Category: เศรษฐกิจ

  • “พาณิชย์” เผย อาเซียนเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน เสริมศักยภาพแข่งขันภูมิภาคระยะยาว

    “พาณิชย์” เผย อาเซียนเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน เสริมศักยภาพแข่งขันภูมิภาคระยะยาว

    Logo

    กระทรวงพาณิชย์

    Ministry of Commerce

    “พาณิชย์” เผย อาเซียนเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือโลกผันผวน เสริมศักยภาพแข่งขันภูมิภาคระยะยาว


    2/09/2569 | 83 |

    นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (HLTF-EI) ครั้งที่ 50 ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนและนักวิชาการ ทั้งจากภายในภูมิภาคและจากหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภายนอก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักร ได้เห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่อาเซียนต้องเสริมความสามารถในการรับรู้ ปรับตัว และรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ เพื่อรักษาโอกาสทางการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของโลก ตลอดจนรับมือกับความเสี่ยงที่อาเซียนต้องเผชิญจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยจะต้องเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    นายเอกฉัตร กล่าวว่า แม้ประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะมีความหมายและขอบเขตที่กว้าง แต่อาเซียนเห็นตรงกันว่า การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ควรนำไปสู่มาตรการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติทางการค้า แต่ควรมุ่งเสริมความสามารถของภูมิภาคในการรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระยะยาว โดยยังคงยึดมั่นในหลักการของอาเซียนที่เป็นภูมิภาคเศรษฐกิจเปิด สนับสนุนการค้าแบบพหุภาคี และยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจและการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา พร้อมทั้งควรจะต้องพัฒนากลไกในการ ติดตามและประเมินความเสี่ยง แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานงานระหว่างสาขา เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียนและเสนอต่อผู้นำอาเซียนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rxDUkrsZcDryuIgN-d5IF

  • ตลาดบ้านชะลอตัวต่อเนื่อง รับกำลังซื้ออ่อน-เศรษฐกิจไม่ดี “แสนสิริ” ชี้ยอดขายแนวราบฟื้นใน 3 ปี กลับเท่าช่วงพีก 3.3 หมื่นล้าน

    ตลาดบ้านชะลอตัวต่อเนื่อง รับกำลังซื้ออ่อน-เศรษฐกิจไม่ดี “แสนสิริ” ชี้ยอดขายแนวราบฟื้นใน 3 ปี กลับเท่าช่วงพีก 3.3 หมื่นล้าน

    ปี 2569 อาจยังไม่ใช่ปีทองของ “บ้านแนวราบ” ด้วยเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการปรับแผน รับมือตลาดขาลง

    แนวราบชะลอตัวต่ออีก 2 ปี คาดปี 71 ฟื้นตัวเท่าช่วงพีกสุด

    อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบ เผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีอย่างที่คิด ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงกดดันกำลังซื้ออ่อนตัวลง

    รวมไปถึง สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อบ้าน ส่งผลต่ออัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection) บ้านระดับล่าง ราคาต่ำ 3 ล้านบาท ยังคงสูง แม้ตลาดอสังหา ปี 2569 จะมีปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการต่อมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองไปอีก 1 ปีก็ตาม

    ในภาพรวมคาดว่า 2 ปีนี้ (พ.ศ. 2569-2570) ตลาดบ้านยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ก่อนจะฟื้นตัวในปีที่ 3 หรือราวปี 2571 ซึ่งคาดว่ายอดขายพอร์ตฯ แนวราบของแสนสิริจะกลับมาฟื้นตัวเท่าช่วงพีกสุดปี 2565 ที่ 33,000 ล้านบาท ที่คนแห่ซื้อบ้านแทนคอนโดในช่วงโควิด

    “เศรษฐกิจไม่ดีอย่างที่คิด ทำให้ผู้บริโภคจากเดิมซื้อบ้านใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนซื้อเลย ตอนนี้ใช้เวลานานขึ้นในการศึกษาเปรียบเทียบราคา แบรนด์ และความคุ้มค่า”

    อาณัติ ผู้บริหารแสนสิริแนวราบ.jpg

    ครึ่งปีหลัง 2569 ลุยเพิ่ม 12 โครงการใหม่ 1.53 หมื่นล้านบาท ประเดิมทำเลดอนเมือง

    ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ แสนสิริ กล่าวว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – สิงหาคม ปี 2569) เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้ว 5 โครงการ เช่น นาราสิริ บรมราชชนนี และเศรษฐสิริ วงแหวน-จตุรโชติ เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน สามารถกวาดยอดขาย (พรีเซล) แนวราบไปได้แล้ว 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 60% ของเป้าหมายปี 2569 และสามารถปิดการขาย (Sold Out) ไปได้ 10 โครงการ มูลค่ารวม 9,500 ล้านบาท

    สำหรับแผนงานช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แสนสิริเตรียมเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 15,300 ล้านบาท (เปิดตัวแนวราบทั้งปีรวม 17 โครงการ) ตั้งเป้ายอดขายปีนี้อยู่ที่ 25,000 ล้านบาท

    ภัคพริ้ง ผู้บริหารการตลาดแนวราบแสนสิริ.jpg

    โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวโครงการ “เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง” บ้านเดี่ยวซีรีส์ใหม่ The Real Modern มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท จำนวน 129 ยูนิต เปิดพรีเซล 12–13 กันยายน 2569 ทำเลติดรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีดอนเมือง 400 เมตร เริ่ม 15 – 40 ล้านบาท ตรึงราคาเดิมเท่าเมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันยังคงสูง

    โดยตั้งเป้าทาร์เก็ตลูกค้า แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

    -50% Local หรือ ผู้บริโภคในพื้นที่ดอนเมือง, แพทย์, ผู้บริหาร ตลอดจนผู้ที่ทำงานโซนจตุจักร/พญาไท รวมไปถึงกลุ่มเรียลดีมานด์ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนนานาชาติทั้ง Harrow และ Brighton College

    ​-30% สายการบิน & สนามบิน ทั้งนักบิน, เจ้าหน้าที่การท่าฯ

    ​-20% เจ้าของกิจการต่างจังหวัด กลุ่มคนต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ บ่อยครั้ง และอยากมีบ้านหลังที่ 2

    “ทำเลดอนเมืองมีการเติบโตราคาประเมินที่ดินเติบโต 11% ต่อปี ส่วน Capital Gain 5–7% และสร้าง Rental Yield สูงถึง 7% จากอัตราค่าเช่าเฉลี่ยประมาณ 120,000 บาท/เดือน สำหรับบ้านขนาด 200 ตร.ม.”

    เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง.jpg

    เปิดกลยุทธ์บริหารสต๊อก-ต้นทุนดอกเบี้ย พร้อม 4 ทิศทางขับเคลื่อนพอร์ต

    อาณัติ กล่าวถึง กลยุทธ์ฟื้นตลาดแนวราบของแสนสิริว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ “การบริหารจัดการสต๊อกและต้นทุนอย่างเข้มงวด”

    ทั้งนี้ แสนสิริใช้รูปแบบการพัฒนาและก่อสร้างแบบเฟสต่อเฟสตามดีมานด์จริง (Build-to-Order) เพื่อไม่ให้จมเงินไปกับสินค้าที่ขายไม่ได้ และควบคุมสต๊อกคงค้างให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 เท่าของยอดขาย

    ยกตัวอย่าง หากในทำเลนี้ขายได้เดือนละ 4 หลัง จะมีสต๊อกค้างไม่เกิน 8 หลัง ซึ่งปัจจุบันแสนสิริมีสต๊อก (Inventory) แนวราบรวมราว 3,000 ล้านบาท ที่พร้อมระบายออกได้หมดภายในเวลาเพียง 2 เดือน

    “การบริหารสต๊อกที่รวดเร็วและไม่สร้างค้างไว้นี้ ช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยก่อสร้างจากปกติ 4% ลงมาได้ถึง 1% และช่วยรักษาอัตรากำไรเฉลี่ย (Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 15%”

    อาณาสิริ รามอินทรา จตุรโชติ.jpg

    นอกจากนี้ แสนสิริยังเสริมความแข็งแกร่งผ่าน 4 กลยุทธ์ทางการตลาด ได้แก่

    1.ยกระดับ Sansiri Township & Community ขยายคอมมูนิตี้ที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันมี 18 แห่ง โดยมีขยายเพิ่มในทำเลใหม่ ๆ อาทิ

    -โซนราชพฤกษ์ตัดใหม่ “Sansiri New Ratchapruek” พื้นที่ 1,000 ไร่ เปิด 3 โครงการใหม่ เช่น สิริ เพลส และเมเบิล เริ่ม 4.39 ล้านบาท

    -โซนกรุงเทพกรีฑา Sansiri Krungthep Kreetha ที่ซื้อที่ดินเพิ่ม 142 ไร่ เปิดตัวโครงการบุราสิริ เวล มูลค่า 6,000 ล้านบาท

    -รวมถึงทำเลอื่น ๆ ในไปป์ไลน์เฉลี่ยพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 100 ไร่/แห่ง เช่น ทำเลปิ่นเกล้า (จรัญสนิทวงศ์), ทำเลบางนา

    เมเบิล ราชพฤกษ์ตัดใหม่.jpg

    2.รุกบ้านเดี่ยวลักก์ชัวรีดีไซน์ใหม่ ใน 3 ทำเลยุทธศาสตร์ ได้แก่ เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง, เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์ และบุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา

    3.ขยายสินค้า Affordable ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท เปิดอีก 5 โครงการ บนทำเลรามอินทรา, รามคำแหง และราชพฤกษ์ตัดใหม่ รวมถึงขยายในหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ จากช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ยอดขายโครงการระดับนี้ยังไม่ตกลง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว

    4.สร้างระบบนิเวศแห่งการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ เน้นความปลอดภัยด้วย LIV-24 และการดูแลหลังการขาย เพื่อเพิ่มมูลค่าบ้านให้เป็น Legacy Asset ที่มี Resale Value และ Rental Yield เติบโตต่อเนื่อง

    เศรษฐสิริ เกรทดอนเมือง1.jpg

    my_bb

    ผู้เขียน

    นักข่าวสายอสังหาริมทรัพย์และสายธุรกิจทั่วไป ที่เขียนคอนเทนต์เพื่อหาเงินเลี้ยงแมว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/115372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VSnq4Tz6KwQfBbeCsv-OJ

  • “Sex Worker” เสียงสะท้อนจากพัทยา ดัน“พ.ร.บ.คุ้มครองพนักงานบริการ”

    “Sex Worker” เสียงสะท้อนจากพัทยา ดัน“พ.ร.บ.คุ้มครองพนักงานบริการ”

    Loading…

    “Sex Worker” เสียงสะท้อนจากพัทยา ดัน“พ.ร.บ.คุ้มครองพนักงานบริการ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s15Cm_snU6xqIHLtUji–

  • “อภิสิทธิ์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” อดีตรองเลขาฯ ไทยสร้างไทย เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

    “อภิสิทธิ์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” อดีตรองเลขาฯ ไทยสร้างไทย เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

    “อภิสิทธิ์-กรณ์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน

    วันที่ 2 กันยายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) อดีตที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ได้เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมให้การต้อนรับ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าร่วมงานของนายตรีรัตน์ พร้อมระบุว่า ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาด การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และความเข้าใจเชิงนโยบายสาธารณะ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาข้อเสนอด้านพลังงานและเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต

    ด้านนายตรีรัตน์ กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ นโยบายที่ถูกต้อง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผมเคยทำงานทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคการเมือง จึงอยากนำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มีเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในการตรวจสอบการใช้งบประมาณจากเงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ และการผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” นายตรีรัตน์กล่าว

    นายตรีรัตน์ยังกล่าวถึงเหตุผลที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนเชื่อมั่นในอุดมการณ์และแนวทางการเมืองของพรรคที่ยึดมั่นในความสุจริต โปร่งใส และเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    “พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยืนหยัดอยู่บนหลักการมาโดยตลอด เป็นพรรคของประชาชน ไม่ได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการอย่างมาก ผมจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และพร้อมนำประสบการณ์ด้านการบริหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และพลังงานสะอาด มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพรรคและประเทศต่อไป”

    การเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ของนายตรีรัตน์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทีมบุคลากรด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรค ด้วยผู้มีประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจพลังงานสะอาดและงานนโยบายภาครัฐ สะท้อนความตั้งใจของพรรคในการผลักดันแนวทางเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2956860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vzMz4_gW0D6EoBkU6k1Rv

  • “อ.ปิยวัฒน์” ชี้จุดแข็ง ครม.สัญจรใต้ ฟังเสียงพื้นที่ ปรับแผนพัฒนา วางฐานเศรษฐกิจระยะยาว | TOPNEWS

    “อ.ปิยวัฒน์” ชี้จุดแข็ง ครม.สัญจรใต้ ฟังเสียงพื้นที่ ปรับแผนพัฒนา วางฐานเศรษฐกิจระยะยาว | TOPNEWS

    แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดที่น่าสนใจของรัฐบาล เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินหน้าทุกโครงการตามแผนเดิม หากพบว่าโครงการใดมีข้อกังวลหรือมีเสียงคัดค้านจากประชาชน รัฐบาลก็ควรพร้อมรับฟังและปรับแนวทาง ขณะเดียวกันโครงการใดที่มีความจำเป็นและสร้างประโยชน์ในระยะยาวก็ควรเดินหน้าต่อ การบริหารลักษณะนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการลงทุนของประเทศกับความต้องการของประชาชน และลดความขัดแย้งที่อาจกลายเป็นต้นทุนของการพัฒนาในอนาคต

    ตัวอย่างคือแนวคิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งรัฐบาลได้ปรับทิศทางจากแนวทางเดิม ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจภาคใต้ เช่น รถไฟทางคู่ การพัฒนาท่าเรือ สนามบิน ถนน และด่านชายแดน ยังคงได้รับการผลักดันต่อไป สะท้อนว่าการปรับหรือยุติบางโครงการไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหยุดพัฒนาภาคใต้ แต่เป็นการเลือกเครื่องมือและโครงการให้เหมาะสมกับบริบท พร้อมวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในภาพรวมให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่กับมาเลเซียและตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับศักยภาพทางเศรษฐกิจ 5 จังหวัดภาคใต้มีต้นทุนสำคัญทั้งเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน โดยเฉพาะทำเลที่สามารถเชื่อมประเทศไทยกับมาเลเซียและตลาดอาเซียน การพัฒนาจึงต้องทำมากกว่าการอัดฉีดเงินระยะสั้น แต่ต้องลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้สินค้า ธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดภายนอกได้สะดวกและมีต้นทุนที่แข่งขันได้

    ทั้งนี้ ครม.ได้รับทราบโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมดำเนินการทันที 44 โครงการ วงเงินประมาณ 1,269 ล้านบาท ขณะที่ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่อีก 59 โครงการ วงเงินกว่า 62,336 ล้านบาท เท่ากับการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงการรับฟัง แต่มีการนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อผลักดันต่อ โดยโจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการทำให้โครงการและงบประมาณเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ ทั้งรายได้ การจ้างงาน การเดินทาง การค้าชายแดน และคุณภาพชีวิต

    อ.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้จะยั่งยืนไม่ได้หากแยกออกจากเรื่องคุณภาพชีวิตและความมั่นคง การลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา การสร้างงาน การแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงการสร้างความปลอดภัย ล้วนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อประชาชนมีงาน มีรายได้ และรู้สึกปลอดภัย ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้น และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายลงไปถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติ ทั้งระบบระบายน้ำ การปรับปรุงแก้มลิง และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพราะภัยพิบัติไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนประชาชน แต่กระทบธุรกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของพื้นที่ การลงทุนป้องกันและลดความเสี่ยงล่วงหน้าจึงมีความสำคัญไม่แพ้การจัดงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุ

    สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของ ครม.สัญจรครั้งนี้ คือหลังจากรัฐบาลเดินทางกลับแล้ว ปัญหาและข้อเสนอที่ได้รับฟังจะถูกนำไปดำเนินการจริงมากน้อยเพียงใด ทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การลดต้นทุนผู้ประกอบการ การเพิ่มความคล่องตัวของการค้าชายแดน การรับมือภัยพิบัติ และการสร้างรายได้ให้ประชาชน เพราะหัวใจของ ครม.สัญจรไม่ควรอยู่ที่จำนวนโครงการหรือวงเงินที่ประกาศ แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากพื้นที่ให้กลายเป็นนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    “จุดเด่นที่เห็นจากรัฐบาลชุดนี้คือความพยายามเดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่กับการรับฟังประชาชน ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าทุกโครงการที่เคยวางไว้ต้องเดินหน้าต่อทั้งหมด หากเรื่องใดสร้างแรงเสียดทานหรือไม่สอดคล้องกับพื้นที่ก็พร้อมปรับ แต่สิ่งที่จำเป็นต่ออนาคตของภาคใต้ ทั้งรถไฟทางคู่ โครงสร้างพื้นฐาน การค้าชายแดน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวก็ยังต้องเดินหน้า การพัฒนาที่ดีจึงไม่ใช่การเดินหน้าให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินไปในทิศทางที่ประชาชนสามารถเดินไปด้วยกันได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1680391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-K7GhozEX6C4z5dQ6AbyS

  • อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    ผมจึงใช้คำว่า “ติดเที่ยว ดีกว่าติดเตียง” เพราะการท่องเที่ยวไม่ควรเป็นสิทธิของคนที่ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการก็ควรมีโอกาสสัมผัสธรรมชาติได้ด้วยตัวเองและอย่างมีศักดิ์ศรี

    กระเช้าภูกระดึงจึงต้องมองในมิติของ Universal Design และ Tourism for All ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก ขณะเดียวกัน คนที่ต้องการความท้าทายก็ยังสามารถเดินขึ้นภูกระดึงตามเส้นทางเดิมได้ กระเช้าไม่ได้เข้ามาแทนที่การเดิน แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

    โครงสร้างพื้นฐานหนึ่งชิ้น ต้องสร้างประโยชน์ได้หลายมิติ

    นายศิริปกรณ์ แสดงความเห็นว่า ประโยชน์ของกระเช้ามีมากกว่าการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวแน่นอน เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนภูกระดึง การนำแพทย์และอุปกรณ์ขึ้นไปต้องใช้การเดินเท้าเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับกรณีช้างป่วยที่สัตวแพทย์ต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่

    กระเช้าสามารถเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการแพทย์ฉุกเฉิน การดูแลสัตว์ป่า รวมถึงภารกิจของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าได้

    ภูกระดึงมีพื้นที่ป่าจำนวนมาก แต่มีเจ้าหน้าที่ดูแลประมาณ 25 คน การขนส่งอุปกรณ์ วัสดุสาธารณูปโภค รวมถึงขยะ จึงเป็นภาระสำคัญ

    “เราไม่ได้มองกระเช้าเป็นแค่เครื่องมือพานักท่องเที่ยวขึ้นภู แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องสร้างประโยชน์ให้กับทั้งคน ป่า สัตว์ และระบบความปลอดภัย”

    ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมต้องเป็นไปตามกฎหมาย มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA อย่างครบถ้วน เส้นทางกระเช้าจะแยกจากเส้นทางเดินเดิม และจะขึ้นไปเพียงบริเวณกึ่งกลางเขา ไม่ใช่ขึ้นไปถึงยอด เพื่อลดแรงกดดันต่อพื้นที่ด้านบน

    แล้วผลกระทบต่ออาชีพลูกหาบจะจัดการอย่างไร?

    ศิริปกรณ์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า วันนี้ลูกหาบภูกระดึงลดลงมาก จากเดิมประมาณ 1,000 คน เหลือไม่ถึง 200 คน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาสุขภาพและคนรุ่นใหม่ไม่สืบทอดอาชีพ

    ดังนั้น แนวคิดของเราไม่ใช่ทำให้ลูกหาบหมดอาชีพ แต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากเดิมที่ต้องแบกสัมภาระขึ้นเขาเป็นระยะทางไกล อาจปรับมาเป็นการขนส่งในพื้นที่ราบ ตั้งแต่จุดจอดรถไปยังสถานีกระเช้า ซึ่งช่วยลดภาระทางร่างกายและยังคงสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่

    อีกประเด็นคือการพักค้างแรม ปัจจุบันพื้นที่มีขีดความสามารถรองรับตามที่กฎหมายกำหนด แต่ในฤดูท่องเที่ยวมีความต้องการสูงกว่าขีดความสามารถ

    หากกระเช้าสามารถเปิดให้บริการประมาณ 05.00-20.00 น. จะทำให้เกิดตลาดใหม่ในรูปแบบ Day Trip นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเที่ยวแล้วกลับลงมาในวันเดียว

    “เป้าหมายไม่ใช่เพิ่มคนบนภู แต่เพิ่มโอกาสให้คนรอบภูมีรายได้”

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    ดันแหล่งท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล ป้องกันภาษีคาร์บอนโหด เมื่อ มาตรฐานสากลไม่ใช่ “ใบประกาศ” แต่คือความสามารถในการแข่งขัน

    อีกโจทย์หนึ่งคือการยกระดับแหล่งท่องเที่ยวไทยให้ได้มาตรฐานสากล เรื่องนี้สำคัญแค่ไหน?

    ผมเปรียบมาตรฐานสากลเหมือน อย. หรือ มอก. ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    วันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดยุโรปและอเมริกา ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น เขาไม่ได้ถามเพียงว่า “ที่นี่สวยไหม” แต่ถามว่า “สถานที่นี้บริหารจัดการอย่างไร”

    มาตรฐานของ Global Sustainable Tourism Council หรือ GSTC จึงมีความสำคัญ เพราะทำให้แหล่งท่องเที่ยวสามารถแสดงให้ตลาดโลกเห็นว่ามีระบบบริหารจัดการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    อพท. จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ตรารับรอง แต่ผลักดันให้ชุมชนและเมืองพัฒนาตัวเองจนสามารถผ่านการประเมินจากหน่วยงานอิสระได้

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    “มาตรฐานไม่ใช่เครื่องประดับของแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นใบเบิกทางให้เราแข่งขันในตลาดโลกได้”

    นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมรับมือกับกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะในอนาคตความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยวจะไม่ได้วัดจากราคาและความสวยงามเท่านั้น แต่รวมถึง Carbon Footprint และ Sustainability Performance ด้วย

    สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council หรือ GSTC) ใช้ตราสัญลักษณ์รูป “รอยเท้า” เป็นมาตรฐานระดับโลก หากแหล่งท่องเที่ยวใดไม่มีตรานี้ นักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกาที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมจะไม่เลือกเดินทางมา

    ที่สำคัญกว่านั้นคือมาตรการภาษี CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ประเทศตะวันตกใช้เก็บภาษีสินค้านำเข้าไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังจะขยายมาใช้กับแพ็คเกจท่องเที่ยวขาออกในอนาคตอันใกล้

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    หากไทยไม่มีมาตรฐานรองรับ แพ็คเกจท่องเที่ยวราคา 5,000 บาท อาจถูกเก็บภาษีเพิ่มจนกลายเป็น 8,000 บาท ทันที ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

    กลไกการรับรองมาตรฐานเปรียบได้กับระบบขนส่งทางบก โดย GSTC ทำหน้าที่เหมือน “กรมการขนส่งทางบก” ส่วนหน่วยงานตรวจประเมินอิสระ เช่น Travel Life, Green Destinations หรือ Earth Check ทำหน้าที่เหมือน “ตรอ.” ที่กระจายอยู่ทั่วไป

    บทบาทของ อพท. คือผลักดันให้ชุมชนและเมืองท่องเที่ยวไทยผ่านเกณฑ์ของหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อให้ได้รับการรับรองจาก GSTC และจัดทำแพ็คเกจท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับความต้องการสากล

    นอกจากนี้ยังมีรางวัลจากองค์การการท่องเที่ยวโลก (UN Tourism) อย่างรางวัล Best Tourism Village ที่ อพท. ผลักดันจนชุมชนไทยได้รับ แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์ ทำให้ต่างชาติรู้จักมากกว่าคนไทยเอง

    9 เมืองไทยบนแผนที่ “Creative Cities” ของโลก

    วันนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ Creative Cities ของ UNESCO?

    ปัจจุบันประเทศไทยมีเมืองในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network (UCCN) จำนวน 9 เมือง จากเครือข่ายทั่วโลกกว่า 400 เมือง ครอบคลุม 4 สาขา

    • ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน — เชียงใหม่, สุโขทัย และน่าน (เมืองล่าสุด)
    • ด้านอาหาร — ภูเก็ต (เมืองแรกของไทย), เพชรบุรี และสงขลา ซึ่งโดดเด่นจากระบบนิเวศ “3 น้ำ” คือน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม
    • ด้านการออกแบบ — กรุงเทพมหานคร และเชียงราย
    • ด้านดนตรี — สุพรรณบุรี เมืองล่าสุดที่มีรากเหง้าดนตรีลึกซึ้ง ตั้งแต่เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง ไปจนถึงศิลปินชื่อดังหลายยุคสมัย

    จากทั้ง 9 เมือง อพท. เป็นผู้เข้าไปร่วมผลักดันจำนวน 6 เมือง ได้แก่ เพชรบุรี สุโขทัย น่าน เชียงราย และสงขลา ขณะที่ภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ดำเนินการสมัครด้วยตนเอง

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    สัญลักษณ์เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO)  ด้านการออกแบบ

    แล้วการเป็นเมืองสร้างสรรค์ให้อะไรกับเมืองมากกว่าชื่อเสียง?

    ผมมองว่ามี 3 เรื่องใหญ่ เรื่องแรกคือ Marketing และ Niche Tourism

    Creative City สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่ม คนบางคนเดินทางตามเมืองอาหาร บางคนตามเมืองดนตรี บางคนตามเมืองออกแบบ นี่คือการสร้างตลาดใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันด้วยการขายประเทศไทยแบบ Mass Tourism เพียงอย่างเดียว

    เรื่องที่สองคือ เศรษฐกิจและการพัฒนาท้องถิ่นเราต้องการให้เด็กและคนรุ่นใหม่เห็นว่าบ้านเกิดของตัวเองมีคุณค่า และสามารถใช้ Creativity กับ Innovation มาต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นจนเกิดเป็นอาชีพ

    เรื่องที่สามคือ ภาพลักษณ์และการปักหมุดระดับสากล เมื่อเมืองไทยเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของ UNESCO เมืองนั้นก็เข้าไปอยู่ในแผนที่ Creative Cities ของโลก

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    “Creative City ไม่ได้สร้างเมืองเพื่อให้คนมาเที่ยวอย่างเดียว แต่ต้องสร้างเมืองที่คนในพื้นที่อยากอยู่และสามารถสร้างอาชีพของตัวเองได้”

    อะไรคือหัวใจที่ทำให้เมืองหนึ่งผ่านเกณฑ์ Creative City?

    ผมอธิบายง่าย ๆ ว่าเหมือน “เหรียญ 3 ด้าน”

    ด้านแรกคือ หัวเหรียญ หมายถึง สิ่งที่เมืองมีความโดดเด่น มีของดีจริง และมีอัตลักษณ์ชัดเจน

    ด้านที่สองคือ ก้อยเหรียญ หมายถึง สิ่งที่เปราะบางหรือเสี่ยงจะสูญหาย หากไม่มีการอนุรักษ์หรือสืบทอด

    ส่วนด้านที่สามคือ สันเหรียญ คือความคิดสร้างสรรค์และระบบบริหารจัดการ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เหรียญสามารถตั้งอยู่ได้

    เมืองอาจมีอาหารอร่อยมาก มีวัตถุดิบดี แต่ถ้าไม่มีระบบจัดการ ไม่มีข้อมูล ไม่มีงานวิจัย หรือไม่มีคนมาช่วยต่อยอด ก็อาจยังไม่เพียงพอสำหรับมาตรฐานระดับโลก

    กรณีสงขลาเป็นตัวอย่างที่ชัด วัตถุดิบ “ปลาสามน้ำ” มีความโดดเด่น แต่ต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเรื่องความปลอดภัยของวัตถุดิบด้วย

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    “ของดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตอบให้ได้ว่าของดีนั้นจะอยู่ต่ออย่างไร และเราจะทำให้โลกเห็นคุณค่าของมันได้อย่างไร”

    พัทยา เดินหน้าสู่ “City of Film” แห่งแรกของไทย

    สำหรับพัทยา วันนี้เตรียมความพร้อมไปถึงไหนแล้ว?

    พัทยากำลังเตรียมความพร้อมสู่การเป็น City of Film ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นเมืองภาพยนตร์แห่งแรกของไทย

    แต่เราไม่ได้มองพัทยาเพียงเป็น Location สำหรับถ่ายภาพยนตร์ เพราะนั่นยังไม่ใช่ Ecosystem ที่แท้จริง เราต้องสร้างระบบตั้งแต่บรรยากาศของเมือง การลงทุนจากต่างประเทศ บริษัท Post-production ไปจนถึงระบบการศึกษา

    โรงเรียนในสังกัดเมืองพัทยาเริ่มมีหลักสูตรเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์และคลิปสั้น เพื่อให้เด็กสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสร้างผลงานบน Social Media ได้

    รวมถึงการจัดประกวดภาพยนตร์สั้นในกลุ่มนักเรียน เพราะการสร้างเมืองภาพยนตร์ต้องเริ่มจากการสร้างคน 

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    “ถ้าจะเป็น City of Film เราต้องไม่ได้มีแค่สถานที่ถ่ายหนัง แต่ต้องมีคนทำหนัง มีธุรกิจหนัง และมีคนรุ่นใหม่ที่เห็นอุตสาหกรรมนี้เป็นอนาคต”

    นอกจากพัทยา ยังมีจันทบุรีและศรีสะเกษที่มีศักยภาพเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม โดยจันทบุรีมีจุดแข็งด้านผลไม้ อาหารทะเล และอาหารท้องถิ่น ส่วนศรีสะเกษมีภูมิปัญญาพื้นบ้านและศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่น่าสนใจ

    Creative City ต้องวัดผลทางเศรษฐกิจให้ได้

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนาคือระบบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางตามรอย Creative Cities โดยตรง

    “อพท. ทำงานต้นน้ำ เราพัฒนาพื้นที่ ขณะที่การตลาดเป็นบทบาทของหน่วยงานปลายน้ำ ดังนั้นเรายังต้องพัฒนาระบบ Data เพื่อให้รู้ว่าการเป็น Creative City สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน”

    นี่เป็นโจทย์สำคัญ เพราะหาก Creative City จะเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจจริง ประเทศไทยต้องสามารถวัดผลได้ตั้งแต่จำนวนผู้เดินทาง พฤติกรรมการใช้จ่าย ไปจนถึงผลกระทบต่อธุรกิจและรายได้ของคนในพื้นที่

    สัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ (UNESCO) สุโขทัย ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    อพท. ในบทบาท “วาทยากร” ของเมืองสร้างสรรค์

    หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วบทบาทของ อพท. ในระบบนี้คืออะไร?

    ผมเปรียบ อพท. เป็น Conductor หรือวาทยากรของวงออร์เคสตรา เราไม่ได้เป็นคนเล่นดนตรีทุกชิ้น และไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าทุกคนต้องเล่นอย่างไร แต่เราทำให้คนที่มีความเชี่ยวชาญต่างกันเล่นไปในจังหวะเดียวกัน

    เมืองหนึ่งมีทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ ทุกคนมีความเชี่ยวชาญของตัวเอง

    หน้าที่ของ อพท. คือทำให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกันและตกลงกันว่าจะเดินไปทางไหน ปัจจุบัน อพท. มีพื้นที่พิเศษ 9 แห่ง ครอบคลุม 12 จังหวัด และมีเจ้าหน้าที่ประจำในพื้นที่ ทำงานกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    “อพท. ไม่ใช่เจ้าของเมือง แต่เป็นคนช่วยให้ทุกคนในเมืองเล่นเพลงเดียวกัน”

    สำหรับการสมัคร UNESCO อพท. เข้าไปตั้งแต่ต้น ทั้งสนับสนุนการแปลเอกสาร จัดหาที่ปรึกษาทางวิชาการ สนับสนุนการจัดทำใบสมัคร และตรวจสอบความสมบูรณ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาระดับประเทศ

    สัญลักษณ์ สุุพรรณบุรีเมืองสร้างสรรคด์ด้านดนตรี

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ “ไทยไม่มีของดี” แต่อยู่ที่ “ของดีอธิบายกับโลกได้หรือยัง”

    อะไรคือความท้าทายที่สุดในการผลักดันเมืองไทยไปสู่ Creative City?

    ผมไม่คิดว่าประเทศไทยไม่มีของดี เรามีเยอะมาก แต่ความท้าทายคือ ของดีของเราตรงกับสิ่งที่โลกกำลังมองหาหรือไม่ และเรามีหลักฐานหรือระบบจัดการที่จะอธิบายสิ่งนั้นให้โลกเข้าใจหรือยัง

    อีกเรื่องคือการสืบทอดภูมิปัญญา เรามีปราชญ์ชาวบ้านจำนวนมาก แต่คำถามคือคนรุ่นต่อไปจะมีใครรับช่วงต่อหรือไม่

    “AI อาจช่วยบันทึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ได้ แต่ไม่สามารถแทนที่ประสบการณ์จากคนจริง ๆ ได้ทั้งหมด – สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การที่เราไม่มีของดี แต่คือวันที่ของดีของเรายังอยู่ แต่ไม่มีคนรู้วิธีทำมันอีกแล้ว”

    ดังนั้น การสร้าง Creative City จึงไม่ใช่แค่การสร้างเมืองให้สวย หรือทำ Branding ให้ดูดี แต่ต้องทำให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี และสามารถเปลี่ยนคุณค่านั้นให้เป็นเศรษฐกิจ เป็นอาชีพ และเป็นอนาคตของคนรุ่นต่อไป

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    จาก Repeat Visitor สู่การสร้าง “เหตุผลใหม่” ให้โลกมาไทย

    ท้ายที่สุด ศิริปกรณ์มองว่าโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาฐานนักท่องเที่ยวเดิมกับการสร้างนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

    นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยจำนวนมากเป็น Repeat Visitors ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ยังมีพื้นที่ให้เติบโต ดังนั้น ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียวได้

    การสร้าง Man-made Attraction ใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล และการสร้างเครือข่าย Creative Cities จึงอาจเป็นชิ้นส่วนของยุทธศาสตร์เดียวกัน

    สัญลักษณ์ น่านเมืองสร้างสรรค์ (UNESCO)  ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ไม่ใช่เพียง “เรามีอะไร” แต่คือ

    “ประเทศไทยมีอะไรใหม่ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมา และทำให้คนที่ยังไม่เคยมา อยากเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง?”

    สำหรับ อพท. คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างสถานที่ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ เมือง ชุมชน ผู้คน ภูมิปัญญา โครงสร้างพื้นฐาน และความคิดสร้างสรรค์ สามารถกลายเป็น Destination ใหม่บนแผนที่โลกได้อย่างยั่งยืน

    อพท. เปิดวิสัยทัศน์ แผนปั้นไทยสู่ “เมืองสร้างสรรค์โลก” พลิกเมืองสู่เศรษฐกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/747976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bg3rKDLa4UAUm90hwViAt

  • เศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย แต่เติบโตอย่างเหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย แต่เติบโตอย่างเหลื่อมล้ำ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้กำลังมุ่งเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมกัน หากแต่กำลังเผชิญภาวะ “โตต่ำไม่ทั่วถึง” บางประเทศยังขยายตัวได้จากรายได้พลังงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยี หรืออุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่อีกหลายประเทศถูกกดดันจากต้นทุนนำเข้า เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และภาระหนี้ ความแตกต่างนี้ทำให้ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของโลกเพียงตัวเดียวอาจไม่สามารถอธิบายภาพเศรษฐกิจที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด

    ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 2.5% ในปี 2569 ลดลงจาก 2.9% ในปี 2568 และเป็นอัตราต่ำที่สุดนับจากช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่นับปีที่เศรษฐกิจโลกหดตัว สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่อ่อนแรง และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวนานกว่าที่เคยคาดไว้

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับแรงกดดันมากที่สุด เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มตามไปด้วย เงินทุนซึ่งควรถูกใช้เพื่อการลงทุนหรือบริโภคจึงไหลออกไปชำระค่านำเข้า ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ช้าลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงต่อเนื่อง

    ประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าพลังงานยังมีข้อจำกัดมากกว่าประเทศร่ำรวย เนื่องจากหลายแห่งมีหนี้สาธารณะสูง เงินสำรองระหว่างประเทศจำกัด และค่าเงินเปราะบาง เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าเงินอ่อนลง และดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับสูง

    ประเทศเหล่านี้อาจต้องเลือกระหว่างการอุดหนุนค่าครองชีพกับการรักษาวินัยทางการคลัง การตัดงบลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อชดเชยรายจ่ายด้านพลังงาน อาจทำให้ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดลงอีก

    ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศผู้ส่งออกพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์บางแห่งอาจได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น รายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนฐานะการคลัง ค่าเงิน และดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะประเทศที่มีปริมาณการผลิตเพียงพอและสามารถส่งออกได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิได้รับแรงพยุงจากอัตราการค้าที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ผู้นำเข้าสุทธิเผชิญแรงฉุดชัดเจนกว่า

    อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงไม่ได้รับประกันว่า เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกจะเข้มแข็งเสมอไป รายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจกระจุกตัวอยู่ในภาครัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ และไม่ส่งผ่านถึงประชาชนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ประเทศที่พึ่งพาสินค้าชนิดเดียวมากเกินไปยังเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา หากรัฐบาลใช้รายได้ชั่วคราวเพื่อเพิ่มรายจ่ายประจำแทนการลงทุนหรือสะสมเงินสำรอง เมื่อวัฏจักรราคากลับทิศ ปัญหาการคลังย่อมตามมา

    ความแตกต่างยังปรากฏระหว่างประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีกับประเทศที่อยู่นอกวงจรดังกล่าว การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางแห่ง ประเทศที่ผลิตชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือมีระบบไฟฟ้าและเงินทุนพร้อมรองรับศูนย์ข้อมูลจึงมีโอกาสเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย ตรงกันข้าม ประเทศที่ขาดเงินทุน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ได้รับประโยชน์จากคลื่นการลงทุนนี้ และเสี่ยงถูกทิ้งห่างมากขึ้น

    ภาวะโตต่ำไม่ทั่วถึงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศใดเติบโตเร็วหรือช้า แต่หมายถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีฐานะการคลังแข็งแรง แหล่งพลังงานของตนเอง และโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลายย่อมปรับตัวได้ดีกว่า ส่วนประเทศที่มีหนี้สูง พึ่งพาการนำเข้า และมีรายได้จากการส่งออกไม่กี่ประเภทจะเผชิญความเสี่ยงมากกว่า

    สำหรับประเทศอย่างไทย ภาพดังกล่าวมีทั้งโอกาสและแรงกดดัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระทบภาคขนส่ง การผลิต และกำลังซื้อ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเติบโตแตกต่างกันย่อมทำให้การส่งออกแต่ละกลุ่มสินค้าไม่ฟื้นตัวพร้อมกัน ไทยจึงต้องกระจายตลาด ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

    ท้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยในวงกว้างได้ แต่การเติบโตเพียง 2.5% ไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศจะผ่านพ้นแรงกระแทกไปได้เหมือนกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกยังเติบโตหรือไม่ หากอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และรัฐบาลจะเปลี่ยนความได้เปรียบชั่วคราวให้เป็นความแข็งแกร่งระยะยาวได้เพียงใด.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6158172/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hh_-i5xErdxa9MpcSQeJ-

  • เจาะตลาด “ปลาช่อนทะเล” สัตว์น้ำเศรษฐกิจดาวรุ่ง | เดลินิวส์

    เจาะตลาด “ปลาช่อนทะเล” สัตว์น้ำเศรษฐกิจดาวรุ่ง | เดลินิวส์

    ท่ามกลางโจทย์ของเกษตรกรชายฝั่งที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนการผลิต ความผันผวนของราคาสัตว์น้ำ และการแข่งขันในตลาด “ปลาช่อนทะเล” กำลังถูกจับตาในฐานะสัตว์น้ำเศรษฐกิจทางเลือกที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อกรมประมงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง

    ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาช่อนทะเลอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อสนับสนุนเกษตรกรได้ ถือเป็นอีกทางเลือกในการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนประมงชายฝั่ง

    จุดเด่นของปลาช่อนทะเลอยู่ที่คุณภาพเนื้อ ซึ่งเป็นปลาเนื้อขาว เนื้อแน่น รสชาติดี และมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึงกรดไขมันไม่อิ่มตัวอย่าง DHA จนได้รับฉายาว่า “Black Salmon” อีกทั้งสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่เมนูทั่วไปไปจนถึงตลาดอาหารระดับพรีเมียม

    แต่สิ่งที่ทำให้ปลาชนิดนี้น่าสนใจมากขึ้นคือ ศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากปลาสดสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง

    ปัจจุบันราคาปลาช่อนทะเลทั้งตัวอยู่ที่ประมาณ 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากนำมาแปรรูปด้วยกระบวนการ “รีดเลือด” ซึ่งช่วยรักษาความสด ลดกลิ่นคาว และคงคุณภาพเนื้อ สามารถเพิ่มมูลค่าได้ประมาณ 250 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่หากแปรรูปเป็นเนื้อปลาสำหรับซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาสามารถสูงถึงประมาณ 1,000 บาทต่อกิโลกรัม

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า โอกาสทางเศรษฐกิจของปลาช่อนทะเลไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงแล้วขายเป็นปลาสดเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การพัฒนา คุณภาพ การแปรรูป และตลาดปลาพรีเมียม ซึ่งเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ด้านกรมประมงวางเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลาช่อนทะเลขนาดประมาณ 5 นิ้ว จากเดิมปีละ 25,000–30,000 ตัว เป็น 50,000 ตัวต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและเกษตรกรที่สนใจนำไปเลี้ยงเชิงพาณิชย์

    พร้อมกันนี้มีแผนขยายพื้นที่ส่งเสริมการเลี้ยงไปยังจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยเน้นการเลี้ยงในกระชัง และบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมประมง เกษตรกร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต

    สัญญาณตลาดเริ่มเห็นชัดจากจำนวนเกษตรกรที่หันมาสนใจเลี้ยงเพิ่มขึ้น จาก 30 รายในปี 2568 เป็น 50 รายในปี 2569 และคาดว่าในปี 2570 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 90,000–100,000 กิโลกรัม ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการทั้งตลาดปลาสดและการแปรรูป

    อย่างไรก็ตาม การผลักดันปลาช่อนทะเลให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ยังต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์ คุณภาพอาหารและน้ำ การเลี้ยงในกระชัง การควบคุมคุณภาพหลังจับ ไปจนถึงการแปรรูปและหาตลาดรองรับ

    เพราะโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “เลี้ยงปลาให้ได้มาก” แต่ต้อง “เลี้ยงให้ได้คุณภาพและขายได้ราคาดี”

    หากกรมประมงสามารถขยายฐานลูกพันธุ์ พัฒนาองค์ความรู้ให้เกษตรกร และเชื่อมโยงตลาดปลาสดกับตลาดพรีเมียมได้สำเร็จ “ปลาช่อนทะเล” ก็มีโอกาสก้าวจากสัตว์น้ำทางเลือก สู่ สินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่ของเกษตรกรชายฝั่ง และสร้างรายได้เพิ่มจากทรัพยากรในท้องถิ่นได้ในระยะยาว

    จากกระชังสู่จานพรีเมียม อนาคตของปลาช่อนทะเลอาจไม่ได้วัดกันที่ปริมาณการเลี้ยง แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการเปลี่ยน “ปลา” ให้เป็น “มูลค่า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6157067/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i9gnWJz1FGEinBjF2okWO

  • ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน

    ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน

    ครม.สัญจรสงขลา ยกระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ เคาะ Quick Win 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงรับมือภัยพิบัติ เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน


    2/09/2569 | 128 |

    (1 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วน
    ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค ดังนี้ 
    ด้านเศรษฐกิจ มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดและอุปสรรคทางธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ได้แก่ 
    1) ให้กระทรวงการคลัง พิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยปรับปรุงเงื่อนไขเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการดำเนินการของเงินกู้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ 5 จังหวัด และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ สำหรับผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม จากเดิมที่ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน ได้มีการพิจารณาขยายผลตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องในช่วงที่ยังไม่มีรายได้ โดยนอกจากจะปลอดดอกเบี้ยแล้ว รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยให้อีกคนละครึ่ง (50:50) และธนาคารออมสินได้เตรียมปล่อยสินเชื่อระยะยาว 5 ปี สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป โดยคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว
     2) ให้กระทรวงมหาดไทย จัดทำผังเมือง 5 จังหวัดให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยการจัดทำผังเมืองของจังหวัดสงขลาและปัตตานีให้ดำเนินการสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่สงขลาและปัตตานี และการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) จังหวัดสงขลาและปัตตานี 
    3) ให้กระทรวงคมนาคมขุดลอกร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกประมาณ 9 – 10 เมตร เพื่อให้สามารถรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และรองรับการระบายน้ำในพื้นที่ 
    4) ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาของนักท่องเที่ยวที่ผ่านด่านชายแดนไทย – มาเลเซียทางบกและปรับรูปแบบ ตม.2 และ ตม.3 เป็นรูปแบบออนไลน์และลงทะเบียนล่วงหน้าได้ 3 วันล่วงหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งปรับระบบศุลกากรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน 
    5) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารจัดการการทำประมงพื้นบ้านเพื่อลดผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยาน 
    6) ให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์ One Stop Service สำหรับการจัดการแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ 
    7) ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานส่งเสริมและ Package การท่องเที่ยวด้านอาหารพื้นถิ่นของ 
    5 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 
    8) ให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ขยายมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมการลงทุน
    ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 – 31 ธันวาคม 2572
        ด้านสังคม เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ และเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้
        1) ให้กระทรวงสาธารณสุข เร่งรัดการออกแบบก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 วงเงิน 250 ล้านบาท 
        2) ให้กระทรวงแรงงาน เร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านแรงงานระหว่างไทย-มาเลเซีย
    เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนในการทำงานของแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย ทบทวนระเบียบและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว เพื่อนำเข้าแรงงานทดแทนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ 
        3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยบูรณาการความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดทำ Journey Map 
        4) แก้ไขปัญหาความยากจน โดยให้จังหวัดประสานความร่วมมือกับหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) เพื่อให้ความช่วยเหลือครัวเรือนเป้าหมายอย่างทั่วถึงและตรงตามความต้องการ
        5) ซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กลุ่มเปราะบางให้จังหวัดร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตรวจสอบสถานะที่ดินและข้อจำกัดทางกฎหมายให้ได้ข้อยุติเป็นรายพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่รองรับการอยู่อาศัยได้ 
    ให้เร่งรัดหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ช่วยสนับสนุนการดำเนินการจัดการเอกสารการให้ใช้ที่ดินให้ประชาชน
    ใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบกรรมสิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่รองรับไม่ได้ให้จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม ติดตามผลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายปี 2570 – 2571 และให้ประสานสถาบันศาสนาและหน่วยงานทหารสนับสนุนกำลังพลในการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง 
        6) ให้กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดมาตรการพัฒนาการศึกษาโรงเรียนตาดีกา โดยศึกษาแนวทางนำเข้าสู่ระบบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณ และมาตรการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา (Zero Dropout) โดยใช้กลไกวิทยาลัยชุมชนในการดูแล พัฒนาทักษะ และสร้างโอกาสให้เด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ 
        7) ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างทั่วถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย
        8) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาลิงในแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับพื้นที่ 
        ด้านความมั่นคง เดินหน้าสร้างความมั่นคงควบคู่กับการทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกออกจากประชาชน โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง ดังนี้
        1) ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นศูนย์ปฏิบัติการอำเภอและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นแนวหน้าในการรับแจ้งและสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับและเพิ่มทักษะให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ที่ช่วยสนับสนุนความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ จัดหาและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) พร้อมอุปกรณ์และติดตั้ง จำนวน 164 ระบบให้กับชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) 
        2) ให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง (อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี) ให้เป็นด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint)
        ด้านภัยพิบัติ จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี วงเงิน 20 ล้านบาท โครงการการเพิ่มประสิทธิภาพ
    ระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25.9 ล้านบาท และของเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21.1 ล้านบาท เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิงคลองเรียน วงเงิน 75 ล้านบาท
        นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และ
    ให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้กับประชาชน โดยมีความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ใน 3 ประเภทภัย ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับกรณีอุทกภัย ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน กรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหว ให้จ่ายส่วนที่หนึ่ง จำนวน 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามมูลค่าความเสียหายจริง วงเงินค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท ต่อครั้งต่อหลังคาเรือนและคุ้มครองการเสียชีวิต โดยจ่ายเงินผลประโยชน์ รายละ 2,000,000 บาท โดยมอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยา ไปสู่ ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม เปลี่ยนจากการ “รอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุ” ไปสู่การ “เตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า” 
        ทั้งนี้ ภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่วงเงินความคุ้มครองอยู่ที่ 75,000 ล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมา รัฐใช้งบประมาณในการช่วยเหลือและเยียวยาประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี 
    ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่รัฐต้องใช้ในการเยียวยา ค่าพยาบาล ถุงยังชีพ และการจัดตั้งศูนย์พักพิง
    เมื่อเกิดภัยพิบัติแล้ว ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยกว่า แนวทางดังกล่าวจึงเป็นการปรับรูปแบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้รัฐใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองและสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้มากขึ้น


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/537723&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R4LUk5ywo2CqGkJYl76BE

  • โจทย์น่าคิด ‘เศรษฐกิจไทยโตช้า’ เพราะทุนอยู่ผิดที่?

    โจทย์น่าคิด ‘เศรษฐกิจไทยโตช้า’ เพราะทุนอยู่ผิดที่?

    ทำไมเศรษฐกิจไทย “โตช้า” เอสเอ็มอี “กำลังตาย” …นี่คือประโยคคำถามที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมานานมาก หลายคนโฟกัสที่การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เชื่องช้า ตามไม่ทันโลกยุคใหม่

    • ปัญหาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าส่วนหนึ่งเกิดจาก “ทุนอยู่ผิดที่” โดยเงินทุนมักไหลไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพต่ำ แทนที่จะเป็นสตาร์ทอัพและ SME ที่มีศักยภาพสูง
    • งานวิจัยชี้ว่าธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับเข้าถึงแหล่งทุนในระบบธนาคารได้จำกัด และมักต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

    ทำไมเศรษฐกิจไทย “โตช้า” เอสเอ็มอี “กำลังตาย” …นี่คือประโยคคำถามที่อยู่คู่เศรษฐกิจไทยมานานมาก หลายคนโฟกัสที่การปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เชื่องช้า ตามไม่ทันโลกยุคใหม่

    เรายังมัวผลิตสินค้าที่โลกไม่ต้องการแล้ว แต่ลืมไปว่าจริงๆ เราก็มีธุรกิจที่เกาะกระแสโลกได้เช่นกัน เพียงแต่ธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสตาร์ตอัปหรือไม่ก็เอสเอ็มอีที่ตั้งขึ้นใหม่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจึงเป็นอะไรที่ยากมาก

    มีงานวิจัยที่เราอยากชวนอ่านของ สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชื่อว่า “จัดสรรรันทด : โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย” โดยงานวิจัยนี้ตั้งคำถามตัวใหญ่ๆ ว่า “ทุนของเศรษฐกิจไทยอาจกำลังอยู่ผิดที่” ซึ่งเนื้อหาชี้ให้เห็นถึงตัวเลขผลตอบแทนต่อสินทรัพย์(ROA) ของภาคธุรกิจไทยที่ลดลงเหลือเพียง 6.2% จากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 8.2% โดยงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ROA ที่ลดลงไม่ได้เกิดจากความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง แต่เกิดจากประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่ถดถอย เพราะเงินทุนส่วนใหญ่ไหลไปอยู่กับกิจการที่มีประสิทธิภาพต่ำ ส่วนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้รับการจัดสรรอย่างจำกัด

    งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ประเด็นสำคัญ คือ โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพราะ “ทุนมีน้อยเกินไป” แต่เราอยู่ในสถานการณ์ที่ “ทุนอยู่ผิดที่” โดยกลไกที่ซ้ำเติมการอยู่ผิดที่ของเงินทุนเหล่านี้ก็คือ “ระบบธนาคารพาณิชย์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดสรรทุน …ผลศึกษาของงานวิจัยระบุว่า กิจการราว 80% ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารได้เลยแน่นอนว่ากลุ่มที่มีศักยภาพก็ตกหล่นไปด้วย แต่กลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กลับทำงานสวนกับผลิตภาพ พูดง่ายๆ คือ ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกลับได้สินเชื่อน้อย 

    ประเด็นที่น่าห่วงไปกว่านั้น คือ นอกจากธุรกิจที่ดีมีศักยภาพจะเข้าถึงแหล่งทุนได้น้อยแล้ว ธุรกิจเหล่านี้ยังแบกต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยที่แพงถึง 7.8% เรียกว่าสูงเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพระดับเดียวกันซึ่งจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3.9% ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า ระบบการเงินในปัจจุบันไม่ได้คัดกรองทรัพยากรไปยังที่ที่ควรได้รับ ซึ่งทำให้ปัญหา misallocation ฝังลึกยิ่งขึ้น

    จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปฟังการบรรยายพิเศษของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)​ ในงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เมื่อปลายเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการตอกย้ำปัญหาโครงสร้างการจัดสรรทุนได้อย่างดี  โดย “วิทัย” บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ต้องดูดซับสภาพคล่องจากระบบสูงถึงวันละ 5-6 ล้านล้านบาท แต่ปัญหาใหญ่คือเงินจำนวนมาก “ไหลผิดทาง” ไม่ได้ถูกจัดสรรไปสู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ถ้าเราสามารถจัดสรรทุนเหล่านี้ให้ถูกที่ถูกทางได้ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นมาก ผลิตภาพก็จะสูงขึ้น ที่สำคัญยังเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้ด้วย เราเห็นว่าเมื่อหน่วยงานกำกับธนาคารพาณิชย์อย่าง ธปท. มองเห็นปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ลงลึกแบบจริงจังได้แค่ไหน เรื่องนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของ ธปท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1250044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13VE9GmoaLJLb281qoEWVW