัลนี้ยังคงถูกอ้างถึงในฐานะเครื่องยืนยันความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในอดีต เมื่อมีการเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยังคงถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลในรุ่นต่อๆมา และเป็นวิวะทะระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง เรียกคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบเชิงนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีการนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ของพรรคการเมืองในปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เคยทำได้จริงในอดีต
“เช็คช่วยชาติ” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
ในปี2551 ก่อนมีโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทย ขยายตัวที่ 1.7-2.6% และเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และปัญหาการเมืองในประเทศ และในปี2552 ระหว่าง/เริ่มโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มถดถอยลงเป็นติดลบ0.7%ถึงลบ1.1% และยังมีแนวโน้มที่จะลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการหดตัวต่ำสุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อหลังสิ้นสุดโครงการ ในปี2553 เศรษฐกิจของประเทศไทย กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งแบบก้าวกระโดด (V-Shape Recovery) ที่ 7.5-7.8%
และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวได้ผล เห็นว่าเงินงบประมาณกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ถูกอัดฉีดถึงมือผู้ประกันตนและข้าราชการกว่า 9 ล้านคนทันที ช่วยประคองการบริโภคภาคครัวเรือน ไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่าเดิมในช่วงวิกฤตหนักที่สุดในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2552 และมีผลต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับจังหวัดประมาณ 1.04%
และมีด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเสริม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า เศรษฐกิจ หรือ GDP ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 7.5% ในปี2553 เกิดจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออกตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับแรงส่งจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ “ไทยเข้มแข็ง” (SP2) ที่ตามมาภายหลัง มากกว่าผลของเงิน 2,000 บาทเพียงอย่างเดียว
เวลานี้ เราอาจพูดได้ว่า “เช็คช่วยชาติ” มีส่วนช่วย “หยุดการไหลลง” ของเศรษฐกิจในระยะสั้นและกระตุ้นการบริโภคได้รวดเร็วเนื่องจากเงินสดถึงมือประชาชนโดยตรง แต่การเติบโตของ GDP ที่เป็นบวกอย่างมากในปีถัดมา เป็นผลรวมจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการลงทุนระยะยาวอื่นๆ ของรัฐบาลประกอบกัน “เช็คช่วยชาติ” คงไม่ได้เป็นพระเอกเพียงคนเดียวของเศรษฐกิจไทยเวลานั้น
และเวลานี้ เมื่อช่วงการเลือตั้งใกล้เข้ามาอีกครั้ง นโยบายในการแจกเงินหลากหลายรูปแบบของแต่ละพรรคการเมืองกำลังเล่นกับใจของประชาชน “แต่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็มีสิทธิ์เลือก”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xX3MCFpzo7_uNX9dwPih7 -

สศค.หั่น GDP ปี 68 เหลือโต 2.2% จากเดิม 2.4% หลังศก.ไทย Q3 วูบต่ำกว่าคาด ส่วนปี 69 คงคาดโต 2.0% : อินโฟเควสท์

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 68 ลงเหลือโต 2.2% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือนต.ค.68 ที่คาดโต 2.4% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 อย่างเป็นทางการ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงนั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ สศค.ได้คาดไว้ ส่งผลทำให้ค่าเฉลี่ยปี 68 ลดลงจากเดิม
ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตในเดือน ต.ค. และ พ.ย.68 ชะลอตัว อันเนื่องจากปัจจัยพิเศษ คือการปิดซ่อมโรงกลั่น แต่ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 4 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 ขยายตัวที่ 2.2%
ขณะที่ สศค.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ไว้ที่ 2.0% เท่ากับประมาณการเดิม โดยเชื่อว่าสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน 7% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ซึ่งอยู่ที่ 33 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคส่งออกยังมีแรงส่งต่อเนื่อง อย่างน้อยในช่วงต้นปี ขณะที่ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอยังอยู่ในระดับที่สูง
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 69 นี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ที่อาจล่าช้า และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 69

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัว และการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/68 จะมีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% โดยได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลัก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 3.3% ประกอบกับภาคการส่งออก ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดถึง 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดีย และจีน
ขณะที่การบริโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ส่วนการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 6.9% จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) และการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าขยายตัว 2.9%
นายวินิจ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา จะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3/68
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 68 อยู่ที่ -0.1% เนื่องจากราคาพลังงานลดลง จากทั้งค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP
ศก.ไทยปี 69 คาดโต 2% ภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า กระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 -2.5%) แม้ภาคการส่งออก จะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามทิศทางปริมาณการค้าโลก และผลของฐานที่สูงในปี 2568
อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศ และภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลัก โดยคาดว่าในปี 69 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง ที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้น หลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 1.3% ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัว -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 69 จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย อยู่ที่ 0.3% ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัด จะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP
ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 69 ดังกล่าว ขึ้นกับสมมติฐานสำคัญ ดังนี้ เศรษฐกิจโลก คาดขยายตัวได้ 3.1%, อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์, ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 57.50 ดอลลาร์/บาร์เรล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน และรายจ่ายภาคสาธารณะ อยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภค และการลงทุน 3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นายวินิจ กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง จะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ เพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะเดียวกัน ยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qsca_JiptXFRyHmRO9ARH







