Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคเศรษฐกิจประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลุกประชาชนสู้โจรไซเบอร์

    พรรคเศรษฐกิจประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลุกประชาชนสู้โจรไซเบอร์

    พรรคเศรษฐกิจประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “พล.อ.รังษี” ปลุกประชาชนสู้โจรไซเบอร์ ลุยรับเรื่องร้องเรียนชายแดน

    วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดสระแก้ว คณะกรรมาธิการการป้องกัน ปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดสัมมนาใหญ่ในหัวข้อ “รู้เท่าทันปัญหาการพนันออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อเปิดโปงกลโกง สร้างภูมิคุ้มกัน และผนึกกำลังประชาชนในการร่วมสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีผู้นำชุมชน, ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.), อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และประชาชนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรคเศรษฐกิจ และโฆษกกรรมาธิการฟอกเงินฯ ประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ร่วมบรรยายพิเศษด้านความมั่นคงและแนวทางการรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

    นางสาวอังสณา กล่าวว่า อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปัจจุบันพัฒนาเป็นเครือข่ายข้ามชาติที่มีการวางระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกลงทุน หลอกฟอกเงิน เพื่อข่มขู่ให้เหยื่อหวาดกลัวและโอนเงิน ทุกบาทที่ประชาชนถูกหลอก ไม่ได้หายไปจากครอบครัวหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังไหลเข้าสู่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กลายเป็นทุนหมุนเวียนของขบวนการฟอกเงิน พนันออนไลน์ และธุรกิจผิดกฎหมาย รัฐจะปล่อยให้ประชาชนถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ได้

    ด้าน พล.อ.รังษี เน้นย้ำว่า การปราบปรามจะพึ่งพาเพียงเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ประชาชนที่รู้เท่าทันคือ “กำแพงด่านแรก” ของประเทศ หากประชาชนไม่หลงเชื่อและกล้าแจ้งเบาะแส ขบวนการเหล่านี้ก็จะเดินต่อได้ยากขึ้น พร้อมระบุว่ารัฐต้องเดินหน้าตัดวงจรบัญชีม้า ไล่เส้นทางการเงิน และเอาผิดผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างจริงจัง ไม่ใช่จับเพียงปลายแถวแล้วปล่อยตัวการใหญ่ลอยนวล

    นอกจากประเด็นภัยไซเบอร์แล้ว น.ส.อังสณา และคณะ ยังได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนสระแก้ว ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดน รวมถึงร้องเรียนการทำงานของเจ้าหน้าที่บางส่วนที่ไม่เข้ามาดูแล ช่วยเหลือ หรือแก้ไขความเดือดร้อนอย่างเพียงพอ ยืนยันว่าจะรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ไขโดยด่วน

    “เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ดูแลประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องวิ่งหาความช่วยเหลือกันเอง เมื่อมีข้อร้องเรียนว่าหน่วยงานในพื้นที่ไม่ทำหน้าที่ ก็ต้องตรวจสอบให้ชัด ใครละเลย ใครปล่อยปละ และใครต้องรับผิดชอบ” น.ส.อังสณา กล่าวปิดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2947784&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35BAPHhvBxB1f9qXrkF5Cj

  • จีนให้คำมั่นหนุนเศรษฐกิจโตตามเป้าหมายรายปี หลัง GDP ชะลอตัวใน Q2 : อินโฟเควสท์

    จีนให้คำมั่นหนุนเศรษฐกิจโตตามเป้าหมายรายปี หลัง GDP ชะลอตัวใน Q2 : อินโฟเควสท์

    คณะรัฐมนตรีจีนให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า จีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดปี 2569 และจะเดินหน้าผลักดันนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง หลังจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาล

    สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานในวันจันทร์ (20 ก.ค.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง เป็นประธาน ระบุว่า จีนควรใช้ประโยชน์จากงบประมาณด้านการคลังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    แนวทางปฏิบัติที่มีการกล่าวถึงในการประชุมครั้งนี้ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับโครงการ “Six Networks” มูลค่า 7 ล้านล้านหยวน (1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ครอบคลุมศูนย์ข้อมูลและระบบท่อใต้ดิน

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับฟังรายงานความคืบหน้า โดยสรุปว่า การวางแผนและการก่อสร้างโครงการดังกล่าวควรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนผลักดันให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วตามเงื่อนไขของแต่ละท้องถิ่นและความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และควรเสริมสร้างทรัพยากรทางการเงินให้แข็งแกร่ง เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จะสำเร็จลุล่วง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจีนยังได้หารือถึงงานตรวจสอบบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อติดตามการใช้งบประมาณของรัฐบาลกลาง รวมถึงรายจ่ายและรายรับทางการคลังอื่น ๆ โดยเจ้าหน้าที่ให้คำมั่นว่าจะเสริมสร้างการบริหารจัดการงบประมาณและปฏิรูปทางการคลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่จะจัดการกับปัญหาที่ตรวจพบในการตรวจสอบบัญชีอย่างจริงจัง

    หากรัฐบาลจีนหันมาใช้นโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากช่วงที่ผ่านมา หลังรัฐบาลควบคุมการใช้จ่ายจนทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีในเดือนพ.ค. อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการใช้นโยบายรัดเข็มขัดโดยพฤตินัย และยังไม่สามารถบรรเทาแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอได้มากนัก 

    การประชุมคณะรัฐมนตรีจีนครั้งนี้มีขึ้น หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) รายงานเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ว่า GDP ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 5% และต่ำกว่ากรอบเป้าหมายการเติบโตตลอดปีที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5% – 5% โดยการชะลอตัวของการใช้จ่ายภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/619044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_7phFM9SYMohbRK3COMZy

  • เวียดนามเผชิญโจทย์ ‘แก่ก่อนรวย’ 1 ใน 7 อายุเกิน 60 ปีแล้ว รัฐทุ่มเงินโบนัส-ที่อยู่อาศัย ดึงคนมีลูก ก่อนขาดแรงงานหนุนเศรษฐกิจ

    เวียดนามเผชิญโจทย์ ‘แก่ก่อนรวย’ 1 ใน 7 อายุเกิน 60 ปีแล้ว รัฐทุ่มเงินโบนัส-ที่อยู่อาศัย ดึงคนมีลูก ก่อนขาดแรงงานหนุนเศรษฐกิจ

    ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงออกชุดมาตรการจูงใจให้คู่รักมีลูกมากขึ้น ทั้งเงินโบนัสและสิทธิ์ด้านที่อยู่อาศัย เพื่อพลิกสถานการณ์อัตราการเกิดที่กำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว

    จุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกเลิกนโยบายจำกัดการมีลูกไม่เกิน 2 คนที่ใช้มายาวนานเมื่อปีก่อน และแทนที่ด้วยกฎหมายประชากรฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยสิทธิประโยชน์ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวชาวเวียดนามมีขนาดใหญ่ขึ้น

    มาตรการจูงใจให้มีลูกมากขึ้น

    สิทธิประโยชน์เหล่านี้ครอบคลุมทั้งการให้สิทธิลาคลอดนานถึง 7 เดือนสำหรับลูกคนที่สอง การอุดหนุนค่าตรวจคัดกรองสุขภาพก่อนคลอดและทารกแรกเกิด เงินโบนัสสูงสุด 6 ล้านดอง (ประมาณ 7,800 บาท) รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยก่อนใครสำหรับพ่อแม่ที่มีลูก 2 คนก่อนอายุ 35 ปี

    ความเร่งด่วนนี้สะท้อนผ่านตัวเลขอัตราการเจริญพันธุ์ของเวียดนามที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.91 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคนในปี 2024 และขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 1.93 ในปีถัดมา ซึ่งยังต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน อันเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาจำนวนประชากรไว้

    แม้กระทรวงสาธารณสุขจะตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ให้ถึงระดับทดแทนภายในปี 2030 แต่ก็ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เพราะสัดส่วนผู้สูงอายุที่เกือบ 1 ใน 7 ในปัจจุบันนั้น รัฐบาลคาดการณ์ว่าภายในกลางศตวรรษนี้อาจพุ่งสูงถึง 1 ใน 4

    เงาวิกฤต ‘แก่ก่อนรวย’ ที่ต่างจากเพื่อนบ้าน

    เวียดนามเพิ่งได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก โดยมีอัตราการเติบโต 7% และ 8% ในปี 2024 และ 2025 ตามลำดับ บนแรงหนุนของยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้นกว่า 15% ในทั้งสองปี แต่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จำเป็นต่อการรองรับสังคมสูงวัยกลับตามไม่ทัน

    อัลเบิร์ต พาร์ก (Albert Park) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยตั้งแต่ที่เศรษฐกิจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ต่างจากชาติเศรษฐกิจก้าวหน้าในเอเชียที่ร่ำรวยขึ้นก่อนแล้วประชากรจึงค่อยสูงวัย

    ความต่างนี้สร้างความท้าทายเพิ่มขึ้น เพราะระบบบำนาญและการดูแลผู้สูงอายุของเวียดนามยังไม่พัฒนาเต็มที่ อีกทั้งประเทศยังมีทรัพยากรจำกัดกว่า

    สถานการณ์นี้ตรงข้ามกับเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยกว่า ทั้งญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ที่ต่างมั่งคั่งก่อนที่ประชากรจะสูงวัย ทำให้มีเวลาหลายทศวรรษในการสร้างระบบบำนาญและสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง แต่เวียดนามไม่มีเวลามากขนาดนั้น

    เกียง แถ่ง ล็อง (Giang Thanh Long) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งชาติในกรุงฮานอย อธิบายว่า สถานการณ์นี้มักถูกเรียกว่าความเสี่ยงของการ ‘แก่ก่อนรวย’

    โดยรายได้ต่อหัวที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ ทำให้เวียดนามมีทรัพยากรไม่มากพอที่จะดูแลทั้งบำนาญ สาธารณสุข และการดูแลระยะยาว ไปพร้อมกับการลงทุนด้านการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน

    ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นจากการที่เวียดนามมีตลาดแรงงานนอกระบบขนาดใหญ่ ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่นอกเครือข่ายประกันสังคม ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพาลูกหลานในการดำรงชีวิต

    อย่างไรก็ตาม ล็องเตือนว่าการพึ่งพาลูกหลานเริ่มใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เมื่ออัตราการเกิดลดลง ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และการย้ายถิ่นดึงคนหนุ่มสาวออกไปจากพ่อแม่ที่สูงวัย

    ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดที่สุดในพื้นที่ชนบท โดยขณะที่อัตราการเกิดในเมืองลดลงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการที่ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ชนบทกลับเผชิญวิกฤตคนละแบบ นั่นคือการที่คนวัยทำงานจำนวนมากย้ายเข้าเมืองหรือนิคมอุตสาหกรรม ทิ้งไว้เพียงชุมชนที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุ

    เมื่อเงินโบนัสอาจไม่ใช่คำตอบ

    นักวิเคราะห์มองว่าแผนการอัดเงินจูงใจของฮานอยอาจไม่ได้ผลอย่างที่หวัง โดยพาร์กชี้ว่า หากดูจากหลักฐานในหลายประเทศ การให้เงินจูงใจโดยตรงเพื่อกระตุ้นการมีลูกมักไม่ได้ผลในการเพิ่มอัตราการเกิด และการเสริมความคุ้มครองทางสังคม ทั้งสาธารณสุข บำนาญ และการดูแล จะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะกับแรงงานนอกระบบที่เปราะบางเป็นพิเศษ

    เช่นเดียวกับล็องที่ชี้ว่า ประสบการณ์จากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ และหลายประเทศในยุโรป แสดงให้เห็นว่าเงินจูงใจก้อนเดียวหรือโบนัสการมีลูกมักให้ผลเพียงเล็กน้อยและเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

    นอกจากนี้ ล็องยังเตือนว่าสิทธิประโยชน์การลาคลอดที่มากเกินไปอาจส่งผลย้อนกลับ หากทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างสิ่งทอและเสื้อผ้า เพราะหากนายจ้างเชื่อว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะลาคลอดหรือต้องการเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น ก็อาจลังเลที่จะจ้างงานหรือเลื่อนตำแหน่ง

    ท้ายที่สุด เงินโบนัสอาจกลายเป็นการเดิมพันที่มีต้นทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนจำกัด เพราะหากอัตราการเกิดไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เวียดนามอาจต้องทุ่มงบประมาณอันมีค่าไปกับมาตรการจูงใจ โดยไม่มีคนรุ่นใหม่มาเป็นฐานภาษีที่คุ้มค่ากับต้นทุนนั้น

    ล็องจึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการพยายามพลิกกลับแนวโน้มประชากร ไปสู่การปรับตัวให้เข้ากับมันแทน ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านเทคโนโลยี ดึงผู้หญิงและผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น พร้อมพัฒนา ‘เศรษฐกิจผู้สูงวัย’ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสังคมสูงอายุโดยเฉพาะ

    หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0013 บาท ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569

    ภาพ : Hit1912 / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-aging-population-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qSHzMUGQIHHcLGHKeWBV7

  • “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    “นครศรีธรรมราช” จังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของภาคใต้ จากทั้งหมด 23 อำเภอ รองจาก “สุราษฎร์ธานี” แต่ครั้งโบราณเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย ก่อนจะมาเป็นอาณาจักรตามพรลิงค์ และเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

    สถานที่แห่งนี้ ไม่ได้มีดีแค่พื้นที่ท่องเที่ยว ทว่ายังหลากหลาย ด้านศิลปวัฒนธรรม ที่สั่งสมมา และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “เมืองแห่งโอโซน” สำคัญ ขณะที่ต้นทุนเก่าทาง “วัฒนธรรม” ในแต่ละพื้นที่ ไม่เพียงดึงดูดความน่าสนใจของนักท่องเที่ยวเท่านั้น หากจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาพลิกฟื้นชีวิตขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน ให้มีลมหายใจได้ไปต่อ

    “เมืองไม่จำเป็นต้องมีโบราณสถานจำนวนมาก จึงจะสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมได้ หัวใจสำคัญ คือ การค้นหาทุนวัฒนธรรมที่แท้จริงของพื้นที่ และนำมาบริหารจัดการอย่างเหมาะสม “ทุ่งสง” ไม่ได้มีวัดเก่าแก่มากมาย เหมือนในตัวเมืองนครฯ แต่มีวิถีชีวิตของความเป็นชุมทาง ความหลากหลายของผู้คน มีเรื่องเล่าของพ่อค้าคหบดีในอดีต เมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาออกแบบกิจกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์จึงสะท้อนออกมาเป็นตัวเลขรายได้ของชาวบ้านที่จับต้องได้”

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ ของแผนงานเชิงกลยุทธ์การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (ววน.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความสำเร็จของ “ทุ่งสงโมเดล” ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน โครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐ กิจสร้างสรรค์” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยย้ำว่า ทุ่งสงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทลายข้อจำกัดเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรม

    โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มักถูกผูกขาดอยู่กับเมืองเก่า ที่มีวัดวาอารามหรือโบราณสถานอายุนับร้อยนับพันปี แต่กรณีศึกษาของ “อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช” กำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “เมืองรอง” ที่ไม่มีทุนมรดกวัฒนธรรมกระแสหลัก ก็สามารถสร้างตัวตนใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ หากค้นพบ “เนื้อแท้” ของพื้นที่

    ดร.ธนภณ ระบุว่า ผลการปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์ความเป็น “ชุมทางการค้าและรถไฟ” ให้กลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ ผ่านการออกแบบกิจกรรมวัฒนธรรม ตลาด และเทศกาลอย่างเป็นระบบ จะทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในตลาดชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 173,000 บาท/วัน ในระยะเริ่มต้น และจะสูงขึ้นเป็น 600,000 บาทต่อวัน หรือเติบโตขึ้นกว่า 4 เท่าตัว

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    ดังนั้น การขยับตัวของทุ่งสงครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่จัดงานอีเว้นท์ชั่วคราว แต่ได้ใช้กระบวนการวิจัยเข้ามาถอดรหัสฝังตัวกับชุมชน เพื่อย้ำแนวคิด ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ และทุนทางวัฒนธรรมชุมชน ทุนชาติ เปลี่ยนวัฒนธรรมกิน-อยู่-โลคอล ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และกรณีศึกษาทุ่งสง กำลังส่งสัญญาณสำคัญไปยังเมืองรองทั่วประเทศไทยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ต้องรอให้มีทุนดั้งเดิมที่ล้ำค่า

    แต่ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบหลักคือ การค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริง แม้จะเป็นเพียงวิถีชีวิตสามัญชนหรือทำเลที่ตั้ง การจัดการเชิงระบบ การเชื่อมโยงตลาด เทศกาล และการสื่อสารวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน การมีส่วนร่วมของชุมชนและกลไกวิจัย เพื่อให้รายได้กระจายสู่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง ไม่กระจุกตัว

    ขณะที่ ปิยานาถ กลิ่นภักดี นักวิจัยในพื้นที่อำเภอทุ่งสง เล่าว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปี 2558-2569 ในการขับเคลื่อนอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากเมืองศูนย์กลางคมนาคมทางราง ที่ไม่มีใครมองเป็นเมืองท่องเที่ยว สู่โมเดล “ทุ่งสงนิยม” ที่ปลุกจิตวิญญาณคนในท้องถิ่นให้ลุกขึ้นมาจัดการตนเอง

    โดยนำทุนวัฒนธรรมมาเป็นตัวนำ เริ่มจากการจัดทำผังวัฒนธรรมเมืองในพื้นที่เขตเทศบาล 7.17 ตารางกิโลเมตร จากผังที่มีลักษณะคล้าย “มีดอีโต้” และพัฒนาต่อยอดมาเป็นผัง “กุญแจเมือง” โดยได้รับการสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี 2560 จนนำไปสู่การรวมตัวของภาคเครือข่ายในนาม “คณะกรรมการประชาคมวัฒนธรรมเมืองทุ่งสง” และ “กลุ่มคนรักเมืองทุ่งสง” ช่วยกันฝีงชิปสร้างแนวคิด “ทุ่งสงนิยม” เพื่อให้คนในท้องถิ่นรักและภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

    เราใช้คำว่าทุ่งสงนิยม ขนมจีนทุ่งสงต้องอร่อยที่สุด คนทุ่งสงน่ารักที่สุด สถานที่ทุ่งสงสวยที่สุด เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกัน เริ่มต้นทำกิจกรรมจากไม่มีเงินเลย เรี่ยไรเงินกันสองสามหมื่นจนสำเร็จ ขยับเป็นหลักแสนก็ทำได้ จนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้ามีใจ…เมืองก็เปลี่ยนได้

    ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกจากงานวิจัยและแรงผลักดันของประชาคม คือการกำเนิด “หลาดชุมทางทุ่งสง” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 ณ บริเวณสี่แยกชนปรีดา ซึ่งปัจจุบันขยายตัวต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 394 แล้ว

    สำหรับเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากแนวคิดของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสงคนหนึ่ง ซึ่งเคยตั้งปณิธานว่า คือ “ถ้าเปิดตลาดถนนคนเดินแล้ว มีแต่พ่อค้าแม่ค้าจากนอกพื้นที่เข้ามาขายของ แล้วขนเงินของคนทุ่งสงกลับบ้านเขา มันไม่ใช่การพัฒนาเมือง” หลาดชุมทางทุ่งสง จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง มุ่งเน้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน

    ปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ได้ร้อยเรียงจิ๊กซอว์ทางวัฒนธรรม เชื่อมต่อกันจนเกิดเป็น 4 ย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ คือย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนและการแสดงออกทางวัฒนธรรม ย่านชุมทางประวัติศาสตร์ พื้นที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นเมืองรากแก้ว ย่านนิคมบ้านพักรถไฟ อัตลักษณ์เมืองรางที่มีบ้านไม้สถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 หลัง มีโรงซ่อมหัวรถจักร-โบกี้ขนาดใหญ่ และเป็น 1 ในไม่กี่แห่งของประเทศที่มี “วงเวียนกลับหัวรถจักร”

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    นอกจากนี้ ยังมีย่านพื้นที่ประวัติศาสตร์ของบริษัท ยิปอินซอย จำกัด พื้นที่ของบริษัทเอกชนที่เข้ามาทำเหมืองแร่และเกษตร กรรมในทุ่งสงครบ 100 ปีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งยังหลงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมไม้กึ่งกลางเมืองท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมและไฟไหม้ในอดีต

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    ขณะเดียวกันงานวิจัยยังเข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรม อาหารและของที่ระลึก ที่เป็นเอกลักษณ์แท้จริงของทุ่งสงในปัจจุบัน อาทิ “ยาหนม” (ขนมไทยอัตลักษณ์ทุ่งสง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกาละแม แต่มีความพิเศษคือใช้ เมล็ดข้าวเหนียว (ไม่ใช่แป้ง) มาเคี่ยวและกวนผสมกับกะทิและน้ำตาลจากปากพนังยาวนานถึง 12 ชั่วโมง จนเนื้อเนียนหนึบ ห่อด้วยกาบหมาก ปัจจุบันสร้างมูลค่าสูงถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท

    รวมทั้งการริเริ่มเทศกาล “เปตะเฟสติวัล” ซึ่งเป็นการตีความประเพณีสารทเดือนสิบใหม่ โดยปรับ Mindset ของคนรุ่นใหม่ให้มองการทำบุญเดือนสิบเป็นเรื่องของ “ความกตัญญูกตเวทิตา” ต่อบรรพบุรุษ ผ่านสัญลักษณ์ “หุ่นทองสูง” ที่มีความสวย งาม สง่างาม แทนภาพลักษณ์ความน่ากลัวของเปรตในอดีต ชูเป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่

    ดร.ธนภณ เล่าว่า ขณะนี้ทีมวิจัยได้ศึกษา “งานเปตตะ” (เปรต) ซึ่งเป็นงานรับตายาย ในช่วงต้นเดือนกันยายนของทุกปี โดยแปลงนัยยะของเปรตให้เป็นเรื่องของความกตัญญู ความสามัคคี และความเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งถือเป็นการสร้างเทศกาลในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการพึ่งพาเทศกาลในอดีตเพียงอย่างเดียว

    “ทุ่งสงโมเดล” ค้นทุนวัฒนธรรม ยกฐานะ “เมืองรอง” สู่ “เมืองเศรษฐกิจ”

    ในช่วง8 ปีที่ผ่านมา อำเภอทุ่งสงเปลี่ยนไปมาก จากเมืองทางผ่านที่ไม่มีใครคิดเรื่องท่องเที่ยว ปัจจุบันมีโฮมสเตย์และโรงแรมขนาดกลางเกิดขึ้นจำนวนมาก มีโรงแรมเครือใหญ่เข้ามาลงทุนเองโดยไม่ใช้แฟรนไชส์ ต้องยอมรับว่า แต่ละเมืองมีบริบทต่างกัน ก๊อบปี้กันไม่ได้ทั้งหมด การจะขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ ที่ยั่งยืนของชุมชนได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องรู้จักรากเหง้าของเมืองอย่างถ่องแท้

    การขยับฐานะไปสู่จุดหมาย ปฎิเสธไม่ได้ว่าต้องเริ่มต้นจาก “รากฐาน” ของชุมชน หากคนในพื้นที่ไม่รู้จักรากของตนเอง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นการจัดอีเวนท์ที่สูญเปล่า ทำอย่างไรจึงจะไม่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า พื้นที่มีปัญหาอะไร แต่ควรค้นหาว่าในพื้นที่มี “ต้นทุน” อะไรบ้างที่ดีและยังไม่ถูกมองเห็น เช่นเดียวกับ “ทุ่งสงโมเดล”

    หมายเหตุ: ข้อมูลงานวิจัย โครงการยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) พื้นที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 – 20 ก.ค. 2569

    อ่านข่าว

    “หลี่ เฉียง” ต้อนรับ “อนุทิน” อย่างเป็นทางการ ก่อนหารือความร่วมมือไทย-จีนทุกมิติ

    จ่อเรียก 11 คน “ขรก.-พนง.เอกชน” รับทราบข้อกล่าวหาคดีโกงสอบท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wR2EnVcCHW2vo4m8Uu4Ry

  • นายกฯ หักหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สั่งลดเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ รักษาฐานเสียง

    นายกฯ หักหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สั่งลดเกณฑ์ ‘บัตรคนจน’ รักษาฐานเสียง

    2 ครั้งแล้วที่โครงการของ รัฐบาลภูมิใจไทย เริ่มต้นด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ “ครม.อนุทิน 2” กำหนด ทั้ง 2 ครั้ง ล้วนแล้วแต่เป็นสวัสดิการในเชิง “แจก” ทั้งสิ้น 

    ครั้งแรกคือ “คนละครึ่ง”เวอร์ชั่น “พรรคภูมิใจไทย” ภายใต้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่ปรับจาก 50 : 50 มาเป็น 60 : 40 ในชื่อ “ไทยช่วยไทย พลัส

    โครงการดังกล่าว ประชาชนจะได้รับวงเงินสูงสุด 1,000 บาท/คน/เดือน ภาครัฐอุดหนุนให้ 60% โดยรัฐจะจ่ายไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน ส่วนประชาชนต้องจ่ายด้วยเงินสด และการโอนเองอีก 40% ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

    รัฐบาลมั่นใจว่า นี่คือ โครงการขวัญใจมหาชน ที่ได้รับผลสำเร็จอย่างล้นหลามเมื่อคราว “รัฐบาลลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อนำมาปรับใหม่เป็น “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือมากกว่าเดิม จะได้รับความนิยมไม่น้อยหน้าต้นตำรับ

    โครงการนี้กระแสคัดค้านไม่มาก แต่ร้านค้าเล็กๆ หลายร้านตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพราะระแวงว่า รัฐจะเก็บข้อมูลเพื่อนำไปเก็บภาษีย้อนหลัง แม้รัฐบาลจะยืนยันหลายครั้งก็ตามว่า จะไม่เก็บย้อนหลัง หากรายได้ไม่ถึง

    กระทั่งมาถึงโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือที่ชาวบ้านคนรากหญ้าเรียกว่า “บัตรคนจน” ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพราะรอบนี้ “เอกนิติ” สั่งเช็กคุณสมบัติเข้ม เพื่อต้องการนำงบประมาณไปช่วยเหลือคนจนจริงๆ และนั่นนำมาซึ่ง พ่อแม่จำนวนหนึ่งต้องถูก “ตัดสิทธิ”

    โดยเฉพาะการกำหนดเกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ ที่ลูกนำชื่อไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีประจำปี กรณีพ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ลงลึกไปถึงสถาบันครอบครัวว่า เป็นเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ทำให้พ่อแม่ต้องถูกตัดสิทธิในโครงการดังกล่าว

    จากประเด็นเศรษฐกิจ กลายเป็นเรื่องสังคมและครอบครัว มีการถกเถียงกันอย่างหนักว่า ลูกบางคนที่นำไปลดหย่อนภาษี ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ถือว่าหลักเกณฑ์นี้ “ไม่ยุติธรรม”

    ในตอนแรก “เอกนิติ” ยืนยันว่า จะไม่ทบทวน โดยระบุว่า จุดประสงค์ต้องการดูแลประชาชนที่เดือดร้อน ที่ไม่มีใครดูแล และไม่มีสิทธิใดๆ เนื่องจากมีข้อร้องเรียนมากมายว่า คนที่ถือสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบัน 13.2 ล้านคน มีทั้งคนที่เดือดร้อนจริง และคนที่ไม่ได้เดือดร้อน

    แต่เหมือนยิ่งชี้แจง กระแสคัดค้านยิ่งขยายเป็นวงกว้าง ในที่สุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทนแรงเสียดทานไม่ไหว ต้องสั่งให้ “เอกนิติ-กระทรวงการคลัง” ทบทวนหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข “บัตรคนจน” โดยเฉพาะกรณีที่ลูกนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ เพื่อคืนสิทธิให้แก่ผู้ที่ตกหล่น

    ขณะที่ล่าสุด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข “บัตรคนจน ปี 2569” ต้องเจอปัญหาอีก โดยเฉพาะการขั้นตอน “การตรวจสอบสิทธิ” ที่หลายคนถูกตัดออก เพราะมีชื่อครอบครองรถ ได้แก่ 1.มีรถจักรยานยนต์ความจุไม่เกิน 300 ซีซี 2.รถสามล้อ 3.มีรถยนต์ 4 ล้อเล็กรับจ้าง และ 4.รถใช้งานเพื่อการเกษตร มีได้ไม่เกินคนละ 1 คัน

    4 ข้อนี้ คือ ปัญหาที่เกิดขึ้น และทำให้คนถูกตัดสิทธิจำนวนมาก เพราะไม่ได้สะท้อน “ความเป็นจริง” อย่างกรณีมีชื่อครอบครองรถยนต์ แต่เป็นรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์เก่า จอดเสีย ไม่ได้ใช้งานมานาน รถสิ้นสภาพไปแล้ว ถูกตัดสิทธิทั้งที่รัฐไม่ได้ลงมาตรวจสอบว่ามันยังใช้การได้อยู่หรือไม่

    โดยมีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิจำนวนมาก ออกมาโวยวาย และยื่นอุทธรณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยอดทะลุหลักล้าน 

    นอกจากนี้ ยังมีการคัดค้านกรณีตัดสิทธิเกษตรกรที่มีสินเชื่อเพื่อการเกษตรรวมกัน 100,000 บาท ซึ่งถูกมองว่า สวนทางกับความเป็นจริง เพราะคนที่มีหนี้เยอะ ยิ่งสมควรจะต้องได้รับการช่วยเหลือ

    ที่สุด“อนุทิน” ต้องสั่งการให้ “เอกนิติ-กระทรวงการคลัง” ทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวอีกครั้ง โดยให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่มี “เอกนิติ” เป็นประธานโดยตำแหน่ง ไปทำมาใหม่

    จะเห็นว่า เฉพาะเรื่อง “บัตรคนจน” อย่างเดียว “อนุทิน” ต้องถอยถึง 2 ครั้ง 2 ครา ทั้งที่ “เอกนิติ” และคณะกรรมการ พิจารณากันมาหลายรอบ

    การที่ “อนุทิน” หักกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพ เพราะไม่ได้มองในมิติของการเงิน หากแต่มองในมิติของการเมือง

    พรรคภูมิใจไทย” พยายามที่จะหาคะแนนเสียงจากคนกลุ่มนี้ ผ่านโครงการช่วยเหลือเหล่านี้ แต่เมื่อเกณฑ์ไม่สามารถทำให้คนสมหวังได้ และมีเสียงก่นด่าจำนวนมาก

    สุดท้ายจึงต้องยอม “รักษาคะแนน” และยอมแก้ปัญหาแบบที่ใครต่อใครค่อนแคะว่า “ขับเคลื่อนด้วยการด่า”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1244022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XoRzomIdoaT2NzAM_3qiz

  • อาเซียนจับมือญี่ปุ่น เตรียมพร้อมยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ

    อาเซียนจับมือญี่ปุ่น เตรียมพร้อมยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ

    อาเซียนจับมือญี่ปุ่น เตรียมพร้อมยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ

    วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.44 น.

    นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) ให้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP-JC) ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยการประชุมครั้งนี้ อาเซียนและญี่ปุ่นได้หารือประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมการทบทวนความตกลง AJCEP ในอนาคต

    นางอุมาพร กล่าวว่า ความตกลง AJCEP ฉบับปัจจุบัน มีการใช้บังคับมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่ประชุมจึงได้หารือแนวทางเตรียมการทบทวนความตกลง AJCEP โดยอาเซียนและญี่ปุ่นเห็นถึงความสำคัญของการทบทวนความตกลงฯ ในการขยายขอบเขตความร่วมมือไปยังสาขาใหม่ๆ เพื่อให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกในยุคปัจจุบัน ตลอดจนเสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค และสอดรับกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สมาชิกจะร่วมกันหารือเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวในโอกาสต่อไป

    นางอุมาพร เสริมว่า ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการภายใต้ความตกลง AJCEP ในด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรอง การค้าบริการและการลงทุน กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า โดยที่ประชุมได้รับรองการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า (PSRs) ในพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ HS 2022 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้พร้อมกันทั้งอาเซียนและญี่ปุ่น ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2570 สำหรับด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไทยได้ใช้โอกาสนี้ขอบคุณญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในสาขาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนให้หน่วยงานของไทยจัดทำข้อเสนอโครงการที่เป็นประโยชน์และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของอาเซียนให้รองรับสภาพแวดล้อมทางการค้ารูปแบบใหม่

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 53,204.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.3 จากปีก่อนหน้า สำหรับในช่วงเดือน 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 23,879.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.91 โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 10,800.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.95 และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 13,079.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.07 โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น มูลค่า 2,278.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากญี่ปุ่น อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์

    นอกจากนี้ สถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง AJCEP ของไทยในช่วง 5 ปี (ปี 2564-2568) ไทยขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 372.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 4.45 ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ฯ ขณะที่ในช่วง 5 ปี ไทยนำเข้าสินค้าที่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จากญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 468.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 3.22 ของมูลค่านำเข้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ฯ

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/978573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vyXd5JaRDy8-z0IuK7DZT

  • CREDIT เปิดงบครึ่งปีแรกกำไรพุ่งกว่า 18% ปักธงสินเชื่อทั้งปีโตสองหลักควบคู่คุม NPL ต่ำกว่า 4.5% รับมือเศรษฐกิจชะลอ : อินโฟเควสท์

    CREDIT เปิดงบครึ่งปีแรกกำไรพุ่งกว่า 18% ปักธงสินเชื่อทั้งปีโตสองหลักควบคู่คุม NPL ต่ำกว่า 4.5% รับมือเศรษฐกิจชะลอ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารไทยเครดิต [CREDIT] ประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 69 มีกำไรสุทธิ 2,153.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธฺ 989.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 6.9% ทั้งนี้ กำไรต่อหุ้นของธนาคารอยู่ที่ 1.74 บาทต่อหุ้นสำหรับงวดครึ่งปีแรก และ 0.80 บาทต่อหุ้นสำหรับไตรมาส 2/69 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

    ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลการดำเนินงานมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.8% จากการขยายตัวของยอดเงินให้สินเชื่อรวมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ที่ 194,080.5 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/69 เพิ่มขึ้น 13.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารสามารถขยายสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจหลักได้เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ Micro SME (MSME) ที่เติบโต 13.9% สอดคล้องกับกระแสตอบรับที่ดีของผู้ประกอบการหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ “สินเชื่อ SME กล้าช่วย” ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด

    รวมถึงเปิดตัวศูนย์ธุรกิจสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME Business Center) ศูนย์กลางการให้คำปรึกษาและเสริมศักยภาพธุรกิจครบวงจร สนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกันขยายตัว 9.4% และสินเชื่อบุคคลและอื่นๆ เติบโต 44.9% รวมไปถึงรายได้ค้างรับจากเงินชดเชย FIDF จากมาตรการคุณสู้เราช่วยและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากเหตุอุทกภัยทางภาคใต้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 9.7% สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม-หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ตามแผนกลยุทธ์การบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันซึ่งจะทำให้ธนาคารลดรายจ่ายดอกเบี้ยลงได้ในระยะยาว

    ธนาคาร ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับความรอบคอบและวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ผ่านบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่ออย่างเข้มงวดและระมัดระวัง ควบคู่กับมาตรการเชิงรุกตามนโยบายภาครัฐเพื่อเสริมสภาพคล่อง เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ อาทิ มาตรการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนี้ อัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1/69 อยู่ในระดับสูงที่ 7.1% สำหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 69

    ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs ratio) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.3% แต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคาร ขณะเดียวกัน อัตราส่วนการกันสำรองเพื่อครอบคลุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Coverage Ratio) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 148.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารที่มุ่งดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ รัดกุม และมั่นคงในระยะยาว

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CREDIT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารไทยเครดิตไม่ได้มุ่งขยายธุรกิจเพียงในเชิงปริมาณ แต่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่ม Micro SME (MSME) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อยังคงสอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

    โดยในปี 69 ธนาคารยังคงมั่นใจต่อเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระดับเลขสองหลัก ควบคู่กับการควบคุมอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPLs) ให้ต่ำกว่า 4.5% ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยเน้นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพและเติบโตต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ ชูจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นในการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ ผ่านการประเมินมูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสดของลูกหนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างความเท่าเทียมทางการเงินให้เกิดขึ้นในสังคมไทย”

    “ในปีนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตลอดจนความท้าทายด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ธนาคารจึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมเคียงข้างและสนับสนุนศักยภาพของผู้ประกอบการ ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ รวมถึงการให้บริการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ธนาคารขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคธุรกิจ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายกิจการและสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”นายรอย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/619392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v1474agPxwfbfqPrdFazc

  • “ดร.วันวิชิต” ชี้ “นายกฯอนุทิน” รุกขยายสัมพันธ์จีนถูกจังหวะ ชื่นชมใช้เกมเศรษฐกิจ นำปัญหาความมั่นคง ยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเหนือกัมพูชา | TOPNEWS

    “ดร.วันวิชิต” ชี้ “นายกฯอนุทิน” รุกขยายสัมพันธ์จีนถูกจังหวะ ชื่นชมใช้เกมเศรษฐกิจ นำปัญหาความมั่นคง ยิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเหนือกัมพูชา | TOPNEWS

    การที่คณะเดินทางไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสื่อสารกับจีนผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะการนำนักธุรกิจไทย 153 คน จาก 48 บริษัท เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับภาคเอกชนจีน ซึ่งไม่ใช่เพียงการแสวงหาเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นการเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จีนกำลังผลักดัน

    โดยมองว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลจีนเห็นศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค ส่งผลให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนมีมิติเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการค้าการลงทุนเพียงอย่างเดียว

    ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เมื่อไทยทำให้จีนเห็นว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจมีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศ จีนก็ย่อมรับรู้ถึงความกังวลของไทยในประเด็นความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทำให้บนเวทีการเจรจา มีเรื่องของรถถังจีน ที่ส่งมอบให้กัมพูชา เป็นหัวข้อสนทนา โดยไทยเลือกใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็น “สะพานเชื่อม” เพื่อให้จีนรับรู้และจัดลำดับความสำคัญของไทยในสายตาของรัฐบาลปักกิ่ง ที่สุด ก็ได้คำมั่นจากจีน ว่า ทางจีนจะไม่ยอมให้กัมพูชา ใช้รถถังในการรบกับไทย เพราะจีนเองได้ตระหนักถึงคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจของไทย ที่มีเหนือกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1637161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3238aiJKplmUl9spQ8kiob

  • ‘กสิกรไทย’ กำไรครึ่งปี 2.79 หมื่นล้าน โต 6.2% ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอ ห่วงพลังงาน-ภาษีสหรัฐ กดดันครึ่งปีหลัง

    ‘กสิกรไทย’ กำไรครึ่งปี 2.79 หมื่นล้าน โต 6.2% ชี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอ ห่วงพลังงาน-ภาษีสหรัฐ กดดันครึ่งปีหลัง

    กสิกรไทย โชว์กำไรสุทธิครึ่งปีแรก 2569 แตะ 2.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่ได้แรงหนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและประกันภัย ขณะที่ยังเดินหน้าตั้งสำรองอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางคุณภาพสินทรัพย์และเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย ในไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอลงจากไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ชัดเจนขึ้น

    โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงและเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพในประเทศ ขณะที่แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐยังทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ ด้านภาคการท่องเที่ยวเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แม้การส่งออกยังขยายตัวได้ดีในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้า 

    ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 โดยคาดว่าการใช้จ่ายในประเทศจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ

    อย่างไรก็ดี แรงส่งดังกล่าวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมทั้งปี 2569 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกยังมีความผันผวนและทรงตัวอยู่ในระดับสูง

    นอกจากนี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายและประสิทธิผลของการใช้จ่ายภาครัฐ ยังเป็นปัจจัยท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

    กสิกรไทย” ยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายมิติ ให้สามารถส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น

    นอกจากนี้ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ควบคู่กับการประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่

    ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 13,247 ล้านบาท ลดลงจำนวน 1,420 ล้านบาท หรือ 9.68%

    ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารในไตรมาสก่อนที่ไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารไตรมาส 2 ปี 2569 จะลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 131 ล้านบาท หรือ 0.98%

    โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,432 ล้านบาท ลดลงจำนวน 525 ล้านบาท หรือ 1.64% ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 18,291 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 727 ล้านบาท หรือ 4.14% เป็นผลจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนซึ่งเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดที่มีความผันผวนและเอื้อต่อการทำกำไร

    รวมถึงการเติบโตของรายได้จากการให้บริการบริหารจัดการกองทุนที่สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการของลูกค้า สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 20,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,471 ล้านบาท หรือ 7.63%ส่วนใหญ่เกิดจากค่าใช้จ่ายทางการตลาดเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของรายได้ 

    รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้าและการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ลดลง 0.26% 

    สะท้อนผลจากการที่ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงดำเนินการตามกลยุทธ์การบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจำนวน 10,019ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 6 เดือน ปี 2569 เปรียบเทียบกับงวด 6 เดือน ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,635 ล้านบาท หรือ 6.22%

    ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 26,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 329 ล้านบาท หรือ 1.25% 

    ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 63,390 ล้านบาท ลดลงจำนวน 6,690 ล้านบาท หรือ 9.55%ตามอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มลดลง และส่วนหนึ่งลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้า

    ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.91% ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 3.36% อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย

    1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการยกระดับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยรวมทั้งพันธมิตร สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เอื้อในการลงทุน 

    2) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้นและ 

    3) รายได้จากการลงทุน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 40,030 ล้านบาท ลดลงจำนวน 825 ล้านบาท หรือ 2.02% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 40.33% โดยธนาคารบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่องในหลายมิติ

    อาทิ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว

    นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงตั้งสำรองฯ ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง จึงตั้งสำรองฯ จำนวน 19,842ล้านบาท ใกล้เคียงกับงวดเดือนเดียวกันของปีก่อน และอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.58% 

    สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินเรื่องอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 1.40% – 1.60% ตามที่ธนาคารได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,570,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจำนวน 12,353 ล้านบาท หรือ 0.27% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 

    ส่วนใหญ่เกิดจากเงินลงทุนสุทธิ ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเงินให้สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของธนาคารภายใต้การมุ่งเน้นขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวทางการพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม

    ในขณะที่รายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.18%

    ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 173.90% 

    สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงิน ธนาคารกสิกรไทย ตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30มิถุนายน 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.24%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1243992&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p7zsLDiESA8n3a0Ua5dlI

  • ‘ต่างชาติ’หนีโลกป่วนซบไทย  ปลุก‘บ้านหลังที่สอง’เครื่องยนต์ใหม่อสังหาฯ

    ‘ต่างชาติ’หนีโลกป่วนซบไทย ปลุก‘บ้านหลังที่สอง’เครื่องยนต์ใหม่อสังหาฯ

    แรงสั่นสะเทือนจากเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรม “ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ” จากการไล่ล่าผลตอบแทน สู่การกระจายความเสี่ยง มองหา “บ้านหลังที่สอง” และ “การใช้ชีวิตระยะยาว” พุ่งเป้าประเทศไทย ขณะที่ฐานผู้ซื้อขยายจากจีนสู่เวียดนาม อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมียนมา และรัสเซีย สะท้อนโอกาสครั้งใหม่ของไทย หากเร่งยกระดับนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อแข่งขันในเวทีภูมิภาค

    ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุน กำลังเปลี่ยนความหมายของการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่นักลงทุนมองหา “ผลตอบแทน”

    วันนี้พวกเขากลับมองหา “ความมั่นคงของชีวิต” มากกว่า และนั่นกำลังทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของผู้ซื้อทั่วโลก ในฐานะ “ฐานชีวิตแห่งใหม่” มากกว่าจะเป็นเพียงปลายทางการลงทุน เมื่อโลกไม่แน่นอน บ้านจึงกลายเป็นสินทรัพย์แห่งความมั่นคง

    นี่คือสัญญาณของ “Demand Shift” ครั้งใหญ่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์โลก ที่แรงจูงใจในการซื้อกำลังเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน ไปสู่การกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ (Wealth Diversification) การมีบ้านหลังที่สอง (Second Home) และการสร้างทางเลือกสำหรับการใช้ชีวิตระยะยาว

    “ไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติ เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินทรัพย์อีกต่อไป แต่เป็น Life Asset ที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง การใช้ชีวิต และการวางแผนอนาคตของครอบครัว”

    จีนยังใหญ่แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว

    แม้จีนยังคงเป็นฐานลูกค้าต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่ภาพที่เห็นในปีนี้แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจนผู้ซื้อชาวจีนใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และเผชิญข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ ขณะที่ตลาดฮ่องกง ก็ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้เม็ดเงินบางส่วนไหลไปยังอังกฤษ สหรัฐ และแคนาดา

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงรักษาความน่าสนใจไว้ได้จากต้นทุนการใช้ชีวิตที่แข่งขันได้ ระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคคำถามจึงไม่ใช่ว่า “จีนจะหายไปหรือไม่” แต่คือ “ไทยจะหาผู้ซื้อกลุ่มใหม่ได้เร็วแค่ไหน”

    คลื่นดีมานด์ใหม่กำลังมา

    หนึ่งในภาพที่น่าสนใจที่สุดของปีนี้ คือ การกระจายตัวของฐานผู้ซื้ออย่างชัดเจน ตลาดที่กำลังเติบโตไม่ใช่เฉพาะจีนอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทั้งเวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อินเดีย เมียนมา และรัสเซียแต่ละตลาดมีแรงจูงใจต่างกัน

    “อินเดีย” มักซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ และมีมูลค่าซื้อเฉลี่ยต่อยูนิตสูงผู้ซื้อจาก UAE มองไทยเป็นจุดหมายด้านสุขภาพ การศึกษา และการลงทุนระยะยาว “เวียดนาม” คือชนชั้นกลางและผู้มีฐานะที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วน “รัสเซีย” ยังคงมองเมืองท่องเที่ยวของไทยเป็นฐานการใช้ชีวิตและบ้านพักตากอากาศ

    “การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังลดการพึ่งพาฐานลูกค้าประเทศเดียว และกำลังก้าวสู่ตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น”

     ไลฟ์สไตล์เป็นตัวกำหนดทำเล

    อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ การเลือกทำเลไม่ได้ยึดติดกับศูนย์กลางธุรกิจเพียงอย่างเดียวแนวคิด Lifestyle-Led Location กำลังเข้ามาแทนที่สูตรเดิมของวงการอสังหาริมทรัพย์ “กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นศูนย์กลางของผู้บริหาร นักลงทุน และผู้พำนักระยะยาว โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงลักชัวรีในย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD “ภูเก็ต” ก้าวสู่การเป็น Luxury Lifestyle Destination ของเอเชีย รองรับทั้ง Second Home นักลงทุน และ Digital Nomads “พัทยา” ได้รับแรงหนุนจากการพัฒนา EEC และกลุ่มผู้เกษียณ “หัวหิน” ตอบโจทย์ครอบครัวและผู้ที่ต้องการคุณภาพชีวิต

    ขณะที่ เชียงใหม่ สมุย และระยอง กำลังสร้างบทบาทใหม่ในฐานะเมืองทางเลือกของโลก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness เมืองของ Digital Nomads หรือฐานรองรับผู้บริหารในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นั่นหมายความว่า การแข่งขันของอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ที่ “ทำเลทอง” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันของ “ประสบการณ์การใช้ชีวิต”

    ศึกครั้งใหม่ ไทยไม่ได้แข่งขันแค่ในประเทศ

    แม้ไทยยังเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้ซื้อชาวต่างชาติ แต่สนามแข่งขันวันนี้กว้างกว่าที่เคย “มาเลเซีย” ใช้ความชัดเจนด้านนโยบายและกฎเกณฑ์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ “เวียดนาม” ได้แรงส่งจากเศรษฐกิจที่เติบโตและเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ “บาหลี” ครองใจกลุ่ม Digital Nomads และผู้แสวงหาไลฟ์สไตล์ระดับโลก ส่วน “สิงคโปร์” ยังคงเป็นศูนย์กลางการเงินที่ได้รับความเชื่อมั่น แม้ราคาที่อยู่อาศัยอยู่ในระดับสูง

    “การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาขายอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันด้าน ‘ระบบนิเวศของการอยู่อาศัย’ ทั้งนโยบายการพำนัก การถือครองทรัพย์สิน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพเมือง และมาตรฐานอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์”

    เปลี่ยนจากซื้อเพื่ออยู่ สู่ ซื้อเพื่อลงทุน

    กรณ์ ณรงค์เดช ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ขาดกำลังซื้อ แต่ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสงคราม ราคาพลังงาน ราคาทองคำ และทิศทางเศรษฐกิจ 

    สำหรับตลาดระดับบน แม้ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่พึ่งพาสินเชื่อ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินทรัพย์มากกว่าการตัดสินใจซื้อจากความชอบเพียงอย่างเดียว

    “ผู้ซื้อในวันนี้จะประเมินความคุ้มค่าและโอกาสสร้างผลตอบแทนของสินทรัพย์ก่อนตัดสินใจลงทุน”

     Branded Residence บูม-ไทยบ้านหลังที่สอง

    กรณ์ มองว่า เซกเมนต์ที่ยังเติบโตได้ดี คือ Branded Residence ซึ่งยังขยายตัวต่อเนื่องในตลาดโลก จากความนิยมของผู้ซื้อระดับบนที่ต้องการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมและลักชัวรีระดับสากล สำหรับโครงการที่ตอบโจทย์ด้าน Wellness และคุณภาพชีวิตยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น สะท้อนแนวโน้มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่อาศัยในระยะยาวมากขึ้น

    แม้กำลังซื้อจากจีนจะลดลง แต่ผู้ซื้อจากยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงรัสเซีย และไต้หวัน ยังคงเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอย่างต่อเนื่อง 

    “จุดแข็งของประเทศไทยคือความพร้อมด้านการท่องเที่ยว การเดินทาง ความปลอดภัย การบริการทางการแพทย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้ไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกลุ่มผู้พำนักระยะยาวและผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ”

     “ภูเก็ต-สมุย-เชียงใหม่” ทำเลดาวรุ่ง

    อรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติ กลุ่ม Long Stay และครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ

    “บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนา 4 โครงการใหม่ มูลค่า 3,158 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับคอนโดมิเนียมมากขึ้น เพื่อตอบรับกำลังซื้อจากต่างชาติ”

    สำหรับ “เชียงใหม่” แม้ตลาดโดยรวมยังชะลอตัว แต่ตลาดคอนโดมิเนียมฟื้นตัวดีกว่าแนวราบ จากดีมานด์ของชาวอเมริกันและเมียนมาที่เข้ามาพำนักและส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ขณะที่ “สมุย” ถูกมองเป็นตลาดใหม่ของคอนโดระดับลักชัวรี ส่วน “ภูเก็ต” ยังเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่องจากกำลังซื้อทั้งคนไทยและต่างชาติ

    เร่งลงทุนรับดีมานด์ภูเก็ต

    กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แอสเซทไวส์ ให้น้ำหนักการลงทุนในภูเก็ตมากขึ้น หลังเห็นดีมานด์ต่างชาติเติบโตต่อเนื่อง เป็นผลจากปัจจัยสนับสนุนมาจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ต และการพัฒนาเมืองที่รองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว

    “จุดแข็งสำคัญคือการมีฐานลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง และมีรูปแบบการชำระเงินที่มีความแน่นอน โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ชำระเงินในสัดส่วนสูงก่อนโอนกรรมสิทธิ์ ทำให้ความเสี่ยงในการโอนต่ำกว่าตลาดในประเทศ”

    “ต่างชาติ” เครื่องยนต์ใหม่อสังหาฯ ไทย

    ผู้ประกอบการประเมินตรงกันว่า ในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ตลาดต่างชาติจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดลักชัวรีและเมืองท่องเที่ยว การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น “Second Home Destination” ของผู้ซื้อทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1243954&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OUjDNJZtvQPbxHZfqLjPv