Category: เศรษฐกิจ

  • ปากท้องมาก่อน! แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติดTOP5นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนต้องการ

    ปากท้องมาก่อน! แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติดTOP5นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนต้องการ

    โค้งสุดท้ายผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้า นอกจากจะมีประเด็นเรื่องของ “นายกฯ ที่ใช่” ที่พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมแล้ว มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ เพราะเมื่อเจาะลึกลงไปถึงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น พบว่าโดย Gen Z ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 36.6% ความมั่นคง 21.7% สวัสดิการ 18.3% คอร์รัปชัน 12.6% สแกมเมอร์ 10.9%

    Gen Y ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 39.9% ความมั่นคง 20.2% สวัสดิการ 16.7% คอร์รัปชัน 13.9% สแกมเมอร์ 9.2% Gen X ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 40.9% ความมั่นคง 23% สวัสดิการ 16.3% คอร์รัปชัน 13.5% สแกมเมอร์ 6.3% และ Baby Boomer ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 35.2% สวัสดิการ 24.3% ความมั่นคง 21.9% คอร์รัปชัน 12% และสแกมเมอร์

    จะเห็นได้ว่าเสียงส่วนใหญ่สะท้อนความต้องการที่ชัดเจน 3 ด้านหลัก คือ 1. ปากท้อง (34.7%): ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเบอร์หนึ่งในทุกช่วงวัย ต้องการนโยบายที่เพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพที่จับต้องได้จริง 2. ความโปร่งใส (29.5%): การปราบปรามคอร์รัปชันถูกยกเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง 3. ความปลอดภัยยุคใหม่ (15.9%): ปัญหา “แก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจผิดกฎหมาย” กลายเป็นความกังวลใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น เพราะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง

    น่าสังเกตว่าไม่มีเสียงส่วนใดของกลุ่มใดระบุถึงนโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย อย่างไรก็ตามในโพลนี้ ประชาชนเลือกตอบสิ่งที่ “เร่งด่วน” ต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด ซึ่งคือ เศรษฐกิจ (34.7%) และ คอร์รัปชัน (29.5%) ในขณะที่ปัญหารัฐธรรมนูญมักถูกมองว่าเป็นเรื่อง “โครงสร้าง” หรือ “การเมืองระดับบน”

    ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจและสแกมเมอร์คือ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่กระทบเงินในกระเป๋าและความปลอดภัยโดยตรง ดังนั้นการที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติด Top 5 ในผลสำรวจชุดนี้ อาจมองได้ว่ามีเรื่องอื่นที่ต้องแก้ไข “ก่อน” สะท้อนถึงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของประชาชน

    จากผลสำรวจที่ออกมา พรรคการเมืองบางพรรคและบางฝ่ายที่ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็น่ากังวลต่อทิศทางการทำประชามติที่จะมาถึง 8 กุมภาพันธ์

    #สถาบันพระปกเกล้าโพล #การเมือง #ประชามติ #แก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/political-articles/124709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VcD9insSFnQFVN4jNQgVx

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในการประชุมวันนี้ (23 ม.ค.) ในขณะที่ BOJ ประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่แล้วที่มีต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อไม่นานมานี้

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ มีขึ้นหลังจาก BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีในการประชุมเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในบรรดากรรมการทั้ง 9 คนของ BOJ ฮาจิเมะ ทาคาตะ กรรมการ BOJ สายเหยี่ยว ได้เสนอให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกตีตกไป

    ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาสล่าสุดที่เผยแพร่หลังการประชุม BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 เพื่อให้ครอบคลุมผลการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จัดทำขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ

    ทั้งนี้ BOJ ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมี.ค.ปีนี้ ขึ้นสู่ระดับ 0.9% จาก 0.7% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1% จาก 0.7%

    คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ เวลา 13.30 น.ตามเวลาไทย เพื่อชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nssxwp02qzQdLreu99uTF

  • ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    In Brief

    • รัฐบาลต้องผลักดันจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นนโยบายสำคัญระดับชาติที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการขนส่งมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของผู้บริโภค
    • นโยบายไม่ควรเน้นแค่การอุดหนุนราคา แต่ต้องมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานจริง เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีสลับแบตเตอรี่ให้ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้
    • ควรเรียนรู้จากต่างประเทศในการใช้มาตรการที่หลากหลาย เช่น การสร้างการยอมรับทางสังคม การส่งเสริมให้เกิดฟลีทรถสาธารณะ และการสนับสนุนการดัดแปลงรถน้ำมันเดิมเป็นไฟฟ้า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้

    จักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็น “โจทย์เชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไทยเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ดูทันสมัย แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับฐานรากของประเทศซึ่งต้องไม่ลืมว่าในเมืองไทย รถจักรยานยนต์นํ้ามันไม่ใช่เพียงพาหนะส่วนบุคคล หากเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่แรงงานเดินทางไปทำงาน คนทำงานนอกเวลาที่ต้องอาศัยความคล่องตัว ไปจนถึงไรเดอร์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั้งวันทั้งคืน

    เมื่อกล่าวถึงการลดมลพิษในเมือง เป้าหมายคาร์บอนตํ่า และความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในโลกที่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น จักรยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่อง “ทางเลือกของผู้บริโภค” อย่างเดียว แต่เป็นนโยบายสาธารณะที่ต้องออกแบบให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง ทั้งนี้ความสำคัญของจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในชีวิตเมืองจริง ๆ มันคือโอกาสลดฝุ่นและมลพิษจากท่อไอเสียที่กระจุกตัวตามถนนสายหลัก เป็นโอกาสลดเสียงรบกวนในชุมชนและย่านการค้า และเป็นโอกาสทำให้การเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนดียิ่งขึ้นอีกด้วย

    ประเทศไทยลงทุนกับระบบรางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความจริงที่ทุกคนเจอคือ หากบ้านหรือที่ทำงานอยู่ไกลสถานีเล็กน้อย ความยากลำบากของการต่อรถทำให้คนจำนวนมากเลือกใช้รถส่วนตัว การทำให้จักรยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นตัวเชื่อม สามารถทำให้การใช้ขนส่งระบบรางสะดวกมากขึ้น ไม่ใช่สะดวกเฉพาะคนที่อยู่ติดสถานี แต่ปัญหาคือ ไทยยังพูดถึงจักรยานยนต์ไฟฟ้าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่กล่าวมา และเมื่อพูดก็มักไปติดกับดัก “ลดราคา–แจกส่วนลด” ราวกับแค่ทำให้ถูกลงแล้วทุกอย่างจะเกิดเอง

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    บทเรียนจากต่างประเทศเตือนชัดว่า เงินอุดหนุนอย่างเดียวอาจไม่ทำให้ตลาดเติบโต หากผู้คนยังรู้สึกว่าใช้งานยาก ชาร์จไม่สะดวก หรือมีความเสี่ยงแฝงที่ไม่มั่นใจ ไต้หวันเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะการเติบโตของจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เกิดจากการลดราคาอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบ ที่ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโมเดลสลับแบตเตอรี่ที่ลดความกังวลเรื่องเวลาชาร์จและความไม่แน่นอนของระยะทาง ผู้ใช้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวรถ แต่ซื้อความมั่นใจว่าจะเติมพลังงานได้เหมือนเติมนํ้ามัน

    สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเรียนรู้คือ โครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจของความสำเร็จ และถ้าประเทศจะเลือกแนวทางสลับแบต ก็ต้องตัดสินใจเรื่องมาตรฐาน ความเข้ากันได้ และความหนาแน่นของจุดบริการอย่างจริงจัง เพราะระบบที่ไม่ครอบคลุมจะกลายเป็นต้นทุนทางความเชื่อมั่นทันที

    เวียดนามให้บทเรียนอีกมุมที่ลึกขึ้น โดยชี้ว่า ตัวแปรที่ดันความตั้งใจใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าแรงที่สุดไม่ใช่แค่ “ประโยชน์ใช้สอย” แต่คือ “ทัศนคติ” และ “แรงกดดันทางสังคม” กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้คนต้องรู้สึกดีกับมัน และต้องเห็นว่าคนรอบตัวเริ่มยอมรับมันแล้ว นี่สำคัญมากต่อไทย เพราะการเปลี่ยนผ่านระดับมวลชนไม่ได้ชนะด้วยการอธิบายเหตุผลเชิงวิศวกรรม แต่ชนะด้วยการทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม รัฐบาลใหม่จึงควรทำให้จักรยานยนต์ไฟฟ้าปรากฏบนท้องถนนจริง ผ่านโครงการฟลีทของรัฐ รถส่งของในเมือง รถบริการสาธารณะ หรือการทำพื้นที่นำร่องร่วมกับท้องถิ่น เมื่อคนเห็นบ่อยพอ ความลังเลจะลดลง และแรงทางสังคมจะกลายเป็นตัวเร่งโดยธรรมชาติให้คนหันมาใช้มากยิ่งขึ้น

    ในขณะเดียวกันอินโดนีเซียเสนอทางออกที่เหมาะกับประเทศที่มีรถใช้งานอยู่มหาศาล นั่นคือการผลักดัน “การแปลงรถนํ้ามันเดิมเป็นไฟฟ้า” ในมุมเศรษฐศาสตร์ การบังคับให้ทุกคนซื้อใหม่ย่อมยากเป็นธรรมดา แต่การทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดผ่านการแปลงรถเดิม โดยมีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนรถเดิม ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต และเครื่องมือการเงินที่ลดเงินก้อนแรกในการเปลี่ยนรถ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้การเปลี่ยนผ่านเข้าถึงคนทำมาหากินได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางนี้ยังพ่วงประเด็นอุตสาหกรรมด้วย เพราะเปิดพื้นที่ให้เกิดห่วงโซ่อุปทานใหม่ ตั้งแต่ชิ้นส่วน ช่างเทคนิค ไปจนถึงธุรกิจบริการหลังการขาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือรัฐต้องคุมคุณภาพให้ดี มิฉะนั้นของด้อยคุณภาพจะทำลายความเชื่อมั่นทั้งตลาดในชั่วพริบตา

    เมื่อมองรวมกัน บทเรียนจากไต้หวัน เวียดนาม และอินโดนีเซียชี้ว่า นโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยต้องเป็น “แพ็กเกจ” ที่ทำพร้อมกันหลายมิติ รัฐบาลใหม่ควรเริ่มจากการนิยามเป้าหมายที่ชัดว่าเราต้องการอะไร ระหว่างลดมลพิษเมือง ลดคาร์บอน สร้างอุตสาหกรรม หรือยกระดับการเชื่อมต่อขนส่งมวลชน แล้วออกแบบมาตรการให้สอดรับ เช่น หากเป้าหมายคือ การสร้างระบบขนส่งมวลชนผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เมืองควรมีที่จอดและจุดชาร์จหรือสถานีสลับแบตใกล้สถานีรถไฟฟ้า พร้อมระบบให้เช่าหรือแชร์ ที่เชื่อมกับตั๋วและแอปเดินทาง หากเป้าหมายคือช่วยคนทำงานและไรเดอร์ รัฐต้องช่วยลดเงินก้อนแรกผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าหรือกลไกผ่อนชำระ และสร้างหลักประกันความเสี่ยงด้านแบตและการซ่อม หากเป้าหมายคือการลดคาร์บอนจริง ต้องเชื่อมกับทิศทางไฟฟ้าสะอาด การบริหารโหลดการชาร์จ และระบบจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าเป็นเพียงการย้ายมลพิษจากท่อไอเสียไปปลายปล่องโรงไฟฟ้าเท่านั้น

    สุดท้ายนโยบายที่ดีต้องวัดผลได้ รัฐบาลไทยควรเลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนคันอย่างเดียว แต่ต้องวัดว่า “ความเสี่ยงที่ประชาชนรับรู้ลดลงหรือไม่” วัดว่าค่าใช้จ่ายรวมตลอดอายุการใช้งานของผู้ใช้จริงดีขึ้นหรือไม่ วัดว่าการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนทำให้คนเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวได้มากน้อยเพียงใด และวัดว่ามลพิษในพื้นที่เป้าหมายลดลงจริงหรือไม่ ถ้าเรามองว่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานของการเดินทางและเศรษฐกิจเมือง ไม่ใช่สินค้าใหม่ในตลาด เราจะไม่เพียงได้ยานพาหนะที่สะอาดขึ้น แต่ได้เมืองที่เดินทางง่ายขึ้น อากาศดีขึ้น และได้อุตสาหกรรมใหม่ที่มีอนาคตในโลกคาร์บอนตํ่าอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/649716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hT0NZAryhWJcczOm6kj2g

  • GDP ออสเตรเลียขยายตัวต่อเนื่อง

    GDP ออสเตรเลียขยายตัวต่อเนื่อง

    การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียตลอดทั้งปีจนถึงไตรมาสเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 2.1 ต่อปี (เร็วที่สุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา) แม้ว่าการเติบโตของ GDP รายไตรมาสจะขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาสเดือนกันยายน 2568 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.4 จากการลงทุนของภาคเอกชนในเครื่องมือและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 (เป็นการลงทุนด้าน Data centres และ Artificial intelligence มูลค่าสูงถึง 2,800 ล้านเหรียญออสเตรเลียในระยะเวลาเพียง 3 เดือนคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของ GDP) การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและน้ำ ระบบสื่อสารและโครงการสร้างรถไฟ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากการซื้อสินค้าจำเป็น ค่าไฟฟ้า (มาตรการช่วยเหลือค่าพลังงาน State government rebates สิ้นสุดลง) และค่าบริการสุขภาพ (ช่วงไข้หวัดระบาด) และการก่อสร้างที่พักอาศัยบริเวณชายฝั่งตะวันออกในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 

    ภาคการค้าออสเตรเลียค่อนข้างซบเซา เนื่องจากออสเตรเลียมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 จากการนำเข้าน้ำมันและสินค้าทุน (เครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ) ในขณะที่ส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 1 เนื่องจากราคาสินแร่เหล็กและถ่านหินเพิ่มขึ้นแต่ผลผลิตสินค้าเหมืองแร่ลดลง สร้างผลกำไรแก่ภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคบริการท่องเที่ยวทรงตัว 

    การเติบโตของ GDP ต่อหัวทรงตัวที่ร้อยละ 0.3 การออมเงินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6.4 เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีจนถึงเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ร้อยละ 3.4 จากการเพิ่มขึ้นของราคาค่าพลังงาน ราคาที่พักอาศัย ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และราคาค่าบริการคมนาคม ธนาคารกลางออสเตรเลียรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.60 สามเดือนติดต่อกัน  เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานที่ยังตึงตัว อัตราการว่างงานเดือนพฤศจิกายนลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.3 เนื่องจากความต้องการจ้างงานในตลาดลดลง คาดว่า ธนาคารกลางจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะทำให้ปัญหาความกดดันด้านค่าครองชีพในภาคครัวเรือนดำเนินต่อไป และทิศทางการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มรัดกุมมากขึ้น

    …………………………………………………………………………….

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ที่มา:

    Australian Bureau of statistics / www.afr.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wmdegb4rpl3f7r9xaj4f3chd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a62sNy_BptfN1khVIxfVj

  • นายกฯ อนุทิน เปิดงาน “อย. Expo 2026” ดันเศรษฐกิจสุขภาพ ลดค่าครองชีพ หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย จากท้องถิ่นสู่สากล

    นายกฯ อนุทิน เปิดงาน “อย. Expo 2026” ดันเศรษฐกิจสุขภาพ ลดค่าครองชีพ หนุนผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย จากท้องถิ่นสู่สากล

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ประจำปี 2569 หรือ มหกรรม อย. EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “From Local to Global” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ ให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยตั้งแต่ระดับชุมชน SME ไปจนถึงอุตสาหกรรม สู่มาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

    วันที่ 23 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและผลิตภัณฑ์สุขภาพของภูมิภาค ใช้เศรษฐกิจสุขภาพเป็นกลไกในการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยทุกระดับ โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ “มาตรฐาน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีบทบาททั้งในการคุ้มครองผู้บริโภค และการทำงานเชิงรุกเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ด้าน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน อย. EXPO 2026 เป็นเวทีสำคัญในการรวมพลังผู้ประกอบการ นวัตกรรม และเครือข่ายเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ เปิดโอกาสเชื่อมโยงธุรกิจ ขยายตลาด และผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยจาก ‘ตลาดในประเทศ’ ไปสู่ ‘ตลาดนานาชาติ’ อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “From Local to Global” โดยงานในนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 10,000 คนต่อวัน ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการ กิจกรรมสาธิต และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐาน อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน เพื่อขับเคลื่อนระบบผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยอย่างยั่งยืน

    เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย. EXPO 2026 เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ อย. ในการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชม ชอป ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผ่านการกำกับดูแลจาก อย. ในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศ ในงานมหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 – 25 มกราคม 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น. โดยเข้าชมฟรีตลอดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/991418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ah8ltUPkp6TEujKP-SFZY

  • ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล ‘คริส’ ชูนโยบายลดภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน-ทุจริตต้องประหาร

    ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล ‘คริส’ ชูนโยบายลดภาษี-โครงสร้างพื้นฐาน-ทุจริตต้องประหาร

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ คึก ‘พล.อ.รังษี’ เปิดป้ายผู้สมัครดิจิทัล เน้นส่งต่อทางโซเชียลมีเดียไร้ป้ายติดข้างถนน ‘คริส’ เปิดนโยบายพรรค ตั้งเป้ารายได้ 5 หมื่นต่อเดือน-ลดภาษี -สร้างรถไฟความเร็วสูง โอเชี่ยนลิงค์ ทุจริตต้องประหาร

    23 ม.ค. 2569- นายคริส โปรตะนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เผยแพร่คลิปของพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค กรณีที่มีคำถามว่า ทำไมพรรคเศรษฐกิจไม่มีป้ายผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ปรากฎตามที่ต่างๆ

    โดยพลเอกรังษี ระบุว่า ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นโลกของโซเชียลมีเดีย ทางพรรคจึงจัดทำป้ายหาเสียงดิจิทัล ของผู้สมัครทั้งสองแบบผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งพรรคขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุนอย่างดีเสมอมา และขอความกรุณาแชร์ป้ายดิจิทัลของพรรคผ่านโทรศัพท์มือถือ

    ในคลิปดังกล่าวยังบอกวิธีการในการแชร์ป้ายดิจิทัล และการสนับสนุนโปสเตอร์หาเสียง ด้วยการบริจาคผ่าน QR Code

    นายคริส ยังได้โพสต์ 3 นโยบายหลัก ภายใต้การนำของ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ ในการหาเสียงครั้งนี้ ได้แก่ “เรามีนโยบายที่จะลดภาษีให้ท่าน”,“เรามีนโยบายที่จะกำจัดการทุจริตให้ท่าน” และ “เรามีนโยบายที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ท่าน”
    .
    โดยทั้งสามนโยบายมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเป้าหมายใหญ่คือการสร้างเศรษฐกิจที่ทำให้คนไทยทุกคนมีรายได้เฉลี่ยปีละ 600,000 บาท (ประมาณเดือนละ 50,000 บาท) ซึ่งเป็นระดับรายได้ต่อหัวที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้

    นายคริส กล่าวว่า พรรคยังมีแผนที่จะปรับลดภาษีและภาระต่าง ๆ ของประชาชนลง เพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น แนวทางการลดและยกเว้นภาษีนับเป็นมาตรการยอดนิยมที่พรรคการเมืองหลายพรรคใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและเพิ่มอำนาจซื้อให้ประชาชน โดยพรรคเศรษฐกิจประกาศว่าจะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เท่ากับภาษีเงินได้นิติบุคคลที่อัตรา 20% ของรายได้
    .
    ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลงและเป็นความท้าทายต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศในระยะสั้น แต่พรรคเศรษฐกิจเห็นว่าการลดภาษีจะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในที่สุดรัฐจะเก็บภาษีเงินมูลค่าเพิ่มกลับมาทดแทนรายรับที่หายไปได้ อันจะยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้ในระยะยาว

    ส่วนนโยบายที่จะกำจัดการทุจริต มุ่งเน้นปราบปรามการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งมะเร็งร้ายของเศรษฐกิจไทย โดยต้นทุนจากคอร์รัปชันที่แฝงอยู่ในระบบราชการและการดำเนินโครงการภาครัฐนั้นสูงจนน่าตกใจ คิดเป็นประมาณ 48% ของ GDP ประเทศ เมื่อรวมผลกระทบของเศรษฐกิจใต้ดินที่เกิดจากกิจกรรมผิดกฎหมายต่างๆ รายงานยังระบุว่าไทยสูญเสียเงินจากปัญหาคอร์รัปชันไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี ทั้งจากการฮั้วประมูล โครงการรัฐที่ทิ้งร้าง และการติดสินบนในระบบราชการ
    .
    พรรคเศรษฐกิจจึงประกาศนโยบายปราบทุจริตอย่างเด็ดขาดเพื่อคืนความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจไทย พรรคเศรษฐกิจประกาศ นโยบาย “ทุจริต=ประหาร” โดยต้องลงโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ และไม่มีการลดโทษ โดยเชื่อว่าหากลดการคอร์รัปชันได้ก็จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกลดระดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจเนื่องจากภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันที่ย่ำแย่ได้

    สำหรับนโยบายที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้น นายคริส ระบุว่า 2 เมกะโปรเจกต์ ของพรรคเศรษฐกิจคือ โครงการการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อไทย-จีน-มาเลเซีย มูลค่า 5.2 ล้านล้านบาท และโครงการโอเชี่ยนลิ้งเชื่อมระหว่าง ทะเลอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิตผ่าน คลองยกระดับที่จ.ระนอง ชุมพร ความยาว 50 กม. มูลค่า 2.85 ล้านล้านบาท พร้อมอธิบายว่าการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นการวางรากฐานอนาคตที่สำคัญ พรรคเศรษฐกิจเชื่อว่าการเร่งลงทุนสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบคมนาคมขนส่ง พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณูปโภคอื่นๆ) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานในทุกภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน มีการศึกษาพบว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่า GDP ได้ถึงประมาณ 2.3 แสนล้านบาทต่อปี หรือราว 1.23% ของ GDP โดยเฉลี่ยในทุกภาคการผลิต นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ ยังประเมินความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศช่วงปี 2565–2569 ไว้สูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท (โดยประมาณ 63% เป็นการลงทุนด้านคมนาคมขนส่ง และ 34% ในด้านพลังงาน) ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ นโยบายสร้างโครงสร้างพื้นฐานของพรรคเศรษฐกิจจึงมุ่งตอบโจทย์นี้ เพื่อวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศมากขึ้น

    นายคริส ระบุว่า ทั้งสามนโยบายหลักคือการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้คนไทยต้องมาก่อนตามสโลแกน Thailand First โดยเศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของคนไทยขยับขึ้นจนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ และประเทศไทยจะก้าวสู่ยุคใหม่ที่ความเป็นอยู่ของประชาชนมาก่อนสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/935773/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29R_EZpgCVUfG1Yz1jx5oG

  • เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นรัวๆ เพียงแค่ 23 วันทำการ ปรับขึ้นมาแล้วถึง 8,200 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันนี้ 23 ม.ค. 69 ราคาปรับขึ้นมารวดเดียว 1,450 บาท ตั้งแต่เปิดตลาด จากนั้นยังขึ้นมาต่อเนื่อง ณ เวลา 11.00 น. ขึ้นมาทั้งหมด 1,600 บาท

    ส่งผลให้เกิดราคานิวไฮใหม่ ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 73,050 บาท ขายออกบาทละ 73,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 71,585.52 บาท ขายออกบาทละ 73,950 บาท 

    เกิดอะไรขึ้นทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งขึ้นแรงเกินเหตุ

    1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ในปีนี้มีสถานการณ์ที่ “เหนือความคาดหมาย” เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ที่เป็นแรงส่งให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น

    • ศึกชิง “กรีนแลนด์” : การที่สหรัฐ (ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์) แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจาขอซื้อหรือครอบครองเกาะกรีนแลนด์ จนนำไปสู่ความตึงเครียดกับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

    • สงครามการค้า US-EU : การขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 100% ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสงครามการค้าโลกครั้งใหม่ที่ลามจากจีนมายังฝั่งตะวันตก

    2. นโยบายการเงินและการลดดอกเบี้ยของ Fed

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว (ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมาก) เมื่อดอกเบี้ยขาลง “ค่าเงินดอลลาร์” จึงอ่อนค่าลง และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยมีความน่าสนใจมากขึ้นทันที

    3. กระแสการ “ตุนทอง” ของธนาคารกลางทั่วโลก

    เทรนด์การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ยังคงเข้มข้นในปีนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐ

    4. พลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและ “ชาวคริปโต”

    ปีนี้จะเห็นปรากฏการณ์การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนรายย่อยหันมาซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF และทองคำแท่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่เริ่มแบ่งกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาพักไว้ในทองคำเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

    5. ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก

    ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในมูลค่าของเงินกระดาษ และมองว่าทองคำคือ “เงินที่แท้จริง” ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5528419/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BL0P5e2lSlVd9_nX9KfGO

  • ต่างประเทศชูฮก “ศุภจี” ประกาศศักดาไทยแลนด์เป็น “หัวใจของเอเชีย” บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    ต่างประเทศชูฮก “ศุภจี” ประกาศศักดาไทยแลนด์เป็น “หัวใจของเอเชีย” บนเวทีเศรษฐกิจโลก

    “ศุภจี” โชว์กึ๋นที่ดาวอส กลางวงประชุมเศรษฐกิจโลก ชูไทยเป็น “พาร์ทเนอร์มหาอำนาจ” ใช้ภูมิศาสตร์เชื่อมเศรษฐกิจโลก

    วันที่ 23 มกราคม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลายเป็นดาวเด่นในเวที World Economic Forum (WEF) 2026 หลังโชว์วิสัยทัศน์ชั้นครูถึง “แต้มต่อ” ของประเทศไทยในการค้าโลก โดยระบุว่าไทยคือ “หัวใจของเอเชีย” ที่มีชัยภูมิสุดได้เปรียบ สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (จีน-อาเซียน) และตะวันออก-ตะวันตก (อินเดีย-อาเซียน) ได้อย่างไร้รอยต่อ

    นางศุภจีเผยเคล็ดลับการเจรจาว่า ท่าทีที่เป็นมิตรและไม่เลือกข้างของไทยคืออาวุธสำคัญ ในวันที่โลกแบ่งขั้ว ไทยกลายเป็น “พาร์ทเนอร์ที่ทุกคนอยากคุยด้วย” ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่อยากกระจายความเสี่ยงจากสหรัฐฯ หรือกลุ่มที่อยากหันเหออกจากจีน ต่างก็พุ่งเป้ามาที่ไทยเพราะเราวางตัวเป็นกลางและพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย การเข้าร่วมเวทีโลกครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า ไทยไม่ได้เป็นแค่จุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางความเชื่อใจที่พร้อมดึงเม็ดเงินลงทุนและขยายการค้าสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2909661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zbhudqZT4G3GSK_TM8LlD

  • สัญญาณเตือน ‘เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    สัญญาณเตือน ‘เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวในปี 2569 เมื่อผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่น และคาดว่าจะเผชิญความท้าทายหนักจากภาวะที่ยังไม่มั่นคง

    เดือน ธ.ค. ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย  จัดทำผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ (Retail Sentiment Index – RSI) ระหว่างวันที่ 18-27 ธ.ค. 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก เดือนธ.ค. 2568 ลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 (จาก 58.3 จุดในเดือนพ.ย. เหลือ 57.2 จุดในเดือน ธ.ค.) ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ เพราะจากข้อมูล RSI ในช่วงปี 2565-2567 ดัชนี RSI ของเดือน ธ.ค. จะทำสถิตินิวไฮทุกปี ขณะที่ในเดือน ธ.ค. 2568 ทำสถิติดัชนีต่ำสุดของเดือน ธ.ค. ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนีเดือน ธ.ค. ได้แก่ 1. SHOCK State ภาวะช็อก จากข่าวการประกาศยุบสภา เร็วกว่าคาดหมาย ทำให้การตั้งใจในการจับจ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก 2. เป็นช่วงปลายของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ปริมาณการใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนค่อนข้างมาก  

    3. ผลจากแรงโหมกระหนํ่าธุรกิจสร้างบรรยากาศ“เทศกาลส่งความสุขปลายปี” ส่งผลต่อยอดขายห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารเชนใหญ่ชัดเจน 4. การเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐ ส่งผลต่อยอดขายร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และ 5. แม้บรรยากาศเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีและต้อนรับปีใหม่ครึกครื้นตลอดเดือนธันวาคม แต่พฤติกรรมการจับจ่ายกลับเป็นไปอย่างระมัดระวัง  

    หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับจาก 58.6 จุด ไปที่ 61.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.2 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ปี 2568  เพิ่มขึ้นเพียง 3.2 จุด นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่ตํ่ามาก สะท้อนให้เห็นว่า หากเทียบกับเดือนธ.ค. ปี 2567 ยอดขายอาจลดลงเกือบ 7-10%

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย, ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per Bill หรือ Per Basket Size) พบว่า ลดลงถึง 6.9 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ขณะที่ความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 จุด สะท้อนถึงความถี่ในการจับจ่ายลดลง ซึ่งปกติความถี่ในการจับจ่ายในเดือนธ.ค. ควรจะสูงกว่าเดือนพ.ย. จึงนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล

    คาด Q1/69 ความเชื่อมั่นลด 13.5 

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 2568 ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ภัตตาคาร/ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พบว่า เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น แรงกดดันจากสงครามทางการค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะเดียวกันการแข่งขันด้านราคายังคงสูง

    อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปซื้อสินค้าที่ราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น และรอโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้หลายธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่นเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้จะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยพยุงยอดขายได้บ้างในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่เปราะบาง จึงควรอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ในปี 2569 อย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ ต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์ยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า 45% ระบุว่า ยอดขายจะลดลง  ขณะที่ 33% ระบุว่า ยอดขายใกล้เคียงเดิม และมีเพียง 22% ระบุว่า ยอดขายจะดีขึ้น

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    สอดรับกับดัชนี RSI ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าที่คาดว่าจะปรับลดลง 13.5 จุด จาก 61.8 จุด มาอยู่ที่ 49.3 จุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง อยู่หลายประการ รวมไปถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังมีความไม่แนนอน และอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่สามารถดำเนินการได้  

    ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็มีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจเติบโตช้า มีโอกาสที่หนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพี จะเกิน 70% ที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้

    ศก.เปราะบาง-ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯร่วงแรง

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 89.1 ในเดือนพ.ย. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แม้ยังมีแรงพยุงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ระบุว่า การปรับลดลงของดัชนีมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนหลายพื้นที่โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายหลังการยุบสภา ส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะความกังวลต่อความต่อเนื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ

    ภาคการผลิตยังชะลอตัวจากการเร่งผลิตไปแล้วในช่วงก่อนหน้า รวมถึงจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาล ขณะที่การส่งออกได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น และอาเซียนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังแรงงาน นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ยังบั่นทอนรายได้ผู้ส่งออก แม้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวบางส่วนก็ตาม

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจปลายปียังได้แรงหนุนจากการจับจ่ายช่วงเทศกาลและโครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการ รวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.25% และการปรับลดราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนและค่าครองชีพในระยะสั้น

    สำหรับแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีคาดการณ์ปรับเพิ่มเป็น 95.7 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ที่ช่วยลดการแข่งขันไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เอกชนยังจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดนและมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวรับ CBAM อย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานรากและเสริมความแข็งแกร่งภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    ว่างงานทรงตัว 3 แสนคน

    สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ภาวะการทำงานของประชากรล่าสุดในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 59.58 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 40.23 ล้านคน

    ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 39.74 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 1.9 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน หรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 19.35 ล้านคน เช่น แม่บ้าน นักเรียน คนชรา ผู้ป่วยและพิการ เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. พบว่าผู้มีงานทำลดลง 1.1 หมื่นคน (จาก 39.85 ล้านคน เป็น 39.74 ล้านคน)

    ทั้งนี้ในเดือนธ.ค. 2568 พบว่า มีจำนวนผู้ว่างงาน 2.95 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ว่างงานทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 2.2 หมื่นคน (จาก 2.73 แสนคน เป็น 2.95 แสนคน) และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ ภาคใต้ชายแดน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง

    เมื่อพิจารณาระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้ว่างงานสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด 1.55 แสนคน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5.4 หมื่นคน และระดับประถมศึกษา 4.6 หมื่นคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 พบว่าผู้ว่างงานที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และระดับอุดมศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่มีการศึกษาและจบต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีจำนวนลดลง

    จับตา AI ทำคนตกงานพุ่ง 10 ล้านคน ในปี 70

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยการนำเอา AI เข้ามาทดแทนการทำงานของคนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) และทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ล่าสุดในขณะนี้หลายประเทศในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการปลดคนงานจำนวนมาก จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วง และเกิดปัญหาทางสังคมตามมา เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย

    ทั้งนี้จากการประเมินผลกระทบเรื่องเทคโนโลยีดิสรัปชัน เมื่อช่วงปี 2561 มองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ จนทำให้มีคนตกงานประมาณ 10 ล้านคน ภายในปี พ.ศ 2580 แต่ปัจจุบันจากการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวกระโดด วิกฤตด้านแรงงานอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด โดยจากความก้าวหน้าของ AI และหุ่นยนต์อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานของคนไทยประมาณ 10 ล้านคนอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปี พ.ศ. 2570 หรือเร็วขึ้นจากเดิม 10 ปี

    โดยอัตราเร่งของการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการนำเอา AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคนในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ที่มีการเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปที่มีชิ้นส่วนจำนวนมาก มาเหลือเพียงไม่กี่ชิ้นในรถ EV จะทำให้แรงงานในสายพานการผลิตและวิศวกรฝีมือดีหายไปมหาศาล ซึ่งอาจกระทบแรงงานมากถึง 2 แสนคน ถึง 1 ล้านคน ในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของไทย

    รายได้-นักท่องเที่ยวปี 68 หดตัวแรง

    การท่องเที่ยวของไทยตลอดทั้งปี 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย 32.97 ล้านคน หดตัว 7.23 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

    สำหรับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 202.66 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัว 2.84 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18 % เมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงราย ตามลำดับก่อให้เกิดรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 2.71 ล้านล้านบาท หดตัว 1.06 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม(Hotel Business Operator Sentiment Index)ของสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-31 ธันวาคม 2568) พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 68 ภาพรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สำหรับ Q1/69 จำนวนลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกล long-haul ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยโรงแรมคาดว่าลูกค้าต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้นใน Q1/69 จะเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป จึงเป็นผลให้โรงแรมกลุ่มนี้สามารถปรับราคาเพิ่มได้มากกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/649634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XE-rdPYGIadnEmttJhG2A

  • โดนัลด์ ทรัมป์: กรอบข้อตกลงแห่งอนาคตของกรีนแลนด์มีหน้าตาอย่างไร ?  – BBC News ไทย

    โดนัลด์ ทรัมป์: กรอบข้อตกลงแห่งอนาคตของกรีนแลนด์มีหน้าตาอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘กรอบข้อตกลงในอนาคต’ เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ของทรัมป์

    ที่มาของภาพ, EPA

      • Author, พอลลิน โคลา

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศว่ามี “กรอบข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์”

    แถลงการณ์ครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน หลังจากความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประกอบกับคำขู่เรื่องการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพันธมิตร 8 ประเทศ ที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแผนในการยึดดินแดนกึ่งปกครองตัวเองของราชอาณาจักรเดนมาร์กแห่งนี้

    คำถามสำคัญคือข้อตกลงดังกล่าวจะมีหน้าตาอย่างไร ทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์จะรับได้หรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ย้ำชัดว่า จะไม่ยอมสละอธิปไตยเหนือเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    ใครพูดถึงข้อตกลงกรอบข้อตกลงว่าอย่างไรบ้าง ?

    ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) หลังจากกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ในดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า “จากการประชุมที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากกับ มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต เราได้วางกรอบของข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ไว้แล้ว” เขากล่าว

    “ทางออกนี้ หากสามารถบรรลุผลได้ จะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสหรัฐอเมริกา และต่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมด”

    เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ระบุว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าว

    รุตเตอร์ กล่าวในส่วนของเขาว่า ระหว่างการพบกับทรัมป์ เขาไม่ได้หารือในประเด็นสำคัญเรื่อง อธิปไตยของเดนมาร์กเหนือกรีนแลนด์ ก่อนจะเสริมในภายหลังว่า ประเด็นนี้ควรเป็นเรื่องที่ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ จะต้องเจรจากันโดยตรง

    ด้าน เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า เธอได้หารือกับรุตเตอร์เป็นประจำ และเดนมาร์กสามารถเจรจาได้ใน “ทุกประเด็นทางการเมือง ทั้งด้านความมั่นคง การลงทุน และเศรษฐกิจ”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แต่เราไม่สามารถเจรจาเรื่องอธิปไตยได้ ฉันยังได้รับแจ้งแล้วว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้นเช่นกัน” เธอกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) พร้อมย้ำว่า “มีเพียงเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้น ที่สามารถตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์”

    แอลลิสัน ฮาร์ต โฆษกนาโต ระบุในแถลงการณ์ภายหลังการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ มาร์ค รุตเตอร์ ว่า “การเจรจาระหว่างเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้แน่ใจว่า รัสเซียและจีนจะไม่มีวันได้ตั้งหลัก ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจหรือทางทหาร ในกรีนแลนด์”

    อย่างไรก็ตาม อายา เชนมิทซ์ หนึ่งในสองสมาชิกรัฐสภาจากกรีนแลนด์ในรัฐสภาเดนมาร์ก กล่าวโต้ว่า นาโตไม่มีสิทธิ์เจรจาเรื่องใด ๆ โดยไม่มีกรีนแลนด์อยู่ในนั้น ไม่มีเรื่องของเรา โดยไม่มีเรา”

    ด้าน อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เธอหวังว่าทั้งหมดนี้จะหมายถึง “การหารือโดยตรงตามที่เดนมาร์กเรียกร้อง ระหว่างเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ เพื่อกำหนดทิศทางต่อไปเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และเพื่อปกป้องอธิปไตยของกรีนแลนด์”

    มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเป็นไปได้หรือไม่ ?

    ในบรรดาแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง แม้จะยังไม่เป็นทางการ มีข้อเสนอให้ใช้รูปแบบคล้ายกับ ฐานทัพทหารของสหราชอาณาจักรสองแห่งในไซปรัส ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ต้องถูกพิจารณาควบคู่กับจุดยืนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ที่ย้ำว่า อธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่อาจเจรจาได้

    หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า หนึ่งในแนวคิดที่กำลังหารือกันคือ ให้เดนมาร์ก ยกอธิปไตยเหนือพื้นที่ขนาดเล็กบางส่วนของกรีนแลนด์ เพื่อให้สหรัฐฯ สร้างฐานทัพทหาร ตามแบบอย่างของสหราชอาณาจักรในไซปรัส

    ฐานทัพ อาโครตีรี (Akrotiri) และ เดเคเลีย (Dhekelia) อยู่ภายใต้อธิปไตยของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ไซปรัสได้รับเอกราชในปี 1960

    แม้สนธิสัญญาดังกล่าวจะมีการปรับแก้ในภายหลัง แต่โดยหลักแล้ว พื้นที่ทั้งสองแห่งยังถือเป็นดินแดนของอังกฤษ

    เมื่อถูกถามว่าเธอทราบหรือไม่ว่าใน “ข้อตกลงกรอบความร่วมมือ” มีรายละเอียดอะไรบ้าง อีเวตต์ คูเปอร์ ตอบเพียงว่า ขณะนี้เธอคาดว่าจะมีสองสิ่งเกิดขึ้น

    “อย่างแรกคือ การกลับไปสู่การหารือบางประเด็นที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้ร้องขอให้มีร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาเริ่มต้นการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ความสำคัญ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักรกล่าว

    “มันเป็นการหารือเชิงปฏิบัติอย่างมากเกี่ยวกับความมั่นคงของกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันก็ย้ำอย่างชัดเจนว่า อธิปไตยของกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องที่สามารถนำมาเจรจาได้”

    ขณะเดียวกัน มาร์ค รุตเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ข้อตกลงกรอบความร่วมมือดังกล่าวยังจะต้องให้ประเทศสมาชิกนาโต เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ด้วย

    “เราจะมารวมตัวกันภายในนาโต ร่วมกับผู้บัญชาการระดับสูง เพื่อหารือว่าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ผมไม่สงสัยเลยว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าผมหวังว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 และหวังว่าจะเป็นช่วงต้นปี 2026 ด้วยซ้ำ”

    ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของกรีนแลนด์ ทรัมป์จะพอใจไหม ?

    สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว

    ภายใต้ข้อตกลงกับเดนมาร์กเมื่อปี 1951 สหรัฐฯ สามารถส่งทหารเข้าไปในกรีนแลนด์ได้ตามจำนวนที่ต้องการ และปัจจุบันมีทหารมากกว่า 100 นาย ประจำการถาวรอยู่ที่ฐานทัพ พิทัฟฟิก (Pituffik) บริเวณปลายสุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของดินแดนแห่งนี้

    แม้สหรัฐฯ จะมีฐานทัพทหารในหลายประเทศ รวมถึงในเยอรมนี แต่ฐานทัพเหล่านี้ ไม่ได้ถือเป็นดินแดนอธิปไตยของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนกรานว่า ข้อตกลงในลักษณะ “การเช่าพื้นที่” เกี่ยวกับกรีนแลนด์นั้น ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา

    “ประเทศต่าง ๆ ต้องมีความเป็นเจ้าของ และคุณปกป้องสิทธิความเป็นเจ้าของนั้น คุณไม่สามารถปกป้องสัญญาเช่าได้ และเราจะต้องปกป้องกรีนแลนด์” เขากล่าวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

    เพื่อให้ได้มาซึ่งเกาะแห่งนี้ เขาเคยขู่จะใช้กำลังทหาร ก่อนจะกลับลำในเวทีดาวอส โดยยกเลิกคำขู่นั้น สร้างความโล่งใจให้กับพันธมิตรในนาโต

    นาโตก่อตั้งขึ้นในปี 1949 บนหลักการว่า การโจมตีประเทศสมาชิกหนึ่งประเทศ เท่ากับเป็นการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ เดิมทีหลักการนี้มีไว้รับมือภัยคุกคามจากภายนอก และเดนมาร์กได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเกิดการโจมตีทางทหาร จะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรข้ามแอตแลนติกหรือนาโต ซึ่งสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

    ทำไมทรัมป์ต้องการกรีนแลนด์ ?

    โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก และเขาไม่ใช่ผู้นำสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่เคยมีแนวคิดเช่นนี้

    ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจมาจาก รัสเซียและจีน

    เขาอ้างถึงความเคลื่อนไหวของทั้งสองประเทศในเส้นทางเดินเรือรอบเกาะแห่งนี้ แม้เจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมจะยืนยันว่า ช่วงหลังมานี้ยังไม่พบสัญญาณว่าภัยคุกคามจากรัสเซียและจีนเพิ่มขึ้น

    ทรัมป์ยังระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อแผนสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) ของเขา ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และยังเชื่อว่าพันธมิตรยุโรปสามารถเข้ามาร่วมมือในโครงการนี้ได้

    ขณะเดียวกัน พันธมิตรในนาโตพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐฯ ว่า พวกเขาจะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก

    หนึ่งในแนวคิดที่สหราชอาณาจักรผลักดัน คือการจัดตั้งหน่วยกองกำลังเฝ้าระวังอาร์กติก (Arctic Sentry) ซึ่ง อีเวตต์ คูเปอร์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เป็นแนวคิดที่ “คล้ายกับแนวทางของนาโตในโครงการกองกำลังเฝ้าระวังทะเลบอลติก (Baltic Sentry) ซึ่งเป็นภารกิจเพิ่มการเฝ้าระวังเรือในทะเลบอลติก หลังสายเคเบิลใต้น้ำสำคัญถูกตัด

    นอกเหนือจากที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์แล้ว สหรัฐฯ ยังกล่าวถึง แหล่งแร่หายากจำนวนมหาศาล บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการพัฒนา และมีความสำคัญต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า

    แม้ทรัมป์จะไม่เคยกล่าวโดยตรงว่าสหรัฐฯ ต้องการทรัพยากรของกรีนแลนด์ แต่เขาระบุว่า การที่สหรัฐฯ ควบคุมเกาะแห่งนี้จะ “ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในสถานะที่ดีมาก โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคงและแร่ธาตุ”

    พร้อมเสริมว่า “นี่คือข้อตกลงที่จะคงอยู่ตลอดไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c8d00824jz5o.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gdI_qxuGhdV5T4ljbw-ei