Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติมาเลเซียคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-เงินเฟ้อชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติมาเลเซียคงดอกเบี้ยที่ 2.75% ชี้เศรษฐกิจแกร่ง-เงินเฟ้อชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ (22 ม.ค.) หลังเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งแม้เผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษี โดยการเติบโตในปีที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่ทางการคาดไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับไม่สูง

    ธนาคารกลางมาเลเซียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืนไว้ที่ระดับ 2.75% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินครั้งแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 22 คนที่สำรวจโดยบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ โดยธนาคารกลางมาเลเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียงครั้งเดียวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และระบุว่าจุดยืนด้านนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสมและเอื้อต่อการสนับสนุนเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางมาเลเซียระบุในแถลงการณ์ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่มีความต่อเนื่อง เงินเฟ้อที่ชะลอลง การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง รวมถึงนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านลบยังคงมีอยู่ จากความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นภาษีเพิ่มเติม การยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงินโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563265&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wqxY7tulkZboxDQRfboDw

  • ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%


    22/01/2569 | 98 |

    ไทย เดินหน้าดึงลงทุนต่างชาติ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจรับมือเงินบาทแข็ง คาดเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 2%
                         ดาวอส, สวิตเซอร์แลนด์ – วันที่ 21 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับนางฮาสลินดา อามิน ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ระหว่างไปร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก และเปิดมีการพึ่งพาการส่งออกกำลังเฝ้าดูความผันผวนของค่าเงินที่อาจกระทบผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาทมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นปัจจัยระดับโลก ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ที่เกินดุล และกระแสเงินทุนเก็งกำไร โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำ ที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแล
                         นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการพิจารณา มาตรการกำกับดูแลธุรกรรมเงินบาทที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำ เพื่อลดแรงเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการทางภาษีได้ในขณะนี้ โดยจะส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความเป็นอิสระในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยการดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องใช้นโยบายทั้งด้านการเงินและการคลังควบคู่กัน สำหรับระยะยาว รัฐบาลมุ่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อช่วยเพิ่มการนำเข้าและลดแรงกดดันจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 
                        นายเอกนิติ กล่าวว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นถึง 93% ในปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงการ “BOI Fast Pass” ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งรัดการอนุมัติลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมาย อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรอัจฉริยะ และอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย เงินเฟ้อต่ำ และเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
                     “ ในประเด็นหนี้ครัวเรือน กระทรวงการคลัง ได้นำกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้าซื้อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของผู้มีรายได้น้อย และโอนไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ของรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมประชาชนราว 2 ล้านคน สำหรับความเสี่ยงด้านอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน รัฐบาลได้จัดทำกรอบวินัยการคลัง ระยะกลางที่มีความน่าเชื่อถือ โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 2 ปี ผ่านการเพิ่มรายได้และควบคุมรายจ่าย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับ สถาบันจัดอันดับเครดิต ” นายเอกนิติ กล่าว
                       นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวราว 2% อันเนื่องมาจากผลกระทบความตึงเครียดทางการค้าโลก พร้อมย้ำความจำเป็นในการกระตุ้น อุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุน และการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคอาเซียน ในระยะกลาง ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 3% จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยรัฐบาลตั้งเป้ายกระดับการเติบโตให้สูงกว่านั้น ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มผลิตภาพ
                    “ สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ความขัดแย้งได้ยุติลง แล้ว และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาได้โดยไม่จำเป็นต้อง มีการแทรกแซงจากภายนอก ” นายเอกนิติ กล่าว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/468254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ggFHH0gEG_SNux58kBuE

  • WEF เปิดรายงานฮาว์ทูอยู่รอดเศรษฐกิจ   ปรับ‘บทบาท-ขนาดธุรกิจ’สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    WEF เปิดรายงานฮาว์ทูอยู่รอดเศรษฐกิจ ปรับ‘บทบาท-ขนาดธุรกิจ’สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    ปัจจัยเชิงโครงสร้างกำลังกำหนดนิยามใหม่ของแนวโน้มห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งการเติบโตที่ชะลอตัวและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากภาวะเงินเฟ้อ เงินทุนที่ตึงตัวมากขึ้นและช่องว่างที่กว้างขึ้น กำลังบังคับให้บริษัทต่างๆต้องออกแบบเครือข่ายใหม่โดยคำนึงถึงอุปทาน พลังงาน และความต้องการในท้องถิ่นที่จำกัด

    รายงาน “The Global Value Chains Outlook 2026: Orchestrating Corporate and National Agility” โดย สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้ใช้ข้อมูลเชิงลึกจากการหารือกับผู้นำในอุตสาหกรรม รัฐบาล และนักวิชาการกว่า 100 ราย พร้อมด้วยข้อมูลจากการสำรวจผู้บริหารระดับโลกกว่า 300 คน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาต่างๆมานำเสนอแนวทางเพื่อความอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน 

         ” ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกดอลลาร์ที่เราใช้ไปกับความคล่องตัวน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่า 10 เท่าของทุกดอลลาร์ที่ใช้ไปกับการพยากรณ์หรือวางแผนสถานการณ์” มาร์ค เอ็งเกล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายห่วงโซ่อุปทาน บริษัท ยูนิลีเวอร์ (2016-2022) กล่าว

          ดังนั้น รายงานจึงสรุปแนวทางปฎิบัติสำคัญ 3 ข้อ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด โดยย้ำถึงการปรับเปลี่ยนตั้งแต่แนวคิดไปจนถึงขนาดของธุรกิจที่จะต้องสอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานโลกในปัจจุบัน 

        แนวปฎิบัติที่หนึ่ง :  การเป็นแค่บทบาทผู้ประสานงาน(orchestrator)ของระบบนิเวศไม่ใช่ผู้ดำเนินการแบบครบวงจร ดังนั้น ธุรกิจต้องการคิดใหม่โดย ผู้ดำเนินการห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิม คือแบบแนวทางเชิงเส้นตรง “วางแผน-จัดหา-ผลิต-ส่งมอบ” ที่เน้นการทำงานตามหน้าที่ และจัดการในสิ่งที่เป็นเจ้าของ แต่โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกให้ บังคับให้ธุรกิจต้องทำในทางตรงกันข้าม คือทำบทบาทให้เป็นผู้ประสานงานที่กำหนดรูปแบบสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือจำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้เป็นไปตามหลักของเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว จะไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่จะสามารถยืนหยัดได้โดยลำพัง

    “การประสานงานจำเป็นต้องก้าวข้ามขอบเขตของระบบนิเวศโดยรอบมันกว้างขวางกว่านั้นมาก การประสานงานมีความจำเป็นไม่เพียงแต่สำหรับองค์ประกอบที่คุณสามารถควบคุมได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ประกอบที่คุณควบคุมไม่ได้แต่สามารถช่วยกำหนดทิศทางได้ด้วย”แคธี่ เวนเกล รองประธานบริหาร หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านเทคนิคและบริหารความเสี่ยง บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กล่าว

    พันธกิจ คือ การทำตัวให้ธุรกิจคล่องตัว พร้อมที่จะประสานงานกับระบบนิเวศใหม่ทั้งหมด ทั้ง ซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ และผู้ผลิต ผู้ประสานงานจะสร้างความสอดคล้องกันในระบบ  โดยการเปลี่ยนผ่านจากผู้ปฏิบัติงานไปสู่ผู้ประสานงานต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านองค์กรและเทคโนโลยี

    ผ่านการ สร้างระบบประสาทดิจิทัล: ว่าด้วยการบูรณาการข้อมูลแบบเรียลไทม์จากการผลิต โลจิสติกส์ และสัญญาณนโยบาย มาเข้าสู่หอปฏิบัติการแบบรวมศูนย์ จากนั้นให้AI เปลี่ยนข้อมูลสู่คาดการณ์ความปั่นป่วนก่อนที่จะลุกลาม และช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม

           เปิดใช้งานการจัดสรรทรัพยากรแบบไดนามิก ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเงินทุน กำลังการผลิต และบุคลากรเสมือนเป็นสินทรัพย์ที่เคลื่อนย้ายได้ โยกย้ายสิ่งเหล่านี้อย่างคล่องตัวไปทั่วภูมิภาคตามสถานการณ์ปัจจุบัน

       แนวปฎิบัติที่สอง : มุ่งสร้างขนาดที่กระจายตัว ไม่ใช่ขนาดที่กระจุกตัว  ดังนั้นธุรกิจต้องทบทวนแนวคิดใหม่จากเดิมสร้างโรงงานขนาดใหญ่ที่มีความเข้มข้น ที่หลายเป็นจุดอ่อนสำคัญในยุคแห่งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ และลัทธิกีดกันทางการค้า ไปสู่แนวทางการสร้างความเข้มข้นด้วยการกระจายอำนาจ การกระจายขนาด หมายถึงการสร้างเครือข่ายศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมที่สอดคล้องกันในระดับโลก แต่มีความเป็นอิสระในระดับภูมิภาคและคล่องตัวซึ่งเชื่อมต่อกันทางดิจิทัล มีความยืดหยุ่นในระดับท้องถิ่น และสอดคล้องกับนโยบายที่เป็นปัจจุบัน

          วิธีการบรรลุการกระจายขนาด คือการแบ่งการผลิตออกเป็นโมดูลเพื่อให้กำลังการผลิตสามารถเปลี่ยนแปลง ได้อย่างราบรื่นข้ามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ไม่ใช่แค่การประหยัดจากขนาดที่ใหญ่โตแบบเดิมแต่การใช้การผสมผสานระหว่างทรัพยากรภายในและพันธมิตรภายนอก จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป 

          “ลงทุนในโรงงานขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นที่ใช้ระบบอัตโนมัติและประหยัดพลังงานจะช่วยลดระยะทางในการจัดส่งและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาดท้องถิ่นหรือการหยุดชะงัก การนำโซลูชันตามความต้องการมาใช้ เช่น การพิมพ์ 3 มิติ”

        ทั้งนี้รายงานยังแนะนำว่า การกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์และกระบวนการให้เป็น“บล็อก” หรือโมดูลที่เป็นมาตรฐานและทำซ้ำได้เพื่อให้สามารถสร้างไซต์ใหม่ได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่เดือนไม่ใช่หลายปี สิ่งนี้ช่วยให้กำลังการผลิตสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อภาวะช็อกด้านอุปทาน ความต้องการที่เปลี่ยนแปลง หรือการหยุดชะงักในระดับภูมิภาค

        แนวปฎิบัติ ที่ 3  การออกแบบเพื่อรองรับการเติบโต ไม่ใช่เพื่อสร้างระบบสำรองเพื่อลดความเสี่ยง(To design for optionality for growth, not redundancy for risk mitigation)  ก่อนอื่นต้องปรับแนวคิดว่าความยืดหยุ่นแบบที่คุ้นเคย เช่น ประกันภัย คือแนวทางรับความเสี่ยงทั้งหมด ซึ่งเป็นการจ่ายสำหรับสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ดังนั้นบริษัทที่จะเติบโตท่ามกลางความผันผวนเชิงโครงสร้าง จะต้องมองหาทางเลือกเป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่ความซ้ำซ้อนที่จะเป็นต้นทุน

    แนวทางดำเนินการก็คือ สร้างความยืดหยุ่นทางการเงินและการดำเนินงานที่ช่วยให้สามารถจัดสรรทรัพยากรใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

    เมื่อเกิดการหยุดชะงัก ความยืดหยุ่นที่แท้จริงที่วัดได้ไม่ใช่จากความมั่นคงขององค์กร แต่ต้องวัดได้จากความเร็วในการฟื้นตัวและปรับตัว       สำหรับแนวทางนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องรายได้และลดความเสี่ยงต่อต้นทุนที่เกิดจากการหยุดชะงัก หรือปัญหาที่ไม่ได้คาดคิดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดการเติบโตโดยการคว้าโอกาสใหม่ๆ ได้อีกด้วย

    วิธีการสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์: วัดผลตอบแทนจากความยืดหยุ่น (ROR) โดยใช้มุมมอง “มูลค่าความเสี่ยง” ในการเตรียมพร้อม ที่แสดงให้เห็นว่าทุกดอลลาร์ที่ลงทุนในกำลังการผลิตทางเลือกจะช่วยป้องกันการสูญเสียได้หลายดอลลาร์ 

    ตัวชี้วัด ROR ช่วยให้การลงทุนด้านความยืดหยุ่นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการวัดต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้และการสูญเสียจากการดำเนินงานในช่วงที่เกิดการหยุดชะงักในอดีต และโดยการจำลองผลกระทบทางการเงินของเหตุการณ์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งมีคู่มือการปฏิบัติงานพัฒนาแผนปฏิบัติการที่ขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์และตัวกระตุ้นเพื่อกำหนดว่าเมื่อใดควรเปลี่ยนซัพพลายเออร์ เปลี่ยนเส้นทางสินค้าคงคลัง หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ กรอบการทำงานที่วางแผนไว้ล่วงหน้าจะให้ความชัดเจนที่จำเป็นในการตอบสนองอย่างเด็ดขาด รักษาการผลิต และให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกได้ แม้จะมีการหยุดชะงักใดๆก็ตาม ซึ่งจะช่วยปกป้องกระแสรายได้ที่มีอยู่ และรักษาชื่อเสียงของบริษัทไว้ได้ 

         นอกจากนี้ ยังต้องรู้จักใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง การเก็งกำไรด้านอุปทานในวัตถุดิบและวัสดุ หรือตลาดใหม่  การวิเคราะห์สัญญาณภายใน เช่น ระดับสินค้าคงคลังและข้อมูลการโต้ตอบกับซัพพลายเออร์ ควบคู่ไปกับสัญญาณภายนอก เช่น การไหลเวียนของการค้าและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 

    ปัจจัยท้าทายต่างๆกำลังเปลี่ยนโลกดังนั้นธุรกิจต้องเปลี่ยนทั้งการค้นพบโอกาสในการเติบโตได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตัดสินใจได้เร็วขึ้น และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในทุกสภาวะความยืดหยุ่นที่ไม่ใช่การเพิ่มต้นทุน แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต เมื่อออกแบบอย่างถูกต้องก็จะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นผลการดำเนินงานทางการเงินที่งดงามได้

    WEF เปิดรายงานฮาว์ทูอยู่รอดเศรษฐกิจ   ปรับ‘บทบาท-ขนาดธุรกิจ’สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1217749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2URIl1V3opXxOlcMDX12PD

  • เศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนพ.ย. พลิกหดตัว 0.3% ติดลบครั้งแรกในปี 68 : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนพ.ย. พลิกหดตัว 0.3% ติดลบครั้งแรกในปี 68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอาร์เจนตินาเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในเดือนพ.ย. 2568 หดตัวลง 0.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงรายเดือนครั้งแรกของปี 2568

    รายงานระบุว่า ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในเดือนดังกล่าวออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 1.7% และชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับ 3.2% ที่บันทึกไว้ในเดือนต.ค.

    ดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายเดือน (EMAE) บ่งชี้ว่า มี 5 ภาคส่วนที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบเป็นรายปี นำโดยภาคการประมงที่ร่วงลง 25% ภาคการผลิตลดลง 8.2% ภาคการค้าส่งและค้าปลีกร่วงลง 6.4% และภาคการก่อสร้างลดลง 2.3%

    อย่างไรก็ดี บริษัท Orlando Ferreres and Associates ซึ่งเดิมคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัว 1.6% ในเดือนพ.ย. ให้ความเห็นว่า แม้ข้อมูลจะออกมาน่าผิดหวังแต่แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 ยังคงเป็นไปในทิศทางบวก

    ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2566 ฆาบิเอร์ มิเลย์ ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมการส่งออกและตัดลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐอย่างเข้มงวด ซึ่งมาตรการดังกล่าวช่วยให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลงจากระดับเกือบ 290%

    ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดนี้ถูกเปิดเผยออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ปธน.มิเลย์กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส โดยเขาได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสังคมนิยมและสนับสนุนการลดกฎระเบียบในตลาด

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจอาร์เจนตินาก่อนหน้านี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2568 ขยายตัว 3.3% ขณะที่เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.5%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l0zWamlos7PZA4TQKljBi

  • Google Cloud เปิดตัว Cloud Regino ในประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน

    Google Cloud เปิดตัว Cloud Regino ในประเทศไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน

    Google Cloud ประกาศเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญภายใต้แผนการลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยสู่ระดับโลก การมาถึงของ Cloud Region ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็ว แต่คือการปูพรมแดงให้ไทยก้าวสู่ยุค AI Economy อย่างเต็มตัว

    โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เร็ว แรง และปลอดภัยตามกฎหมายไทย

    จุดเด่นที่สุดของการมี Cloud Region ในประเทศ คือการนำบริการที่มีประสิทธิภาพสูงมาอยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด โดย Cloud Region กรุงเทพฯ มาพร้อมกับสเปกจัดเต็มเพื่อรองรับธุรกิจ Enterprise โดยมีการเปิดตัวพร้อมกันถึง 3 โซน เพื่อรับประกันความเสถียร และรองรับระบบงานที่สำคัญต่อพันธกิจขององค์กร 

    ตอบโจทย์ข้อกำหนดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในพรมแดนไทย พร้อมระบบเข้ารหัสหลายชั้น 

    และเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลกกว่า 200 ประเทศ รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ที่เชื่อมไทย-ออสเตรเลีย ช่วยให้รับส่งข้อมูลด้วยค่าความหน่วง ระดับมิลลิวินาที 

    s__279887898_0

    ปลดล็อกศักยภาพ AI ด้วย “Vertex AI” และ “Gemini” ใกล้บ้าน

    การเปิดตัวครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่ระบบนิเวศ AI ของ Google แบบไร้รอยต่อ องค์กรไทยสามารถใช้นวัตกรรมระดับโลกได้ทันทีผ่านเกตเวย์ในประเทศไม่ว่าจะเป็น

    • Vertex AI & Gemini: เข้าถึงแพลตฟอร์มพัฒนา AI ชั้นนำ และโมเดลอัจฉริยะอย่าง Gemini 3 เพื่อสร้างโซลูชัน Agentic AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • Gemini Enterprise: นำ AI Agent มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานในองค์กร ผ่านอินเทอร์เฟซแชทที่ใช้งานง่าย 
    • Data Security: จัดการข้อมูลกรรมสิทธิ์ผ่าน BigQuery ภายในประเทศได้อย่างปลอดภัย มั่นใจเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบ 

    เปิดตัวโครงการ “PanyaThAI” และ “ChaiyoGCP” เสริมแกร่งธุรกิจและคน

    นอกจากการลงทุนด้าน Hardware แล้ว Google ยังลุยหนักด้าน Ecosystem ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง

    1. โครงการ PanyaThAI (ปัญญาไท)

    โครงการที่มุ่งเน้นการนำ AI ไปใช้ในระดับองค์กร โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 15 ราย อาทิ KBTG, SCB, True Digital Group, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และ PTT เป็นต้น เพื่อนำพิมพ์เขียวการเปลี่ยนผ่านธุรกิจมาสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่วัดผลได้จริง 

    2. โครงการ ChaiyoGCP และ Google Skills

    เน้นการสร้างคน โดยในปีที่ผ่านมานักพัฒนาไทยได้เข้าร่วมทำ Labs ผ่านโครงการ ChaiyoGCP ไปแล้วกว่า 110,000 ครั้ง ซึ่งกว่า 70% เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ AI ล่าสุด Google ยังเปิดตัวแพลตฟอร์ม Google Skills แหล่งรวมคอร์สฟรีและ Labs กว่า 3,000 รายการ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ใบรับรอง Gen AI Leader

    s__279887900_0

    การมาของ Google Cloud Region ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับไทยถึง 1.4 ล้านล้านบาท ภายใน 5 ปี และก่อให้เกิดการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปี ช่วยลดปัญหาแอปพลิเคชันล่มในองค์กรได้กว่า 50%  นับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1621082/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CvpmxpVbiMiej3pKuPrJS

  • ‘จีน’ ปรับยุทธศาสตร์ใหญ่  เบนเข็มหนุน ‘ภาคบริการ’ กู้เศรษฐกิจ

    ‘จีน’ ปรับยุทธศาสตร์ใหญ่ เบนเข็มหนุน ‘ภาคบริการ’ กู้เศรษฐกิจ

    ‘จีน’ ปรับยุทธศาสตร์ใหญ่ เบนเข็มหนุน ‘ภาคบริการ’ หลังการอุดหนุนจากการซื้อสินค้าไม่เห็นผล หวังเป็นเครื่องยนต์ใหม่กู้เศรษฐกิจโต

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า “จีน” เตรียมเปลี่ยนทิศทางการอุดหนุนจากการซื้อสินค้าไปสู่ “ภาคบริการ” เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยว และสันทนาการ เพื่อชดเชยอุปสงค์สินค้าในประเทศที่ซบเซา 

    จีนเดินหน้า ‘ลงทุนในประชาชน’ 

    รัฐบาลจีน มองว่าภาคบริการที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับสมดุลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่และการส่งออกแบบดั้งเดิมที่เริ่มถึงจุดอิ่มตัว

    อุปสรรคสำคัญคือปัญหา “อุปทานขาดแคลนเรื้อรัง” ในภาคบริการ ซึ่งตรงข้ามกับภาคการผลิตที่มีสินค้าล้นตลาด เนื่องจากนโยบายของจีนเน้นส่งเสริมโรงงานมานานหลายปี 

    ธนาคารกลางของจีนเองก็ได้ออกมาเตือนว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของภาคส่วนนี้ยังคงอยู่ที่อุปทานที่ไม่เพียงพอ แม้ว่าปีที่ป่านมาจะมีการเปิดตัวโครงการปล่อยกู้มูลค่า 5 แสนล้านหยวนเพื่อสนับสนุนการบริโภคด้านการดูแลและบริการผู้สูงอายุ 

    ดังนั้น เหล่าบรรดาที่ปรึกษานโยบายและนักวิเคราะห์มองว่า การจะทำให้แผนนี้สำเร็จได้ รัฐบาลต้องปฏิรูปเชิงลึกเพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

    ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน ‘การบริโภค’

    แหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อระบุว่า “ผู้กำหนดนโยบายกำลังให้ความสำคัญกับการบริโภคภาคบริการมากขึ้น เนื่องจากมีศักยภาพสูง แต่การขยายภาคส่วนนี้จะเป็นกระบวนการทีละขั้นตอน เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

    ผู้นำจีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการบริโภคภาคครัวเรือนให้ถึง 45% ของ GDP ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 40% โดยมีแผน “ลงทุนในประชาชน” ผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และประกันสังคม เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ครอบครัวชาวจีน ซึ่งปัจจุบันมี GDP ต่อหัวเข้าใกล้ 14,000 ดอลลาร์ และเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นการหาความสุขจากการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพแทน

    ข้อมูลทางเศรษฐกิจยืนยันการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจน โดยในปี 2568 ยอดขายภาคบริการเติบโตถึง 5.5% สูงกว่าการเติบโตของสินค้าที่อยู่ที่ 3.7% ขณะที่ยอดขายปลีกสินค้าในเดือนธันวาคมขยายตัวเพียง 0.9% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบหลายปี 

    นอกจากนี้ สัดส่วนการใช้จ่ายภาคบริการต่อหัวยังเพิ่มขึ้นเป็น 46.1% ของการใช้จ่ายทั้งหมดในปี 2568 เทียบกับ 40.3% ในปี 2557

     ลินน์ ซง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคจีนของ ING กล่าวว่า “การกระตุ้นอัตราการบริโภคภาคครัวเรือนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง แต่ขึ้นอยู่กับระดับความมุ่งมั่นของนโยบาย”

    อย่างไรก็ตาม ING ระบุว่าระดับการบริโภคภาคครัวเรือนของจีนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 20% ของ GDP

    ในด้านมาตรการสนับสนุน รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายการอุดหนุนให้ครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น การออกบัตรกำนัลดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน การลดดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการบ้านพักคนชรา และอาจรวมถึงการขยายวันหยุดที่ได้รับค่าจ้างเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว  

    อย่างไรก็ดี  S&P Global Ratings ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นยังคงพึงพอใจกับการสนับสนุนภาคการผลิตที่จัดเก็บภาษีได้ง่ายกว่า

    ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ “เงินลงทุนที่ยังขาดหาย” โดย บริษัทหลักทรัพย์ Shenwan Hongyuan ประเมินว่าจีนยังขาดแคลนการลงทุนในภาคบริการสูงถึง 3.3 ล้านล้านหยวน 

    ปัจจุบันจีนมีเตียงรองรับผู้สูงอายุเพียง 30 เตียงต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานประเทศพัฒนาแล้วมาก ส่งผลให้สถานดูแลระดับไฮเอนด์มีราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับผู้เกษียณอายุส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินบำนาญน้อย และยังคงรอคอยสวัสดิการรัฐที่ราคาเข้าถึงได้มากกว่านี้

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1217559&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FcMJ2qLrRIy1yURXGMh-m

  • ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ อยากเห็น บาทอ่อน ตามพื้นฐานเศรษฐกิจ เปิดเหตุผล ‘บาทแข็ง’

    ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ อยากเห็น บาทอ่อน ตามพื้นฐานเศรษฐกิจ เปิดเหตุผล ‘บาทแข็ง’

    วิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าวว่า อยากให้ค่าเงินบาทอ่อนในระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมอธิบายว่า ทำไมเงินบาทจึงแข็งค่าหนักสุดในรอบเกือบ 5 ปี และตอบข้อเสนอที่ให้ธปท.เปลี่ยนไปใช้ ‘เป้าอัตราแลกเปลี่ยน’ แทน ‘เป้าเงินเฟ้อ’ ว่า “ต้องคิดให้รอบคอบ”

    วันนี้ (21ธันวาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) เป็นหลัก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จากปัจจัยต่างๆ เช่น ธีม Dollarization แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ข้อพิพาทเกี่ยวกับกรีนแลนด์ เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เงินบาทที่แข็งค่าก็ยังมีสาเหตุมาจากโฟลว์ขายเงินดอลลาร์และซื้อเงินบาทจากร้านทองคำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 35% ของธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสุทธิ

    “โฟลว์ทองคำ ทำให้บาทแข็งเกินจริง หรือเป็นตัว Amplifier โดยเฉพาะวันที่ทองคำราคาขึ้น” วิทัยกล่าว

    ดังนั้น วิทัยจึงกล่าวว่า การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจึงเป็นเรื่องสำคัญ “แต่การปิดช่องโหว่ในโฟลว์ทองคำจะทำให้บาทหายแข็งเลยหรือไม่ ก็ต้องดูปัจจัยอื่นด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐาน”

    นอกจากนี้ วิทัยกล่าวต่อว่า อีกปัจจัยที่ทำให้บาทแข็งในช่วงที่ผ่านมา มาจากเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของต่างชาติ (Non Resident) ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเงินที่ไหลเข้านี้ ธปท. ก็ไม่สามารถทำอะไร เนื่องจากไทยเป็นตลาดเสรี และก็ไม่สามารถออกมาตรการเก็บภาษีสกัดเงินไหลเข้าประเทศได้ เนื่องจากไทยเคยมีบทเรียนจากมาตรการกันสำรองเงินลงทุนต่างประเทศที่ส่งผลทำให้ตลาดหุ้น Crash มาแล้ว

    การเปิดเผยในวันนี้ (21 มกราคม) เกิดขึ้นขณะที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปี (4 ปี 10 เดือน) ก่อนจะทยอยอ่อนค่าเล็กน้อยปิดที่ราว 31.09 บาทต่อดอลลาร์ (แข็งค่าขึ้นราว 8.43% YoY จากปีก่อน )

    แบงก์ชาติเร่งออกมาตรการสกัดบาทแข็งต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เพื่อพยายามสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ธปท.ภายใต้การนำของวิทัยได้ออกมาตรการมากมาย เช่น การยกระดับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมเงินตราต่างประเทศขาเข้า โดยเรียกตรวจเอกสารทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป การขยายวงเงินเว้นนำรายได้เข้าประเทศ เป็น 10 ล้านดอลลาร์ (จากเดิม 1 ล้านดอลลาร์) และการเพิ่มความเข้มงวดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกตรวจเอกสารธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ

    รวมถึงอยู่ระหว่างการออกประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินเพื่อเรียกข้อมูลการซื้อขายทองคำ และพิจารณากำหนดเพดานการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สกุลบาท เพื่อลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาท

    วิทัยย้ำ ‘แบงก์ชาติ’ ไม่สามารถคุมค่าเงินได้

    วิทัยยังกล่าวต่อว่า อยากเพิ่มความเข้าใจว่า แบงก์ชาติไม่สามารถคุมค่าเงินได้ เนื่องจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็น ‘ตลาดเสรี’ ซึ่งแบงก์ชาติเป็นองค์กรที่ไม่ได้อยู่ในตลาด กล่าวคือ โดยปกติแล้วการแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาทต้องไปแลกกับแบงก์พาณิชย์

    โดยแบงก์ชาติจะเข้าตลาดก็ต่อเมื่อต้องการแทรกแซง (Intervene) แต่ในยามปกติแบงก์ชาติจะไม่อยู่ในตลาดเลย ดังนั้น แบงก์ชาติเหมือนเป็นเพียง Bookkeeper เท่านั้น

    วิทัยยังอธิบายต่อว่า ตลาดแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์และบาท สามารถแบ่งได้เป็น 2 ตลาด คือตลาดต่างประเทศ (Offshore) กับ ตลาดในประเทศ (Onshore) โดยปัจจุบัน ตลาดที่ใหญ่กว่าคือ Offshore คิดเป็น 60% ของธุรกรรม ส่วน Onshore คิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของธุรกรรม ดังนั้น แบงก์ชาติจะเห็นข้อมูลตลาดแค่ 40% เท่านั้น เนื่องจากอีก 60% ไม่ได้รายงานต่อแบงก์ชาติ

    เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินไปสู่ Exchange Rate Targeting ‘เป็นเรื่องใหญ่’

    วิทัยยังตอบกรณีที่มีผู้เสนอให้ธปท. เปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) ไปสู่กรอบเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) โดยระบุว่า “ผมคิดว่า เราควรต้องมีการคิดให้รอบคอบมากๆ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ และต้องค่อยๆ คิดวิเคราะห์ไป เนื่องจากทั้ง 2 เป้าหมาย ก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป”

    “ต้องมีการประเมินว่า Inflation Targeting ปัจจุบัน มันด้อยมากจนต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่หรือไม่ ขณะที่ Exchange Rate Targeting ก็มีข้อด้อยอื่นแน่นอน ดังนั้น ต้องคิดต่อว่า ข้อด้อยนี้ส่งผลกระทบมากกว่า Inflation Target หรือไม่” วิทัยกล่าว

    ทั้งนี้ เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) เป็นเป้าหมายในการส่งผ่านนโยบายการเงิน ผ่านการกำหนดเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนมีด้วยกัน 2 แบบ คือ (1.) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Fixed Exchange Rate) เช่น ฮ่องกง และประเทศในกลุ่มผู้ค้าน้ำมัน และ (2.) อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวแต่ใช้นโยบายการเงินดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (Managed Float Exchange Rate) เช่น สิงคโปร์ เป็นต้น

    ผู้ว่าฯ ธปท.ยังอธิบายต่อว่า ไทยต่างจากฮ่องกงและสิงคโปร​์ ซึ่งเป็นประเทศที่ค้าขาย (Trading Countries) มากๆ นอกจากนี้ ยังต้องดูเรื่องความสามารถและทรัพยากรที่ไทยมีด้วย

    ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เสนอให้ธปท. หันมาใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยนแทนอัตราเงินเฟ้อเพื่อ แก้ปัญหาบาทแข็ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-governor-wants-weak-baht/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tg0UwZ0Qp5_vSHNxfmePN

  • เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ”

    เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ”

    พรรคการเมือง ยอดใช้โซเชียลมีเดียพุ่ง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด ชูเรื่องเศรษฐกิจ เจาะกลุ่ม Gen Z

    “เรียลวอทช์ แล๊ป” สำรวจ การใช้ แพลตฟอร์ม Social Media ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า มีการใช้ “ X ” สูงสุด ในการหาเสียงเลือกตั้ง คิดเป็นสัดส่วน 37% ของการใช้สื่อออนไลน์ทั้งหมด โดยนโยบายหลักที่นำมาใช้หาเสียงผ่านสังคมออนไลน์สูงสุด เป็นเรื่อง นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50%

    เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab) ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology  เปิดเผยถึงผลสำรวจการใช้แพลตฟอร์มในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมือง ในการเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียง เลือกตั้ง ระหว่าง วันที่ 1-9 มกราคม 2569 พบว่า พรรคการเมือง นิยมเผยแพร่นโยบาย และ หาเสียงผ่านทาง “X” สูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 37%  

    อันดับ 2 เป็นการใช้ website ทั้งของพรรคและผ่านสื่อมวลชน ในการแถลงนโยบายและหาเสียง คิดเป็นสัดส่วน 30% ถัดมา อันดับ 3 เป็นการใช้ Facebook คิดเป็นสัดส่วน 22% ในขณะที่ YouTube มาเป็นอันดับ 4 คิดเป็นสัดส่วน 5% อันดับ 5 คือ Instagram และ TikTok คิดเป็นสัดส่วนเท่ากันคือ อย่างละ 3% ของการเผยแพร่นโยบายและหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 60 พรรคการเมือง

    เปิดข้อมูลพรรคการเมือง เสนอนโยบายเศรษฐกิจ สู่คนรุ่นใหม่ผ่าน “ X ” ผลิตโดย NoteBookLM 

    จากผลการสำรวจพบว่า การใช้ “X” มากสุด จะเน้นที่การสื่อสารแบบ เรียลไทม์ และสร้างเป็นไวรัล ด้วยข้อความสั้นๆ ขณะที่ YouTube ถูกใช้ในกรณี ที่เป็นการปราศรัย ยาว ๆ ในส่วนของ Instagram จะนำเสนอในรูปแบบของกราฟฟิค เป็นหลัก 

    “เศรษฐกิจ” เป็นประเด็นหลัก ในการหาเสียง ส่วนประเด็นที่นำมาใช้ ในการหาเสียงผ่านสังคมออนไลน์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายด้านเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน 50% ของนโยบายที่หาเสียง ผ่าน Social Media ทั้งหมด โดยประเด็นด้านเศรษฐกิจที่มีการพูดถึง มีทั้ง นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง นโยบายช่วยภาคเกษตรกรรม การพักหนี้ การแก้หนี้ครัวเรือน ไปจนถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น 

    ประเด็นถัดมาเป็น นโยบายด้านสังคม คิดเป็นสัดส่วน 20% ได้แก่ประเด็นเรื่อง สวัสดิการผู้สูงอายุ ลดความเหลื่อมล้ำ คิดเป็นสัดส่วน 20% ในขณะที่อันดับ 3 มี 3 ประเด็นที่มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% ได้แก่  นโยบายด้านสุขภาพ ทั้ง ด้านสาธารณสุข และ การให้บริการทางการแพทย์, นโยบายด้านความมั่นคง ทั้งการปฏิรูปกองทัพ นโยบายด้านชายแดน, และ นโยบายด้านการเมือง เช่น การปราบคอร์รัปชัน การต่อต้านทุจริต โดยทั้งด้านสาธารณสุข ความมั่นคง และ ด้านการเมือง มีสัดส่วนเท่ากันคือ 10% 

    การนำนโยบายเศรษฐกิจ มาเป็นแกนหลักในการหาเสียง สะท้อนถึง ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่เผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และ การที่ประเทศไทยเผชิญกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% ภาคประชาชนมีปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ความสามารถในการสร้างรายได้ต่ำ ทำให้นโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นหลัก เพื่อตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็น คนในวัยทำงานอายุ 18-34 ปี

    โดยสะท้อนจากแพลตฟอร์ม ที่พรรคการเมืองเลือกใช้เป็นหลัก 3 อันดับแรก อย่าง แพลตฟอร์ม “X” “Website” และ “Facebook”

    จากรายงานของ Hootsuite Thailand 2025 แพลตฟอร์มการจัดการโซเชียลมีเดียชั้นนำระดับโลก สัญชาติแคนาดา ชี้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน โดย  X เป็นแพลตฟอร์มที่มีความแข็งแกร่งในกลุ่ม  คนรุ่นใหม่ (Gen Z, Millennial) โดยเฉพาะช่วง 18-34 ปี (กลุ่มกำลังซื้อสูง และต้องการความบันเทิง/ข่าวสาร) และ Gen X (45-60 ปี) ที่เป็นกำลังซื้อหลักและมีอำนาจตัดสินใจ โดย X เน้นการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและหลากหลายแพลตฟอร์ม 

    ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักของ Facebook ยังคงเป็นวัยทำงานตอนต้นถึงกลาง (อายุ 25-34 ปี) มีการเข้าถึงโฆษณาสูงสุด เช่นเดียวกับ YouTube และ TikTok ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มอายุ 25-34 ปี Instagram มีผู้ใช้หลัก 18-34 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_RG1hDPYEwRr1cGwTIo7z

  • ขยายอายุทำงาน 60-65 ปี สร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ขยายอายุทำงาน 60-65 ปี สร้างเศรษฐกิจสูงวัย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SOfeyk7pV86I_Amyhn01D

  • ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยในวันที่กำลังซื้อหดตัว หนี้ครัวเรือนพุ่ง และความไม่แน่นอนจากโลกภายนอกรุมเร้า กำลังบังคับให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ จากโมเดลขายเร็ว-รับเงินครั้งเดียว สู่การสร้างกระแสเงินสดระยะยาวเพื่อความอยู่รอด

    “บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  จำกัด (มหาชน) หรือ LH” คือหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่เลือกเปลี่ยนเกมอย่างชัดเจน เมื่อไม่ยึดติดกับการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงอย่างเดียว

    แต่หันมาโฟกัสรายได้จากการดำเนินงานและการลงทุนในสินทรัพย์ให้เช่า ใช้กองรีทเป็นเครื่องมือรีไซเคิลเงินสด คุมความเสี่ยง รักษาสภาพคล่อง และเดินเกมอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางตลาดที่เปราะบางไม่ต่างจากผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

    จากจุดนี้คือมุมมองและกลยุทธ์ของผู้บริหาร LH ต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทิศทางการเติบโตในปี 2569 ที่ไม่ใช่เรื่องของการโตเร็ว แต่คือการอยู่รอดและแข็งแรงในระยะยาว

    นพร สุนทรจิตต์เจริญ

    “นพร สุนทรจิตต์เจริญ” ประธานกรรมการบริหาร LH เผยว่า บริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Pure trading property) มาสู่การให้ความสำคัญกับรายได้จากการดำเนินงาน (Operating Income) และการลงทุน 

    โดยมีกลยุทธ์หลักคือ การนำสินทรัพย์เข้ากองรีท (REIT) มีการนำโรงแรมและโรงงานเข้ากองทุนเพื่อดึงเงินสดออกมา (Recycle capital) สำหรับนำไปใช้ในโครงการใหม่ๆ, การบริหารจัดการรายได้ แม้จะขายสินทรัพย์เข้ากองทุน

    แต่บริษัทยังคงใช้วิธีการเช่ากลับมาบริหารเอง ทำให้รายได้รวมไม่ลดลง แม้ว่ากำไรสุทธิอาจจะลดลงบ้างเนื่องจากต้องแบ่งสัดส่วนกำไรให้กองทุน

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35-40% ของรายได้รวม ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอเปิดโครงการขายและหันไปเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง

    เปรียบเทียบสภาวะเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางเหมือน “โรคเบาหวาน” ที่มีโรคแทรกซ้อนรุมเร้า โดยมีปัจจัยลบที่สำคัญคือ “หนี้ครัวเรือนที่สูง” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและทำให้ความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดลง,

    การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะยาวต่อธุรกิจที่อยู่อาศัย, ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกและตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดแย่ลง

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ภายใต้ความไม่แน่นอนที่สูง บริษัทเน้นการดำเนินธุรกิจแบบระมัดระวังและยืดหยุ่น โดยติดตามข้อมูลและปัจจัยความเสี่ยงแบบเฝ้าระวัง(Monitoring)เพื่อปรับสมมติฐานในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง, ให้ความสำคัญกับการจัดการกระแสเงินสด(Cash Flow)และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน มากกว่าการเร่งขยายตัวเลขเพียงอย่างเดียว

    การพัฒนาโครงการใหม่ๆจะเน้นความแตกต่างที่ตอบโจทย์เฉพาะในแต่ละโลเคชั่น และกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา.

    เน้นลดสต๊อคสินค้าคงเหลือ-บริหารหนี้

    “อาชวิณ อัศวโภคิน” กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ LH กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ธีมการลงทุนปี 2569 ยังเหมือนเดิม คือ เน้นลดระดับสินค้าคงเหลือราว  17,000 ล้านบาทและระดับหนี้สินต่อทุน บริษัทคาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า 

    2. เปิดตัวโครงการใหม่ระดับกลาง-บน 2 โครงการ และ 3. เดินหน้าขยายและพัฒนาธุรกิจให้เช่าอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 วางแผนเปิด 2 โครงการใหม่ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท 

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวนโครงการที่ดำเนินการในปีนี้ทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท

    โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4/69

    อาชวิณ อัศวโภคิน

    นอกจากนี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และ งบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท

    บริษัทวางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมคือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point

    ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง

    “กรณีทรัมป์กับยุโรป ต้องยอมรับว่าทรัมป์ก็เป็นแบบนี้ เราอาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงแต่เป็นทางอ้อมๆ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือเอเชีย และอาจจะมีบ้างเป็นยุโรป”

    ปัจจัยเสี่ยงเพียบ

    “โชคชัย วลิตวรางค์กูร” กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ LH เผยตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท

    สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯและการดำเนินงานปี 2568 ในช่วง 11 เดือนแรก 2568 ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงจำนวนที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งตลาดลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภทบ้านทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ

    ด้านอุปทาน ข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) แสดงจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ปี 2568 ลดลงประมาณ 33% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในตลาดบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม 

    หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก

    ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียม จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน โดยเห็นการชะลอการเปิดโครงการในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตามคาดว่าจำนวนความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน

    โชคชัย วลิตวรางค์กูร

    ผลการดำเนินงานปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทโดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท

    เมื่อจำแนกตามพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑลยังคงเป็นพื้นที่หลักในการก่อให้เกิดยอดขาย โดยสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ประมาณ 86% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งเกือบ 60%ของยอดขายรวมมาจากบ้านระดับราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป 

    ปี 2568 บริษัทมีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน 

    ในระหว่างปี บริษัทไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้บริษัทยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน

    คอนเฟิร์มการเงินแกร่ง

    “วิทย์ ตันติวรวงศ์” กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน LH เผยฐานะการเงินของบริษัทฯและการดำเนินงานด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าปี 2568 บริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่

    ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน 

    ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%

    วิทย์ ตันติวรวงศ์

    สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัททั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง รวมถึงอะพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง

    ปีที่ผ่านมาคาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป

    ในเดือนพฤศจิกายน 2567 บริษัทได้ขายศูนย์การค้า Terminal 21 พัทยา ให้กับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ (LHSC) ทำให้ในปี 2568 ไม่มีรายได้จากศูนย์การค้าดังกล่าว และเดือนพฤษภาคม 2568 บริษัทได้ขายอะพาร์ตเมนต์ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ Parc at Pruneyard และ Revere ทำให้รายได้จากตึกดังกล่าวหายไปในช่วงครึ่งปีหลัง

    อย่างไรก็ตามการเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569

    โดยรวมแล้วปี 2568 บริษัทมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown มูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท.

    ต้องรอด! LH ทิ้งเกมขายเร็ว ลุยค่าเช่า-คุมหนี้-ลดสต๊อก สู้พิษเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/736808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1izIXy1ZBQ8YRlJVi4S1wL