Category: เศรษฐกิจ

  • ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ Northern Metropolis เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ฮ่องกงเตรียมจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ในโครงการพัฒนาเขตเหนือ Northern Metropolis เพื่อการเติบโตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลฮ่องกงอยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง E-Commerce และ“เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (low-altitude economy) ภายใต้โครงการพัฒนา Northern Metropolis โดยมีแผนจะเปิดรับจากภาคอุตสาหกรรมที่สนใจสำหรับพื้นที่แรกของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ภายในปีนี้

    สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีเป้าหมายดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำผ่านมาตรการจูงใจเฉพาะ เช่น การจัดสรรที่ดินและการลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่วางแผนครอบคลุมพื้นที่กว่า 30 เฮกตาร์ (หรือ 30,000 ตารางเมตร) ในเขตพัฒนาใหม่ Hung Shui Kiu และ Ha Tsuen ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว

    หน่วยงานได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้ เพื่อสนับสนุนบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาระดับชาติ โดยตามแผนงาน พื้นที่จะถูกแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่: โลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง , โลจิสติกส์ E-Commerce,       การขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ, ศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพื้นที่สำรองสำหรับการขยายในอนาคต

    ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ดินโดยคาดว่าพื้นที่จะพร้อมใช้งานระหว่างปีพ.ศ. 2570 ถึง 2575 โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวระหว่างการแถลงผลการศึกษาว่า “กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้จะเป็นเวทีสำหรับการพัฒนาโลจิสติกส์ในเชิงรุกและขนาดใหญ่ ถือเป็นก้าวสำคัญของฮ่องกงในการก้าวสู่การเป็นศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ และเสริมสร้างสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ”

     ก่อนหน้านี้สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ได้เสนอแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Action Plan on Modern Logistics Development) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายพัฒนากลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ที่มีฟังก์ชันหลากหลายทั่วพื้นที่พัฒนาใหม่ในเขตพื้นที่พัฒนาเขตเหนือ Nothern Metropolis โดยโครงการขนาดใหญ่นี้ ประกาศครั้งแรกในปี 2564 มีเป้าหมายเปลี่ยนพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ ใกล้ชายแดนจีนแผ่นดินใหญ่ ให้เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและศูนย์ที่อยู่อาศัย โดยรัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่ โลจิสติกส์ประมาณ 36 เฮกตาร์ในเขต Hung Shui Kiu และHa Tsuen เป็นพื้นที่นำร่อง

    สำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่าทำเลของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งอยู่ห่างจากด่านเซินเจิ้นเบย์ (Shenzhen Bay Port) เพียง 5 นาทีโดยรถยนต์ และห่างจากสนามบินนานาชาติฮ่องกงและท่าเรือ        Kwai Tsing Container Terminals ประมาณ 25 นาที ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์นี้มีเป้าหมายใช้จุดแข็งของฮ่องกงในด้านการขนส่งทางทะเล บก และอากาศ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์อุตสาหกรรมชั้นนำของภูมิภาค และเป็นประตูโลจิสติกส์สู่ Greater Bay Area ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลกลางจีนในการเชื่อมโยงฮ่องกง มาเก๊า และ 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้งให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและธุรกิจแบบบูรณาการ

    image.png

    การพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกงยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับชาติช่วงปี พ.ศ. 2569–2573 โดย Ms. Mable Chan รัฐมนตรีว่าการสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ว่า “เราจะดำเนินการตามคำแนะนำในการจัดทำแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยใช้จุดแข็งของฮ่องกงที่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับโลก เพื่อรักษาสถานะของเราในฐานะศูนย์โลจิสติกส์ระดับนานาชาติของภูมิภาค และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาระดับชาติอย่างมีประสิทธิภาพ” ตามแผนงานของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ พื้นที่ประมาณ 5 เฮกตาร์ (หรือประมาณ 50,000 ตารางเมตร) ใกล้ศูนย์กลางเมืองในเขตพัฒนาใหม่จะถูกจัดสรรสำหรับโลจิสติกส์สินค้ามูลค่าสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องประดับ และเวชภัณฑ์ เป็นต้น พื้นที่สำหรับโลจิสติกส์ E-Commerce ซึ่งมีขนาดประมาณ 10 เฮกตาร์(หรือ 100,000 ตารางเมตร)  จะรองรับการจัดการสินค้าปริมาณมากที่เคลื่อนย้ายเร็วและการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการขนส่งทางอากาศ

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจัดสรรพื้นที่ประมาณ 4.5 เฮกตาร์ใกล้ทางหลวง Hong Kong–Shenzhen Western Highway สำหรับการขนส่งสินค้าและเศรษฐกิจระดับต่ำ รวมถึงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนด้วย   โดรน ส่วนพื้นที่อีกสองโซนจะถูกจัดไว้สำหรับศูนย์ซ่อมบำรุงระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสำหรับการขยายในอนาคต

    โฆษกของสำนักงานขนส่งและโลจิสติกส์ ระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นการดึงดูดบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ โดยเสนอเงื่อนไขการเข้าร่วมที่ปรับตามความต้องการ เช่น การจัดสรรที่ดิน การลดหย่อนค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ หรือเงินอุดหนุน เพื่อรองรับการดำเนินงานเฉพาะทาง โดยบริษัทหลักเหล่านี้จะนำมาซึ่งปริมาณสินค้าและกิจกรรมโลจิสติกส์ สร้างความต้องการด้านโลจิสติกส์ และดึงดูดธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำเข้าสู่กลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ในที่สุด

    image.png

    รัฐบาลฮ่องกงจะนำรูปแบบการพัฒนาที่ยืดหยุ่นมาใช้เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ เช่น การใช้วิธีจัดสรรที่ดินแบบทันสมัย การพัฒนาอาคารโลจิสติกส์แบบชั้นต่ำ การรวมแปลงที่ดินให้เป็นแปลงขนาดใหญ่ และการขยายระยะเวลาการให้เช่าช่วงอาคารและที่ดิน รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ได้แก่ การปรับปรุงวิธีคำนวณพื้นที่ใช้สอยรวม (gross floor area) สำหรับอาคารโลจิสติกส์ที่มีเพดานสูง เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ต้องการพื้นที่ปฏิบัติงานมากขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงจะเปิดให้ภาคอุตสาหกรรมแสดงความสนใจในแต่ละพื้นที่ของกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ เพื่อประเมินความต้องการของตลาดและรวบรวมข้อเสนอแนะก่อนเปิดเผยแผนการพัฒนา โดยกระบวนการสำหรับพื้นที่แรกจะเริ่มภายในปีนี้

    Professor Henry Ko Hok-han จาก City University กล่าวต้อนรับแผนดังกล่าว โดยระบุว่าแผนนี้ตอบโจทย์ช่วยลดอุปสรรคของการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของฮ่องกง ได้แก่ การขาดแคลนที่ดินและการขาดยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์ “แผนนี้มีการจัดสรรพื้นที่

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การที่รัฐบาลฮ่องกงเดินหน้าจัดตั้งกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์สำหรับสินค้ามูลค่าสูง, E-Commerce และเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ภายใต้โครงการพัฒนาเขตหนือ Northern Metropolis ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคและประตูสู่ Greater Bay Area (GBA) ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญดังต่อไปนี้

    1ใช้จุดแข็งของไทยในสินค้าที่มีมูลค่าสูง High-value และสินค้าเฉพาะทางเพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าไทยที่มีศักยภาพ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ  อาหารสุขภาพและเวชสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนวัตกรรมสุขภาพ  เป็นต้นเพื่อสามารถเข้าถึงระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อมต่อจีนแผ่นดินใหญ่ได้สะดวกขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาใช้ฮ่องกงเป็น “ศูนย์กระจายสินค้า (distribution hub)” สำหรับตลาดจีนตอนใต้และเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการการจัดการพิเศษ เช่น ควบคุมอุณหภูมิ ความปลอดภัยสูง หรือการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งออก

    2. โอกาสใหม่ใน E-Commerce ข้ามพรมแดน ซึ่งรองรับสินค้าปริมาณมากและการตรวจสอบก่อนขนส่งทางอากาศ ผู้ประกอบการไทยควร ฮ่องกงเป็นฐาน fulfilment Center คลังสินค้าที่ทำงานแทนร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด สำหรับการขายออนไลน์ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่  เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มจีน เช่น JD, Tmall, Douyin ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งสามารถพิจารณาร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล สินค้าไทยที่เหมาะสม ได้แก่ อาหารพร้อมทาน อาหารสุขภาพ สกินแคร์ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และสินค้าแฟชั่น เป็นต้น

    3. จับตาโอกาสใน “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” และการขนส่งด้วยโดรน ฮ่องกงกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งข้ามพรมแดน ผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยีโดรน ซอฟต์แวร์โลจิสติกส์ หรือระบบติดตามสินค้า สามารถพิจารณา      การร่วมลงทุน การทดลองเทคโนโลยีหรือจับมือกับผู้ให้บริการในฮ่องกงเพื่อเข้าสู่ตลาด GBA ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน smart logistics

    4. โครงการนี้ต้องการผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น คลังสินค้าอัจฉริยะ ระบบจัดการอุณหภูมิ บริการ last-mile delivery หรือการขนส่ง “ช่วงสุดท้าย” ของกระบวนการโลจิสติกส์ หมายถึงขั้นตอนการนำพัสดุจากศูนย์กระจายสินค้า (distribution center หรือ fulfilment center) ไปถึง มือผู้รับปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ลูกค้า ร้านค้า หรือจุดรับสินค้ รวมถึงบริการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC/QA)  บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรหรือผู้ให้บริการร่วมกับบริษัทฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล

    ดังนั้นเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการไทยควรประเมินความเป็นไปได้ในการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในฮ่องกง ร่วมมือกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ฮ่องกงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐบาล พัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของฮ่องกงและจีน บริษัทไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานทดสอบตลาด (testbed) สำหรับสินค้าใหม่ก่อนเข้าสู่จีน อย่างไรก็ตามควรติดตามมาตรการจูงใจด้านที่ดินและค่าเบี้ยกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้มาก โครงการพัฒนา Northern Metropolis และกลุ่มศูนย์โลจิสติกส์ใหม่ของฮ่องกงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสินค้า High-value, E-Commerce และเทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะเพราะจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/imdh4w90es0batbmluyrulel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RUGM-ZAqm0Y_0aU3xU7Fh

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 22/01/69 ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 22/01/69 ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจาก 8 ชาติพันธมิตรยุโรป นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,384.01 จุด เพิ่มขึ้น 306.78 จุด หรือ +0.63%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,913.35 จุด เพิ่มขึ้น 37.73 จุด หรือ +0.55% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,436.02 จุด เพิ่มขึ้น 211.20 จุด หรือ +0.91%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/124650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dUf4OpO6BAf8_xxJpmfjH

  • สหรัฐฯ ถอนตัวจากสมาชิกองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้

    สหรัฐฯ ถอนตัวจากสมาชิกองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้

    สหรัฐฯ ถอนตัวจากสมาชิกองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการวันนี้

    22 มกราคม 2569, 16:36น.

              สหรัฐอเมริกามีกำหนดการถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (22 ม.ค.) ซึ่งถือเป็นผลจากการตัดสินใจตั้งแต่วันแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในปี 2025 โดยการลาออกครั้งนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ ที่ระบุว่ารัฐบาลจะต้องชำระค่าธรรมเนียมสมาชิกที่ค้างอยู่ให้ครบถ้วนก่อนการถอนตัว ซึ่งปัจจุบันมียอดค้างชำระอยู่ที่ประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8,157 ล้านบาท) ซึ่งดับเบิลยูเอชโอ เปิดเผยว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้ชำระค่าธรรมเนียมของปี 2024 และ 2025

              โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุผ่านอีเมลว่า ความล้มเหลวของ WHO ในการกักกันและแบ่งปันข้อมูลโรคระบาดที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ‘ชาวอเมริกันจ่ายเงินให้องค์กรนี้มากเกินพอแล้ว และความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อเมริกาได้รับนั้น มันเกินกว่าหนี้สินทางการเงินใดๆ ที่ติดค้างอยู่กับองค์กรนี้’ พร้อมยืนยันว่าประธานาธิบดีได้ใช้อำนาจสั่งระงับการถ่ายโอนทรัพยากรและงบประมาณทุกรูปแบบไปยัง WHO เรียบร้อยแล้ว

               การขาดหายไปของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุด หรือคิดเป็น 18% ของงบประมาณทั้งหมด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ WHO โดยล่าสุดทางองค์กรได้ประกาศลดจำนวนทีมบริหารลงครึ่งหนึ่ง และมีแผนจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งหมดภายในกลางปีนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณและปรับขนาดองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตทางการเงิน

               นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO แสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะพิจารณากลับเข้ามาร่วมกับWHOใหม่ในอนาคต โดยย้ำว่า ‘การถอนตัวครั้งนี้คือความพ่ายแพ้ของทั้งสหรัฐฯ และโลก’ 

                คณะกรรมการบริหารของ ดับเบิลยูเอชโอเตรียมจะหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การถอนตัวของสหรัฐฯ และแนวทางการรับมือในการประชุมคณะกรรมการบริหารของดับเบิลยูเอชโอในเดือนกุมภาพันธ์นี้

    #สหรัฐถอนตัวWHO

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw064WU1hiEOZaM05UVJL3t6

  • พรรคประชาชนกางแผนดันเศรษฐกิจโต ชี้พร้อมส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุด | เดลินิวส์

    พรรคประชาชนกางแผนดันเศรษฐกิจโต ชี้พร้อมส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุด | เดลินิวส์

    เข้าใกล้โค้งสุดท้ายเข้ามาทุกวันกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งจนถึงทุกวันนี้กระแสของ “พรรคประชาชน” ก็ยังแรงดีไม่มีตก คะแนนโพลจากหลายสำนักก็ยังคงนำโด่งเข้าวินเป็นอันดับหนึ่ง แต่…ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ดังนั้นในเวลาที่เหลืออีกสองสัปดาห์เศษ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงเปิดพื้นที่เพื่อนำเสนอแนวคิด แนวนโยบายของพรรคการเมืองตัวเต็ง เพื่อเป็นข้อมูลให้สาธารณชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกนักการเมืองเข้ามานำพาให้ประเทศเดินหน้า เข้ามาสร้างความสุขให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

    เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ

    “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรค ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะถูกหักหลัง นับตั้งแต่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนคนไทยอย่างท่วมท้น ตั้งแต่ยังเป็นอนาคตใหม่ ทั้งการเมืองระดับชาติ ทั้งเรื่องเอ็มโอเอ และเชื่อว่าในอนาคตก็จะยังคงมีอีกหลายครั้ง เพราะตราบใดที่ยังมีดีลกัน มีการแลกประโยชน์กับความไว้วางใจของประชาชน แต่ขอให้มั่นใจว่าเราครองตนอย่างเหมาะสมกับความไว้วางใจของประชาชน” หนึ่งในคำพูดที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ได้เปิดใจไว้ 

    ไม่เพียงเท่านี้… ประธานคณะก้าวหน้า ยังย้ำไว้อีกว่าเราเติบโตขึ้นอย่างมีวุฒิภาวะ กลมกล่อมมากขึ้น รอบด้านมากขึ้น และไม่ได้ละทิ้งจุดยืนเดิม โดยรอบนี้การทำนโยบายลึกกว่าเดิมมาก การต่อต้านหมดไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของการนำเสนอที่เราอยากสร้างประเทศไทย เพราะเป็นคนละบริบทกัน แต่เรายังต้องการสร้างสรรประชาธิปไตยและนิติรัฐในประเทศไทย โดยพรรคประชาชนมีความพร้อมในการเข้าบริหารประเทศทันที หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะไม่ได้เพิ่งเตรียมพร้อมในช่วงไม่กี่เดือน แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งครั้งก่อนเมื่อปี 2566

    เตรียมพร้อมเป็นรัฐบาล

    ทั้งนี้ยอมรับว่าในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แม้ต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านทั้งที่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง โดยในวันนั้นยอมรับว่าอาจยังไม่พร้อม แต่ตั้งแต่ครั้งนั้นพรรคได้เตรียมการอย่างเป็นระบบทันที เพื่อให้พร้อมเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหน้าที่ของตนเองคือ การส่งมอบรัฐบาลที่ดีที่สุดให้กับประชาชน ซึ่งการบริหารประเทศไม่สามารถอาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่ต้องมีโครงสร้างการทำงานและทีมงานที่พร้อมปฏิบัติจริง และได้มีการเตรียมพร้อมในการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การทำงานเดินหน้าได้อย่างจริงจัง

    พร้อมทั้งมีแผนงานหรือโรดแมปในระดับปฏิบัติการที่ชัดเจน เช่น นโยบายการปฏิรูปพลังงาน ก็ได้จัดทำเอกสารเชิงลึกและโรดแมป ตั้งแต่ขั้นตอนการแยกบัญชีไปจนถึงเป้าหมายสุดท้ายในการพัฒนาตลาดซื้อขายพลังงาน รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเชิงอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ การผลิตชิปที่สามารถทำได้ต่อเนื่อง

    โดยทีมงานของพรรคได้หารือกับทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเอกชนรายใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการปรับตัวและปฏิรูปโครงสร้างเดิมนำไปสู่ทิศทางของการพัฒนาที่ดีขึ้น 

    ศักยภาพจีดีพีแค่3.5%

    ขณะเดียวกันเวลานี้ การจะตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ที่ 5% ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินจริง เพียงแค่ทำให้เติบโตได้ 3.5% ใน 4 ปี ก็ถือว่ายากมากแล้ว ซึ่งการเติบโตต้องมาจากการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ต้องใช้เวลาและจะเห็นผลได้เร็วที่สุดภายใน 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนระยะต่อไปการเติบโตจาก 3.5% นั้นถึงไปจะรักษาการเติบโตไปสู่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอได้ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ และพรรคประชาชนไม่ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดแต่ไม่มีเสถียรภาพ โดยตั้งเป้าว่าหากผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันได้จริง จะเห็นผลเร็วที่สุดในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และเป้าหมายระยะยาว ในระยะ 5-10 ปี คือการรักษาการเติบโตให้อยู่ที่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอ

    สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้สร้างการเติบโตในช่วงที่เป็นรัฐบาลได้เน้นไปอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และการลงทุนเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอี เช่นนโยบายพลังงาน และการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า ที่จะสามารถสร้างวงจรการลงทุนใหม่ให้กับประเทศได้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 4-5 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี และในระยะยาวตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน 

    ปรับงบฯแบบฐานศูนย์

    ด้าน “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน  บอกว่า พรรคประชาชนได้เตรียมความพร้อมในการบริหารประเทศ โดยได้มีการศึกษาวงเงินงบประมาณที่สามารถใช้ได้จริง ซึ่งเป็นส่วนพื้นที่ในงบประมาณจากแผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด พบว่า รัฐบาลใหม่จะมีพื้นที่งบประมาณในส่วนที่เป็นโครงการใหม่ให้ใช้ได้จริงประมาณ 6.8 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยในปีงบประมาณแรกหากพรรคประชาชนเข้ามาเป็นรัฐบาลจะยังคงเดินตามกรอบการจัดสรรงบประมาณแบบเดิม เพื่อให้งบประมาณล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน โดยปีงบประมาณ 2571 จะเริ่มทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับนโยบายสวัสดิการประชาชนและโครงการใหม่ที่มีความจำเป็นกับประเทศไทย

    ส่วนการลดการขาดดุลงบประมาณที่แผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ว่าจะให้ขาดดุลฯเหลือเพียง 2% ต่อจีดีพีนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และอาจทำให้เศรษฐกิจพังเหมือนโมเดลสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ไอเอ็มเอฟ บังคับให้รัดเข็มขัดในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ จึงได้เสนอแผนการขาดดุลที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยปีแรกจะขาดดุลที่ 3.9% และค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 3% ในปีที่ 4 ซึ่งเป็นระดับที่สากลยอมรับและยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อหนีจากภาวะการเติบโตต่ำได้

    ขณะที่เรื่องของการขจัดการทุจริตคอรัปชั่น ก็จะเน้นในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดให้รัฐมนตรีเข้ามามีส่วนรับผิดส่วนรับชอบในโครงการที่จะขับเคลื่อนทุกโครงการ และต้องออกจากตำแหน่งทันทีเมื่อเกิดความผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง

    ชูอุ้มเอสเอ็มอีต้องรอด

    ขณะที่ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน ระบุว่า เวลานี้พรรคประชาชนได้กำหนดนโยบายที่จะทำภายใน 100 วันแรกที่ต้องผ่านความเห็นชอบของครม.ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี วงเงินประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ผ่านมาตรการสินเชื่อ และเพิ่มการค้ำประกันสินเชื่อของรัฐบาลเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องของภาคเอกชน รวมทั้งยังมีนโยบายหวยใบเสร็จ

    โดยเป็นการกระตุ้นให้คนซื้อของจากร้านโชห่วย โดยสะสมยอดครบ 500 บาทได้รับสลาก 1 ใบ ซึ่งนโยบายนี้สามารถเริ่มได้ใน 100 วันแรก เพราะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น แอปฯ เป๋าตัง ขณะที่เอสเอ็มอีจะได้ประโยชน์จาก ภาษี 3 เด้ง ได้แก่ ขยายเพดานจดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 1.8 ล้านบาท เป็น 3.6 ล้านบาท การปรับการหักค่าใช้จ่ายเหมาเป็น 90% และทางเลือกการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเหมาจ่าย 2.1% เพื่อลดภาระให้เอสเอ็มอี รวมถึงการใช้กลไกของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินของซัพพลายเออร์จากรายใหญ่มายังรายย่อยเพื่อให้มีเงินมาทำธุรกิจเร็วขึ้น เป็นต้น

    นี่…เป็นเพียงนโยบายด้านเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชน ได้นำเสนอในกรอบกว้าง ๆ เพื่อคาดหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงถาวรตามศักยภาพที่ควรเป็น แต่!!ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ต้องมารอลุ้นว่าใครกันแน่ ที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5523845/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ho7qWDBC3RxswqbWEl89T

  • เศรษฐกิจไทยไม่โต-สังคมสูงวัย-จำกัดต่างชาติซื้อ เหตุผล ‘อสังหาไทย’ ถดถอย ‘แสนสิริ’ หาทางออก เปิดธุรกิจใหม่ รับสร้างบ้าน

    เศรษฐกิจไทยไม่โต-สังคมสูงวัย-จำกัดต่างชาติซื้อ เหตุผล ‘อสังหาไทย’ ถดถอย ‘แสนสิริ’ หาทางออก เปิดธุรกิจใหม่ รับสร้างบ้าน

    ปี 2026 นี้ ธุรกิจ ‘อสังหาริมทรัพย์’ จะรอดไหม?

    sansiri

    ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยหนึ่งในนั้นคือปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และทำให้ดีมานด์ของบ้านมือ 1 ลดลงราว 25%

    ขณะเดียวกัน อีกความท้าทายคือ ‘การควบคุมสินเชื่อ’ ของสถาบันทางการเงิน ที่มีการคุมเข้มในการปล่อยให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ส่งผลให้ในอีกไม่ช้าอุปทานในตลาดก็จะน้อยลง

    อย่างไรก็ตาม ‘ภูมิภักดิ์’ มองว่า ในความท้าทาย ยังมีด้านบวกอยู่ เพราะแม้ความต้องการของบ้านมือ 1 จะลดลง แต่ในความเป็นจริง กรรมสิทธิ์ในการโอนบ้านยังเท่าเดิม เพียงแค่คนหันไปซื้อบ้านมือ 2 มากขึ้น สะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ผู้บริโภคยังต้องการบ้านอยู่

    ในส่วนของการควบคุมสินเชื่อ ภูมิภักดิ์เชื่อว่า อีกไม่นาน ระดับอุปสงค์ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าหา ‘จุดสมดุล’ ใหม่อีกครั้ง ไม่ต่างจากช่วงโควิด-19 เพียงแค่ต้องใช้เวลา

    โอกาสยังมี เพราะดอกเบี้ยลด-ต่างชาติรักประเทศไทย-รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหา

    sansiri
    ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

    นอกจากนี้ ภูมิภักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังมีปัจจัยบวกหรือโอกาสอีกมากมาย เนื่องจาก

    1. อัตราดอกเบี้ยอยู่ในขาลง ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการน้อยลงด้วย และผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น
    1. ต่างชาติอยากย้ายมาไทยมากขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีชื่อเสียง และหลายๆ ชาติก็ต้องการหนีปัญหาการเมืองหรือเศรษฐกิจจากบ้านตนเอง
    1. ต่างชาติต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย เพราะแม้ว่าในปีที่ผ่านมา ผู้เล่นรายใหญ่ อย่างชาวจีนจะลดน้อยลง แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนเชื้อชาติอื่นๆ เช่น ตะวันตก อินเดีย และเมียนมา เข้ามาซื้ออสังหาฯ บ้านเรามากขึ้น
    1. รัฐบาลไทยยังคงต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาค่าครองชีพต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน ก็ล้วนมีปัญหาที่ต้องจัดการเรื่องเดียวกันคือ ปัญหาปากท้องของประชาชน และการลดภาระของผู้บริโภค

    แสนสิริกำไรทะลุ 3 พันล้าน โตสุดในตลาด แม้ยอดโอนลดลง

    sansiri

    แม้ว่าภูมิภักดิ์จะมองเห็นโอกาสขนาดไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า 2025 เป็นปีที่สาหัสสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการหลายแวดวงจริงๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์

    อย่างยอดโอนของ ‘แสนสิริ’ เองก็น้อยลงจากปี 2024 ถึง 16% เหลือเพียง 36,700 ล้านบาท ขณะที่ยอดพรีเซลล์เพิ่มขึ้นแค่ 2% เท่านั้น เป็น 51,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ แสนสิริก็ยังผ่านมาได้ แถมมีผลประกอบการที่น่าพึงพอใจ โดย ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 สามารถทำกำไรถึง 3,029 ล้านบาท นับเป็นบริษัทที่กำไรสูงสุดในแวดวงอสังหาฯ ขณะที่รายได้อยู่ที่ราวๆ 23,670 ล้านบาท 

    ในภาพรวมแล้ว ในปี 2025 แสนสิริเปิดตัวโครงการใหม่ไปทั้งหมด 24 โครงการ รวมเป็นมูลค่ากว่า 52,000 ล้านบาท โดย

    • เป็นคอนโดมิเนียม 13 โครงการ และโครงการแนวราบ (บ้านเดี่ยว/บ้านแฝด/ทาวน์โฮม) 11 โครงการ
    • เป็นโครงการระดับพรีเมียม 49%, มีเดียม 36%, จับต้องได้ 15%
    • 80% เป็นโครงการในกรุงเทพมหานคร
    • โครงการต่างจังหวัดได้แก่ ภูเก็ต 6 โครงการ, พัทยา 1 โครงการ และหัวหิน 1 โครงการ

    2026 ปรับเป้าให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น พร้อมหาธุรกิจใหม่ช่วยเสริมการเติบโต

    sansiri
    ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

    สำหรับเป้าหมายปี 2026 อุทัยบอกว่า แสนสิริจะเปิดโครงการใหม่ทั้งหมด 33 โครงการ โดยสัดส่วนคอนโดมิเนียมกับแนวราบยังอยู่ที่ราวๆ ครึ่งต่อครึ่งเหมือนเดิม แต่มูลค่าลดลงเหลือเพียงราวๆ 51,000 ล้านบาท 

    สาเหตุที่จำนวนโครงการเยอะขึ้น แต่มูลค่าน้อยลงนั้น อุทัยอธิบายว่า ปีนี้ตั้งใจเจาะตลาด ‘มีเดียม’ มากขึ้นเป็น 41% แล้วลดพรีเมียมลงเหลือเพียง 39% เนื่องจากมองว่า ในปี 2025 แสนสิริทำโครงการระดับบนไปมากพอสมควร และยังมีว่างให้ขายต่ออยู่ ขณะที่ตลาดระดับกลางก็ใหญ่ขึ้นด้วย โดยเฉพาะในตลาดคอนโด

    ขณะเดียวกัน ยอดพรีเซลล์ที่คาดหวังกลับลดลงเหลือเพียง 48,000 ล้านบาท และยอดโอนอยู่ที่ราวๆ 39,000 ล้านบาท  เพราะอุทัยต้องการตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปได้จริงๆ โดยปีนี้ก็มียอดขายค้าง (Backlog) ที่พร้อมรับรู้ทันทีประมาณ 11,000 ล้านบาทแล้ว

    และเพื่อให้แสนสิริสามารถทำตามเป้าหมายที่วาง ภูมิภักดิ์ก็อธิบายกลยุทธ์ประจำปี 2026 ไว้ดังนี้

    1. เจาะตลาดมีเดียมถึงพรีเมียม เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย
    2. ตอกย้ำจุดแข็งด้านความเชื่อมั่น เพราะเป็นองค์กรที่อยู่มานานกว่า 40 ปี และผู้บริโภคก็ให้ความไว้วางใจมาตลอด พร้อมบริการหลังการขายที่ได้รับคำชมอยู่เสมอ
    3. หาธุรกิจใหม่ เสริมธุรกิจหลัก โดยในปี 2025 แสนสิริเปิดธุรกิจใหม่ชื่อว่า ‘ต้นแบบ’ บริการรับสร้างบ้าน ซึ่งมีโอกาสเติบโตขึ้นสองเท่าในปี 2026 ขณะเดียวกัน บริษัทก็ได้จัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่ไม่จำกัดว่าต้องเกี่ยวข้องกับอสังหาฯ เท่านั้นด้วย
    4. หาพันธมิตรร่วมทุนเพิ่ม โดยปัจจุบัน แสนสิริมีพันธมิตรในการทำ Joint Venture ประมาณ 5 ราย ซึ่งล้วนเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน

    “ต้องยอมรับว่าถ้าเศรษฐกิจมหภาค หรือเศรษฐกิจในประเทศเราไม่เติบโต และยังมีข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจนี้ไม่ได้ ธุรกิจนี้ มันก็อาจจะไม่เติบโต หรืออาจจะถดถอยด้วยเรื่อง Aging Society ที่เป็นส่วนประกอบ แต่อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการก็ต้องไปหาทางออก อย่างเช่นธุรกิจเราก็หาธุรกิจใหม่เข้ามา” ภูมิภักดิ์กล่าว

    สุดท้ายนี้ อสังหาริมทรัพย์ในไทยจะกลับสู่ ‘จุดสมดุล’ เมื่อไร? และใครจะเป็นผู้เล่นที่อยู่รอด? คงต้องติดตามกันต่อไป

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/sansiri-2025-success-amid-real-estate-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bIz3XXUNdb23G7pVc_JYA

  • ช็อก! มือปืนปลอมตัวเป็นตำรวจไล่ยิงคู่แค้นกลางสนามบอล | เดลินิวส์

    ช็อก! มือปืนปลอมตัวเป็นตำรวจไล่ยิงคู่แค้นกลางสนามบอล | เดลินิวส์

    วานนี้ (21 ม.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการก่อเหตุไล่ยิงคนอย่างอุกอาจกลางสนามฟุตบอลในเอกวาดอร์ โดยกลุ่มอาชญากรที่ปลอมตัวเป็นตำรวจระหว่างการแข่งขัน ทำให้นักบอลในสนามเสียชีวิต 3 ราย ดังที่ปรากฏในคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในสนามฟุตบอล

    เหตุการณ์บุกยิงอย่างอุกอาจนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่สนามกีฬาภายในโครงการที่พักอาศัยโมโคลี กอล์ฟ คลับ ในเมืองซัมโบรอนดอน จังหวัดกวายัส ประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแก๊งค้ายาเสพติดที่ทำสงครามแย่งชิงเส้นทางการค้าข้ามชาติอย่างรุนแรง

    ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นนักบอลในสนามกำลังอยู่ในเกม เมื่อกลุ่มมือปืนบุกเข้ามาในสนามและเปิดฉากยิงใส่ผู้เล่น 3 คนโดยตรง ส่วนผู้เล่นที่เหลือถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น 

    คลิปวิดีโอสุดสะพรึงแสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุมีการวางแผนโจมตีอย่างเป็นระบบ ก่อนจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันทีหลังจากยิงเป้าหมายจนเสียชีวิตแล้ว

    เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า เหยื่อรายหนึ่งเสียชีวิตอยู่กลางสนาม ส่วนอีกสองรายถูกพบในพื้นที่รอบสนามกีฬา เหยื่อทั้ง 3 ราย ได้รับการระบุชื่อในเวลาต่อมา ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ซาเวียร์ ซาลอน โอลิเวโร อายุ 33 ปี, ริชาร์ด โจซู มินา เวร์การา อายุ 29 ปี และ สตาลิน โรลันโด วาร์กัสอายุ 40 ปี ซึ่งมีชื่อฉายาว่า “มาริโน”

    ตำรวจเชื่อว่า วาร์กัส ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมกลุ่มโลส ลาการ์โตส อาจตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคู่อริในการ “ล้างแค้น” ครั้งนี้ ส่วนเหยื่ออีกสองรายก็มีประวัติอาชญากรรมในหลายข้อหา รวมถึงการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ฆาตกรรม และชิงทรัพย์

    จอห์น เรมเบิร์ก รัฐมนตรีมหาดไทยของเอกวาดอร์กล่าวว่า ผู้ตายมีประวัติอาชญากรรม และระบุว่าการสังหารนี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากรจัดตั้ง โดยเรมเบิร์ก กล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีข้อมูลบ่งชี้ว่า วาร์กัส อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลาออกจากกลุ่มโลส ลาการ์โตส เพื่อไปเข้าร่วมกับแก๊งอาชญากรอีกแก๊งหนึ่งที่ชื่อว่า โลส โลโบส

    นอกจากนี้เขายังยืนยันว่ากองกำลังความมั่นคงได้ปฏิบัติการตรวจค้นในพื้นที่พักอาศัยใกล้เคียงในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า เพื่อหาตัว วาร์กัส 

    ด้านตำรวจกล่าวว่า ยังคงดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์บุกยิงครั้งนี้ และยังไม่มีการจับกุมตัวคนร้าย

    แก๊งลาการ์โตสเกิดจากการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ของมือปืนรับจ้างและแก๊งนักเลงข้างถนนในเรือนจำของเมืองกวายาคิล ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเอกวาดอร์ จนกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรที่อื้อฉาวที่สุดของประเทศ โดยเริ่มแรกก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการขยายตัวของกลุ่มคู่อริอย่างแก๊งโชเนโรส 

    ปัจจุบันแก๊งลาการ์โตสคุมระบบเศรษฐกิจอาชญากรรมในท้องถิ่น และพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ของเส้นทางการค้ายาเสพติดข้ามชาติ

    ที่มา : dailystar.co.uk

    เครดิตภาพ : YouTube / Ecuavisa

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5524864/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pt0yixQoiDPA6hWlKOSLI

  • ‘ศุภจี’ พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    ‘ศุภจี’ พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum: WEF) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาววอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดาปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์

    นางศุภจี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนางเฮเลเนอ เรื่อง FTA ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ในส่วนของไทยเมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของ 2569  ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิสเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มราคม 2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย 
     

    นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา สวิสเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และการค้าระหว่างไทยกับสวิสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกของไทยไปสวิสที่ขยายตัวกว่า 70% มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในสินค้าหลายรายการ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป แผงสวิทซ์และแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    ทั้งนี้ ไทยและสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการหารือฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน

    'ศุภจี' พบกระทรวงเศรษฐกิจสวิส กรุยทางเพิ่มการค้าการลงทุน  
    นางศุภจี ทิ้งทายว่า นางเฮเลเนอแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank IMF ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิสเซอร์แลนด์มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน 

    ในโอกาสนี้ ไทยยังได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิสไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิสใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิสมีความก้าวหน้า เช่นเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาดซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ ปัจจุบันสวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในปี 2025 (ม.ค. – พ.ย.) การค้ารวมไทย – สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ร้อยละ 28.9 เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ เครื่องสำอาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972439&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zRbjmPBkaQXtuabW60EZc

  • CIMB วิเคราะห์ ทรัมป์ เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’

    CIMB วิเคราะห์ ทรัมป์ เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’

    CIMB มองทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ แต่เดินหน้าเปิดสงคราม 3 มิติ ‘การค้า-ค่าเงิน-เงินทุน’ สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก คาด GDP ไทยปีนี้ชะลอตัวเหลือ 1.7% เท่านั้น ท่ามกลางความเสี่ยงขาลงรุมเร้า พร้อมคาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า แม้วันนี้ หลายคนจะกังวลว่า สหรัฐฯ จะเปิดสงครามทางการทหาร (Military War) หลังจากเกิดกรณีจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา ประเด็นอิหร่าน และความต้องการกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพมองว่า ทรัมป์ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์กล่าวบนเวที World Economic Forum ว่าต้องการกรีนแลนด์ แต่จะไม่ใช้กำลังเข้ายึด แต่ทรัมป์กำลังทำสงครามใน 3 มิติ ได้แก่

    • สงครามการค้า (Trade War) ที่คาดว่าไม่น่าจะจบลงได้โดยง่าย โดยดร.อมรเทพกล่าวว่า ไม่ว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการกำแพงภาษี (Reciprocal Tariff) ออกมารูปแบบใด แต่ทรัมป์ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อทำสงครามการค้าต่อไป นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนต่อด้วย
    • สงครามค่าเงิน (Currency War) ที่มาจากความต้องการของทรัมป์ที่ต้องการให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ซึ่งประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงเพราะ ทำให้บาทแข็ง ทำให้ไทยตกเป็นเหยื่อของสงครามค่าเงินอีกครั้ง โดยสิ่งนี้ยังต้องติดตามต่อไป เนื่องจาก การแข็งค่าของเงินบาททำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน ด้านการส่งออก รวมถึงกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรและภาคการผลิตด้วย
    • สงครามเงินทุน (Capital War) โดยจากการดำเนินนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ ทำให้ประเทศอื่นตอบโต้กันด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ผันผวน วิ่งขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว ต่างจากสถานการณ์ปกติที่พันธบัตรสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)

    ดร.อมรเทพยังกล่าวว่า “ถ้าถามว่า ทรัมป์เก่งอะไรที่สุด ไม่ใช่ มิติที่ 4 สงครามทางการทหาร (Military War) ไม่ใช่สงคราม 3 มิตินี้ แต่คือมิติที่ 5 สงครามจิตวิทยา (Psychological War) ซี่งทำให้ตลาดผันผวนอย่างมาก”

    ดร.อมรเทพ ยังคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 จะชะลอตัวเหลือ 1.7% จากประมาณการการเติบโตที่ 2.1% ในปี 2568

    อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ ยังมองบวก เนื่องจากคาดว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากจะมีแรงขับเคลื่อนจากมาตรการภาครัฐ หลังได้รัฐบาลใหม่ ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    “เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งแรกของปีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่ากระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ พอหมดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง ส่วนในครึ่งหลังของปี เชื่อมั่นว่า จะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง เนื่องจากคาดว่า เงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามา ส่วนค่าเงินบาทก็คาดว่า จะกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย เพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลง ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง” ดร.อมรเทพ กล่าว

    ดังนั้น ดร.อมรเทพจึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จบรอบลดดอกเบี้ยแล้ว กล่าวคือ คาดว่า กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 1.25% ไปตลอดทั้งปี เนื่องจาก การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยจะใช้เวลา 6-12 เดือน ดังนั้นถึงกนง.จะลดดอกเบี้ยรอบถัดไปในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็จะไม่ทันช่วยเศรษฐกิจครึ่งแรกของปีแล้ว ดังนั้น กนง.จึงน่าจะเลือกเก็บกระสุน (Policy Space) ไว้แทน ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัว

    ดร.อมรเทพ ยังคาดว่า เงินบาท (USD/THB) จะแข็งค่าในระยะสั้น โดยมีปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่า ได้แก่ การเลือกตั้งทั่วไปที่จะหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุน ราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันปรับลดลง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.อมรเทพ มองว่า ในปีนี้ แรงแข็งค่าจะจำกัดมากกว่าปีก่อน โดย คาดว่า USD/THB จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.0–33.0 บาทต่อดอลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 โดยปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่ ธปท.เข้มงวดมาตรการธุรกรรมทองคำ พร้อมลดเงินทุนเก็งกำไร นอกจากนี้ ไทยยังปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนของการเมืองในประเทศ และความเสี่ยงการปรับลดอันดับเครดิตประเทศที่คอยกดดันค่างเงินบาทอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cimb-trump-global-economy-thai-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jD8mjTkPeKi6sRDhuF2HE

  • เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ

    เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ

    วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.22 น.

    Tag :

    “เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย” นำทีมเศรษฐกิจรับฟัง SME ไทย ลั่น พร้อมยกเครื่องทั้งระบบ หนุนรายเล็ก-ย่อยยืนได้ แก้หนี้-เข้าถึงทุน ลั่น ถึงเวลาคนไทยขยัน-สู้แล้วต้องรวย

    วันที่ 22 มกราคม 2569 ที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 ในฐานะประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย นำทีมเศรษฐกิจของพรรคฯ เข้าพบ ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธัชพล กาญจนกุล ที่ปรึกษาสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายรักติ ญวณกระโทก กรรมการบริหารสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยและคณะ ได้ร่วมรับฟังปัญหาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมรับข้อเสนอแนะจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เอ็มเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายเล็ก

    ดร.ณพพงศ์ สะท้อนปัญหาเบื้องต้นของเอสเอ็มอี ว่า ปัญหาที่สำคัญอยู่ประมาณ 4 เรื่องคือ การแก้หนี้ ลดหนี้ ต้องมีกองทุนเสริมช่วยเอสเอ็มอีในการหมุนระบบธุรกิจ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนระยะได้ต่อ และสิ่งสำคัญเรื่องข้อกฎหมายการออกกฏหมายเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี การรองรับสิทธิด้านภาษีให้กับผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องหารือทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานร่วมมือกันผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้น

    นายเอกสิทธิ์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาพรรคการเมืองรู้ปัญหาของ กลุ่มเอ็มเอสเอ็มอี,เอสเอ็มอี, ไมโครเอสเอ็มเอ แต่ไม่มีการขับเคลื่อนในการเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังและมีแค่นโยบายประชานิยม ไม่ได้แก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม พรรค ปวงชนไทย จึงรวบรวมผู้ที่มีประสบการณ์และรู้จริงด้านการบริหารงานเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้

    “สมัยก่อนคนไทยพูดว่าขยันสู้แล้วรวย แต่ทุกวันนี้ สู้แล้วยังไงก็ไม่รวย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสเงินทุนได้เลยโดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าร้านแผงลอยไม่มีสเตทเม้นท์ ธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ให้ จึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ให้เกิดความสมดุลในการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย รายเล็ก”

    หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุว่า เอสเอ็มเอและกลุ่มผู้ประกอบการถือเป็นกำลังหลักของประเทศ แต่ยังขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและโอกาสในการพัฒนาทักษะความรู้  ที่ผ่านมาหลายปีเอสเอ็มอีได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่บ้างแต่ก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่มาก เพราะต้องมีการแก้กฎหมาย แก้ระเบียบต่างๆเพื่อจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกระดับได้จริง โดยเฉพาะเรื่องเงินกองทุนและการแก้หนี้ ลดหนี้ สิ่งสำคัญคือ การสร้างคน อัพสกิล พัฒนาทักษะด้านดิจิทัลแรงงาน สร้างคนให้เก่งด้านดิจิทัล AI เพื่อแข่งขันและสามารถทำงานในส่วนที่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมต้องการ ในอนาคตเราจะไม่พูดถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำแล้วแต่จะพูดถึงค่าจ้างตามทักษะฝีมือ พรรคปวงชนไทย ออกนโยบายมุ่งเป้าพัฒนาทักษะ ช่วยยกระดับเอสเอ็มอีไทย และระดับรายเล็กๆด้วย ต้องสร้างคนให้เก่งถึงจะไปได้ แข่งขันได้ ถ้าคนไม่เก่งยังไงก็ไปไม่ได้ เพราะพื้นฐานการพัฒนาคือคน พรรค ปวงชนไทย จึงให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาะพชีวิตแรงงาน ลูกจ้าง การแก้หนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ซึ่งพรรคปวงชนไทย มีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้ทันที
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942448&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05N0sDyUv2tjogcUKLKLK-

  • ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ “ความหวัง” ปะทะ “ความจริง” บนสมรภูมิเศรษฐกิจ

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ “ความหวัง” ปะทะ “ความจริง” บนสมรภูมิเศรษฐกิจ

    คำถาม : แดง น้ำเงิน ส้ม ท่านจะเลือกใคร

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่า ประชาชนจะมอบฉันทามติให้กับใครแต่ว่าพรรคเพื่อไทยเรายืนยัน ถ้าบอกย้อนเวลากลับไป ปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสอง และมีคุณธนาธรเป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นพรรคอันดับหนึ่ง เหตุการณ์เดียวกันกับปี 2562 เพื่อไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมันก็มีขั้นตอน มันก็มีวิธีการของมันอยู่ ปี 66 ก็เช่นกัน 

    ทั้งนี้ ขอยืนยันและก็ขอถือโอกาสนี้ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง วาทกรรมตระบัดสัตย์ ที่โยนให้กับพรรคเพื่อไทย ผมมั่นใจว่า หลังการเลือกตั้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตให้คุณพิธาเป็นนายกฯ ถึงสองครั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

    อย่างไรก็ตามในการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันว่าแล้วแต่พี่น้องประชาชนจะให้ฉันทามติว่าจะเลือกใครมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

    ด้านธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องการโหวตพิธาเป็นละคร ทุกคนรู้กันหมดอยู่แล้วว่าละครตอนนั้นจะจบยังไง ดังนั้นพวกเราก็รู้ว่าจะจบยังไง แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุดในการพยายามชักจูง สว. มาให้ได้ ดังนั้นไม่ใช่บุญคุณแน่นอน เอาให้ชัดๆ 

    ประเด็นต่อมาคิดว่าสำหรับพรรคประชาชนตอนนี้เรามองว่าอนาคตประเทศไทยหลังจากที่ หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อนาคตของประเทศไทยเป็นไปได้ 2 แบบ 

    อนาคตแบบแรกก็คือ อนาคตที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และอนาคตแบบที่สองก็คือ อนาคตที่พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

    “มันเป็นไปได้ 2 แบบเท่านั้นเอง พรรคอื่นหรือคนอื่นจะคิดยังไงไม่เป็นไร แต่พรรคประชาชนเราเชื่อแบบนี้ ว่าอนาคตของประเทศไทยมีแค่ 2 ทาง”

    ดังนั้นถ้าพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ทำให้ประชาชนผิดหวังไม่ได้ ประชาชนคาดหวังให้เราบริหารขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคประชาชนไม่มีความจำเป็นต้องปิดประตูตัวเอง โดยไปบอกว่าจะไม่จับกับพรรคไหน เพราะความคาดหวังของประชาชนครั้งนี้คาดหวังกับพวกเรา ดังนั้นเราไม่ปิดประตูตัวเองให้แคบลงในการจัดตั้งรัฐบาล

    “ปิดประตูตัวเองเมื่อไหร่หมายความว่าเราจะถูกบีบให้แคบลงๆ ทางเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลจะน้อยลงๆ ดังนั้นพูดกันให้ชัด เอาให้ชัด รอบนี้ พรรคประชาชนถ้าได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเพียงพอ เราขอใบอนุญาตใบเดียว คือใบอนุญาตจากประชาชน ขอให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเลือกพรรคประชาชนให้มากพอ ที่จะทำให้พวกเราไม่ต้องขอใบอนุญาตใบไหนอีก”

    ด้านนพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า ถึงพรรคไหนเข้ามาเป็นรัฐบาลผมก็รัก เราเคยต่อสู้กันด้วยกันบนถนนในแนวทางประชาธิปไตย ในการต่อสู้กับเผด็จการ กับทหาร เราก็ทำงานมาด้วยกันตลอด

    สำหรับพรรคเพื่อไทยก็เป็นพรรคที่เคยสังกัด มาตั้งแต่เป็นพรรคไทยรักไทย เคยโดนตัดสิทธิ์ โดนยุบพรรค 2 ครั้ง 2 สมัย และก็ไทยรักษาชาติ อีก 1 สมัย ก็มีความรัก มีความผูกพัน และก็ต่อสู้ร่วมกับพรรคเพื่อไทยมา

    คำถาม : การลงโทษเอาผิดกับนักการเมืองที่ไม่โปร่งใส ไม่สุจริตต้องมีการแก้ไขหรือปรับปรุงอะไร เพื่อที่จะให้องค์กรอิสระเหล่านี้ทำงานได้จริง 

    สาทิตย์ ปิตุเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ปัจจุบัน องค์กรอิสระก็มีความอ่อนแอ มันต้องเริ่มที่นักการเมืองก่อน คือมาตรฐานจริยธรรม หรือมาตรฐานในพรรคการเมืองเองก็เป็นหัวใจสำคัญ และถ้าพรรคการเมืองมีมาตรฐาน เวลาเขาไปมีอำนาจ เชื่อมั่นว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอน มันจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส

    แต่ถ้าเราเข้าไปด้วยความระบบอุปถัมภ์ หรือสิ่งที่เราจะบอกว่า ลูบหน้าปะจมูก วันนี้ปัญหาเป็นฉุดรั้งจนทำให้ประเทศถดถอย ถ้าไม่เอาจริงเอาจังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย องค์กรอิสระจำเป็นต้องปรับตัว แต่ถึงกับต้องแก้รัฐธรรมนูญไปดำเนินการหรือไม่ เป็นอีกเรื่องต้องใช้เวลาพูดคุยกัน เพราะมันมีหลายมิติ

    คำถาม : จะสร้างมาตรฐานทางการเมืองในพรรคอย่างไร ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศว่า สถาบันพรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตย 

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาตนเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งตลอด 3-4 ปี มีพรรคการเมืองไหนที่มีอุดมการณ์แก้ไขปัญหาให้บ้าง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องพี่น้อง ปัญหาเศรษฐกิจ พรรคปวงชนไทย มีเป้าหมายเดียว คือมาดูแลเรื่องปากท้อง เรามองว่าถึงเวลาต้องหยุดการแตกแยก แบ่งพรรค แบ่งสี 

    “ผู้ประกอบการในไทย กำลังประสบปัญหาอย่างมาก ผู้ประกอบการทุกคนเบื่อกับปัญหาการเมือง ปัญหาสังคม ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องดูแลตัวเองไม่สามารถลืมตาอ้าปาก รอรัฐบาลมาดูแลไม่มี นโยบายของประเทศไทย สร้างแต่ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ แน่นอนพรรคเราจะไม่ เราอาจไม่มองเป็นสถาบัน เพราะเพิ่งตั้งมาเป็นพรรคใหม่ แต่ว่ามีอุดมการณ์ในการทำการเมืองเพื่อดูแลพี่น้องอย่างยาวนาน”

    ทั้งนี้ เราจะดูแล SME ยังไง โดยเฉพาะ SME ที่ขาดโอกาสที่เข้าไม่ถึงเงินทุน และขาดโอกาสหลายอย่าง ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบ 20 ล้านคน ขาดการดูแล ฉะนั้น พรรคจะขอเน้นโฟกัสไปในการแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องทุกคน และลดปัญหาความขัดแย้ง

    “ประชานิยม เราไม่มี เราเป็นประชาประโยชน์ เรามองการให้อย่างยั่งยืน ประชานิยมพิสูจน์มาหลายสิบปีแล้วว่าไม่เคยทำได้จริงและไม่เคยสำเร็จ และประชาชนทุกวันนี้ยังจนเหมือนเดิม”

    คำถาม : ถ้าพรรคคุณได้เป็นรัฐบาลจะผลักดันนโยบายใดและทำได้จริงให้กับพื้นที่ภาคตะวันออก

    สรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย กล่าวบนเวทีโดยเน้นว่า นโยบายพรรคต้องทำได้จริงโดยได้พิสูจน์มาแล้วว่า อะไรที่สัญญาไว้เราทำได้ สำหรับพัทยาเรื่องเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญ อินจิ้นหลักของการเป็นเมืองท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องผลักดัน ตอนเกิดโควิดมีนโยบายทำวีซ่าฟรีขึ้นมา 

    ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า การทำวีซ่าฟรีได้จำนวนแต่ไม่ได้คุณภาพ วันนี้จะต้องมาปลุกกระแสการท่องเที่ยว ปลุกกระแสเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ที่จะใช้จ่ายได้มากขึ้น รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม เน้นการยืนได้ของประชาชน

    มีนโยบายการแก้หนี้ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ยอดเงิน 5 แสนบาท และหวยเกษียณเพื่อการตั้งตัวที่จะออกทุกอาทิตย์ ถ้าไม่ได้รับรางวัลจะเป็นเงินออมเมื่ออายุ 60 ปีสามารถเบิกจ่ายได้ หากครบ 60 ปีแล้วนับต่อไปอีก 5 ปี รวมถึงการปราบปรามเรื่องของยาเสพติด ประกาศสงครามกับยาเสพติด

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ

    ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า ขอเสนอนโยายเกี่ยวข้องกับภาคตะวันออก 4 ข้อ เริ่มจากปัญหาการจัดการน้ำในภาคตะวันออก ปัญหาที่ดิน ผลไม้และช้างป่า สำหรับปัญหาเรื่องน้ำภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีการแข่งขันแย่งชิงน้ำกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคการพาณิชย์ และภาคเกษตรและภาคครัวเรือนมาตลอด ทางพรรคจะจัดสรรให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่ม ให้มีการพัฒนาระบบน้ำประปาทำให้การจัดสรรทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างเป็นธรรมและสมดุล

    สำหรับปัญหาที่ดิน โดยภาคตะวันออกยังมีปัญหาจำนวนที่ดินที่ที่ดินองรัฐทับกับที่ดินหรือพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ดังนั้น การจัดการที่ดินในพื้นที่ต้องเร่งพิสูจน์สิทธิ์ให้เสร็จเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต แก้ปัญหาช้างป่าภาคตะวันออกโดยจะเร่งให้ติดตั้ง จัดทำคูกันช้างในหลายพื้นและหลายรูปแบบ รวมถึงการติดตามช้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยเฝ้าระวังให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน

    สุดท้ายปัญหาเรื่องของผลไม้ ที่วันนี้ขาดแคลนแรงงานจะขยายบัตรแรงงานที่มีอยู่แล้วไม่ให้เกิดความเดือดร้อนและเร่งจัดหาแรงงานเข้าสู่ภาคเกษตรเพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อไป 

    สะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ภาคตะวันออกเปรียบเสมือนแม่กญแจ โดยกุญแจดอกแรกที่พรรคจะดำเนินการ คือ การปลดล็อกการท่องเที่ยวโดยเน้นย้ำเรื่องการท่องเที่ยวเมืองรอง จำเป็นต้องมีอำเภอรองสำหรับการท่องเที่ยว  

    กุญแจดอกที่ 2 แก้ปัญหากากอุตฯ ด้วยการแมชชิ่งการร่วมทุนระหว่างรัฐ ภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ผลิต 

    กุญแจดอกที่ 3 ปลดล็อกเรื่องสุขภาพ ด้วยการเพิ่มบุคลกรทางการแพทย์ สนับสนุนให้สวัสดิการกับ อสม. เช่น ให้ทุนกับบุตรหลานของ อสม. เป็นต้น

    กุญแจดอกที่ 4 เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยการปราบปรามสแกมเมอร์ในพื้นที่

    กุญแจดอกที่ 5 แก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ

    กุญแจดอกที่ 6 สนับสนุนให้เกษตรกรมีความยั่งยืนด้วยการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออกให้เกิดขึ้น เช่น การติดบาร์โค้ดทุเรียนให้สามารถย้อนดูข้อมูล ทราบแหล่งที่มาเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลไม้ไทยได้ 

    สุดท้ายกุญแจดอกที่ 7 สนับสนุนการศึกษาเพื่อสร้างความยั่งยืนโดยดึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาพัฒนาประเทศในสิบอุตสากรรมเป้าหมาย พร้อมส่งเสริมให้ศึกษาตรงกับกลุ่มอุตฯเป้าหมายดังกล่าว 

    ขณะที่ สาทิตย์ ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเน้นย้ำ โดยเริ่มต้นว่า หากจัดลำดับความสำคัญของประเทศแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขเรื่องของการทำ การเมืองสุจริต ปัญหาทุนเทาที่แทรกซึม ต้องเริ่มแก้ไขเป็นเรืองแรก เป็นร่มใหญ่ที่ต้องแก้ก่อน โดยคัดสรรด้วยกระบวนการมีคุณภาพ เลือกคนดีมีอุดมการณ์ เป็นประตูบานแรก คือ การคัดกรองผู้ที่จะมาเป็น สส. สำหรับภาคตะวันออกมีปัญหาลายอย่าง เขตศก.พิเศษ เป็นการพัฒนาศก.ไปเลี้ยงคนทั้งประเทศ 

    ปัญหาภาคตะวันออกตอนนี้ คือ คนในพื้นที่อีอีซียังได้รับผลประโยชน์เชิงธุรกิจไม่เต็มที่ ทั้งยังต้องแบกรับเรื่องสิ่งแวดล้อม และมลพิษต่าง ๆ นี่คือ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องมาดูแล บีโอไอที่มีการลงทุนเป็นแสนล้าน รัฐไม่มีอำนาจควบคุม สิ่งสำคัญคือ มีกติกาแต่ไม่ถูกบังคับใช้ การเมืองสุจริตเท่านั้นจะแก้เรื่องเหล่านี้ได้ บีโอไอต้องมีเกณฑ์แรงงานจูงใจช่วยคนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เช่น การลดภาษี ถ้าผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นธรรมอุ้มผู้ประกอบรายเล็กเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่มากขึ้น

    ศึกดีเบตเลือกตั้ง 69 ภาคตะวันออก เมื่อ

    นพ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่ได้พบกับผู้ป่วยจากโรคต่าง ๆ เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดซึ่งทำงานในนิคมอุตฯแห่งหนึ่ง อีกรายเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง ต้องเดินทางเข้ากทม.ตลอด เราได้ยินข่าวแก๊สรั่ว ขยะพิษ อันตราย ชลบุรี มีตึกสูง มีฝุ่นพิษมาก มีผู้ปวยติดเตียง

    พรรคจะไปผลักดัน พ.ร.บ.สะอาดฯ กลับมาอีกครั้ง ม. 147 ซึ่งยังค้างอยู่ จะบังคับการใช้กฎหมาย รวมถึงจะวางแผนเรื่องของขยะ น้ำเสีย เพื่อให้ปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะให้เขตพื้นที่มีรพ.ดี ๆ ที่จะไม่ต้องส่งคนไข้ไปรักษาที่กทม. ให้มีศูนย์อาชีวอนามัยดูแลประชาชนจากโรคที่มาจากการประกอบอาชีพ อยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงเข้าไปดูแลกลุ่มเปราะบาง ทำให้คนกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อให้ลูกหลานจะได้มีพลังใจในการทำงาน รวมถึงการผลักดันให้เป็นเขตพิเศษด้วยการกระจายอำนาจให้มีผู้ปกครองเป็นของตัวเอง โดยประชาชนเป็นผู้ชี้ชะตาตัวเอง 

    เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านประสบปัญหาศก.เงินเดือนไม่พอใจ วันนี้มองว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ดีกินดีขึ้น มีสองเรื่องที่มองถึง เรื่องแรก คือ อุตฯมีนักลงทุนมากมายแต่ที่ผ่านมาไม่กล้ามา นโยบายการขออนุญาตต่าง ๆ เรื่องของความโปร่งใสต่าง ๆ ทำให้ไม่กล้ามาลงทุน จะต้องดึงนักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาลงทุนโดยสร้างความเชื่อมั่น เพื่อสร้างงาน สร้างคนโดยเฉพาะเศรษฐกิจคลัสเตอร์ใหม่ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น อีวี หรือธุรกิจสีเขียวเพื่อลดปัญหาภาระประชาชน และให้มีรายได้ที่สูงขึ้นเช่น การส่งออกเพื่อมีรายได้จากภาคตะวันออกและดูแลครอบครัวตัวเองได้ 

    ที่มา : thansettakij 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/861647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jP_I_T-k9W07NVhZpfaS2