Category: เศรษฐกิจ

  • พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย สู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมสากล ถอดรหัสโครงการ CIOX 2026: ปั้นผู้นำนวัตกรรมระดับสูง  | เดลินิวส์

    พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย สู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมสากล ถอดรหัสโครงการ CIOX 2026: ปั้นผู้นำนวัตกรรมระดับสูง  | เดลินิวส์

    ในยุคที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม “มหาวิทยาลัย” ไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาหรือผลิตงานวิจัยขึ้นหิ้งอีกต่อไป แต่คือ “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

    สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สป.อว.) จึงจับมือกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล และ University of Strathclyde สหราชอาณาจักร จุดพลุทางปัญญาผ่านโครงการ Chief Innovation Officer Exchange Programme (CIOX) 2026 เพื่อติดปีกและยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล 

    •ทลายกำแพง“งานวิจัยขึ้นหิ้ง”

    โครงการ CIOX 2026 ถูกออกแบบขึ้นจากความท้าทายสำคัญของระบบอุดมศึกษาไทย ที่มีบุคลากรศักยภาพสูงและงานวิจัยจำนวนมาก แต่ยังขาดกลไกที่เข้มแข็งในการแปรเปลี่ยน “ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้คือการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาไทยในฐานะ “ผู้บริหารนวัตกรรมระดับสูง” (Chief Innovation Officer) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ 

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เปิดเผยว่า เส้นทางของผู้นำนวัตกรรมระดับสูงเริ่มต้นขึ้นจากการบ่มเพาะอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 4 วันภายในประเทศไทย 

    จากนั้นได้คัดเลือกผู้แทนระดับหัวกะทิ 23 คน จาก 21 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเพื่อร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการแบบเข้มข้นและประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์ ณ University of Strathclyde เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ระหว่างวันที่ 18 – 22 พ.ค.2569 

    •ปั้น “Bridge Builders” ของประเทศ

    “นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน ผลลัพธ์ในตอนนี้คือการสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (Change Agents) หรือ “Bridge Builders” ที่จะทำหน้าที่ทลายกรอบความคิดเดิมๆ จากการมุ่งเน้นเพียงการตีพิมพ์ผลงานวิจัยไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริงผ่านโมเดลการร่วมทุนและการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทยให้เทียบชั้นสากล” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    •เจาะลึกโมเดลความร่วมมือมหาวิทยาลัย–อุตสาหกรรม

    หลังจากการปูพื้นฐานทางกลยุทธ์ผ่านการสร้างผู้นำนวัตกรรมแล้ว จากนั้นคือการลงลึกใน “ภาคปฏิบัติ” และการศึกษาดูงานในพื้นที่จริง เพื่อเห็นกระบวนการเปลี่ยนไอเดียจากห้องแล็บให้กลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าล้านปอนด์ 

    วันที่ 19 พ.ค. ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนและกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมเข้าเยี่ยมชม Strathclyde Inspire ซึ่งเป็นศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจเริ่มต้น (Startup) ของมหาวิทยาลัย ที่นี่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศที่พร้อมอุ้มชูและผลักดันสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่างเป็นระบบ 

    วันที่ 20 พ.ค.ไปศึกษาดูงาน ณ National Manufacturing Institute Scotland (NMIS) หรือสถาบันการผลิตแห่งชาติสกอตแลนด์ และ Advanced Net Zero Innovation Centre (ANZIC) เพื่อเรียนรู้รูปแบบการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมร่วมกับภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดเพื่อเป้าหมาย Net Zero 

    โอกาสนี้ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์พร้อมคณะ ได้เข้าร่วมกิจกรรม Networking Reception ณ The Barony Hall พร้อมกล่าวสุนทรพจน์หนุนความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

    •ยกระดับ TLO/TTO ด้วยดัชนีชี้วัดระดับสากล

    การศึกษาดูงานในครั้งนี้ทำให้ผู้บริหารนวัตกรรมของไทยได้เห็นตัวอย่างของกลไกการคัดกรองและประเมินความพร้อมของงานวิจัยใน 3 มิติหลัก ได้แก่: 1.TRL (Technology Readiness Level): ความพร้อมด้านเทคโนโลยี 2.IRL (Industry Readiness Level): ความพร้อมในเชิงอุตสาหกรรม และ 3.MRL (Market Readiness Level): ความพร้อมด้านการตลาด 

    ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือสถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถนำโมเดลเหล่านี้กลับมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับสำนักงานจัดการทรัพย์สินทางปัญญา(TLO) และสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยี(TTO) ในประเทศ เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานจากการตั้งรับเป็นการรุกคืบหาโจทย์จากตลาดจริง,ส่งเสริมการขายสิทธิ,การรับจ้างวิจัยเชิงพาณิชย์รวมถึงการจัดตั้งบริษัทแยกตัว (Academic Spin-offs) ที่มีประสิทธิภาพ 

    •ต่อยอดกลยุทธ์ CIOX คู่ขนานยอดโมเดลโลก NSF I-Corps

    โครงการ CIOX 2026 ได้นำผู้นำนวัตกรรมระดับสูงเข้าสู่ช่วงเวลาของการสังเคราะห์องค์ความรู้และการสร้างสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับเมืองควบคู่กับการมองไปข้างหน้าเพื่อผสานพลังร่วมกับเครื่องมือระดับโลกอย่าง NSF I-Corps 

    วันที่ 21 พ.ค.ผู้เข้าร่วมโครงการได้เปิดโลกทัศน์ ณ Glasgow City Innovation District (GCID) เพื่อดูต้นแบบระบบนิเวศนวัตกรรมระดับเมืองที่หลอมรวมมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมศึกษาบทบาทของ Glasgow Chamber of Commerce (หอการค้ากลาสโกว์) ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคธุรกิจเข้ากับภาคการศึกษาและวันที่ 22 พ.ค.ได้มีการจัดกิจกรรม Strategic Review and Project Planning Workshop เพื่อให้ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยไทยได้ร่วมกันวิเคราะห์และนำเสนอแผนงานนวัตกรรมของตนเองต่อผู้เชี่ยวชาญจาก University of Strathclyde เพื่อเตรียมนำไปปรับใช้จริงในประเทศไทย พร้อมพิธีมอบประกาศนียบัตร

    •เมื่อ CIOX ผสานพลังคู่ขนานกับ NSF I-Corps

    หัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบนิเวศนวัตกรรมไทยในครั้งนี้ ไม่ได้จบลงเพียงแค่โครงการ CIOX เท่านั้น แต่ข้อมูลเชิงลึกระบุถึง “จุดเชื่อมต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ระหว่างโครงการ CIOX และ โปรแกรม NSF I-Corps (Innovation Corps) ซึ่งเป็นโมเดลระดับโลกจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NSF) 

    การหลอมรวมแนวคิดจากทั้ง CIOX และ I-Corps จะช่วยขับเคลื่อนระบบ ววน. ของไทยบนฐานคิด “Speed & Trust” (ยืดหยุ่น รวดเร็ว และไว้วางใจ ลดขั้นตอนสัญญาที่เหนี่ยวรั้ง)  ผลลัพธ์สุดท้ายที่ประเทศจะได้รับคือ การทลายคอขวดที่เรียกว่า “หุบเขาแห่งความตายของนวัตกรรม” (The Death Valley of Innovation) มหาวิทยาลัยไทยจะสามารถพลิกโฉมสู่การเป็นฟันเฟืองหลักที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจขั้นสูง ขยายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจฐานราก และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ประเทศแห่งเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6044445/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZZUtWr_mtQRu_dr1re_av

  • ครม.เห็นชอบ ถอด ‘นกปรอดหัวโขน’ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งเสริมเพาะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    ครม.เห็นชอบ ถอด ‘นกปรอดหัวโขน’ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งเสริมเพาะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    ครม.เห็นชอบ ถอด ‘นกปรอดหัวโขน’ ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งเสริมเพาะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

    วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

    ครม. อนุมัติหลักการถอด “นกปรอดหัวโขน–นกกรงหัวจุก” ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ พร้อมติดตามประชากรในธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

    วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกการกำหนดให้ นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อสนับสนุนการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และส่งเสริมการพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้แก่ประชาชน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันนกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุก จัดอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ จำพวกนก ลำดับที่ 576 ส่งผลให้ผู้ครอบครอง ผู้เพาะพันธุ์ และผู้ค้าต้องขออนุญาตตามกฎหมาย รวมถึงต้องมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ในวงกว้าง

    การปรับสถานภาพครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขนได้สะดวกขึ้น ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรนกจากการเพาะเลี้ยง ทดแทนการจับหรือล่าจากธรรมชาติ และต่อยอดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ผู้เพาะเลี้ยง รวมทั้งสนับสนุนการสืบสานวิถีชุมชนและวัฒนธรรมการเลี้ยงนกเพื่อประกวดแข่งขันเสียงร้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้

    ทั้งนี้ คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าได้มีมติเห็นชอบให้ถอดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง พร้อมกำหนดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ติดตามสถานภาพและจำนวนประชากรนกในธรรมชาติอย่างใกล้ชิด หากพบว่าประชากรลดลงหรือมีความเสี่ยงต่อการกระจายพันธุ์และการสูญพันธุ์ จะต้องนำเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาเพื่อกำหนดให้นกปรอดหัวโขนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎกระทรวงผ่านระบบกลางทางกฎหมายและเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระหว่างวันที่ 11–25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นชอบกับแนวทางดังกล่าว ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ และเห็นว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง

    “การปรับสถานภาพนกปรอดหัวโขนครั้งนี้ เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รัฐบาลจะสนับสนุนการเพาะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการติดตามประชากรนกในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และป้องกันไม่ให้มีการจับหรือล่าจากธรรมชาติเพิ่มขึ้น” นางสาวลลิดา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘One Map’พิสูจน์สิทธิ ‘กมธ.ที่ดินฯ’หนุนถอนแนวเขตทับลานฯ 2.65 แสนไร่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/978603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v6Tyd25qeDh2fiSuUsELV

  • รีบเติมด่วนคืนนี้! ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 85 สตางค์/ลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้

    รีบเติมด่วนคืนนี้! ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 85 สตางค์/ลิตร มีผลตี 5 พรุ่งนี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zeoHl69i6wHGz2s6qmrBF

  • “สุขสมรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

    “สุขสมรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

    รมต.สุขสมรวย เผย สิ้นสุดการรอคอย ในรอบ 3 ปี “อนุฯ SML พลัส”  ไฟเขียวนำร่อง 349 โครงการกองทุนหมู่บ้าน วงเงินกว่า 99.5 ล้าน ดันเศรษฐกิจฐานราก เสริมความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

    วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง หรือ “อนุฯ SML พลัส” ครั้งที่ 4/2569 วานนี้ (20 ก.ค.) โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการ SML พลัส ครั้งที่ 1 ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ 

    ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นำผลการพิจารณาดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

    สำหรับโครงการที่ผ่านการพิจารณาในรอบแรก เป็นโครงการที่ยื่นคำขอไว้และตกค้างมาเป็นเวลานานกว่า 3 ปี โดยมีจำนวน 349 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกว่า 99,500,000 บาท ถือเป็นก้าวแรกของการเดินหน้าโครงการ SML พลัส หลังการรอคอยที่ยาวนานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจะเร่งรัดเสนอคำขอรับการสนับสนุนโครงการที่เหลือเข้าสู่การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกรอบการพิจารณาคำขอในช่วง เดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 เพิ่มเติมให้ได้ในวงเงินหลักพันล้านบาทขึ้นไป

    โดยการพิจารณาอนุมัติวงเงินดังกล่าว คาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2947716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TkUPaK6vKtCIsqgcCUcPv

  • ผ่ากลยุทธ์ชาตินิยมผ่านแก้วชานม เมื่อไต้หวันผนึกภาครัฐ-แฟรนไชส์สู้ศึกเปิดเสรีนมสดด้วยฉลากอัจฉริยะ

    ผ่ากลยุทธ์ชาตินิยมผ่านแก้วชานม เมื่อไต้หวันผนึกภาครัฐ-แฟรนไชส์สู้ศึกเปิดเสรีนมสดด้วยฉลากอัจฉริยะ

    สมรภูมิการค้าเสรีได้ส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่มาถึงตู้เย็นของคนไต้หวัน เมื่อความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันและนิวซีแลนด์ (Agreement between New Zealand and the Separate Customs Territory of Taiwan, Penghu, Kinmen and Matsu on Economic Cooperation: ANZTEC) เปิดประตูให้นมสด (HS 0401) จากนิวซีแลนด์ทะลักเข้าสู่ตลาดไต้หวันได้ด้วยอัตราภาษีศุลกากร 0% ตั้งแต่ปี 2568 คำถามสำคัญที่นักวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องของไต้หวันต่างจับตามองคือ ไต้หวันจะปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมท้องถิ่นอย่างไร เพื่อไม่ให้พ่ายแพ้ต่อสงครามราคาของนมสดนำเข้าซึ่งคำตอบจากทางการไต้หวันและภาคเอกชน ไม่ใช่การตั้งกำแพงกีดกัน แต่คือกลยุทธ์ยึดหัวหาดห่วงโซ่อุปทาน” ผ่านกระบวนการสร้าง Brand Loyalty ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

    ในงานแสดงสินค้าแฟรนไชส์เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สมาคมส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์และเชนสโตร์ไต้หวัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรของไต้หวัน เปิดตัวโครงการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น กลยุทธ์นี้ คือ การใช้ “ร้านค้าเครือข่าย” เป็นเครื่องมือล็อคสเปกวัตถุดิบอย่างชาญฉลาด 
    โดยขอความร่วมมือจากแบรนด์แฟรนไชส์ในไต้หวันกว่า 500 แบรนด์ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ที่มีร้านค้า ในสังกัดรวมกว่า 200,000 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน ให้ตกลงร่วมกันใช้ “นมสดที่ผลิตในไต้หวัน” ในเมนูเครื่องดื่มปั่น ขนมหวาน ไปจนถึงซุปหม้อไฟ นอกจากนี้ ยังมีการปลุกปั้นแบรนด์แคมเปญนมสดไต้หวัน: ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว” (臺灣鮮乳唯一選擇ตอกย้ำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รู้สึกว่า การเลือกใช้นมไต้หวันไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือสัญลักษณ์ของคุณภาพและการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมเศรษฐกิจของไต้หวัน นอกจากนี้ เมื่อนมต่างประเทศได้เปรียบเรื่องต้นทุน ไต้หวันจึงขยับไปสู้ในด้านความน่าเชื่อถือ” 
    ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันได้ออกระเบียบเพื่อจัดการด้านการตลาด โดยกำหนดว่า
    ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้คำว่านมสด” (鮮乳ได้นั้น จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น CAS (Certified Agricultural Standards), ระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือได้รับฉลากนมสด” (鮮乳標章จากกระทรวงเกษตรไต้หวันเท่านั้น ส่วนสำหรับกลุ่มสินค้านมที่นำเข้าตั้งแต่วันที่ ก.ค. 2569 เป็นต้นไปเช่นกัน ห้ามพิมพ์คำว่า 鮮乳 (นมสด) บนบรรจุภัณฑ์โดยเด็ดขาด ต่อให้รีดเสร็จแล้วขึ้นเครื่องบินส่งมาไต้หวันภายใน 12 ชั่วโมงก็ตาม โดยกฎหมายบังคับให้ต้องใช้คำว่า 牛乳 (นมโคหรือ 羊乳 (นมแพะ) แทน ผลลัพธ์เชิงจิตวิทยาคือ ทันทีที่ผู้บริโภคหยิบขวดนม พวกเขาจะรู้ทันทีว่านมขวดนี้มาจากฟาร์มไหน ผลิตเดือนอะไร และเป็นขวดที่เท่าไรของประเทศ” สร้างมูลค่าเพิ่มด้านความปลอดภัย (Food Safety) ที่นมนำเข้าไม่สามารถตอบสนองได้ในระดับเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในปี 2568 เป็นปีแรกที่ไต้หวันลดภาษีศุลกากรสำหรับนมจากนิวซีแลนด์เป็น 0% ทำให้มูลค่านำเข้าสินค้านมสูงขึ้นจากปีก่อนหน้า 12.89% แต่หากเทียบกับปี 2556 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มบังคับใช้ข้อตกลง ANZTEC จะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 374

          แม้ในระยะสั้น ตัวเลขปริมาณการบริโภคนมภายในไต้หวันอาจจะยังไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่นี่คือ การวางรากฐานเชิงพฤติกรรม ลองจินตนาการถึงตลาดชานมไข่มุกในไต้หวันที่มีมูลค่ามหาศาล หากร้านชานม 200,000 แห่งพร้อมใจกันแปะป้ายโลโก้ร้านนี้ใช้นมสดไต้หวัน 100%” มันจะกลายเป็น Social Proof ทันทีว่า ถ้าคุณซื้อชานมที่ใช้นมนำเข้า แปลว่าคุณกำลังได้สินค้าเกรดรอง นอกจากนี้ การบีบให้คำว่า “นมสด” (鮮乳เป็นคำสงวนที่ต้องมีฉลากรับรองเท่านั้น จะเป็นการ “เตะตัดขา” นมผงละลายน้ำ หรือนมแปรรูปนำเข้า ไม่ให้สามารถมาทำตลาดเนียนๆ เป็นนมสดบนชั้นวางสินค้าได้อีกต่อไป

    ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.

    บทเรียนจากไต้หวันชี้ให้เห็นว่า การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศในยุคการค้าเสรี ไม่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการกีดกันทางการค้าเสมอไป แต่สามารถสร้างความได้เปรียบผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เจ้าของฟาร์มโคนมไปยังแฟรนไชน์เครือร้านอาหารและเครื่องดื่มในไต้หวัน การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ และการสร้างแบรนด์ที่เชื่อมโยงคุณภาพกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แนวทางดังกล่าวของรัฐบาลไต้หวันอาจนำไปเป็นกรณีศึกษา (case study) ให้กับรัฐบาลไทยเพื่อหาแนวทางรับมือกับนมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่ไทยได้ผูกพันยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับนมที่นำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็น 0% ตั้งแต่ปี 2568 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรี ไทย – ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement: TAFTA) และความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership Agreement: TNZCEP) 

    หมายเหตุความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันและนิวซีแลนด์ (Agreement between New Zealand and the Separate Customs Territory of Taiwan, Penghu, Kinmen and Matsu on Economic Cooperation: ANZTEC) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 โดยสินค้านม (HS 0401) จะมีการลดภาษีศุลกากรเป็น 0% ในปีที่ 12 นับจากปีที่ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ (เป็น 0ในปี 2568)

    ที่มา: กระทรวงเกษตรไต้หวันสมาคมส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์และเชนสโตร์ไต้หวัน, Global Trade Atlas และกรมเจรจาการค้าระหว่างประทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/h20xzj1makwfg5bbdd3xbniw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b-VmWy-cU9E-5AyJfUCL8

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 22 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iSjViFGVq-DJu4e8WZDMr

  • “รองผู้ว่าฯ นราธิวาส”  กำชับเข้มด่านความปลอดภัย เขตเศรษฐกิจตัวเมือง ก่อนติดตามเหตุคาร์บอมบ์ สภ.ตันหยง

    “รองผู้ว่าฯ นราธิวาส” กำชับเข้มด่านความปลอดภัย เขตเศรษฐกิจตัวเมือง ก่อนติดตามเหตุคาร์บอมบ์ สภ.ตันหยง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/162247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XkwAiySr3NIHx572OoIax

  • ตลท. เร่งยกระดับซัพพลายเชนไทย รับเกมแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ตลท. เร่งยกระดับซัพพลายเชนไทย รับเกมแข่งขันเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค.69) นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเผชิญความผันผวนจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ยังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดทุนอาเซียนที่มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอยู่ในระดับโดดเด่น

    อย่างไรก็ตาม ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “ซัพพลายเชน” (Supply Chain) ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบซื้อขายหลักทรัพย์และอนุพันธ์

    นายอัสสเดช กล่าวว่า จากประสบการณ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับงบประมาณและระดับราคาในอดีต สะท้อนว่าความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานสามารถส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน แม้แต่ธุรกิจตลาดทุน

    “ในอดีตเรามองซัพพลายเชนว่า ใครซื้อได้ถูกที่สุด ส่งได้เร็วที่สุด หรือมีคุณภาพดีที่สุดก็ได้เปรียบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว ความสามารถในการรับมือความผันผวนและการปรับตัวได้รวดเร็ว คือความได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริง” นายอัสสเดช กล่าว

    นายอัสสเดช กล่าวว่า บริษัทที่สามารถสร้างซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่น (Resilient Supply Chain) จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทจดทะเบียน ซึ่งถือเป็น “พี่ใหญ่” ของภาคธุรกิจ เข้ามามีบทบาทในการยกระดับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ให้มีความพร้อมและแข็งแกร่งไปพร้อมกัน

    นอกจากนี้ การแข่งขันทางธุรกิจในอนาคตจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) และข้อมูลด้านคาร์บอน ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการค้าโลก

    นายอัสสเดช กล่าวว่า หากบริษัทจดทะเบียนไม่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าและผู้ประกอบการในซัพพลายเชน อาจส่งผลต่อความสามารถในการจัดทำรายงานข้อมูล ความน่าเชื่อถือ และขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อสนับสนุนบริษัทจดทะเบียน ทั้งด้านการรวบรวมข้อมูลคาร์บอน การเชื่อมโยงข้อมูล การพัฒนานวัตกรรม และการยกระดับมาตรฐานข้อมูลให้สามารถเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/848295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u7lHieHcOSzgVqyL_SgiR

  • ธนาคารไทยเครดิตรักษาโมเมนตัมการเติบโต รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิ 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 18% จากปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตอย่างมีวินัยท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    ธนาคารไทยเครดิตรักษาโมเมนตัมการเติบโต รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิ 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 18% จากปีก่อน ตอกย้ำการเติบโตอย่างมีวินัยท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    กรุงเทพฯ, 21 กรกฎาคม 2569 – ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) ประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิ 2,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 17.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 6.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 1.74 บาทต่อหุ้นสำหรับงวดครึ่งปีแรก และ 0.80 บาทต่อหุ้นสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

    ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลการดำเนินงานมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จากการขยายตัวของยอดเงินให้สินเชื่อรวมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ที่ 194,080.5 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารสามารถขยายสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจหลักได้เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) ที่เติบโตร้อยละ 13.9 สอดคล้องกับกระแสตอบรับที่ดีของผู้ประกอบการหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด รวมถึงเปิดตัว ศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME Business Center) ศูนย์กลางการให้คำปรึกษาและเสริมศักยภาพธุรกิจครบวงจร สนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัวร้อยละ 9.4 และสินเชื่อบุคคลและอื่นๆ เติบโตร้อยละ 44.9 รวมไปถึงรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม – หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ตามแผนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันซึ่งจะทำให้ธนาคารลดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในระยะยาว

    ธนาคารไทยเครดิตยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความรอบคอบและวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ผ่านบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างเข้มงวดและระมัดระวัง ควบคู่กับมาตรการเชิงรุกตามนโยบายภาครัฐเพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ อาทิ มาตรการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนี้ อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 7.1 สำหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 2569

    ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 4.3 แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคาร ขณะเดียวกัน อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 148.2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารที่มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ รัดกุม และมั่นคงในระยะยาว

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารไทยเครดิตไม่ได้มุ่งขยายธุรกิจเพียงในเชิงปริมาณ แต่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่ม Micro SME (MSME) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อยังคงสอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดยในปี 2569 ธนาคารยังคงมั่นใจต่อเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการควบคุมอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPLs) ให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 4.5 ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ชูจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ผ่านการประเมินมูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”

    ความสำเร็จของธนาคารไทยเครดิตในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ยังสะท้อนผ่านการได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 500 บริษัทที่มีรายได้สูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จากรายงาน Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2569 โดยนิตยสาร Fortune ควบคู่กับการแสดงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จากการได้รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

    นายรอยย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปีนี้ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตลอดจนความท้าทายด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ธนาคารจึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมเคียงข้างและสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการ ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ รวมถึงการให้บริการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ธนาคารขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคธุรกิจ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายกิจการและสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1039400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hS1bKJDYSbyRmG0t3BJN1

  • รมต.สำนักนายกฯ คลอดโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.สำนักนายกฯ คลอดโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุน เสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง หรือ “อนุฯ SML พลัส” โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการ SML พลัส ครั้งที่ 1 ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ

    รมต.สำนักนายกฯ คลอดโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นำผลการพิจารณาดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอนุมัติในการประชุมวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

    สำหรับโครงการที่ผ่านการพิจารณาในรอบแรก เป็นโครงการที่ยื่นคำขอไว้และตกค้างมาเป็นเวลานานกว่า 3 ปี โดยมีจำนวน 349 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกว่า 99,500,000 บาท ถือเป็นก้าวแรกของการเดินหน้าโครงการ SML พลัส หลังการรอคอยที่ยาวนานของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติจะเร่งรัดเสนอคำขอรับการสนับสนุนโครงการที่เหลือเข้าสู่การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยวางกรอบการพิจารณาคำขอในช่วง เดือนสิงหาคม-กันยายน 2569 เพิ่มเติมให้ได้ในวงเงินหลักพันล้านบาทขึ้นไป โดยการพิจารณาอนุมัติวงเงินดังกล่าว คาดว่า จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378980560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_pDs8LOCUPWBdOYPBw6BY