Category: เศรษฐกิจ

  • เปิด 5 ดีไซน์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสร้างสรรค์

    เปิด 5 ดีไซน์ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น ตอบโจทย์การใช้งานอย่างสร้างสรรค์

    หลังจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เปิดรับผลงานประกวดแบบศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และประกาศผลทีมผู้ออกแบบที่ได้รับการคัดเลือกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้ CEA ชวนทุกคนมาทำความรู้จัก “แนวคิดการออกแบบ” (Design Concept) ของ New TCDC) ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาจากการตีความอัตลักษณ์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และศักยภาพของแต่ละจังหวัด เพื่อสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน

    การประกวดแบบครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักออกแบบทั่วประเทศ โดยมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 173 ผลงาน จาก 113 ทีม สะท้อนถึงศักยภาพของวงการออกแบบไทยในการสร้างสรรค์พื้นที่สร้างสรรค์ร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบเพื่ออนาคต 

    ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละจังหวัดล้วนต่อยอดจาก Design Brief ที่ CEA จัดทำขึ้น โดยนำบริบทของพื้นที่ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ทุนทางสังคม และวิถีชีวิตของผู้คน มาตีความเป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย เพื่อให้ New TCDC ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์กลางการเรียนรู้ พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พื้นที่ทดลองสร้างสรรค์ และกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแต่ละภูมิภาค 

    นายเลอชาติ ธรรมธีรเสถียร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “การคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้นเนื่องจากทุกทีมแสดงพลังสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ ผลงานทั้ง 173 ผลงานจาก 113 ทีม ไม่เพียงแก้ปัญหาเชิงฟังก์ชันได้ดีเยี่ยม แต่ยังสะท้อนความเข้าใจในตัวตนของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง CEA พร้อมดันผลงานเหล่านี้จากแบบบนกระดาษสู่การพัฒนาเป็นย่านสร้างสรรค์จริง เพื่อจุดประกายเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ยั่งยืนต่อไป”

    ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกของแต่ละจังหวัดสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ดังนี้ 

    1. TCDC ชุมพร

    Design Concept: “Blend Creativity with Local Crafts”
    โดย ภูดิศ ธีรธนสมบัติ และเบญจรัตน์ ศิริจีระชัย

    การออกแบบ TCDC ชุมพร มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพอาคารเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะของเมืองเข้ากับชุมชน โดยมีการเพิ่มมิติทางสถาปัตยกรรมที่สร้างจุดดึงดูดสายตาด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดสรรพื้นที่ภายในคำนึงถึงลำดับการเข้าถึงเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องกาแฟอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการใช้งาน การทดลอง และการสร้างปฏิสัมพันธ์ ขณะที่พื้นที่ทางเข้ารองถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรองรับกิจกรรมสาธารณะเพื่อเปิดรับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังมีการนำงานหัตถกรรมพื้นถิ่นมาประยุกต์ใช้ในงานสถาปัตยกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ลวดลายฉลุไม้ การใช้กระจกผ้าบาติกย้อมสีจากใบกาแฟ ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลจากกากกาแฟ ซึ่งไม่เพียงสร้างคุณค่าด้านสุนทรียภาพและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนให้เห็นการหลอมรวมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมพรเข้ากับพื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่อย่างลงตัว

    ทีมงานโดย ภูดิศ ธีรธนสมบัติ และเบญจรัตน์ ศิริจีระชัย

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารหอประชุม เทศบาลเมืองชุมพร
    ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

    2. TCDC นครศรีธรรมราช 

    Design Concept: “The Palimpsest Architecture”
    โดย บริษัท บานาน่า สตูดิโอ จำกัด และ วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    TCDC นครศรีธรรมราช ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “The Palimpsest Architecture” ที่รักษาตัวอาคารและที่ตั้งเดิมไว้ในฐานะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่มีความหมาย โดยนำมาหลอมรวมเข้ากับพื้นที่ภายในที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “ผืนผ้าใบทางปัญญา” (Cognitive Canvas) เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดและผลงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่ได้แต่งแต้มลงบนพื้นที่แห่งความทรงจำเดิมอย่างลงตัว การจัดสรรพื้นที่ภายในได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับกระบวนการทำงานของนักคิด ทั้งในรูปแบบการทำงานเดี่ยวและกลุ่ม โดยร้อยเรียงสเปซไปตามลำดับสภาวะของกระบวนการขบคิดและสร้างสรรค์งาน

    นอกจากนี้ การออกแบบยังเน้นการเปิดรับสุนทรียภาพจากร่องรอยแห่งกาลเวลาภายในอาคาร เพื่อนำมาช่วยบอกเล่าเรื่องราวและกระตุ้นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ มีการบริหารจัดการปริมาตรที่ว่างเพื่อสร้างความโปร่งโล่งและการเชื่อมต่อในแนวดิ่ง พร้อมทั้งสร้างการเชื่อมโยงทางสายตาระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการเปิดกว้างเพื่อต้อนรับผู้คนทุกกลุ่มเข้าสู่พื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้อย่างเป็นมิตร

    ทีมงานบริษัท บานาน่า สตูดิโอ จำกัด และวิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    สถาปนิกหลัก
    – วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ

    ทีมสถาปนิก
    – ลีนวัตร ธีระพงษ์รามกุล
    – วรรณจันทร์ เชี่ยวศิลป์

    ทีมนักออกแบบตกแต่งภายใน
    – ดวงรัชต์ เอี่ยมอุดมรักษ์
    – ชิดชนก รู้แผน

    วิศวกรไฟฟ้า
    – มนตรี อุทธาเครือ 

    วิศวกรโยธา
    – สุรไกร บรรจุแก้ว

    วิศวกรสุขาภิบาล
    – ปาลวี สุวรรณราย

    นักออกแบบแสงสว่าง
    – ฐะนียา ยุกตะทัต 

    ภูมิสถาปนิก
    – อทิตยา แสนมโนกุล

    นักออกแบบเรขศิลป์
    – ชิษณุพงศ์ มงคลเอก

    ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์สถาปัตยกรรม
    – วิมลรัตน์ อิสระธรรมนูญ
    – นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
    – บุปผรัตนา ศิริลาภ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มประสิทธิภาพอาคาร
    – สริน พินิจ

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารสำนักงานเทศกิจ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
    ชุมชนลูกแม่อ่างทอง ตำบลคลัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

    3. TCDC ยะลา

    Design Concept: “A Space for Shared Possibilities”
    โดย Whoa! Design Studios x PP47

    แนวคิดการออกแบบ TCDC ยะลา ตั้งต้นจากความเข้าใจบริบทของสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมผู้คน ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตอันหลากหลายเข้าด้วยกัน ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและทับซ้อนอยู่ตลอดเวลา โดยทีมงานมองว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวและเติบโตผ่านความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน การออกแบบจึงมุ่งเน้นการสร้างสภาวะที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามาพบปะกันอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ความหลากหลายได้เชื่อมโยงและนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในอนาคต

    แนวคิดดังกล่าวได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการแชร์ใน 3 ระดับ เริ่มต้นจากการแชร์พื้นที่ (Share Space) ด้วยการวางผังอาคารที่เปิดกว้างและยืดหยุ่น ลดการแบ่งแยกการใช้งานแบบตายตัว ถัดมาคือการแชร์วิถีชีวิต (Share Livelihood) ผ่านองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาอย่างไม่เป็นทางการ และสุดท้ายคือการแชร์อนาคต (Share Possibilities) โดยการเว้นพื้นที่ว่างไว้ให้ผู้คนในท้องถิ่นได้ตีความและกำหนดรูปแบบการใช้งานด้วยตนเอง

    กระบวนการทั้งหมดนี้ส่งผลให้ TCDC ยะลา ทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมขนาดย่อม ที่เปิดโอกาสให้ชาวยะลา ได้สร้างสรรค์ เรียนรู้ ทดลอง และร่วมกันนิยามวัฒนธรรมร่วมสมัยของตนเองผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันในทุกวันอย่างยั่งยืน

    ทีมงาน Whoa! Design Studios x PP47
    – นพัตธร ยังมีสุข
    – ปรียชนัน เจนนภา
    – พงษ์ ทวีพานิช

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคารเทศบาลเมืองยะลา พ.ศ. 2500
    ถนนระนอง ตําบลสะเตง อําเภอเมือง จังหวัดยะลา

    4. TCDC ร้อยเอ็ด

    Design Concept: “Isaan Rise: Rice (Rise) Connecting”
    โดย Wire Knot Studios x Architect Nonsense

    แนวคิดการออกแบบ TCDC ร้อยเอ็ด ตั้งต้นจากการยกระดับ “ข้าว” วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวร้อยเอ็ดให้เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายกลุ่ม ผ่านแนวคิด “Isaan Rise: Rice (Rise) Connecting” โดยมุ่งพัฒนาศูนย์สร้างสรรงานออกแบบแห่งนี้ให้ทำหน้าที่เสมือนโรงบ่มเพาะองค์ความรู้ที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน การถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวถูกนำเสนอผ่านสถาปัตยกรรมที่สะท้อนคุณค่า ความสัมพันธ์ และระบบนิเวศของผู้คน แทนการเลียนแบบทางกายภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าร้อยเอ็ดอุดมไปด้วยองค์ความรู้ เครือข่ายผู้คน และศักยภาพในการต่อยอดสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    การออกแบบในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับมิติหลักสามด้าน เริ่มจากการเชื่อมต่อกับบริบทเมืองผ่านงานสถาปัตยกรรมที่เข้าถึงง่าย ถัดมาคือการสะท้อนวิถีชีวิตชาวอีสานผ่านการจัดสรรพื้นที่ชานและพื้นที่ยืดหยุ่นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตข้าวมาผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ทรัพยากรท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารแห่งนี้เป็นตัวแทนของเรื่องราว ภูมิปัญญา และความภาคภูมิใจที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของร้อยเอ็ดต่อไป

    ทีมงาน Wire Knot Studios x Architect Nonsense
    – ณัฏฐนันท์ ดวงริวงศ์
    – พลพิพัฒน์ นากสวาท
    – ธีรกานต์ วัฒนายนต์
    – รถสกล ฉันทลักษณ์

    พื้นที่จัดตั้ง:
    อาคาร OTOP City ร้อยเอ็ด
    ถนนเปรมประชาราษฎร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

    5. TCDC สกลนคร

    Design Concept: “เมือเฮือน เมือเมือง”
    โดย AekkapapSorapat 

    แนวคิดการออกแบบ TCDC สกลนคร เป็นการปรับเปลี่ยนอาคารสถานีขนส่งเมืองสกลนครเดิม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้าและตลาดหลักของเมือง ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ ท่ามกลางบริบทโดยรอบที่หนาแน่นด้วยอาคารพาณิชย์และบรรยากาศของวิถีชีวิตอันเร่งรีบ การพลิกโฉมอาคารแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางรวบรวมองค์ความรู้ พร้อมทั้งปลุกพลังอัตลักษณ์ภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    การออกแบบมุ่งเน้นการส่งผ่านความรู้สึก “เมือเฮือน” หรือการกลับบ้าน โดยนำวิถีชีวิตของชาวสกลนครที่มีการเปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และรายล้อมด้วยธรรมชาติ มาถ่ายทอดลงในงานสถาปัตยกรรม ขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ยังทำหน้าที่พาผู้คน “เมือเมือง” เพื่อขับเคลื่อนเมืองสกลนครให้กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ พร้อมส่งต่อภูมิปัญญาพื้นถิ่นและศักยภาพของเมืองในรูปแบบใหม่ไปสู่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

    ทีมงาน AekkapapSorapat 
    – เอกภาพ พรประไพ 
    – สรพัฒน์ มณีวงศ์
    – ธิดาทิพย์ จั่นหยง

    พื้นที่จัดตั้ง: 
    สถานีขนส่งเทศบาลนครสกลนคร แห่งที่ 1 (บขส. เก่า)
    ชุมชนตลาดเทศบาล ถนนรัฐพัฒนา ตำบลธาตุเชิงชุม 
    อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

    การพัฒนา New TCDC ทั้ง 5 จังหวัด จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CEA โดยความร่วมมือกับหน่วยงานส่วนท้องกิ่น ในการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และชุมชน ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ 

    ติดตามความคืบหน้าของโครงการและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th, www.tcdc.or.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/CreativeEconomyAgency และ www.facebook.com/tcdc.thailand
     

    Posted in news on ก.ค. 22, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/news-updates/new-tcdc-5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fiV_iUmupLno1pyqBmi64

  • เปิดรายละเอียด 15 MOU ไทย-จีน ยกระดับเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางความท้าทายที่รัฐบาลต้องตั้งรับ

    เปิดรายละเอียด 15 MOU ไทย-จีน ยกระดับเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางความท้าทายที่รัฐบาลต้องตั้งรับ

    การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของคณะผู้แทนรัฐบาลไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการกระชับมิตรภาพที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

    นำมาซึ่งความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินขยายการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น Huawei, Xiaomi, ChangAn และ AgiBot มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท

    เม็ดเงินมหาศาลนี้จะมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานกว่าหมื่นอัตราทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนจุดยืนของประเทศไทย จากการเป็นเพียง ‘ฐานการผลิต’ ไปสู่การเป็น ‘พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์’ ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

    โอกาสและความเสี่ยงจากความร่วมมือไทย-จีน

    นอกจากเม็ดเงินลงทุนแล้ว ไฮไลต์สำคัญคือการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) และความตกลงรวม 15 ฉบับ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นเสมือนฟันเฟืองภายนอกที่สอดรับกับนโยบายภายในประเทศ

    ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก เพื่อรองรับภารกิจส่งอุปกรณ์ของไทยไปกับยานสำรวจดวงจันทร์ฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ในช่วงปลายปีนี้ ไปจนถึงการยกระดับองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดขั้นสูงอย่างนิวเคลียร์ฟิวชัน ที่เปิดทางให้นักวิทยาศาสตร์ไทยเข้าถึงเครื่องปฏิกรณ์ระดับแนวหน้าของจีน

    รวมทั้งการประยุกต์ใช้ระบบดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในภาคการคมนาคม โลจิสติกส์ และการเกษตรอัจฉริยะ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ มุ่งเป้าไปที่การสร้างกำลังคนและบุคลากรคุณภาพสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่าต้องทำให้ไทยมีเทคโนโลยีของตัวเองให้ได้

    “เรื่องดาวเทียมมีความสำคัญจริงๆ บางคนมองดาวเทียมเป็น entertainment เป็นการส่งจรวดออกไป แต่ดาวเทียมคือเอกราชทางดวงตาของเราที่เราจะมองเห็นข้อมูลทั้งหมดของประเทศไทยด้วยอธิปไตยของเรา การที่เราไปใช้ดาวเทียมคนอื่น จะมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่เอาข้อมูลประเทศเราไปทำอะไร” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

    อีกหนึ่งฉากทัศน์ความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง คือความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน รัฐบาลไทยและจีนได้เห็นพ้องให้จัดตั้งกลไกการหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหม (2+2) เพื่อยกระดับการประสานนโยบายด้านความมั่นคงให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยประเด็นเร่งด่วนคือการกวาดล้างขบวนการสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการฉ้อโกงออนไลน์ ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและข้อมูลธุรกรรมทางการเงินร่วมกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน

    ไทย-จีน กับความร่วมมือ 15 ฉบับ

    นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามความตกลง และบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสำรวจอวกาศห้วงลึก (ส่งอุปกรณ์วิจัยไทยไปกับยานฉางเอ๋อ-7) เทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชัน ความร่วมมือสื่อมวลชน ไปจนถึงการส่งออกสัตว์น้ำ และการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้

    • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว
    • บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

    วัดใจรัฐบาล พลิกโอกาสทอง หรือกับดักทุนผูกขาด

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาพความสำเร็จที่ดูเหมือนจะก้าวกระโดด เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ โดยเฉพาะความท้าทายและผลกระทบเชิงลึกที่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับมือ หากพิจารณาถึงขอบเขตของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทางกฎหมายระหว่างประเทศ มักพบว่าเอกสารเหล่านี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรงในเชิงบังคับ ทำให้ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานราชการไทย

    หากการดำเนินการล่าช้า ข้อตกลงเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงใบเบิกทางให้ทุนใหญ่จากต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากและกอบโกยผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ยิ่งไปกว่านั้น สังคมยังคงตั้งคำถามและแสดงความกังวล ต่อปัญหา ‘นอมินีต่างชาติ’ ที่เข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจสีเทาในไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กำลังเร่งตรวจสอบร่วมกับกรมที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างจังหวัดภูเก็ตอย่างเคร่งครัด

    รวมไปถึงวิกฤตการทะลักของสินค้าจีนราคาถูกผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ที่อาจย้อนกลับมาทำลายโครงสร้างวิสาหกิจชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของไทยหากปราศจากมาตรการปกป้องที่รัดกุม

    ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของข้อตกลงประวัติศาสตร์ทั้ง 15 ฉบับนี้ จะกลายเป็น ‘โอกาสทอง’ หรือ ‘ความเสี่ยง’ ย่อมขึ้นอยู่กับความเท่าทันของรัฐบาลในการเร่งขับเคลื่อนข้อตกลงสู่การปฏิบัติจริง

    หากรัฐบาลสามารถรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับเทคโนโลยีและเม็ดเงินต่างชาติ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติได้ การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พยุงและยกกำลังประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-china-mou-economy-future/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j0XIrm1erSBMduEuD4iCk

  • ‘สีหศักดิ์’ ผนึกอาเซียนถกคู่เจรจา พัฒนาเศรษฐกิจ สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ รับมือวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    ‘สีหศักดิ์’ ผนึกอาเซียนถกคู่เจรจา พัฒนาเศรษฐกิจ สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ รับมือวิกฤติพลังงาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับบรรดาประเทศคู่เจรจา โดยเมื่อเวลา 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศอินเดีย  ซึ่งมีนายสุพรหมยัม ชัยศังกระ รมว.ต่างประเทศอินเดีย เข้าร่วม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมหารือการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ผ่านแผนปฏิบัติการ ปีค.ศ.2027 – 2030 บนพื้นฐานของความเป็นแกนกลางของอาเซียน การส่งเสริมความสอดประสานระหว่างมุมมองอาเซียนว่าด้วยอินโด-แปซิฟิก กับข้อริเริ่มมหาสมุทรอินโด–แปซิฟิก (Indo-Pacific Oceans Initiative -IPOI) ของอินเดีย และการสนับสนุนปีพ.ศ.2570 เป็นปีแห่งความร่วมมือทางทะเลอาเซียน-อินเดีย  และเร่งสรุปการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) ภายในปีนี้ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์

    จากนั้นเป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีนายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมหารือ โดยที่ประชุมหารือถึงการเตรียมการเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – สหรัฐฯ ในปี 2570 และการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างอาเซียน-สหรัฐฯ ที่ยึดมั่นในความเป็นแกนกลางของอาเซียน และสอดประสานกันระหว่างมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด-แปซิฟิก กับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยไทยผลักดันการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการแก้ไขสถานการณ์ในตะวันออกกลางด้วยสันติวิธีและความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือ

    ขณะที่ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – แคนาดา ซึ่งมีนางอนิตา อนันด์ รมว.ต่างประเทศแคนาดา เข้าร่วม โดยไทยย้ำความสำคัญของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอาเซียน-แคนาดา ปี 2026-2030 พร้อมผลักดันให้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA) คืบหน้าโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์

    นอกจากนี้ มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน กับรัสเซีย โดยมีนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศของรัสเซีย เข้าร่วม ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการส่งเสริมหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค โดยผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์ ตลอดจนสนับสนุนการพิจารณาเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)

    ต่อมาเป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ซึ่งมีนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน เข้าร่วม  โดยที่ประชุมหารือการส่งเสริมความร่วมมือภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ซึ่งครบรอบ 5 ปีในปีนี้ โดยมุ่งเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค พร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเร่งรัดการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) และใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP อย่างเต็มที่

    ขณะที่การประชุมอาเซียน-ออสเตรเลีย และอาเซียน-นิวซีแลนด์  ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงไซเบอร์ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงทางออนไลน์ ควบคู่กับการส่งเสริมการค้า การลงทุน พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งผลักดันความร่วมมือด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ การศึกษา และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงวาระสีเขียว ตลาดคาร์บอน พลังงานหมุนเวียน และโครงการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งกรณีของประเทศเมียนมา สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และวิกฤติพลังงาน

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน กับสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ต่อด้วยการประชุมว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพื่อการพัฒนาปาเลสไตน์ (CEAPAD) ครั้งที่ 5 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขง กับญี่ปุ่น ครั้งที่ 17.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6048571/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sRbX1pb39WaFiEPa0iqtS

  • สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    สีหศักดิ์ ลุยประชุมอาเซียน-จีน ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เสถียรภาพภูมิภาค

    วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    “สีหศักดิ์“ ร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ไทยย้ำความสำคัญการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร

    เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน – จีน ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ 

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

    โดยนายสีหศักดิ์ ได้ร่วมหารือแนวทางเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ภายใต้หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) อาเซียน – จีน ซึ่งครบรอบ 5 ปี ในปีนี้ โดยได้ผลักดันความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การหลอกลวงทางออนไลน์ การฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเศรษฐกิจดิจิทัลการเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลง การค้าเสรีอาเซียน – จีน (ACFTA) 3.0 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ 

    ไทยยังย้ำความสำคัญของการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสีเขียวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร อันจะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความเข้มแข็งของภูมิภาคในระยะยาว ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/978957&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J4vOmMDZwAFPJ0BNseYgy

  • “ดร.สติธร” ชี้เยือนจีนไม่ใช่แค่การทูต แต่คือหมากใหญ่ยกระดับไทยจาก “ผู้ตาม” สู่ “หุ้นส่วน” วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต | TOPNEWS

    “ดร.สติธร” ชี้เยือนจีนไม่ใช่แค่การทูต แต่คือหมากใหญ่ยกระดับไทยจาก “ผู้ตาม” สู่ “หุ้นส่วน” วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต | TOPNEWS

    ดร.สติธร กล่าวว่า ในด้านความมั่นคง ผลลัพธ์ที่สำคัญคือความชัดเจนจากฝ่ายจีนต่อกรณีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ส่งมอบให้กัมพูชา โดยจีนยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนให้นำอาวุธดังกล่าวมาใช้ในการสู้รบกับไทย แม้คำยืนยันดังกล่าวจะไม่ได้ทำให้ปัญหาชายแดนยุติลงในทันที แต่ในมุมมองด้านการเมืองระหว่างประเทศ ถือเป็น “หลักประกันทางการเมืองและการทูต” ที่มีนัยสำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้กลไกทางการทูตดำเนินงานได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน มิติเศรษฐกิจของการเยือนครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีที่ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือกับจีนอย่างครอบคลุมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพียงการสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจไทย

    ดร.สติธร ระบุว่า ข้อกังวลที่ว่าความร่วมมือกับจีนจะทำให้ไทยพึ่งพาจีนมากเกินไปนั้น ควรมองอย่างรอบด้าน เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การร่วมมือกับจีนหรือไม่ แต่อยู่ที่ไทยสามารถกำหนดวาระและต่อรองผลประโยชน์ของตนเองได้มากเพียงใด โดยการเยือนครั้งนี้สะท้อนว่า ไทยพยายามวางบทบาทในฐานะ “หุ้นส่วน” มากกว่า “ผู้ตาม” ผ่านการใช้จุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ศักยภาพอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    “คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าควรร่วมมือกับจีนหรือไม่ แต่คือไทยจะเปลี่ยนความร่วมมือนั้นให้กลายเป็นการสร้างงาน การพัฒนาบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด” ดร.สติธร กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมองว่าการเยือนจีนครั้งนี้ส่งสัญญาณสำคัญต่อประชาคมโลกว่า ไทยกำลังวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม แต่เป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง EV, AI, Humanoid Robotics และ Semiconductor

    ดร.สติธร กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่การลงทุนจริง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กันไป การเยือนครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมทั้งย้ำว่า ไทยควรดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสมดุล ร่วมมือกับทุกประเทศมหาอำนาจบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ โดยยึดหลัก “ไม่เลือกข้าง แต่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ”

    ทั้งนี้ ดร.สติธร สรุปว่า หากจะสรุปผลการเยือนจีนครั้งนี้ในประโยคเดียว คือ ไทยไม่ได้เดินทางไปในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือหรือผู้ตามของจีน หากแต่เดินทางไปในฐานะประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมใช้โอกาสจากการเติบโตของจีนเพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ ภายใต้หลักการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1639105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FFm1VwPcUJDIv8G9OZ6TE

  • รางวัลการต่อต้านการทุจริต

    รางวัลการต่อต้านการทุจริต

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านการต่อต้านการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

    rn

     

    rn

    รางวัลนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้ว่าการในการผลักดันธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของระบบการเงินไทย ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมทางการเงิน ผ่านการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การกำกับดูแลธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) ยกระดับกระบวนการรู้จักและตรวจสอบลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2569 จากมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีผลงานด้านการต่อต้านการทุจริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม

    รางวัลนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของผู้ว่าการในการผลักดันธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของระบบการเงินไทย ควบคู่กับการคุ้มครองประชาชนจากอาชญากรรมทางการเงิน ผ่านการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การกำกับดูแลธุรกรรมที่มีความเสี่ยง การส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) ยกระดับกระบวนการรู้จักและตรวจสอบลูกค้าให้เข้มข้นขึ้น รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล

    แบงก์ชาติปรับบทบาทมาใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการแก้หนี้ แต่รวมถึงการจัดการธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งในรูปแบบเงินสด ทองคำ และ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ว่าการคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไม่ต้องการให้ สง. ภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางส่งเสริมธุรกรรมไม่พึงประสงค์”

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สกัดกั้นทุนเทา และปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน

    rn

     

    rn

    1. มาตรการยกระดับการรู้จักลูกค้า “KYC” และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า “CDD/ EDD”

    rn

     

    rn

    สง. เป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ในระยะหลัง เริ่มพบสัญญาณปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ สง. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และ แปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติจึงเน้นย้ำให้ สง. ต้องยกระดับขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวตนและการตรวจสอบกลั่นกรองลูกค้า ตั้งแต่การพิจารณารับลูกคาหรือการรูจักลูกคา (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับลูกคา (Customer Due Diligence: CDD)/ การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD) ทั้งการติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินการเมื่อพบหรือรับแจ้งพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

    rn

     

    rn

    2. มาตรการกำกับธุรกรรม “ถอน-ฝาก-แลก” เงินสดมูลค่าสูง

    rn

             

    rn

    มาตรการนี้มุ่งเป้าที่ ธุรกรรมเงินสดทางกายภาพ (Cash) มูลค่าสูง เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ โดยไม่กระทบต่อการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปของประชาชน

    rn

             

    rn

    เมื่อ เม.ย. 69 แบงก์ชาติออกมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยกำหนดให้การถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท (ลบ.) ขึ้นไป ลูกค้าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้น (EDD)  โดยต้อง แจ้งวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่สามารถโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    rn

     

    rn

    ผลที่ได้ คือ ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงในช่วง เม.ย-พ.ค. ลดลงราว 35% ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ยังเน้นว่า แบงก์ชาติจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กำกับ เพื่อลดธุรกรรมสีเทาที่เป็นปัญหากัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    rn

     

    rn

    โดยคาดว่าในเดือน ต.ค. นี้ แบงก์ชาติจะยกระดับมาตรการฯ โดยจะขยายสู่การฝากเงินสดมูลค่าสูง ผู้ฝากจะต้อง แสดงหลักฐานหรือชี้แจงแหล่งที่มาของเงินสดอย่างชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการฟอกเงิน ป้องกันไม่ให้เงินผิดกฎหมายไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคาร และ การแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น นำธนบัตร 1000 บาท จำนวนมาก ๆ  มาแลกเป็น ธนบัตร 500 บาท หรือ 100 บาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อป้องกันพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การนำไปใช้ในกิจกรรมสีเทา หรือการซื้อสิทธิขายเสียง

    rn

     

    rn

    เพื่อลดความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสดไม่พึงประสงค์ แบงก์ชาติจะกำหนดให้ สง. รายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การทำธุรกรรมมูลค่าสูง/ ความถี่สูง ที่ไม่สอดคล้องกับ profiling ของลูกค้า การสร้างมาตรฐานในการระบุธุรกรรมที่มี pattern ผิดปกติ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน รวมถึงการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลกับผู้กำกับดูแลอื่น เพื่อสกัดกั้นทุนเทา ให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    rn

     

    rn

    3. มาตรการกำกับธุรกรรม “ซื้อขายทองคำ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำ แบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์

    rn

     

    rn

    • จำกัดวงเงินซื้อขาย: กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ลบ. ต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม

    rn

     

    rn

    • กฎ 5 ประการ: กำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสกุลบาทและ USD

    rn

    1. ห้ามใช้บัญชีนอมินี (ต้องใช้บัญชีตนเองรับจ่ายเงิน)

    rn

    2. งดใช้เงินสดทางกายภาพ (ต้องชำระผ่าน E-payment เท่านั้น)

    rn

    3. จ่ายเต็มจำนวน (ห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือ ทำธุรกรรมแบบ Net Settlement)

    rn

    4. ห้ามซื้อขายลม (ห้ามทำ Short Sell จะสั่งขายได้ต่อเมื่อมีทองคำในระบบแล้ว)

    rn

    5. รับมอบทองด้วยตนเอง (ห้ามโอนทองคำให้บุคคลอื่น)

    rn

     

    rn

    • รายงานธุรกรรม: กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ เช่น

    rn

    ภาพรวมการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีปริมาณสูง ตั้งแต่ 20 ลบ.ต่อวัน การถือครองทองคำออนไลน์ (stock) ตั้งแต่ 20 ลบ. การถอนทองคำ (physical gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ให้ความเห็นว่า “มาตรการนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และปริมาณการซื้อขายทองคำผ่านแอพพลิเคชันที่เข้าข่ายน่าสงสัย ลดลงจาก 4000 กิโลกรัม เหลือ 700 กิโลกรัมต่อเดือน”

    rn

     

    rn

    4. มาตรการป้องกันและปราบปราม “บัญชีม้า” (คุมเข้มระดับบัญชีและพฤติกรรม)

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหาภัยทางการเงินมาโดยตลอด ทั้งกำกับให้ สง. มีมาตรฐานการให้บริการที่ปลอดภัยมากขึ้น (Mobile Banking Security การพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงิน การยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าระดับบัญชีและพฤติกรรม รวมถึงผลักดัน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันประชาชนจากภัยทุจริตทางการเงิน

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยแบงก์ชาติประสานงานกับ กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง

    rn

     

    rn

    5. การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” สื่อสารเตือนภัยทุจริตทางการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติได้ขยายช่องทางการสื่อสารเตือนภัยและให้ความรู้ทางการเงินในหลากหลายมิติ  โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงเร็ว และสอดรับกับพฤติกรรมกลโกงในปัจจุบัน อาทิ พระสยาม BOT MAGAZINE คลิปวิดิโอ/Social Media เตือนภัย สื่อการสอน บทความที่น่าสนใจ และ บริการเช็คแอปเงินกู้ในเวปไซต์แบงก์ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการทางกการเงิน ป้องกันการถูกหลอกค่ะ

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติในการต่อต้านภัยทุจริตทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ที่สำคัญ ความรู้และความเข้าใจของผู้ใช้บริการทางการเงินนะคะ

    rn”}}” id=”text-d5a6e22405″>

    แบงก์ชาติปรับบทบาทมาใช้มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการแก้หนี้ แต่รวมถึงการจัดการธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งในรูปแบบเงินสด ทองคำ และ สินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ว่าการคุณวิทัยฯ กล่าวว่า “แบงก์ชาติให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไม่ต้องการให้ สง. ภายใต้การกำกับถูกใช้เป็นช่องทางส่งเสริมธุรกรรมไม่พึงประสงค์”

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สกัดกั้นทุนเทา และปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน

    1. มาตรการยกระดับการรู้จักลูกค้า “KYC” และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า “CDD/ EDD”

    สง. เป็นตัวกลางทางการเงินที่สำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กอปรกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ในระยะหลัง เริ่มพบสัญญาณปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ สง. ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้าย ซุกซ่อน และ แปรสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ

    แบงก์ชาติจึงเน้นย้ำให้ สง. ต้องยกระดับขั้นตอนการพิสูจน์ทราบตัวตนและการตรวจสอบกลั่นกรองลูกค้า ตั้งแต่การพิจารณารับลูกคาหรือการรูจักลูกคา (Know Your Customer: KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบขอเท็จจริงเกี่ยวกับลูกคา (Customer Due Diligence: CDD)/ การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าในระดับเข้มข้น (Enhanced Customer Due Diligence: EDD) ทั้งการติดตาม เฝ้าระวัง และดำเนินการเมื่อพบหรือรับแจ้งพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

    2. มาตรการกำกับธุรกรรม “ถอน-ฝาก-แลก” เงินสดมูลค่าสูง

    มาตรการนี้มุ่งเป้าที่ ธุรกรรมเงินสดทางกายภาพ (Cash) มูลค่าสูง เพื่อตัดวงจรการฟอกเงินและเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ โดยไม่กระทบต่อการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปของประชาชน

    เมื่อ เม.ย. 69 แบงก์ชาติออกมาตรการเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ โดยกำหนดให้การถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท (ลบ.) ขึ้นไป ลูกค้าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้น (EDD)  โดยต้อง แจ้งวัตถุประสงค์และเหตุผลความจำเป็น ที่ไม่สามารถโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

    ผลที่ได้ คือ ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงในช่วง เม.ย-พ.ค. ลดลงราว 35% ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ยังเน้นว่า แบงก์ชาติจะให้ความสำคัญมากขึ้นกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กำกับ เพื่อลดธุรกรรมสีเทาที่เป็นปัญหากัดกร่อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    โดยคาดว่าในเดือน ต.ค. นี้ แบงก์ชาติจะยกระดับมาตรการฯ โดยจะขยายสู่การฝากเงินสดมูลค่าสูง ผู้ฝากจะต้อง แสดงหลักฐานหรือชี้แจงแหล่งที่มาของเงินสดอย่างชัดเจน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการฟอกเงิน ป้องกันไม่ให้เงินผิดกฎหมายไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคาร และ การแลกเงินสดมูลค่าสูง เช่น นำธนบัตร 1000 บาท จำนวนมาก ๆ  มาแลกเป็น ธนบัตร 500 บาท หรือ 100 บาท ก็ต้องแจ้งเหตุผลความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อป้องกันพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การนำไปใช้ในกิจกรรมสีเทา หรือการซื้อสิทธิขายเสียง

    เพื่อลดความเสี่ยงการทำธุรกรรมเงินสดไม่พึงประสงค์ แบงก์ชาติจะกำหนดให้ สง. รายงานธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น การทำธุรกรรมมูลค่าสูง/ ความถี่สูง ที่ไม่สอดคล้องกับ profiling ของลูกค้า การสร้างมาตรฐานในการระบุธุรกรรมที่มี pattern ผิดปกติ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน รวมถึงการวิเคราะห์และแชร์ข้อมูลกับผู้กำกับดูแลอื่น เพื่อสกัดกั้นทุนเทา ให้ระบบการเงินโปร่งใสขึ้น

    3. มาตรการกำกับธุรกรรม “ซื้อขายทองคำ” ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

    เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นเครื่องมือฟอกเงิน และลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากการซื้อขายทองคำ แบงก์ชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมทองคำออนไลน์

    • จำกัดวงเงินซื้อขาย: กำหนดวงเงินซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ชำระเป็นเงินบาท ไม่เกินด้านละ 50 ลบ. ต่อคน ต่อวัน ต่อแพลตฟอร์ม

    • กฎ 5 ประการ: กำหนดเงื่อนไขการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งสกุลบาทและ USD

    1. ห้ามใช้บัญชีนอมินี (ต้องใช้บัญชีตนเองรับจ่ายเงิน)

    2. งดใช้เงินสดทางกายภาพ (ต้องชำระผ่าน E-payment เท่านั้น)

    3. จ่ายเต็มจำนวน (ห้ามรับจ่ายเฉพาะส่วนต่าง หรือ ทำธุรกรรมแบบ Net Settlement)

    4. ห้ามซื้อขายลม (ห้ามทำ Short Sell จะสั่งขายได้ต่อเมื่อมีทองคำในระบบแล้ว)

    5. รับมอบทองด้วยตนเอง (ห้ามโอนทองคำให้บุคคลอื่น)

    • รายงานธุรกรรม: กำหนดให้ร้านทองรายใหญ่ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำที่สำคัญ เช่น

    ภาพรวมการซื้อขายทองคำรายวัน การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีปริมาณสูง ตั้งแต่ 20 ลบ.ต่อวัน การถือครองทองคำออนไลน์ (stock) ตั้งแต่ 20 ลบ. การถอนทองคำ (physical gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน

    ผู้ว่าการคุณวิทัยฯ ให้ความเห็นว่า “มาตรการนี้ช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และปริมาณการซื้อขายทองคำผ่านแอพพลิเคชันที่เข้าข่ายน่าสงสัย ลดลงจาก 4000 กิโลกรัม เหลือ 700 กิโลกรัมต่อเดือน”

    4. มาตรการป้องกันและปราบปราม “บัญชีม้า” (คุมเข้มระดับบัญชีและพฤติกรรม)

    แบงก์ชาติร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ แก้ปัญหาภัยทางการเงินมาโดยตลอด ทั้งกำกับให้ สง. มีมาตรฐานการให้บริการที่ปลอดภัยมากขึ้น (Mobile Banking Security การพัฒนาระบบ Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางเงิน การยกระดับมาตรการจัดการบัญชีม้าระดับบัญชีและพฤติกรรม รวมถึงผลักดัน พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันประชาชนจากภัยทุจริตทางการเงิน

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยแบงก์ชาติประสานงานกับ กลต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรง

    5. การสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” สื่อสารเตือนภัยทุจริตทางการเงิน

    แบงก์ชาติได้ขยายช่องทางการสื่อสารเตือนภัยและให้ความรู้ทางการเงินในหลากหลายมิติ  โดยเน้นย้ำเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เข้าถึงเร็ว และสอดรับกับพฤติกรรมกลโกงในปัจจุบัน อาทิ พระสยาม BOT MAGAZINE คลิปวิดิโอ/Social Media เตือนภัย สื่อการสอน บทความที่น่าสนใจ และ บริการเช็คแอปเงินกู้ในเวปไซต์แบงก์ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการทางกการเงิน ป้องกันการถูกหลอกค่ะ

    ทั้งหมดนี้ เป็นความตั้งใจของแบงก์ชาติในการต่อต้านภัยทุจริตทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการทางการเงิน และ ที่สำคัญ ความรู้และความเข้าใจของผู้ใช้บริการทางการเงินนะคะ

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260722.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TKpis62L4jMVKB3iuJid4

  • “วราวุธ” เยี่ยม “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” โครงการนำร่อง “ลดก๊าซเรือนกระจก-ยกระดับราคาอ้อยน้ำตาล-สร้างมูลค่าระยะยาว“ ดันสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพในอาเซียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “วราวุธ” เยี่ยม “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” โครงการนำร่อง “ลดก๊าซเรือนกระจก-ยกระดับราคาอ้อยน้ำตาล-สร้างมูลค่าระยะยาว“ ดันสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชีวภาพในอาเซียน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3loV_wOw1zAlmp2nEkd5pj

  • กพร. ผนึกอมิตา รีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    กพร. ผนึกอมิตา รีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน | เดลินิวส์

    กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม หวังสร้างแหล่งวัตถุดิบทดแทน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

     ‘อดิทัต วะสีนนท์’ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า การร่วมมือกับบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA จะช่วยผลักดันงานวิจัยด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของ กพร. ให้สามารถนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมได้จริง พร้อมเสริมศักยภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กพร. มีบทบาทในการบริหารจัดการวัตถุดิบของประเทศ ทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลของเสีย เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

    ที่ผ่านมา กพร. ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ โดยมีเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วมากกว่า 90 เทคโนโลยี หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด คือ การรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ซึ่งดำเนินการวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565

    ปัจจุบัน กพร. สามารถนำเซลล์แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาประกอบใหม่เพื่อใช้ซ้ำ (Reuse) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่แบบครบวงจร เพื่อผลิตผงขั้วไฟฟ้า (Black Mass) ที่มีคุณภาพสูงและมีสิ่งเจือปนต่ำ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการโลหะวิทยาเพื่อผลิตสารตั้งต้น (Precursor) สำหรับนำไปใช้ผลิตแบตเตอรี่ใหม่

    เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) และโรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน

    ‘ฉัตรพล ศรีประทุม’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโลกสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีระบบจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน เพื่อป้องกันปัญหาด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงมีความเกี่ยวข้องกับการจัดการของเสีย การรักษาวัตถุดิบสำคัญกลับเข้าสู่ระบบการผลิต และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากวัสดุภายในแบตเตอรี่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อมิตาจะสนับสนุนการจัดหาแบตเตอรี่และวัสดุจากกระบวนการผลิต เพื่อนำมาใช้ในการศึกษา พัฒนา วิเคราะห์ และทดสอบวัตถุดิบจากกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงร่วมกับ กพร. ผลักดันเทคโนโลยีจากระดับห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

    ด้าน‘กิตติพันธุ์ บางยี่ขัน’ ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาวัตถุดิบทดแทนจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ เพื่อนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ ช่วยเพิ่มมูลค่าซากแบตเตอรี่ได้ไม่น้อยกว่า 260,000 บาทต่อตัน

    นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6048244/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kd8iAqFTPP_pQC5evofOr

  • เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20% | TOPNEWS

    เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20% | TOPNEWS

    เศรษฐกิจครึ่งหลังปี ’69 ‘ไม่นิ่ง’ ไทยอาจโดน ‘ภาษีทรัมป์’ 20%

    #topnewstv #ทรัมป์ #ภาษีทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1638886&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q8924IsSwWZ3j-U8RSsVA

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวกเล็กน้อย กังวลเศรษฐกิจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดบวกเล็กน้อย กังวลเศรษฐกิจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในวันนี้ (22 ก.ค.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจจีน หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวเพียง 4.3% ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2565 และต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตตลอดปีที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5%-5%

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ปิดที่ระดับ 3,867.03 จุด เพิ่มขึ้น 2.67 จุด หรือ +0.07%

    นักลงทุนจับตาการประชุมคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โปลิตบูโร) ในช่วงปลายเดือนนี้ โดยมีการคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าคณะผู้นำระดับสูงของจีนจะกำหนดวาระนโยบายทางเศรษฐกิจสำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายรอบใหม่ โดยหุ้น Zhongji Innolight ร่วงลง 6.66% และหุ้น Eoptolink Technology ดิ่งลง 7.79% สวนทางกับหุ้นกลุ่มพลังงานที่ทำผลงานโดดเด่น โดยหุ้น PetroChina พุ่งขึ้น 2.34% และหุ้น CNOOC ทะยานขึ้น 4.72%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/620025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_xV5OAlWzL1jNCJe-eUl