Category: เศรษฐกิจ

  • ‘พรรคประชาชน’ มาแรงสุด กวาดเรียบ ‘นายกฯ-สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์’ | เดลินิวส์

    ‘พรรคประชาชน’ มาแรงสุด กวาดเรียบ ‘นายกฯ-สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์’ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการทำ “โพลเดลินิวส์ X มติชน” เลือกตั้งปี 69 สำรวจความคิดเห็นของการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. โดยทำการสำรวจผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อเดลินิวส์และเครือมติชนทั่วประเทศ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-15 ม.ค. ที่ผ่านมา สรุปผลโหวตจากจำนวน 28,002 โหวต พบว่า บุคคลที่อยากให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 35.2%, อันดับ 2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 32% อันดับ 3 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 5.4 %, อันดับ 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล 4.5%, อันดับ 5 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 3.8 % อันดับ 6 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 3.5 %, อันดับ 7 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ 2.5%, อันดับ 8 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 2.4% ส่วนยังไม่ตัดสินใจ 2.4% และอื่น ๆ 8.4%

    เมื่อถามว่า จะเลือก “สส.บัญชีรายชื่อ” จากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 เลือก สส.พรรคประชาชน 41.1%, อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 28%, อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 7.2 %, อันดับ 4 พรรคไทยสร้างไทย 5.3%, อันดับ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ 4.6%, อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 3.8%, อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5%, อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.6% ยังไม่ตัดสินใจ 1.7% และอื่น ๆ 4.1% สำหรับปัจจัยที่เลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น พบว่า อันดับ 1 เลือกเพราะนโยบายพรรค 55.9%, อันดับ 2 เลือกเพราะชื่นชอบแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค 19.4%, อันดับ 3 เลือกเพราะเชื่อมั่นหัวหน้าพรรค 17.3%, อันดับ 4 พึงพอใจคุณสมบัติผู้สมัคร 5.4% และ อื่น ๆ 2%

    นอกจากนี้ เมื่อถามว่า จะเลือก “สส.ระบบเขต” จากพรรคการเมืองใด พบว่า อันดับ 1 พรรคประชาชน 37.9%, อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 35.8%, อันดับ 3 พรรคไทยสร้างไทย 5.3%, อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 4.7%, อันดับ 5 พรรคประชาธิปัตย์ 3.5% ,อันดับ 6 พรรครวมไทยสร้างชาติ 2.6%, อันดับ 7 พรรคโอกาสใหม่ 2.5%, อันดับ 8 พรรคเศรษฐกิจ 1.5% ยังไม่ตัดสินใจ 2.6% และอื่นๆ 4% ส่วนปัจจัยที่ทำให้เลือก สส.ระบบเขต พบว่า อันดับ 1 ชอบนโยบายพรรคการเมือง 52.3%, อันดับ 2 พึงพอใจคุณสมบัติผู้สมัคร 17.6%, อันดับ 3 เชื่อมั่นหัวหน้าพรรค 15.4%, อันดับ 4 ชื่นชอบแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค 13% และอื่น ๆ 1.8% เมื่อถามว่า ให้น้ำหนักกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขปัญหาด้านใดมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 นโยบายด้านเศรษฐกิจ 58.4%, อันดับ 2 นโยบายด้านปราบทุจริต สแกมเมอร์ ทุนเทา 31.6%, อันดับ 3 นโยบายด้านความมั่นคง แก้ปัญหาชายแดน 6.6% และอื่น ๆ 3.4%

    ขณะที่เมื่อสอบถามว่าจะไป “ลงประชามติ” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไม่ พบว่า 96.4% ตอบว่าไป และตอบว่าไม่ไป 3.6% เมื่อถามอีกว่าจะเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พบว่า อันดับ 1 เห็นชอบ 83.2% อันดับ 2 ไม่เห็นชอบ 10.6% และไม่แสดงความคิดเห็น 6.2%

    ขณะเดียวกัน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ผลโพลเดลินิวส์ X มติชน ว่า หากผลโพลออกมาเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่า พรรคประชาชนยังนำเพื่อไทย แต่ก็สะท้อนว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อไทยก็ยังชิงพื้นที่จากประชาชนได้ เพราะในคะแนนโพลเรื่อง สส.เขต ทั้ง 2 พรรคยังเบียดกันอยู่ ซึ่งตรงกับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ตนเคยได้รับว่าพรรคประชาชนจะไม่สามารถรักษาพื้นที่กรุงเทพฯ ไว้ได้ทั้ง 32 เขต ส่วนการสะท้อนพื้นที่ภูมิภาคอื่นนั้น เนื่องจากผลโพลนี้สะท้อนภาพคนเมืองที่เป็น Active Citizen ที่อาศัยอยู่ในเมือง จึงสะท้อนได้ว่า พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นเขตเมืองหรือเขตอุตสาหกรรม เช่น จ.สมุทรปราการ พรรคประชาชนยังมีความอุ่นใจ

    “แต่หากเป็นเขตรอบนอกที่บ้านใหญ่ยังมีอิทธิพล ก็ยังเสียวหน่อย ผมเชื่อว่า ในการเลือกตั้งรอบนี้ คนจะพิจารณาผู้สมัคร สส.เขตมากขึ้น ไม่เหมือนครั้งก่อนที่คนจะเลือกทั้งพรรคและตัวผู้สมัคร มีความเป็นไปได้ว่า จากคนที่เลือกประชาชน 2 ใบ รอบนี้อาจจะเลือกใบเดียว ผมคาดการณ์ว่าประชาชนจะได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 45 คน ในส่วนจำนวน สส.เขต ของพรรคประชาชน จะลดลงจาก 112 คน เหลือ 90 คน หากบวกกับจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ คาดว่าจะได้ สส. รวมกัน 135 คน”

    ส่วนภูมิใจไทยหากดูจากผลโพล ดร.สติธร ประเมินว่าจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 18 คน ส่วน สส.เขตนั้น หากประเมินจากพื้นที่ต่างจังหวัด และการที่คะแนนประชาชนตัดกับคะแนนเพื่อไทย คาดว่าภูมิใจไทยจะได้ สส.เขต 140 คน รวมเป็น 158 คน สำหรับเพื่อไทยประเมินว่า จะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 22 คน ส่วน สส.เขตนั้น ที่เคยได้ ก็อาจจะยังรักษาไว้ได้อยู่ ซึ่งประเมินว่าเสียให้พรรคคู่แข่งไป 20 คน จึงคาดว่าจะได้ สส.เขต 92 คน รวมแล้วจะได้ สส.ทั้งหมด 114 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5530187/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zshanLEMb4OT4OopJr1eR

  • ดาวโจนส์ร่วงกว่า 200 จุด วอลล์สตรีทพักฐาน หลังพุ่งติดต่อกัน 2 วัน

    ดาวโจนส์ร่วงกว่า 200 จุด วอลล์สตรีทพักฐาน หลังพุ่งติดต่อกัน 2 วัน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)

    ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 200 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพักฐาน หลังจากพุ่งขึ้นติดต่อกัน 2 วัน

    ณ เวลา 21.32 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลบ 247.76 จุด หรือ 0.50% สู่ระดับ 49,136.25 จุด

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดีดตัวขึ้น 2 วันติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่อนปรนท่าทีเกี่ยวกับการเข้าครอบครองกรีนแลนด์

    นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง

    ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขายังคงต้องการให้สหรัฐเข้าครอบครองกรีนแลนด์ แต่จะไม่ใช้กำลังทหารเข้ายึดครองกรีนแลนด์

    นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ได้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% ต่อสินค้านำเข้าจาก 8 ประเทศในยุโรป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ. จากเดิมที่ต้องการตอบโต้ที่ประเทศเหล่านั้นคัดค้านความพยายามของเขาในการเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์ โดย 8 ประเทศดังกล่าวประกอบด้วยเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร

    ปธน.ทรัมป์ยังกล่าวว่า เขาและนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ได้ร่วมกันจัดทำ “กรอบข้อตกลงในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์” ซึ่งหากข้อตกลงนี้เสร็จสมบูรณ์ ก็จะเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมสำหรับสหรัฐอเมริกาและทุกประเทศในกลุ่มนาโต

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.4% ในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของการส่งออก, การใช้จ่ายของภาครัฐ และการลงทุน ขณะที่การนำเข้าปรับตัวลง

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.6% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% ในไตรมาส 2

    การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRCM0IQAHI657OZM4TAEDNRFZ8MQGK0G&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QxvCc0tbmSnN_HcvcWsbN

  • ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบัน 5 ด้าน ที่กำลังฉุดไทย ในความเห็นของ ‘บรรยง’ ให้เติบโตต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    ตัวถ่วงเศรษฐกิจไทย ปัญหาโครงสร้างเชิงสถาบัน 5 ด้าน ที่กำลังฉุดไทย ในความเห็นของ ‘บรรยง’ ให้เติบโตต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP กล่าวในรายการ WEALTH Roundtable ในบางช่วงตอน ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานาน แม้จะไม่กลับไปเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งเหมือนในอดีต

    แต่ปัญหานี้จะถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ไม่ให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้ต่อไป จะนำไปสู่วิกฤตทางสังคมได้ เป็นสิ่งน่ากังวล

    ปัจจุบันประเทศไทยกำลังติดกับดักการมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในโลกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ปีนี้คาดว่า GDP จะโตต่ำกว่า 2% และปีหน้าโต 1.6%

    โดยประเทศไทยมีปัญหาโครงสร้างปัจจัยเชิงสถาบัน 5 ด้าน คือ 1. ประชาธิปไตยไม่จริง 2. ชิงกันโกง 3. ทางโล่งทุนใหญ่ 4. ไม่ใฝ่การเรียน 5. เซียนคุมศาล ล้วนเป็นตัวฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทย ข่าวร้ายไม่มีอันไหนแก้ง่าย ซึ่งกำลังสร้างปัญหากับเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน คือ มั่งคั่ง ทั่วถึง ยั่งยืน ไม่บรรลุเป้าหมาย

    แต่หากยังไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็ยังฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยต่อไป

    บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 1บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 2บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 3บรรยง พงษ์พานิช ระบุปัญหาโครงสร้าง 5 ด้านฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย 4

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-structural-problems-banyong/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJi577E4Ot1YuTmyWnSZD

  • เลือกตั้ง69: เงินซื้อเสียงไม่จบแค่คูหา แต่บั่นทอนเศรษฐกิจชาติ

    เลือกตั้ง69: เงินซื้อเสียงไม่จบแค่คูหา แต่บั่นทอนเศรษฐกิจชาติ

    เลือกตั้ง 2569 : เมื่อ “7,500 บาท” ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือสัญญาณเตือนอนาคตเศรษฐกิจไทย

    การเลือกตั้งปี 2569 กำลังดำเนินไปท่ามกลางการแข่งขันเชิงนโยบายที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกัน ประเด็น “การซื้อสิทธิขายเสียง” ก็กลับมาเป็นเงาสะท้อนด้านมืดของระบบการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะกรณีตัวเลข “หัวละ 7,500 บาท” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างรอบด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเงินสดในช่วงหาเสียง หากแต่เป็นภาพแทนของความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ที่อาจกัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันและอนาคตเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    ที่มาของตัวเลข 7,500 บาท : ความจริงเชิงสถิติที่ต้องอธิบาย

    รองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
    ที่ปรึกษาประจำสภา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แจงว่า ตัวเลข 7,500 บาทซึ่งกลายเป็นกระแสในโลกการเมืองนั้น มาจาก ผลสำรวจทัศนคติเรื่องการซื้อเสียงและการคอร์รัปชัน ภายใต้แคมเปญ Zero Corruption

    การสำรวจดังกล่าวจัดทำโดยความร่วมมือของภาคธุรกิจผ่าน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และทีมวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมกับ TDRI โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างรวม 4,800 ราย แบ่งเป็นภาคประชาชน 3,000 ราย และภาคธุรกิจ 1,700 ราย

    ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ

    • 7,500 บาทไม่ใช่ค่าเฉลี่ย แต่เป็นจำนวนเงินสูงสุดที่พบจากผู้ตอบเพียง 1 ราย หรือคิดเป็นเพียง 0.002% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
    • ค่าเฉลี่ยการซื้อเสียงทั่วประเทศอยู่ที่ 985 บาท
    • กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 1,169 บาท รองลงมาคือภาคเหนือ 1,076 บาท
    • ตัวเลขที่ถูกตอบมากที่สุดคือ 1,000 บาท ตามด้วย 500 และ 2,000 บาท

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขที่สูงกว่าในพื้นที่เมืองสะท้อนทั้งค่าครองชีพที่สูงและ “เดิมพันทางการเมือง” ที่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลและการควบคุมงบประมาณภาครัฐ

    สังคมตื่นตัว แต่ไม่ยอมจำนนต่อการซื้อเสียง

    แม้ตัวเลข 7,500 บาทจะเป็นข้อมูลจากกรณีเฉพาะ แต่กลับกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากในสังคม หน่วยงานอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำไปตรวจสอบ

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ทัศนคติของประชาชนและภาคธุรกิจที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

    • 69% ของประชาชนยืนยันว่าจะไม่รับเงิน
    • ในกลุ่มภาคธุรกิจ ตัวเลขพุ่งสูงถึง 85%
    • แม้ในกลุ่มที่รับเงินถึง 71.9% ระบุว่าจะไม่เลือกนักการเมืองหรือพรรคที่ซื้อเสียง โดยมองว่าเป็นการคอร์รัปชันและสะท้อนความไร้ความสามารถ

    สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่า “เงิน” กำลังสูญเสียพลังในการชี้ขาดทางการเมือง เมื่อประชาชนเริ่มมองไกลกว่าผลประโยชน์เฉพาะหน้า

    ซื้อเสียง = การลงทุนเพื่อถอนทุนคืน : กับดักเศรษฐกิจที่ประเทศแบกรับ

    ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง การซื้อเสียงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพฤติกรรมผิดกฎหมาย แต่คือ ต้นทุนการลงทุนทางการเมือง นักการเมืองที่ใช้เงินจำนวนมากย่อมคาดหวังการ “ถอนทุนคืน” ผ่านอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ การออกนโยบาย หรือการเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายธุรกิจ

    ผลที่ตามมาคือ

    • การบิดเบือนกลไกตลาดและ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
    • ธุรกิจสุจริตไม่สามารถแข่งขันกับธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง
    • ต้นทุนคอร์รัปชันกลายเป็นต้นทุนแฝงที่คาดเดาไม่ได้ และกัดกินศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

    ภาคธุรกิจกว่า 97% เห็นตรงกันว่า คอร์รัปชันคือปัญหารุนแรง และเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดของการทำธุรกิจ

    ความกังวล “ทุนเทา” และเงารัฐมนตรีสีเทา

    อีกประเด็นที่ภาคธุรกิจและประชาชนกังวลอย่างยิ่ง คือการแทรกซึมของ “ทุนเทา” หรืออาชญากรรมข้ามชาติ หากเงินที่ใช้ซื้อเสียงมีที่มาจากธุรกิจผิดกฎหมาย และสามารถผลักดันนักการเมืองเข้าสู่อำนาจรัฐได้ ประเทศอาจเผชิญกับภาวะ “รัฐมนตรีสีเทา” ที่ใช้อำนาจรัฐรับใช้ผลประโยชน์นอกระบบ

    ในสายตานักเศรษฐศาสตร์ นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาภายใน แต่เป็นความเสี่ยงต่อ

    ภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก

    ความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    และความเสี่ยงที่ GDP จะถูกมองว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย

    นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน : เกณฑ์ขั้นต่ำของการเมืองยุคใหม่

    ผลสำรวจสะท้อนชัดว่า นโยบายต่อต้านคอร์รัปชันได้กลายเป็น เงื่อนไขพื้นฐาน ในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    • 58.7% ระบุว่าจะไม่เลือกพรรคที่ไม่มีจุดยืนต่อต้านคอร์รัปชัน
    • “รัฐบาลที่บริหารอย่างโปร่งใส” ถูกจัดอันดับความคาดหวังใกล้เคียงกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ

    ปรากฏการณ์นี้สร้างแรงกดดันเชิงบวกให้พรรคการเมืองแทบทุกพรรคต้องนำประเด็นความโปร่งใสขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งในอดีต

    บทสรุป : 7,500 บาท กับราคาที่ประเทศไม่ควรต้องจ่าย

    ท้ายที่สุด ตัวเลข 7,500 บาท ไม่ได้สำคัญในฐานะจำนวนเงิน หากแต่เป็น สัญญาณเตือน ว่าการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานของการซื้อเสียง คือจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ผลสำรวจภายใต้แคมเปญ Zero Corruption สะท้อนชัดว่า ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ “ไม่ทน” ต่อคอร์รัปชัน และกำลังใช้บัตรเลือกตั้งเป็นเครื่องมือคัดกรองผู้นำที่โปร่งใส เพราะตระหนักดีว่า หากได้รัฐบาลที่ไม่สะอาด ปัญหาปากท้องและอนาคตประเทศจะยิ่งเลวร้ายลง

    การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่า ประเทศไทยจะยอมจ่ายราคาแห่งคอร์รัปชันต่อไป หรือเลือกลงทุนกับอนาคตที่โปร่งใสและยั่งยืนกว่าเดิม

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
    แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิ๊กชม)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/736957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hhh5CMmVZkGwN2t1WSUie

  • ‘จุลพันธ์’ นำทีมเพื่อไทยลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจใกล้ชิดประชาชน

    ‘จุลพันธ์’ นำทีมเพื่อไทยลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจใกล้ชิดประชาชน

    ‘จุลพันธ์’ นำทีมเพื่อไทยลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจใกล้ชิดประชาชน ย้ำความเชื่อมั่นทวงคืนพื้นที่ กทม. เตรียมเปิดนโยบายใหม่เวทีปราศรัยใหญ่เย็นนี้

    วันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดห้วยขวาง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล (แมน) ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 6 หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย เพื่อรับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน และสื่อสารนโยบายด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    บรรยากาศในช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าออกมาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก พร้อมให้การต้อนรับคณะพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นกันเอง โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมารอให้กำลังใจ มอบดอกไม้ ขอถ่ายภาพ พูดคุย และแสดงความสนับสนุนตลอดเส้นทางการลงพื้นที่

    ระหว่างการเดินพบปะประชาชน มีผู้ประกอบการร้านค้าหลายรายร่วมทักทายและเชิญชิมอาหาร อาทิ ร้านข้าวหน้าเป็ด “เฮงเฮงเป็ดย่าง” และร้าน “เพ้งเย็นตาโฟ” สะท้อนบรรยากาศการลงพื้นที่ที่เป็นกันเอง สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทั้งคณะและประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้สื่อสารนโยบายสำคัญ อาทิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นโยบายปลดหนี้คนไทย โครงการคนละครึ่งยิ่งกว่าพลัส รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพอื่นๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี

    นายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างการลงพื้นที่ว่า การตอบรับของประชาชนในวันนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคเชื่อมั่นว่าจะสามารถทวงคืนพื้นที่กลับมาได้จำนวนมาก พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในช่วงเย็นวันนี้ ณ สยามพารากอน ซึ่งจะมีการนำเสนอแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง และการเปิดนโยบายใหม่ของพรรค

    ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ ระบุว่า มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนในต่างจังหวัดให้ อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลงพื้นที่พบปะประชาชนมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคทุกคนลงพื้นที่อย่างทั่วถึง และหากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถเข้าถึงประชาชนทุกหมู่บ้าน เพื่อนำปัญหามาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับคณะพรรคเพื่อไทยที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้แก่ นายดนุพร ปุณณกันต์, นายประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา, นายอุเมสนัส ปานเดย์, นายพลนนชชา จักรเพ็ชร, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค และ น.ส.ดุษณี เทียรเดช สมาชิกพรรคเพื่อไทย

    จุลพันธ์ แมน สหัสวรรษ ตลาดห้วงขวางจุลพันธ์ แมน สหัสวรรษ ตลาดห้วงขวางจุลพันธ์ แมน สหัสวรรษ ตลาดห้วงขวางจุลพันธ์ แมน สหัสวรรษ ตลาดห้วงขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/8dwpcA4yQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cs2JAgh1yVmzKQtA4o-0d

  • ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดงานวัดในตำนาน

    ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดงานวัดในตำนาน

    ยิ่งใหญ่ตระการตา! เปิดงานวัดในตำนาน ‘นมัสการพระแท่นศิลาอาสน์’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจเมืองลับแล

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

    อุตรดิตถ์คึกคัก! ผู้ว่าฯ นำทัพเปิดงานบุญใหญ่กลางเดือนสาม ชวนไหว้พระแท่นศิลาอาสน์เสริมสิริมงคล ชมขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมสุดวิจิตร รำบูชาพุทธคุณนับร้อยชีวิต จัดเต็ม 3 วัดดังบนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ช้อปจุใจกับร้านค้าชุมชนกว่า 2,000 แห่ง ชูแคมเปญ “ไหว้พระซื้อของ” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย

    เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานเปิดงาน “นมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ ประจำปี 2569” ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ พระอารามหลวง อ.ลับแล โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อสืบสานประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

    ไฮไลท์ในปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 12 วัน 12 คืน (วันนี้ – 2 ก.พ. 69) ครอบคลุมพื้นที่ 3 วัดสำคัญ คือ วัดพระแท่นศิลาอาสน์, วัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระนอน ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ตื่นตาตื่นใจกับขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรม 9 ขบวน และการรำบูชาจากชาวบ้านกว่า 300 คน พร้อมร่วมพิธีกรรมโบราณหนึ่งเดียวในไทย เช่น การกวนพุทราแขวนบาตร และพิธีตักบาตรพระร้อยในช่วงรุ่งอรุณ

    นอกจากอิ่มบุญแล้ว ยังอิ่มท้องและสนุกกับกิจกรรมตลาดวัฒนธรรม อาทิ การประกวดปิ้งข้าวเกรียบว่าว การทำข้าวหลาม และเลือกซื้อสินค้าพื้นถิ่นจากร้านค้ากว่า 2,000 ร้านค้า โดยผู้ว่าฯ มุ่งหวังให้งานนี้เป็นต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนเมืองลับแลอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/942614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c0TVbIZLB2LlEP3aze-mI

  • L

    L

    บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด (Liberator) เดินหน้าขยายบทบาทผู้นำด้านการให้ความรู้ทางการเงิน เปิดตัวรายการใหม่ “Money Explorer” รายการที่จะพาไปเชื่อมโยงเรื่องราวของเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนในโลกยุคใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อ “ปลดล็อกโลกการเงิน” ให้คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านมุมมองที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน

    Liberator เปิดตัวรายการ

    ไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวครั้งนี้ คือการต้อนรับ “ต๊ะ-ภิพู พุ่มแก้วกล้า” ผู้ประกาศข่าวมากประสบการณ์ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน มารับหน้าที่พิธีกรหลักของรายการ ด้วยจุดแข็งในการอธิบายประเด็นซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และสามารถถ่ายทอดเรื่องการบริหารเงินและการลงทุนได้อย่างตรงไปตรงมา

    Money Explorer เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการเงินที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ด้วยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับโลก อาทิ อัตราดอกเบี้ย นโยบายภาครัฐ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความเคลื่อนไหวของธุรกิจ ตลาดทุน และหุ้นรายตัว ควบคู่กับความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคล การออม การลงทุน การวางแผนภาษี รวมถึงเทรนด์ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้ผู้ชมสามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจและยกระดับคุณภาพชีวิตได้จริง

    นอกจากเนื้อหาหลักแล้ว ในแต่ละวันยังสอดแทรกเรื่องราวและประเด็นที่น่าสนใจรอบโลก เพื่อเปิดมุมมองเรื่องของการลงทุนอย่างรอบด้าน อาทิ

    • วันจันทร์ : Invest Now เจาะข่าวการลงทุนที่ต้องรู้ พร้อมฝึกกระบวนการคิดแบบนักลงทุนผ่านคำถามจากชีวิตจริง
    • วันอังคาร : Rich Habits ทำให้เรื่องเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว สนุก และชวนผู้ชมเริ่มต้นจัดการการเงินของตัวเอง
    • วันพุธ : Root of Wealth วางรากฐานความรู้การเงินและการลงทุนที่แข็งแรง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
    • วันพฤหัสบดี : Blue Ocean Hunter เปิดโลกธุรกิจและหุ้นใหม่ ๆ ที่แตกต่างและน่าจับตาในตลาดทุน
    • วันศุกร์ : CEO Unscripted เจาะมุมคิดผู้นำธุรกิจ พร้อมตอกย้ำบทบาทของรายการในฐานะเพื่อนคู่คิดและผู้ปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อย

    Level UP: ชวนเปิดมุมมองการพัฒนาตัวเอง เสริมทักษะและหลักคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพและต่อยอดการเติบโตของผู้ฟังให้ก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น

    ด้วย Brand DNA ของ Liberator ที่มุ่งปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน ให้คนไทยคิดเป็น ตัดสินใจเป็น และเติบโตอย่างยั่งยืน “Money Explorer” จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรายงานข่าว แต่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยเติมมุมมองการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าใจโลกการเงินในแบบที่จับต้องได้จริง

    สามารถติดตามรายการ Money Explorer ถ่ายทอดสดทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-09.15 น. ได้ผ่านช่องทาง YouTube และ Facebook : Liberator Securities และรับฟังย้อนหลังในรูปแบบ Podcast บน Spotify, Apple Podcasts และ YouTube Music

    เริ่มเลย ! เปิดบัญชีลงทุนกับ Liberator : https://www.liberator.co.th/article/view/open-cash-balance

    พิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ กับแคมเปญ “เทรด 3 ล้าน ฟรี 3 เดือน” เริ่มเทรดฟรีตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.liberator.co.th/article/view/trade-3m-free-3m

    เปิดบัญชีลงทุนได้ที่: https://www.liberator.co.th/article/view/open-cash-balance

    ติดตามข้อมูลและข่าวสารจาก Liberator ได้ที่เว็บไซต์: https://www.liberator.co.thFacebook: https://www.facebook.com/Liberator.co.th/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievi1wr1sgeqxy53b138ziayyko41psg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m-XiLxhCwmAJKkNN9dzeh

  • นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”

    นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”

    นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”


    24/01/2569 | 45 |

    วันนี้ 24 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบและติดตามผลการประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 ที่มีทีมไทยแลนด์ นำทีมโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และสามารถยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้

    นายสิริพงศ์ฯ กล่าวว่า รองนายกฯ เอกนิติได้โชว์วิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนอยู่ในช่วงเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ซึ่งความผันผวนดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน รวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและผลิตภาพแรงงาน บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผลักดันให้ทุกประเทศ หันกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กันอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุม WEF Annual Meeting 2026 จะทำให้อาเซียนสามารถแสดงศักยภาพและความได้เปรียบต่าง ๆ จากความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ความเป็นกลาง และการยึดกติกาการค้าในระดับสากล มุ่งปรับเปลี่ยนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจใหม่ ตลอดจนการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลกได้

    นายสิริพงศ์ฯ กล่าวต่อว่า รองนายกฯ ยังระบุว่า เมื่ออาเซียนสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศสมาชิก ส่วนประเทศไทยนั้น จะได้รับประโยชน์จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ สามารถยกระดับเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคบริการมูลค่าสูง ก่อให้เกิดความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    “การเข้าร่วมการประชุม WEF ในครั้งนี้ เปิดบทบาทเชิงรุก และสะท้อนบทบาทของไทยที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่มาร่วมประชุมในเวทีระดับโลก ซึ่งความร่วมมือระดับภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นไปอย่างทั่วถึง และยั่งยืน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้” นายสิริพงศ์ฯ ระบุ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161023


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/469006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FVwM635HFF7USwrN4Rfou

  • ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ เพิ่มขึ้นท่ามกลางความคาดหวังในแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2026

    ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ เพิ่มขึ้นท่ามกลางความคาดหวังในแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2026

    สมาคมธุรกิจอิสระแห่งชาติ, สหรัฐอเมริกา  (National Federation of Independent Business: NFIB) ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Optimism Index) ในเดือนธันวาคม 2025 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 99.5% จาก 99.0% ในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 98% ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคตมากขึ้น

    image.png
    ที่มาภาพ: สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติ สหรัฐฯ

         สมาพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่าช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาสถานการณ์ของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังจากต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ  โควิด-19 เงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และปัญหาตลาดแรงงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กถือเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการจ้างงานในภาคเอกชน ดัชนี NFIB จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อน “ความคาดหวัง” ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการในระยะต่อไป

         ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนให้ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาคือ สัดส่วนเจ้าของธุรกิจที่คาดการณ์ว่าสภาพธุรกิจจะดีขึ้นในอนาคตนั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertainty Index) ของ NFIB ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 แสดงให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่หมดไปทั้งหมดก็ตาม

      นาย บิล ดันเคิลเบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NFIB ให้ความเห็นว่า แม้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังคงกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านภาษี แต่โดยรวมแล้วผู้ประกอบการต่างๆ มีการวิเคราะห์แนวโน้มปี 2026 ในเชิงบวกมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มลดลง ความตึงตัวของตลาดแรงงานที่ผ่อนคลายลง และแนวโน้มการลงทุนด้านทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของธุรกิจในการกลับมาขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

         อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานปี 2023 ว่าด้วยธุรกิจที่มีลูกจ้าง พบว่าผลจากการสำรวจสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ในปี 2022 (Report on Employer Firms 2023: Findings from the 2022 Small Business Credit Survey: SBCS) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารกลาง, สหรัฐฯ Federal Reserve Banks ยังคงชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ เป็นไปในลักษณะที่ยังไม่สม่ำเสมอ และยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ แม้เศรษฐกิจโดยรวม ณ ตอนนั้นจะเข้าสู่ช่วงหลังโควิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม

         ในเชิงผลการดำเนินงาน แม้รายได้และการจ้างงานของธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ความสามารถในการทำกำไรยังไม่ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง โดยธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนแรงงานและต้นทุนดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การขยายกิจการในระยะกลางยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการและท่องเที่ยว 

         สำหรับประเด็นตลาดแรงงานยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการรักษาพนักงานมากกว่าการขยายจำนวนแรงงาน ผ่านการปรับค่าตอบแทน สวัสดิการ หรือรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น สะท้อนการปรับกลยุทธ์จาก “การควบคุมต้นทุน” ไปสู่ “การรักษาศักยภาพองค์กร” ในสภาพตลาดแรงงานที่ยังคงสภาพตึงตัว

         ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้การยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมจะกลับมาใกล้ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด แต่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังคงพึ่งพาเงินออมส่วนบุคคลและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางการเงินในระยะยาว โดยบทบาทของสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อมในสหรัฐอเมริกา (Small Business Administration: SBA) ยังคงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของธุรกิจรายย่อย

         เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่ ข้อมูลของรัฐนิวยอร์กสะท้อนความท้าทายที่เด่นชัดกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ธุรกิจจำนวนมากยังพบแรงกดดันด้านรายได้และการจ้างงาน ขณะที่สถานะทางการเงินของผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมากและภาคบริการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้และการจ้างงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจระยะกลางของรัฐ

         ในบริบทดังกล่าว บทบาทของรัฐนิวยอร์กจึงยังคงมีความสำคัญ โดยรัฐได้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านโครงการมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการใช้เงินจากโครงการส่งเสริมสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กระดับมลรัฐ (State Small Business Credit Initiative: SSBCI) เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนในระยะยาว

         โดยสรุป ดัชนีความเชื่อมั่น NFIB ที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก SBCS และกรณีศึกษาของรัฐนิวยอร์กย้ำว่า ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านการเงิน แรงงาน และเงินทุน ภาพรวมดังกล่าวชี้ว่า การฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กยังต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ การลงทุน และโอกาสทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    ข้อแนะนำจาก สคต. นครนิวยอร์ก สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่สนใจลงทุนในสหรัฐอเมริกา

         จากแนวโน้มความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ที่เริ่มฟื้นตัว ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทาย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์กเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการมาลงทุนเปิดธุรกิจในสหรัฐควรให้ความสำคัญกับการศึกษาตลาดและเลือกพื้นที่ลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกามีแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ทั้งด้านต้นทุนแรงงาน กฎระเบียบ และแรงสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมตามกฎหมายสหรัฐฯ โดยอาศัยที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน โดยติดตามนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างใกล้ชิด มากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้น

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.nfib.com/wp-content/uploads/2026/01/2026-Legislative-Priorities.pdf

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/eln1bd9nw4k5y18ry2nr9z25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZxOQ3VLxFO_Ts0Cz67bOp

  • “จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%

    “จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%

    ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งสำคัญ โดยเน้นการ “บาลานซ์พอร์ต” ระหว่างตลาดในประเทศกับต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายกลุ่มสินค้าใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยนายจิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ PPTV Wealth ว่า ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากประเทศไทยในสัดส่วนมากกว่า 80%

    ขณะที่ รายได้จากต่างประเทศ ยังอยู่ที่ระดับกว่า 10% แต่บริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนต่างประเทศขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 3–5 ปี ผ่านการขยายตลาดในอาเซียนและประเทศศักยภาพเฉพาะกลุ่ม

    โรงงานเดียว–ขยายกำลังการผลิตที่ฐานเดิม

    ในเชิงโครงสร้างการผลิต ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเพียง 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งยังมีศักยภาพรองรับการเติบโตได้อีก โดยบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตภายในพื้นที่เดิม แทนการตั้งโรงงานใหม่ หรือย้ายฐานการผลิต

    สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตในระยะสั้น โดยจะพิจารณาควบคู่กับยอดขายในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้การลงทุนสามารถคุ้มทุนในระยะยาว

    ขณะที่ ในเชิงโครงสร้างสินค้า จระเข้ แบ่งพอร์ตออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กาวซีเมนต์–ยาแนว เคมีภัณฑ์ และสินค้าโซลูชันเฉพาะทาง โดยยอมรับว่า กลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนวในไทยเริ่มอิ่มตัว เนื่องจากบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดในระดับผู้นำแล้ว

    ซึ่งกลุ่มเคมีภัณฑ์ (Chemical) และ Industrial ยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เนื่องจากสัดส่วนตลาดยังไม่มาก บริษัทจึงเดินหน้าเติมสินค้าใหม่ให้เป็นโซลูชันมากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งงานก่อสร้าง งานซ่อม และงานอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน จระเข้ยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ “จระเข้ Easy” เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านโดยตรง ผ่านแพ็กสินค้าไซต์เล็ก ใช้งานง่าย ขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ตลาดซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเติบโตสวนทางภาวะอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่ชะลอตัว

    CLMV ยังเป็นหัวใจ ต่างประเทศเร่งโต

    ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ กลุ่ม CLMV ยังคงเป็นฐานรายได้หลัก โดยเมียนมา ยังเป็นตลาดอันดับ 1 ในเชิงมูลค่า แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเติบโตจากดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะที่ เวียดนาม ถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว หลังบริษัทจัดตั้งบริษัทลูกเต็มรูปแบบ มีทีมการตลาด ฝ่ายขาย และคลังสินค้าในประเทศ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่งของจระเข้ในต่างประเทศในอนาคตอันใกล้

    นอกจาก CLMV บริษัทอยู่ระหว่างสำรวจตลาดอาเซียนอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเลือกประเทศที่มีศักยภาพและต้นทุนโลจิสติกส์เหมาะสม

    ความท้าทาย “ราคาถูก–ของเลียนแบบ–การค้าโลก”

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันจากสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีน รวมถึงปัญหาสินค้าเลียนแบบในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ซึ่งบริษัทต้องใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการสร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่กัน

    โดยจระเข้ยืนยันจุดยืนไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และการอบรมทีมขายอย่างต่อเนื่อง เพื่ออธิบายคุณค่าให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า

    นายจิรัฏฐ์ ยังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ว่า ปี 2569 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้จะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จระเข้ ยังเลือกยึดมั่นในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ มาตรฐานสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยย้ำว่า จะไม่ลดคุณภาพ หรือ ปรับลดสเปกสินค้า เพื่อแข่งขันด้านราคา

    “เรายังยืนยันว่า เราจะขายสินค้าที่มีคุณภาพ เราจะไม่ลดสเปก เรื่องคุณภาพและสแตนดาร์ดจะไม่เปลี่ยน จระเข้เติบโตมาได้เพราะทุกคนรู้ว่าไม่ใช่สินค้าที่ถูกที่สุด แต่ซื้อแล้วคุ้ม” 

    ที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด จระเข้ ยอมรับว่า สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาพรีเมียมเมื่อเทียบกับตลาด แต่เป็นราคาที่มาพร้อมเหตุผล ทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และการออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งเกรดผลิตภัณฑ์อย่างจระเข้เขียว จระเข้แดง หรือ จระเข้เงิน ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ (Property) เฉพาะทาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่างน้ำยาปูกระเบื้องหินธรรมชาติสีเข้ม ที่ต้องใช้สูตรเฉพาะเพื่อป้องกันคราบขาว

    ปี 2569 รายได้จะโตหรือไม่? “โต แต่ไม่ประมาท”

    อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใส แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเคมีภัณฑ์ และตลาดซ่อมแซมบ้าน และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในปีนี้ 1-2 ตัว ภายในงานสถาปนิก 2569 โดยตั้งเป้าให้ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโต แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ

    นอกจากนี้ นายจิรัฏฐ์ ยังมองว่า “เสถียรภาพทางการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริโภค ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน โดยภาคธุรกิจไม่ได้เลือกขั้วทางการเมือง แต่ต้องการความชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนและปรับตัวในการประกอบธุรกิจได้ถูกทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xMo59-hjcNFcEUMn5-XXh