Category: เศรษฐกิจ

  • ‘

    เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ-ภัตตาคารจี้รัฐบาลสร้างบรรยากาศใช้จ่าย แนะตัวเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 2% เชียร์ ‘ควิก บิ๊ก วิน’ เติมเงินใช้จ่าย-เร่งเบิกจ่ายงบปี’69-ลดภาระหนี้-ขยายโครงการคุณสู้เราช่วย ปัจจัยหลักช่วย ‘เอสเอ็มอี’ สร้างแต้มต่อ-ประคองธุรกิจ

        ช่วยเอสเอ็มอีลดหนี้-ต่อลมหายใจ

       จี้รัฐบิลด์บรรยากาศ’กินช้อปเที่ยว’

        นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายเล็ก อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างบรรยากาศ หรือออกแรงกระตุ้นให้ประชาชนและผู้บริโภคใช้จ่ายและท่องเที่ยวมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนคนเข้าไปใช้บริการในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารทั่วไป ค่อนข้างน้อยมากในวันปกติ หรือแม้วันหยุดบางช่วงก็ตาม อีกทั้งที่ผ่านมาเจอปัจจัยกดดันผู้ประกอบการ อย่างประเด็นค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าเงินสกุลประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกันถึง 7% ทำให้เกิดความลังเลใช้จ่าย หรืออย่างในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติเห็นการลังเลที่จะจอง หรือรับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อในไทย อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว หรือโครงการลดภาระผู้ประกอบการ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 ที่มีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

        นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือ การแก้หนี้ครัวเรือนและลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี วันนี้ต้องเร่งกระตุ้นเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่แค่ออกโครงการแจกเงิน แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างจริงจัง อยากให้มีการตอกย้ำ “โครงการคุณสู้เราช่วย” ให้กว้างขึ้น มีการปรับปรุงการพิจารณาและวิธีการดึงคนเข้าระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้มากขึ้น การกระตุ้น เศรษฐกิจต้องทำควบคู่กันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเอสเอ็มอี มีความคล่องเพียงพอและภาระหนี้ลดลงก็จะยังทำการค้าขายต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น กลุ่มเหล่านี้จะเป็นห่วงโซ่การหมุนเวียนทางธุรกิจ การฟ้นตัวของเศรษฐกิจก็รวดเร็ว

        “รัฐบาลต้องทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีความเชื่อมั่นและมั่นใจที่จะใช้จ่าย ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น หากกลุ่มหลักของประเทศยังใช้จ่าย ล้อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจก็จะทำงาน นโยบายควิก บิ๊ก วิน หากทำได้เร็วและแรงต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าจะช่วยประคองให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้เพียง 1.5% และทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน 2%” นายพสุกล่าว

         นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่กังวลคือ สถานการณ์ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยอมรับว่ากระทบกับทุกคน ไม่แค่การค้าชายแดน โดยเฉพาะทักษะผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแรงงานกัมพูชาก็เด่นในเรื่องการปูกระเบื้อง เป็นต้น อีกประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งคือการหาตลาดใหม่ ซึ่งไม่ได้ทำได้ง่ายในเวลาอันสั้น และเป็นเรื่องที่มีการแข่งขันสูงมากในวันนี้

        นายนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด เจ้าของและผู้บริหารภัตตาคาร “หงเปา” เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารต้องอาศัยอารมณ์ผู้บริโภคและบรรยากาศที่คึกคักในการกระตุ้นการออกมาบริโภคอาหารนอกบ้าน ซึ่งปี 2568 นี้ยอมรับยอดขายร้านอาหารทั่วไปหายไป 15-20% ดังนั้น เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะออกโครงการที่จะกระตุ้นใช้จ่าย แม้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภัตตาคาร แต่เมื่อคนมีรายได้เพิ่มเติมในการใช้จ่ายประจำวันก็จะใช้เงินที่มีบางส่วนในการเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดยาว ซึ่งร้านอาหารระดับภัตตาคารก็คาดหวังกำลังซื้อจากส่วนนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TP5vlsbAvp3eacaS2Y2pq

  • นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความกังวลต่อสถานการณ์ “ภาวะเงินฝืด” ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ของปีนี้ โดยเตือนว่า หากเกิดภาวะดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างถึง 3 ระดับ และทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการ “อัดฉีดความมั่นใจ” เข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน

    ภาวะเงินฝืดจะสร้างผลกระทบหลักคือการ ขาดความเชื่อมั่น (Confidence) ในทุกภาคส่วน โดยแบ่งผลกระทบได้ดังนี้

    • ระดับมหภาค ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ ไม่เกิดขึ้น
    • ระดับธุรกิจ ผู้บริหารจะเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากคาดการณ์ว่า ลูกค้าปลายทางจะลดการใช้จ่าย ทำให้สินค้าและบริการ ขายยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโดยตรง
    • ระดับครัวเรือน ประชาชนจะ ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รู้สึกว่า “ใช้ชีวิตได้ยากขึ้น” และพร้อมใจกันเก็บเงินแทนการใช้จ่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินในระบบหมุนเวียนช้าลง และเร่งให้เกิดภาวะเงินฝืดลึกขึ้น

    ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ในมุมมองของ นักวิชาการมองว่าความเสี่ยงของ “เงินฝืด” (deflation) ในช่วงไตรมาส 4 ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่น (confidence) ในทุกระดับของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนะว่า มาตรการของรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาจะต้องทำควบคู่กัน 2 ส่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดความมั่นใจ

    การเติมเงิน เป็นการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เช่น นโยบายลดค่าไฟหรือค่าแก๊สที่กำลังดำเนินการ แต่มาตรการนี้ ไม่เพียงพอ

    นักวิชาการ ชี้ 'เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    การกระตุ้น เป็นการกระตุ้นให้เงินที่ถูกเติมเข้าไป ไหลออกจากกระเป๋า ผ่านการใช้จ่าย โครงการอย่าง “คนละครึ่ง” หรือโครงการในลักษณะ Quick Big Win ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนการใช้จ่าย จึงถือเป็นการ ตีโจทย์ได้ดี เพราะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

    “ธุรกิจต้องได้ กระตุ้น ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค ในมุมของภาคธุรกิจ เน้นว่ารัฐไม่ควรมองแค่การอัดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน เช่น ลดค่าไฟ ค่าน้ำ หรือคูปองส่วนลด แต่ต้องมีมาตรการที่กระตุ้นฝั่งธุรกิจให้พร้อมรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการออโตเมชั่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับระบบดิจิทัล หรือมีโครงการร่วมโปรโมชันกับภาครัฐเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและขยายช่องทางจำหน่ายให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้จริง ถ้าเติมเงินแล้วคนเก็บ ไม่ใช้ เงินฝืดก็ยังอยู่ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/640996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0afsfnnLiqyqHqQV41133I

  • “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    รศ.ดร.โอฬาร อธิบายว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกันเงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน

    โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน

    เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1349460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-4c0HPAHGWbDTEtiqzOvP

  • ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨


    9/10/2568 | 33 | |

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

        กรมการพัฒนาชุมชน ขานรับนโยบายรัฐบาล พร้อมขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก – หนุนชุมชนค้าขายมั่นคง เพื่อสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจระดับฐานรากหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกพื้นที่

        นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กำชับ “พัฒนาการจังหวัดทั่วประเทศ” เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างการรับรู้ และสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน ร้านค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมโครงการอย่างกว้างขวาง โดยมีแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุน ดังนี้
    1. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก “รู้สิทธิ เข้าใจ เข้าถึงโครงการ”
    2. หนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP “เข้าร่วมง่าย ได้ประโยชน์”
    3. จัดกิจกรรม “OTOP คนละครึ่ง พลัส”
    4. ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ/จังหวัด ทั่วประเทศ เป็นทีมพี่เลี้ยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP 
    5. ติดตาม ประเมินผล และรายงานความสำเร็จ

    #กระทรวงมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #คนละครึ่งพลัส
    #คนละครึ่ง


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/273918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dZj-VminCOkFMfzD2q1-I

  • นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ เผย ประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้าครม.ชุดใหญ่

    09 ต.ค.2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเริ่มได้เมื่อใด ว่า ครม.เศรษฐกิจได้มีการตั้งขึ้นมาแล้ว โดยคาดว่าจะประชุมทุกบ่ายวันจันทร์ จะได้มีการกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อน ซึ่งใน ครม.เศรษฐกิจก็มีหลายคนที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลามีเรื่องที่จะเข้าสู่การประชุม ครม.ประจำสัปดาห์จะได้ทำความเข้าใจและพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เมื่อถามว่า ส่วนระยะเวลาการทำงาน 4 เดือนนี้จะตั้งคู่สมรสคณะรัฐมนตรีขึ้นมาช่วยทำงานและสนับสนุนภารกิจด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เอาไว้หลังเลือกตั้ง ตอนนี้เป็น ครม.มู ก่อนขอตัวขึ้นไปไหว้องค์นรสิงห์จำลองที่ด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/875968/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FjM3clQTUVErdAu2GG0hA

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับดักที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ในระดับต่ำ เฉลี่ย 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไม่สามารถผลักดันให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    สำหรับกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เห็นว่ามีด้วยกัน 4 กับดักใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ 

    1.กับดักเรื่องของการลงทุน ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ทั้งนี้ในแนวทางการแก้ไขปัญหา ล่าสุดได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาทางสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ BCG และ EV โดยกำหนดเป้าหมายการดึงดูดให้ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางการส่งเสริมแบบ Fast Pass คือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบ Fast Track ควบคู่ไปกับการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน

    2.กับดักเรื่องของคน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต และยังเป็นต้นทุนเรื่องของงบประมาณภาครัฐในการเข้าไปดูแลสวัสดิการอีกด้วย

    สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ส่วนแรกนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายออกมาแล้วเกี่ยวกับการขยายเกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกันในตลาดแรงงานนั้น รัฐบาลกำลังหาทางสร้างคนให้ตรงกับงานและตรงความต้องการของตลาด โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ล่าสุดได้หารือกับบีโอไอ เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูง ให้ได้ 100,000 คน ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026

    3.กับดักเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวกระโดดไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเพาะในภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการมาช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน ผ่านกลไกของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้เงินสนับสนุน (Grant) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับตัว 

    โดยรัฐช่วยเหลือสัดส่วน 50% หากเป็นรายเล็กจะได้วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท และรายกลาง ได้วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือด้วย ล่าสุดได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และยืนยันที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว

    4.กับดักหนี้ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 3 ขาสำคัญ คือหนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นหนี้ครัวเรือน ต่อมาคือหน้าเอสเอ็มอี และสุดท้ายคือนี้ภาครัฐ ทั้งนี้ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือหนี้ภาคประชาชน ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่มาระหนี้ โดยเตรียมซื้อหนี้เสีย หรือ NPL ของประชาชนออกมา แต่ในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้ อาจจะทำไม่ทันในช่วงเวลา 4 เดือน 

    ดังนั้นรัฐบาลอาจใช่กลไกเดิมที่มีอยู่เข้ามาดำเนินการ เช่น การให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้ามาดำเนินการในช่วงแรกไปก่อน

    ส่วนหนี้ของเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาดูแลเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะที่หนี้ภาครัฐ จะพยายามรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบ

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาแค่ 4 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแผนงานต่าง ๆ เชื่อว่า จะเป็นการวางรากฐานในการแก้ปัญหาระยะยาวนี้ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XW2WibK7TnlJ-wsA6QXdT

  • IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันพุธ (8 ต.ค.) ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้าน พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้และปี 2569 จะชะลอลงเพียงเล็กน้อย

    กอร์เกียวาระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว แต่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยซึ่งหลายฝ่ายวิตกเมื่อ 6 เดือนก่อนได้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศยังทรงตัวได้ดี เนื่องจากมีนโยบายเหมาะสม ภาคเอกชนปรับตัวได้ดี ภาษีนำเข้าส่งผลกระทบไม่รุนแรง และภาวะการเงินเอื้ออำนวย

    กอร์เกียวาเผยว่า IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถทนแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้านได้

    เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้น 0.2% เป็น 3.0% และปรับขึ้น 0.1% เป็น 3.1% สำหรับปี 2569

    ทั้งนี้ IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันอังคารหน้า (14 ต.ค.) ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน โดยการประชุมเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างผลกระทบต่อการค้าระดับโลกด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราสูงและดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องการเข้าประเทศ ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    กอร์เกียวากล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีกว่าที่วิตกกัน แต่ยังแย่กว่าที่ควรจะเป็น โดย IMF คาดว่าอัตราการเติบโตระยะกลางของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ราว 3% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 3.7% ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxMXYQW7qGOSW8aBVKiSN

  • การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    🔻หลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติอิหร่าน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากบริษัท “รูซอะตอม” ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งนำโดย นายนิโคไล สปาสกี้ รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของบริษัท ได้เดินทางมายังกรุงเตหะราน และเข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ขององค์การพลังงานปรมาณูอิหร่าน
    🔸หัวข้อหลักในการเจรจา คือ การขยายความร่วมมือด้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาด 1,250 เมกะวัตต์
    🔻ในการเยือนกรุงมอสโกของ โมฮัมหมัด อิสลามี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามใน บันทึกความร่วมมือสองฉบับ ว่าด้วย เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก และ โครงการโรงไฟฟ้า “อิหร่าน–โฮร์โมซ” ซึ่งประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 1,250 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่าโครงการกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • 4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

     วิเคราะห์ 4 กับดักสำคัญที่รั้งเศรษฐกิจไทย 

    แกนหลักในวิสัยทัศน์ของนายเอกนิติ คือการวิเคราะห์ถึง “โรค” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเขาได้ระบุถึง 4 กับดักสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตหลังวิกฤตปี 2540 ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย

    1.กับดักด้านการลงทุน (The Investment Trap): ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนการลงทุนของรัฐและเอกชนเคยสูงถึง 40% ของ GDP ก่อนปี 2540 แต่ปัจจุบันกลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20% “ไม่มีการลงทุนใหม่ จะเอาที่ไหนไปโต” นายเอกนิติตั้งคำถามเชิงท้าทาย

    2. กับดักด้านประชากร (The Demographic Trap): ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากร 1 ใน 5 มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปจากระบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ก่อให้เกิดปัญหา “Skills Mismatch” ที่รุนแรง

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี (The Technology Trap): แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ AI

    4. กับดักด้านหนี้สิน (The Debt Trap): หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้กัดกินกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากจนหมดสิ้น ทำให้กลไกการบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่มาจากระดับ “จุลภาค”

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    การฟื้นฟูระยะยาว 

    แม้เวลา 4 เดือนจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ แต่นายเอกนิติเชื่อว่าจะสามารถ “สร้างแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้ โดยได้วางแนวทางการแก้ปัญหาแต่ละกับดักไว้อย่างชัดเจน

    แก้กับดักการลงทุน: ปรับยุทธศาสตร์ของ BOI ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่การดึงดูด การลงทุนแนวใหม่ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจ BCG ที่ต่อยอดจากฐานการเกษตรของประเทศไปสู่ Smart Farming และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มอเตอร์ และเกียร์

    แก้กับดักด้านคน: มุ่งเน้นการ “สร้างคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด” ผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างจริงจัง โดยใช้กองทุนเพิ่มทักษะ 1 หมื่นล้านบาท และจัดอบรมระยะสั้นในรูปแบบ Bootcamp ที่เข้มข้นและใช้ได้จริง

    แก้กับดักเทคโนโลยี: ให้ BOI เป็นหัวหอกในการสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเต็มที่ โดยจะมอบเงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงถึง 50% เพื่อจูงใจให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ

    แก้กับดักหนี้สิน:

    หนี้ครัวเรือน: จัดตั้งกองทุน 26,000 ล้านบาท เพื่อเข้า ซื้อหนี้เสียและปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้รายย่อย เป็นการ “ดึงเขาออกมา” จากวงจรหนี้

    หนี้ SMEs: เติมสภาพคล่องและผลักดันให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    หนี้สาธารณะ: ยกระดับวินัยการคลังและสร้างความโปร่งใส โดยยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง ไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่ม

    นี่คือการ”มองสั้น แต่คิดยาว” ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเร่งด่วนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญคือ วินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ จะเป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L8a9dLQKvGLErVTgZLVte