Category: เศรษฐกิจ

  • SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จจากการเติบโตของยอดขาย การขยายสาขา การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการขยายฐานลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของ 2569 คำถามสำคัญของธุรกิจอาจไม่ใช่เพียง “เราจะโตได้เร็วแค่ไหน” หากแต่เป็น “เราจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร”

    เพราะวันนี้ ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบริบทปกติของการทำธุรกิจ ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับ SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลกว้างและลึกกว่าที่หลายคนมองเห็น เพราะ SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองจำกัด มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง จึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความแข็งแรงของธุรกิจในระยะต่อไป ในบริบทเช่นนี้ “Resilience” หรือความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงคำที่ใช้พูดถึงการเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติ แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ธุรกิจที่มี Resilience ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไม่เผชิญความเสี่ยง หากแต่คือธุรกิจที่มองเห็นความเสี่ยงเร็ว เตรียมแผนรองรับล่วงหน้า และสามารถปรับตัวได้ทันเมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนไป ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยยังรักษาสมดุลทางการเงินและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจไว้ได้

    นางรุ่งทิพย์.jpg

    จาก “การเติบโต” สู่ “คุณภาพของการเติบโต

    ในอดีต การเติบโตของ SME มักถูกเชื่อมโยงกับยอดขาย รายได้ หรือการขยายธุรกิจ แต่ในปี 2569 การเติบโตที่แข็งแรงต้องมาพร้อม “คุณภาพของการเติบโต” ด้วย ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการเก็บเงินช้าลง ต้นทุนสูงขึ้น หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเกินความสามารถ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ไม่ต่างจากธุรกิจที่ ยอดขายชะลอตัว

    การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้าและซัพพลายเออร์ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และความพร้อมในการเข้าถึง เงินทุนเมื่อธุรกิจต้องการ ทั้งเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้นและเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว

    ในปี 2569 มี 5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

    ประเด็นแรกคือ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน –  ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจเผชิญรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า หรือยอดขายที่ผันผวนตามกำลังซื้อของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินสดสำรองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสมกับรอบเงินสด และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดี มักมีทางเลือกมากกว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่สภาพคล่องตึงตัว

    ประเด็นที่สองคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน – เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น  สถาบันการเงินย่อมให้ ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น SME ที่เตรียมเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ธุรกิจต้องการ การวางแผนด้านเงินทุนจึงไม่ควรรอ จนถึงวันที่ธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี

    ประเด็นที่สามคือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน – บทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือวัตถุดิบจากแหล่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ SME จึงควรวางแผนแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ 

    ประเด็นที่สี่คือรายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง – ผู้บริโภคในปัจจุบัน เลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากกว่าเดิม SME จึงไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรกลับมาทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้น และปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของตลาด ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือ กับความผันผวนระยะยาว

    ประเด็นที่ห้าคือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานสนับสนุนองค์กร (Back Office) – การดำเนินงานเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การบริหารค่าตอบแทนพนักงาน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า หากถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้ SMEs สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และนำทรัพยากรไปต่อยอดการเติบโตและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 

    ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งวางกรอบการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ท่ามกลางบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

    จากการรับมือความเสี่ยง สู่การสร้างวินัยทางการเงิน

    เมื่อความไม่แน่นอน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation จึงเป็นวินัยสำคัญของ SME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% หากลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือหากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ และต้องปรับแผนด้านใดก่อน

    การทำ Stress Test ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การต่อรองเงื่อนไขกับคู่ค้า หรือการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่

    อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME อาจต้องระมัดระวัง การขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน ขณะเดียวกัน ไม่ควรหยุดลงทุนในทุกเรื่อง เพราะการลงทุนบางด้าน เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล หรือการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง Resilience ไม่ได้หมายถึงการตั้งรับหรือชะลอการเติบโต แต่คือการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีวินัย เพื่อให้ธุรกิจยังมีแรงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยง และพร้อมลงทุนเมื่อโอกาสที่เหมาะสมมาถึง

    บทบาทของธนาคาร: จากผู้ให้สินเชื่อสู่พันธมิตรที่มั่นคงของธุรกิจ

    จากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ บทบาทในการสนับสนุน SME วันนี้เปลี่ยนไปจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน สู่การเป็นพันธมิตร ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนเงินทุนได้เหมาะสม และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้อง กับจังหวะการเติบโตของธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ขาดโอกาสทางธุรกิจ แต่กำลังเผชิญโจทย์ด้านการบริหารเงินทุนและความเสี่ยงที่ซับซ้อน ขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการนำเข้า ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงของโลก

    ในบริบทนี้ ธนาคารที่เข้าใจธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้งสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้สินเชื่อ แต่สามารถช่วยผู้ประกอบการ ประเมินความพร้อม วางแผนทางการเงิน เลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในเครือข่ายที่กว้างขึ้นได้ เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนเพียงพอเท่านั้น แต่เกิดจากการมีแผน มีวินัย และมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง

    มองไกลกว่าการอยู่รอด: ดิจิทัลและความยั่งยืนคือความพร้อมระยะยาว

    นอกเหนือจากการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กำลังกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว SME ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี การบริหารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินความพร้อมด้านความยั่งยืน จะมีโอกาสสร้างความแตกต่างและเข้าถึงโอกาสใหม่ในอนาคตได้มากกว่า

    เครื่องมือและโครงการสนับสนุนต่างๆ เช่น UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab จึงมีบทบาทในการช่วยให้ ผู้ประกอบการประเมินธุรกิจ เห็นแนวทางการปรับตัว ยกระดับสู่ดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

    ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ SME ไทยต้องกลับมาทบทวนความหมายของการเติบโตอีกครั้ง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ ธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุด หรือสร้างยอดขายได้มากที่สุดในระยะสั้น แต่คือธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่า บริหารความเสี่ยงได้รอบคอบ รักษาความมั่นคงทางการเงินได้ดีกว่าและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แข็งแรงกว่า ในวันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

    สำหรับ SME ความยืดหยุ่นจึงไม่ใช่เพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่คือความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ เป็นรากฐาน ของการเติบโตที่มั่นคง และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงผ่านพ้นความไม่แน่นอน แต่ยังพร้อมคว้าโอกาสใหม่ เมื่อเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/114491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-4ojev1TjwpEj-_3tzF9t

  • เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

    เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

    เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

    เศรษฐกิจสองความเร็วโตแบบกระจุก ฟื้นแบบเปราะ

    บทประเมินเศรษฐกิจที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยแนบมากับงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ให้ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั้งปีต่างกัน ตั้งแต่ร้อยละ 1.7 – 2.1 แต่หลายธนาคารกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันในสาระสำคัญว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะชะลอลงจากปีก่อน และเติบโตตํ่ากว่าระดับศักยภาพ 

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวเลขที่ตํ่า คือ คุณภาพของการเติบโต ธนาคารทุกแห่งใช้ถ้อยคำคล้ายกันว่าเศรษฐกิจ “ฟื้นตัวอย่างจำกัดและไม่ทั่วถึง” โดย KKP ระบุตรงไปตรงมาว่า แรงหนุนกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ภาคส่วน นี่คือภาพเศรษฐกิจสองความเร็วที่ควรถูกหยิบมาตั้งคำถามให้ดังกว่าที่เป็นอยู่

    ด้านที่ยังวิ่งได้ดี คือ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และ สินค้าในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ การลงทุนโดยตรงในกลุ่ม Data Center และ การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ที่ 5 เดือนแรกโตถึงร้อยละ 14.1 นำโดยรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ SET Index ไตรมาส 2 ปรับขึ้นร้อยละ 9.9 ปิดที่ 1,591 จุด

    แรงส่งจากภาคเทคโนโลยีมาจาก วัฏจักรโลก ที่ไทยบังเอิญอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน มิใช่ความเข้มแข็งที่เราสร้างเอง ส่วนยอดขายอีวีที่พุ่งขึ้น ก็มาจากการเร่งซื้อก่อนมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุด ซึ่งเท่ากับ “ยืมกำลังซื้ออนาคต” มาใช้ล่วงหน้า

    ในทางกลับกัน ภาคท่องเที่ยว คือ ผู้บาดเจ็บชัดเจนที่สุด ผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ฉุดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่มีกำลังซื้อสูง จนตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือนเมษายน–พฤษภาคมเฉลี่ยเหลือ 2.36 ล้านคนต่อเดือน ลดจาก 3.11 ล้านคนในไตรมาสก่อน และทั้งปียังมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่ภาคการผลิตนอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง และการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากสินค้านำเข้าที่เข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ

    ขณะที่หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นช้า พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด และความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยในบางอุตสาหกรรม ล้วนเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นไม่อาจแก้ได้
     สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ท้าทายเป็นพิเศษ คือ ทั้งนโยบายการเงิน และการคลังต่างมีพื้นที่เหลือน้อยลง 

    ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าจีดีพีปีนี้จะจบที่ 1.7 หรือ 2.1 แต่อยู่ที่ว่า ผู้กำหนดนโยบายจะตีความตัวเลขส่งออกและตลาดหุ้นที่ยังดูดี ว่าเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงหรือไม่ หากประมาทแล้วพึ่งพามาตรการระยะสั้นต่อไปเรื่อย ๆ วาระเชิงโครงสร้างที่ยากและใช้เวลา ทั้งการลดหนี้ครัวเรือน การยกระดับขีดความสามารถของภาคการผลิต และการกระจายฐานนักท่องเที่ยว ก็จะถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง

    ช่วงที่ลมส่งออกเทคโนโลยียังพัดอยู่นี้ ควรเป็นจังหวะหายใจเพื่อเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้าง ยิ่งเมื่อความเสี่ยงด้านลบยังเรียงหน้ารออยู่ ทั้งราคาพลังงานจากตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ปรากฏการณ์เอลนีโญ และ หน้าผาการบริโภคหลังมาตรการรัฐหมดอายุ

    คำถามสำหรับครึ่งหลังของปี 2569 จึงไม่ใช่ว่าไทยจะโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือ เราจะทำให้การเติบโตนั้น กว้างพอที่จะไปถึงกระเป๋าของคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ หรือปล่อยให้มันเป็นเพียงเรื่องเล่าในสถิติการส่งออกและกระดานหุ้นต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,220 วันที่ 23 – 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/664635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cqkxgnjUJWw0OJFavLKD-

  • โลกธุรกิจ – ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดันเงินหมุนเวียนพุ่ง 4.3 หมื่นล้านบาท หนุนร้านค้ารายย่อยทะลุ 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ

    โลกธุรกิจ – ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดันเงินหมุนเวียนพุ่ง 4.3 หมื่นล้านบาท หนุนร้านค้ารายย่อยทะลุ 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ

    วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาคในปัจจุบันเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2569 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 ซึ่งถือเป็นการกลับมาอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงเม็ดเงินที่กระจายตัวลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีการเตรียมแผนต่อยอดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจในระยะยาว

    ผลสัมฤทธิ์ “ไทยช่วยไทย” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    จากการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แคมเปญ “ไทยช่วยไทย” ในช่วงเดือนแรกที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 43,218 ล้านบาท โครงการนี้ได้รับความร่วมมือและมีประชาชนเข้ามาใช้สิทธิอย่างกว้างขวางถึง 25.68 ล้านราย การใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลดีโดยตรงต่อภาคธุรกิจรายย่อย โดยสามารถช่วยเพิ่มยอดขายและเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับร้านค้าระดับฐานรากได้มากกว่า 1.03 ล้านแห่งทั่วประเทศ ถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินที่ตรงจุดและเกิดการหมุนเวียนในชุมชนอย่างแท้จริง

    เดินหน้า “ไทยช่วยไทย พลัส” ยกระดับสู่ตลาดดิจิทัล

    เพื่อเป็นการรักษาความต่อเนื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจและขยายผลการดำเนินงานไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้ริเริ่มโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย”) มาตรการในระยะนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคการค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างไร้รอยต่อ

    คัดเลือกผู้ประกอบการคุณภาพ บุกแพลตฟอร์มระดับประเทศ

    ภายใต้แผนการดำเนินงานดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการ SME และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพโดดเด่นจำนวนกว่า 2,000 ราย เพื่อนำสินค้าคุณภาพจากแต่ละท้องถิ่นมาจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับประเทศ ได้แก่ แพลตฟอร์ม “Nex Gen Commerce” และ “Thailand Post Mart” การนำผู้ประกอบการเข้าสู่แพลตฟอร์มเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เปิดประตูสู่ตลาดที่กว้างขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำเสนอสินค้าชุมชนให้มีความทันสมัย และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

    อัดแคมเปญลดต้นทุน-กระตุ้นกำลังซื้อ

    เพื่อให้การผลักดัน SME สู่ตลาดออนไลน์ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ได้จัดเตรียมสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการขายอย่างเต็มที่ สำหรับฝั่งผู้ประกอบการ จะได้รับการสนับสนุนด้วยการงดเว้นค่าธรรมเนียมการขายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนคูปองส่งฟรี รวมถึงการแจกโค้ดส่วนลดมูลค่า 100 บาท ให้แก่ประชาชนเพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า มาตรการเหล่านี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยดึงดูดผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขายบนตลาดออนไลน์ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

    เป้าหมายระยะยาว ดันสัดส่วนรายได้ SME เสริมความมั่นคงของชาติ

    การขับเคลื่อนแคมเปญเชิงรุกทั้งหมดนี้ มุ่งหวังผลลัพธ์เชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันสัดส่วนรายได้ของผู้ประกอบการ SME ไทยให้เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าที่จะยกระดับสัดส่วนรายได้ของ SME จากปัจจุบันที่ร้อยละ 35 ให้ขยับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของระบบเศรษฐกิจ การสนับสนุนให้กลุ่ม SME ซึ่งเป็นรากฐานและฟันเฟืองใหญ่ของการจ้างงานมีความเข้มแข็ง จะส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง สามารถเติบโตและรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อ้างอิงข้อมูลจาก รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้ารายภูมิภาคประจำเดือน มิถุนายน 2569

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/978761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lIXmenZpmC9_mdeyRXhKr

  • ผ่ามรสุมเศรษฐกิจ! SCGD หั่นต้นทุนไทย 20% ดึงทุนจีนตั้งฐานสุขภัณฑ์ส่งออกโลก

    ผ่ามรสุมเศรษฐกิจ! SCGD หั่นต้นทุนไทย 20% ดึงทุนจีนตั้งฐานสุขภัณฑ์ส่งออกโลก

    ผ่ามรสุมเศรษฐกิจ! SCGD หั่นต้นทุนไทย 20% ดึงทุนจีนตั้งฐานสุขภัณฑ์ส่งออกโลก

    นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวในประเทศไทย ความผันผวนของราคาพลังงาน และสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ บริษัทได้เร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน 

    โดยผลการดำเนินงานปกติในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 268 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 16% จากไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกปี 2569 มีกำไรจากการดำเนินงาน 500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 3%

    ควบรวมโรงงาน ดันประสิทธิภาพ New High

    นายนำพล กล่าวชี้แจงว่า ในไตรมาส 2 บริษัทมีรายได้รวม 5,370 ล้านบาท ลดลง 7% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีรายการพิเศษทางบัญชี (Non-cash item) ประมาณ 690 ล้านบาท จากแผนการรวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย (Plant Consolidation) ซึ่งหากพิจารณาจากผลการดำเนินงานปกติ (Normalized EBITDA) จะอยู่ที่ 805 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) แตะระดับ 29.8% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 4.9% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ (New High) สะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องต้นทุนพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 38%

    เวียดนามเสาหลักส่งออก รุกตลาดฟิลิปปินส์

    ยุทธศาสตร์ในต่างประเทศถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะตลาดเวียดนามที่ยอดการส่งออกเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 98% เนื่องจากมีต้นทุนที่แข่งขันได้และดีไซน์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนสามารถเจาะตลาดศักยภาพสูงอย่างยุโรป อเมริกา และเม็กซิโกได้สำเร็จ 

    ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตกระเบื้องในเวียดนาม ทั้งโรงงานภาคกลางที่คืบหน้าแล้ว 70% (คาดเสร็จ Q4 ปีนี้) และเฟส 3 ในภาคใต้ (คาดเสร็จ Q2 ปีหน้า)

    สำหรับตลาดฟิลิปปินส์ บริษัทใช้กลยุทธ์ Optimization โดยส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปจำหน่ายในพื้นที่เกาะทางภาคกลางและภาคใต้ของฟิลิปปินส์แทนโรงงานในเกาะลูซอน ช่วยลดต้นทุนขนส่งและดันยอดขายผ่านช่องทางนี้โตถึง 162%

    ยุบโรงงานลดต้นทุน 20% ผนึกจีนรุก Smart Toilet

    แผนงานในประเทศไทย นายนำพล กล่าวเน้นย้ำถึง 2 โครงการสำคัญเพื่อสร้างกำไรก้าวกระโดด อาทิ 1. การรวมศูนย์การผลิต (Plant Consolidation) ลงทุน 957 ล้านบาท ปรับลดโรงงานกระเบื้องจาก 4 แห่งเหลือ 2 แห่ง ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) สู่ระดับ 90% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึง 16-20% หรือประหยัดค่าใช้จ่ายได้เฉลี่ยปีละ 380 ล้านบาท

    2. ร่วมทุนเทคโนโลยีจีน (JV) โดยบอร์ดอนุมัติจับมือกับผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะรายใหญ่จากจีน (แบรนด์สวิตเซอร์แลนด์ที่มีฐานผลิตในจีน) ตั้งโรงงานประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ในไทยภายใต้แบรนด์ COTTO คาดเริ่มเดินเครื่องเมษายน 2570 มุ่งเป็นฐานส่งออกไปอาเซียนและทั่วโลก

    ครึ่งปีหลัง “เวียดนาม-ฟิลิปปินส์” แรงส่งสำคัญ

    สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี นายนำพล มองว่า แม้ตลาดไทยและอินโดนีเซียจะยังชะลอตัวจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ตลาดเวียดนามและฟิลิปปินส์ยังมีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง โดยบริษัทจะเร่งรุกตลาดสินค้ากลุ่ม Beyond Tiles & Sanitary Ware เช่น SPC ที่เติบโตถึง 23% และเฟอร์นิเจอร์ห้องน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

    นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD
    กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 9,218 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของสินทรัพย์รวม 

    และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.4 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า สะท้อนความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรองรับแผนการลงทุนในอนาคต พร้อมคงงบลงทุนรวมปีนี้ไว้ที่ 2,400 – 2,500 ล้านบาท เน้นโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ SCGD ยังบริหารพอร์ตสินค้าใหม่ และสินค้าเกี่ยวเนื่องหลากหลาย เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคโดยผลักดันยอดขายสินค้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ SCGD เร่งขยายธุรกิจในอาเซียน โดยเพิ่มเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์ในอาเซียนเติบโตขึ้นเทียบปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1244225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38JffxZCBPi065TN0XXvVQ

  • ออมสิน ช่วยคนตัวเล็กฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ เปิดกู้สินเชื่อ “ออมสินสร้างอาชีพ” วงเงินสูงสุด 50,000 บาท

    ออมสิน ช่วยคนตัวเล็กฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ เปิดกู้สินเชื่อ “ออมสินสร้างอาชีพ” วงเงินสูงสุด 50,000 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IMysqX19RvnT-MVwLKYlu

  • เมื่อสงครามยังไม่จบ! เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    เมื่อสงครามยังไม่จบ! เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    รายการ “สนามข่าว 96” หยิบยกประเด็นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกมาวิเคราะห์ โดยเชิญ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ร่วมประเมินสถานการณ์ล่าสุด ทั้งทิศทางราคาน้ำมัน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลัง

    ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่า แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังดำเนินต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันโลกยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นรุนแรง เนื่องจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานยังช่วยรักษาสมดุลของตลาดได้ในระยะสั้น

    อุปสงค์ชะลอ-อุปทานเพิ่ม กดราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งแรง

    เขาระบุว่า การนำเข้าน้ำมันของจีนที่ชะลอตัวลง รวมถึงการนำเข้าที่ลดลงในหลายประเทศ ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันโลกอ่อนตัวลง ขณะเดียวกันหลายประเทศได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะสหรัฐฯ และประเทศผู้ผลิตรายอื่น

    แม้จะมีความกังวลว่าความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกหายไปมากกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในทางปฏิบัติอุปทานที่หายไปจริงอยู่ในระดับประมาณ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น ส่งผลให้ตลาดยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้

    อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม อุปทานน้ำมันอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีต จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    คาดน้ำมันมีโอกาสแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นักวิจัยเศรษฐกิจของ InnovestX ประเมินว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

    แม้ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะยังไม่ปรับขึ้นรุนแรง แต่ตลาดเริ่มสะท้อนความกังวลมากขึ้น และหากเหตุการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

    น้ำมันแพงเสี่ยงกดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ดร.ปิยศักดิ์กล่าวอีกว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งถือเป็นระดับสำคัญทางจิตวิทยา เนื่องจากเมื่อราคาสูงเกินระดับดังกล่าว ผู้บริโภคจะเริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

    ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันทางการเมืองในสหรัฐฯ ด้วย หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

    เงินดอลลาร์แข็งค่า สะท้อนความกังวลของตลาด

    ในช่วงที่ผ่านมา เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับกว่า 160 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนเงินบาทเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์

    ดร.ปิยศักดิ์มองว่า หากไม่มีปัจจัยความขัดแย้งเพิ่มเติม ค่าเงินดอลลาร์ควรเริ่มอ่อนค่าลงตามทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกอยู่ในภาวะระมัดระวัง

    เปิด 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป

    ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่ามี 5 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

    ปัจจัยแรก คือ สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ

    ปัจจัยที่สอง คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่อาจถูกนำกลับมาใช้เพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย

    ปัจจัยที่สาม คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับทิศทางเงินเฟ้อและราคาพลังงาน หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้เฟดจำเป็นต้องส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น

    ปัจจัยที่สี่ คือ การประชุมผู้นำระดับสูงของจีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดคาดหวังว่าจะมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม หลังจากหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค

    ส่วนปัจจัยที่ห้า คือ ความเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นและเอเชียเหนือยังได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีและ AI

    ดร.ปิยศักดิ์มองว่า การอ่อนค่าของเงินเยนยังเป็นผลบวกต่อบริษัทญี่ปุ่นที่มีรายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินเยนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้รับแรงสนับสนุน

    ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ยังคงได้อานิสงส์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้จะมีความกังวลว่าการลงทุนในบางส่วนอาจร้อนแรงเกินไป แต่ภาพรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง

    มองเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ รับแรงหนุนส่งออกและมาตรการภาครัฐ

    สำหรับประเทศไทย ดร.ปิยศักดิ์เห็นว่า ภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ฟื้นตัว แม้การเติบโตจะยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI

    นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทั้งการลดค่าไฟฟ้า การส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการสนับสนุนกำลังซื้อภายในประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนและตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมา

    ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังสามารถรับมือกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงยังคงอยู่ โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อจนกระทบอุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ จีน และความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด

    ส่วนเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/analyst-sees-middle-east-conflict-raising-risks-for-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gh37gTp3eaXrAj_HkCUvf

  • นายกฯ หนุนลงทุนเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน

    นายกฯ หนุนลงทุนเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน

    นายกฯ เปิดงาน Green Bridge Forum ครั้งที่ 1 มุ่งยกระดับธรรมาภิบาล สนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว-นวัตกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวก พร้อมขอให้ตระหนักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อส่งต่อคนรุ่นหลัง

    22 ก.ค.2569 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมเสวนาคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและภาคีที่เกี่ยวข้อง ครั้งที่ 1 (The 1st Green Bridge Forum) ณ ห้องประชุมหลัก ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วม

    ขณะที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “ ประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตสีเขียว : บทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” ว่า การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นเวทีที่สำคัญ ที่จะเชื่อมโยงการตรวจสอบภาครัฐเข้ากับวาระด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตรวมถึงอาชีพของประชาชน ว่าเราจะทำอย่างไรให้ประเทศของเรามีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานที่จะสามารถยืนหยัดอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้โดยที่ประเทศยังมีการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม เพราะความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดของการพัฒนาอีกต่อไป แต่ในปัจจุบันเป็นแนวนโยบายที่ประเทศไทยได้นำมาใช้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศ เช่น การลงทุนอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน และ การใช้ทรัพยากรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

    ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงได้มีการสนับสนุนการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกันไทยก็เล็งเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น เราจะต้องใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างคุ้มค่ามากที่สุด และสามารถตรวจสอบได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหลักธรรมาภิบาลถึงสำคัญ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนและเรื่องมลภาวะต่างๆเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลจะต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องนำปัญหาเหล่านี้ไปเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบ เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐมีการจับจ่ายใช้สอยในโครงการและการลงทุนต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ตนจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้เห็นการนำเรื่องของความยั่งยืนในภาครัฐมาใส่ในรายงาน Green Bridge Forum ที่จะประกาศในวันนี้ เพราะจะเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมกิจการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และการดำเนินงานของภาครัฐให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยมีองค์กรอิสระที่มีวิสัยทัศน์ในการตรวจสอบภาครัฐให้มีความเป็นสากลในด้านของความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นก็จะถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานของภาครัฐได้มากยิ่งขึ้นด้วย เพราะไม่มีประเทศใดที่จะสามารถระบุปัญหาด้านสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากปัญหาด้านสภาพแวดล้อมเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เวทีแห่งนี้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน พร้อมคำนึงถึงคนรุ่นหลังที่จะมาใช้ทรัพยากรต่อจากเรา ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องตระหนักว่าทรัพยากรต่างๆลูกหลานของเราก็ต้องใช้เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวขอขอบคุณสมาชิกทำงานทุกท่าน ที่ได้ทำการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม ร่วมกันสร้างความโปร่งใส และยกระดับธรรมาภิบาลในการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของโลก เพื่อส่งต่อโลกที่มีทรัพยากรอย่างเพียงพอให้คนรุ่นหลังต่อไป จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมในครั้งนี้จะมีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้

    จากนั้น ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ บริเวณภายในศูนย์ประชุมฯ และเดินทางต่อไปเป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย “การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” ณ ห้องสัมมนาลอยฟ้า ฮอลล์ 1 สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1036503/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31bXDnkECg80nTIELXh6p2

  • เร่งเครื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกอีเวนต์สู่แพลตฟอร์มสร้างโอกาสธุรกิจ

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกอีเวนต์สู่แพลตฟอร์มสร้างโอกาสธุรกิจ

    นายวีระชัย นิชาภัทร ผู้ก่อตั้ง Musketeers Event เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการงานอีเว้นท์ให้ตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในยุคที่โลกดิจิทัลและโลกจริงรวมเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งรูปแบบการจัดงานอีเว้นท์แบบเดิม ๆ ที่จำกัดอยู่แค่ในฮอลล์จึงอาจไม่เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานได้อีกต่อไป 

    ปลดล็อกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

    โดยมองว่าจะต้องปลดล็อกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคอีเว้นท์ไร้ขอบเขตอย่างแท้จริง ที่ตรงโจทย์ ตรงความต้องการ และสอดคล้องตามความเหมาะสมของผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ

    ทั้งนี้เป็นการดำเนินการร่วมกับ Slash Dot Dash เพื่อออกแบบสถาปัตยกรรมทางประสบการณ์ (Experience Architecture) ที่ไร้ข้อจำกัดทางกายภาพผ่านแนวคิด Creative Experience Design

    เร่งเครื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลิกอีเวนต์สู่แพลตฟอร์มสร้างโอกาสธุรกิจ

    แบ่ง3 ช่วงเวลาให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อ และมีส่วนร่วม

    นายเฉลิมเกียรติ อ้นเจริญ ผู้ก่อตั้ง Slash Dot Dash กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อ และมีส่วนร่วมได้ตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม ไปจนถึงจบงาน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ประกอบด้วย

    Pre-Event (ก่อนเริ่มงาน) สร้างความร่วมมือ (Engagement) ตั้งแต่แรกซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับแบรนด์ก่อนที่งานจริงจะเริ่มต้น

    During-Event (ระหว่างงาน) ทลายกำแพงเรื่องสถานที่ ผู้ร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มุมไหนของโลก ก็สามารถสัมผัสกับความรู้สึกเดียวกันได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยขนาดพื้นที่

    Post-Event (หลังจบงาน) สานต่อความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมงานยังสามารถปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่องเป็นการสร้างระบบนิเวศของแฟนคลับ (Ecosystem) ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/664602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HzDv0qkTIDCI0ju0xvsoN

  • แรงซื้อเริ่มแผ่ว! “หุ้นจีน” เปิดลบ หลังพุ่งเกือบ 1.8% จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แรงซื้อเริ่มแผ่ว! “หุ้นจีน” เปิดลบ หลังพุ่งเกือบ 1.8% จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/162273&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z-8X4dFN-IPrvtolCPX4d

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมกรมฯ ครั้งที่ 7/2569 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งชุมชนสู่ความยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมกรมฯ ครั้งที่ 7/2569 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งชุมชนสู่ความยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมกรมฯ ครั้งที่ 7/2569 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งชุมชนสู่ความยั่งยืน


    21/07/2569 | 43 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมกรมฯ ครั้งที่ 7/2569 มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งชุมชนสู่ความยั่งยืน

    วันที่ 21 ก.ค. 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุม 5001 นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประชุมกรมการพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 7/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยมี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน จากทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ประเด็นที่กรมการพัฒนาชุมชนเน้นย้ำในการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญในรอบเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ได้แก่

    1.การเตรียมความพร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรษา 28 กรกฎาคม 2569

    2.การเตรียมความพร้อมการจัดงาน OTOP ศิลปาชีพประทีปไทย หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ซึ่งจะดำเนินการในวันที่ 8 – 16 สิงหาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

    3.การประกวดโครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 เปิดรับสมัครถึงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมพัฒนางานของนักดีไซเนอร์ ของไทยให้ไปสู่ระดับประเทศและสากล ภายใต้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก

    4.จัดแถลงการณ์เปิดตัว OTOP One Stop Service ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันอำนวยความสะดวกและพัฒนาผลิตภัณฑ์และผู้ประกอบการชุมชนไทยและประชาชนให้รวดเร็วมากขึ้น

    5.รัฐบาลได้ดำเนินการเดินหน้าเจรจากับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการลดค่า GP หรือค่าดำเนินการเปิดร้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีเศรษฐกิจเติบโตและแข็งแรงมากขึ้น

    6.กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีอย่างต่อเนื่อง อาทิ CPAll ในการร่วมมือพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์ OTOP ไทย ให้ก้าวสู่ ModernTrade ได้อย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ อาทิ การเปิดพื้นที่เจรจาธุรกิจ หรือให้คำปรึกษาที่บูธ 7-11 ในงาน OTOP Midyear 2026 ที่ผ่านมา

    7.อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเน้นย้ำให้พัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ เป็นแบบอย่างในการทำงานและความประพฤติ มีจริยธรรม ให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดในการสนับสนุนงานและประสานงานแบบเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน รวมทั้งดูแลปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา

    8.ประเด็นเน้นย้ำนโยบาย 5+1 ของกรมการพัฒนาชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เสริมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจฐานราก เราพร้อมเดินหน้าสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/395633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZN2zgaGIJurct-NFH9lW1