Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 2 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 2 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    เจาะลึกประเด็นร้อนรอบวัน! ฟื้นสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์รอบ 11 ปี รัฐบาลไฟเขียวงบแสนล้านรถไฟทางคู่สายใต้ พร้อมกระแสโซเชียลจับตาระบบ “TH-AI Passport”

     เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเกาะติดสถานการณ์เด่นรอบด้านประจำวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ทั้งเวทีการทูตระดับภูมิภาคที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการผลักดันนวัตกรรมของรัฐบาล ตลอดจนกระแสร้อนและเรื่องราวใกล้ตัวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจ

    การเมืองและการต่างประเทศ: ฟื้นสัมพันธ์รอบทศวรรษ-จับตาปรับทัพกระบอกเสียงรัฐบาล ไฮไลต์เด่นในมิติการต่างประเทศวันนี้ คือการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้การต้อนรับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ. ซึ่งนี่ถือเป็นการฟื้นเวทีหารือระดับผู้นำระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี โดยมีการขยายความร่วมมือในหลายด้าน เช่น พลังงานสะอาด ระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ความมั่นคงด้านอาหาร และการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ พร้อมทั้งลงนาม MoU ด้านการพัฒนาสังคม. ขณะเดียวกัน ในระดับสากล สหรัฐอเมริกาก็รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีกลุ่ม G20 เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานแห่งอนาคตและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก 

    ทางด้านความเคลื่อนไหวภายในประเทศ มีกระแสข่าวสะพัดเรื่องการพิจารณาปรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีชื่อของ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ คาดว่าจะเข้ามารับช่วงต่อเพื่อยกระดับความรวดเร็วในการสื่อสารของรัฐบาล. นอกจากนี้ หลายภาคส่วนยังคงติดตามควันหลงจากการประชุม ครม.สัญจร ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ 171 โครงการ และมาตรการเร่งด่วนในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและไฟใต้. ขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงจับตาคดีสำคัญตามมาตรา 112 รวมถึงข้อเรียกร้องต่อ กกต. ในการไต่สวนการเลือก สว. และการวางกรอบเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 

    เศรษฐกิจและการลงทุน: อนุมัติงบแสนล้านหนุนโลจิสติกส์สายใต้-คลังคลอดเกณฑ์โซลาร์รูฟท็อป ภาคเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณบวกที่สำคัญ หลังจากที่ ครม.สัญจรมีมติอนุมัติงบประมาณรวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท เดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในพื้นที่ภาคใต้ 3 โครงการ เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งและการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย. อีกทั้งกระทรวงการคลังยังเตรียมปรับเกณฑ์สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน โดยอุดหนุนเงิน 30,000 – 50,000 บาทต่อหลัง และปรับลดขนาดกำลังผลิตลงมาที่ 3 kW เพื่อเปิดโอกาสให้บ้านขนาดเล็กร่วมโครงการเพื่อลดค่าไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น 

    สำหรับความเคลื่อนไหวในภาคเอกชน ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัว ‘KBank Indonesia’ เพื่อรุกตลาดอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ด้านบริษัท โปร อินไซด์ (PIS) เตรียมจัด Earnings Call ในช่วงบ่ายเพื่อฉายภาพทิศทางธุรกิจและการประมูลงานไอทีภาครัฐ. สำหรับตลาดเงิน ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าทรงตัวในระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์ โดยที่ตลาดการเงินโลกกำลังเฝ้าจับตาตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP Employment Change) จากสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed และราคาทองคำ 

    กระแสโลกออนไลน์และวิถีคนเมือง: ดราม่า AI Passport-แจ้งดับไฟ-ระวังมรสุม โลกออนไลน์ในวันนี้มีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน หลังกระทรวงดีอีเตรียมผลักดันระบบ “TH-AI Passport” สำหรับยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทย ซึ่งเสียงสะท้อนจากสังคมแตกออกเป็นสองส่วน ทั้งที่เห็นด้วยว่าเป็นการยกระดับนวัตกรรม และที่ตั้งคำถามถึงงบประมาณรวมถึงประสิทธิภาพที่แท้จริง. ส่วนฝั่งคนรักรถยนต์ต่างตื่นเต้นกับการเผยโฉมวันแรกของ All-New Mitsubishi Pajero (2026) ที่ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่คนรักเสียงเพลงเตรียมพบกับภาพยนตร์คอนเสิร์ตใหญ่ของ Katy Perry “THE LIFETIMES TOUR – LIVE FROM PARIS” ในระบบ IMAX วันนี้

    สุดท้ายนี้ คนเมืองในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เนื่องจาก กฟน. ประกาศงดจ่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวในบางพื้นที่ เช่น ซอยอุดมสุข 51 และซอยสุขสวัสดิ์ 78 เพื่อปรับปรุงระบบ. ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนภัยร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้มีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้นอย่าลืมพกอุปกรณ์กันฝนก่อนออกจากบ้าน 

    เรื่องราวทั้งหมดในวันนี้สะท้อนถึงพลวัตของโลกที่เชื่อมโยงเรื่องราวในอดีต มิติความร่วมมือในปัจจุบัน และแนวทางการพัฒนาในอนาคตเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ. ไม่ว่าจะเป็นก้าวสำคัญของการทูตระหว่างประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ ไปจนถึงการปรับตัวทางเทคโนโลยีและสภาพอากาศรอบตัวที่ทุกคนต้องคอยอัปเดตอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ตกเทรนด์สำคัญตลอดทั้งวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/318816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZIeP4c-WLjql_C004-fyv

  • “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ลุย 6 มาตรการด่วน ชูสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-รัฐช่วยจ่ายคนละครึ่ง – สยามรัฐ

    “เอกนิติ” เร่งฟื้นเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ลุย 6 มาตรการด่วน ชูสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-รัฐช่วยจ่ายคนละครึ่ง – สยามรัฐ

    “เอกนิติ ”เดินหน้าฟื้นฟู  ดันเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ สั่งลุยมาตรการด่วน 6 ด้าน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 6 เดือนแรก ระยะถัดไป รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยคนละครึ่ง ช่วยฟื้นฟูธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 1 ก.ย.ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากที่

    เมื่อวานได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ กับผู้แทนส่วนกลางทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคมแสดงความคิดเห็น โดยได้เห็นปัญหาอุปสรรคหน้างานในพื้นที่และให้นำความต้องการของประชาชน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นที่ตั้ง  ซึ่งต้องนำไปสู่แก้ปัญหาไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการเพิ่มรายได้ กระจายโอกาส และปรับคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่  ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อเสนอที่ขับเคลื่อนได้ทันที รวม 6 ด้าน

    ด้านที่ 1 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่อง (Soft Loan) ซึ่งหลังจากที่รับฟังปัญหาจากคนในพื้นที่ จะเห็นว่าสินเชื่อของผู้ประกอบการในช่วงฟื้นฟูน้ำท่วม ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือน ซึ่งการฟื้นฟูต้องใช้เวลานาน เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลัง จึงได้พิจารณาตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีทันที ว่า นอกจากปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน แล้วจะมีสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงฟื้นฟูยังไม่มีรายได้ ปลอดดอกเบี้ย และหลังจากนั้น รัฐจะช่วยออกดอกเบี้ยคนละครึ่ง ซึ่งถือเป็นการฟื้นฟูจากน้ำท่วม

    เรื่องที่ 2 สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป ต้องการสนับสนุนเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุนในระยะยาว โดยธนาคารออมสินจะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ ในระยะยาว 5 ปี  โดยเป็นดอกเบี้ยต่ำคง ร้อยละ 1.5  ต่อปี ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นฟูขึ้นได้ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาทันทีหลังจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

    ยังมีความต้องการของคนในพื้นที่ ยังต้องการเรื่องการลงทุน โดยจะมีการขุดลอก ร่องน้ำของท่าเรือสงขลาและปัตตานีให้ลึกขึ้น อีก 9 ถึง 10 เมตร เพื่อให้รองรับสินค้าขนาดใหญ่ และระบายน้ำในพื้นที่เพื่อช่วยเรื่องอุทกภัย ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สามารถทำได้ทันที

    สาม ยังมีความต้องการเรื่องการค้าชายแดน ที่ยังเป็นอุปสรรคต่างๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วว่าจะยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ล่วงเวลาของนักท่องเที่ยว โดยจะต้องไม่มีภาระตรงนี้ และจะมีการปรับรูปแบบ การตรวจคนเข้าเมือง เรื่องออนไลน์ต่างๆ ตรงนี้จะให้เชื่อมโยงกับระบบศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยจะเร่งปรับผังเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนและการพัฒนาของคนในพื้นที่ให้ยั่งยืน 

    ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะทำแพ็กเกจการท่องเที่ยว ส่งเสริมอาหารพื้นถิ่น 5 จังหวัด เพื่อให้ เป็นการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมความเป็นพื้นถิ่น เอกลักษณ์ชุมชน

    เรื่องที่สี่  คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ต่ออายุเพิ่มไปอีก 3 ปี เพื่อให้การลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะจับมือกับสถาบันการศึกษา  เพื่อส่งเสริมการลงทุนสมัยใหม่ ซึ่งคิดว่าสงขลาจะเป็นศูนย์กลางที่จะสามารถเชื่อมโยงภูมิภาค เช่น ปีนัง จะสามารถนำการลงทุนสมัยใหม่เข้ามาได้ ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับในระยะยาวอีกด้วย

    #เอกนิติ #ชายแดนใต้ #เศรษฐกิจชายแดนใต้ #5จังหวัดชายแดนใต้ #สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ #ช่วยเหลือธุรกิจ #ฟื้นฟูเศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #ครมสัญจร #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o1PUqfq62X1japeGNJliW

  • ธนาคารโลกแต่งตั้ง

    ธนาคารโลกแต่งตั้ง

    ธนาคารโลกแต่งตั้ง สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา (Stephen N. Ndegwa) เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา (Division Director for Thailand and Myanmar) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 และประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ

    การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยกำลังกระชับความร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข่งขันได้และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับเป้าหมายก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2577 ขณะที่เมียนมายังเผชิญความเปราะบาง ความขัดแย้ง และความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

    ในบทบาทใหม่ เอ็นเดกวาจะนำการดำเนินงานของธนาคารโลกในทั้งสองประเทศ ทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศ และขับเคลื่อนพันธกิจของธนาคารโลกในการยุติความยากจนขั้นรุนแรงและส่งเสริมความมั่งคั่งบนโลกที่น่าอยู่ ผ่านการสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มโอกาสการมีงานทำที่ดีขึ้น

    “ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและผลสัมฤทธิ์ที่แข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น ขณะที่ประชาชนเมียนมายังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างมหาศาล” เอ็นเดกวา ระบุว่าเขาตั้งตารอที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาส เสริมสร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน

    โจทย์ของไทย ก่อนการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก

    หนึ่งในภารกิจสำคัญของเอ็นเดกวาในประเทศไทย คือการเดินหน้าความร่วมมือระยะต่อไปของกลุ่มธนาคารโลกผ่านกรอบความร่วมมือระดับประเทศ หรือ Country Partnership Framework (CPF) ฉบับใหม่ ก่อนการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ

    CPF เป็นกรอบที่กำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มธนาคารโลกกับประเทศคู่ร่วมมือ สำหรับประเทศไทย กรอบฉบับใหม่นี้วางแนวทางเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ผลักดันการเติบโตและการสร้างงาน ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจที่ทั่วถึงและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    เป้าหมายหลักมี 2 ด้านที่เกื้อหนุนกัน ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการเติบโต โดยการสร้างงานที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมถึงการระดมเงินทุนจากภาคเอกชน เป็นประเด็นที่ครอบคลุมการดำเนินงานในทุกด้าน

    ธนาคารโลกยังเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น ตลาดคาร์บอน ความมั่นคงทางน้ำ และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอุทกภัย ควบคู่กับงานด้านองค์ความรู้และการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาภาคการเงินและภาคเอกชน

    เมียนมา กับแนวทางช่วยเหลือประชาชนในภาวะเปราะบาง

    สำหรับเมียนมา กลุ่มธนาคารโลกยังคงมุ่งสนับสนุนประชาชนผ่านแนวทาง ‘ติดตาม ประเมิน และให้ความช่วยเหลือ’ หรือ Monitor, Assess, and Assist ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่มธนาคารโลกว่าด้วยการดำเนินงานในบริบทที่ได้รับผลกระทบจากความเปราะบาง ความขัดแย้ง และความรุนแรง หรือ Strategy for Engaging in Fragility, Conflict, and Violence (FCV) ประจำปี 2569 ถึง 2573

    ภายใต้การนำของเอ็นเดกวา ธนาคารโลกจะจัดทำและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมขยายการสนับสนุนชุมชนกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการที่ดำเนินการโดยพันธมิตรภายนอก

    ความพยายามดังกล่าวมุ่งช่วยให้ชุมชนรับมือกับความขัดแย้ง ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และแรงกระทบอื่น ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมรักษาทุนมนุษย์ เสริมความเข้มแข็งของชุมชน คุ้มครองความเป็นอยู่และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงวางรากฐานสำหรับการฟื้นฟูและการสร้างความยืดหยุ่นในอนาคต

    ประสบการณ์กว่า 20 ปีในธนาคารโลก

    ก่อนรับตำแหน่งนี้ เอ็นเดกวาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายประจำหมู่เกาะแปซิฟิก (Division Director for the Pacific Islands) ของธนาคารโลก และกำกับดูแลโครงการมากกว่า 80 โครงการในภูมิภาค

    เขาเข้าร่วมงานกับธนาคารโลกในปี 2545 ในฐานะ Young Professional ก่อนรับตำแหน่งผู้นำในหลายภูมิภาค ทั้งแอฟริกา เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยุโรปและเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังเคยเป็นผู้จัดการประจำประเทศเซอร์เบีย (Country Manager for Serbia) และผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำประเทศอัฟกานิสถาน (Operations Manager for Afghanistan)

    เอ็นเดกวาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ (Political Science and Public Policy) จาก Indiana University ประเทศสหรัฐอเมริกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/world-bank-stephen-ndegwa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CqBVCgGQOSl6vdC76DfDw

  • ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นคุ้มครอง 1 ก.ย. นี้ ทส. ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ควบคู่มาตรการคุมเข้มห้ามลักลอบล่าในป่า

    ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นคุ้มครอง 1 ก.ย. นี้ ทส. ดันเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ควบคู่มาตรการคุมเข้มห้ามลักลอบล่าในป่า

    ​สืบเนื่องจากวานนี้ (31 สิงหาคม​) ​ ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (1 กันยายน​ 2569)​ เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 สาระสำคัญคือการปลดล็อก นกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก ให้พ้นจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อเปิดทางให้สามารถเพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย

    สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การปรับสถานะทางกฎหมายในครั้งนี้มุ่งหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฐานการเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกกรงหัวจุกมาอย่างยาวนาน การปลดล็อกจะช่วยยกระดับนกชนิดนี้ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนดมาตรการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชากรนกในธรรมชาติ

    ด้าน อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุถึงแนวทางปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวว่า แม้จะมีการปลดล็อกแล้ว แต่กรมอุทยานฯ ยังคงยึดมาตรการป้องกันและปราบปรามการจับนกจากธรรมชาติอย่างเด็ดขาด โดยได้สั่งการและซักซ้อมแนวทางร่วมกับคณะผู้บริหารในพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้ว ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบด้วย:

    การส่งเสริมและควบคุมระบบเพาะเลี้ยง: ผลักดันการเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับเป็นสัตว์เศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

    การจัดทำฐานข้อมูลและทำเครื่องหมาย: พัฒนาระบบติดตามและจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนก เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน

    การคุ้มครองระบบนิเวศและพันธุกรรม: เฝ้าระวังการปล่อยนกเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์ในธรรมชาติ พร้อมติดตามประชากรนกป่าอย่างต่อเนื่อง

    กรมอุทยานฯ ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” โดยขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงและกลุ่มเครือข่ายให้ร่วมกันอนุรักษ์นกในธรรมชาติ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน​

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bulbul-unprotected-economic/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23HyENW1-c3_utgCLpI2tb

  • ไอซ์แลนด์ลงประชามติไม่รื้อฟื้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก EU ประเด็นประมงและอธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญ

    ไอซ์แลนด์ลงประชามติไม่รื้อฟื้นการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก EU ประเด็นประมงและอธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญ

    ประชาชนไอซ์แลนด์ลงประชามติเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569ที่ผ่านมา และมีมติเสียงข้างมาก ร้อยละ 52.8 ไม่เห็นด้วยกับการกลับมาเปิดการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ขณะที่ร้อยละ 47.2 เห็นด้วย โดยมีผู้มาใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 82.5 ซึ่งเป็นอัตราสูงที่สุดในการเลือกตั้งหรือประชามติของไอซ์แลนด์นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 ผลดังกล่าวทำให้โอกาสที่ไอซ์แลนด์จะกลับเข้าสู่กระบวนการสมัครเป็นสมาชิก EU ต้องชะลอออกไปอีก หลังจากประเทศเคยยื่นสมัครสมาชิกในปี 2552 ก่อนระงับการเจรจาในปี 2556 ภายหลังรัฐบาลที่มีจุดยืนไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก EU เข้าบริหารประเทศ
    ประเด็นสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนคือ การรักษาอำนาจอธิปไตยและการควบคุมทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยสินค้าประมงคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไอซ์แลนด์ ขณะที่ประเทศมีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone: EEZ) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 760,000 ตารางกิโลเมตร ภาคประมงจึงมีความกังวลว่า หากเข้าเป็นสมาชิก EU ไอซ์แลนด์อาจต้องอยู่ภายใต้นโยบายประมงร่วมของสหภาพยุโรป (Common Fisheries Policy: CFP) และสูญเสียอิสระบางส่วนในการกำหนดโควตาและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล แม้ฝ่าย EU จะส่งสัญญาณว่ายินดีหารือแนวทางที่ยืดหยุ่นสำหรับไอซ์แลนด์ก็ตาม
    นอกจากภาคประมงแล้ว ภาคเกษตรของไอซ์แลนด์ยังมีความกังวลต่อนโยบายเกษตรร่วมของ EU (Common Agricultural Policy: CAP) โดยฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกเห็นว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากร การเกษตร และเศรษฐกิจของประเทศควรยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของไอซ์แลนด์เอง ทั้งนี้ ฝ่ายคัดค้านย้ำว่าผลประชามติไม่ได้หมายความว่าไอซ์แลนด์ปฏิเสธความร่วมมือกับยุโรป แต่เป็นการปฏิเสธการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างเต็มรูปแบบและการโอนอำนาจตัดสินใจบางส่วนไปยังสถาบันของสหภาพยุโรป
    ก่อนการลงประชามติ ฝ่ายสนับสนุนการเข้า EU ชูประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการใช้เงินยูโร ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาความผันผวนของเงินโครนไอซ์แลนด์และแรงกดดันด้าน  เงินเฟ้อ รวมถึงเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถเอาชนะความกังวลเรื่องอธิปไตย ประมง และเกษตรได้ แม้ว่า Kristrún Frostadóttir นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์จะเสนอให้กลับเข้าสู่การเจรจาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบเงื่อนไขที่แท้จริงก่อน และกำหนดให้มีประชามติอีกครั้งก่อนตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการก็ตาม
    ผลประชามติถือเป็น ความท้าทายต่อยุทธศาสตร์การขยายสมาชิกของ EU ซึ่งกลับมาได้รับความสำคัญมากขึ้นภายหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยไอซ์แลนด์ถูกมองว่าเป็นประเทศผู้สมัครที่มีความพร้อมสูง เนื่องจากเป็นประเทศรายได้สูง มีระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และมีความเชื่อมโยงกับ EU อยู่แล้วในระดับสูงผ่านการเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EEA) ซึ่งทำให้สามารถเข้าถึงตลาดเดียวของ EU รวมทั้งเป็นสมาชิกเขตเชงเกน แม้ไม่มีสิทธิร่วมกำหนดกฎหมายของ EU ในฐานะประเทศสมาชิกก็ตาม
    ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ การลงประชามติเกิดขึ้นในช่วงที่ภูมิภาคอาร์กติกมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มขึ้น ทั้งจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และความกังวลเกี่ยวกับกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางการลงคะแนนของประชาชนได้ โดยประเด็นเศรษฐกิจภายในประเทศและการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติกลับมีน้ำหนักมากกว่า   ผลดังกล่าวจึงอาจกระทบต่อความพยายามของ EU ในการเพิ่มบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอาร์กติกในระดับหนึ่ง
    ภายหลังทราบผลประชามติ EU มีท่าทีค่อนข้างระมัดระวัง โดยยืนยันเคารพการตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไอซ์แลนด์ ขณะที่ประธานคณะมนตรียุโรป António Costa และนายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์เห็นพ้องที่จะเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายต่อไป ดังนั้น แม้การเข้าเป็นสมาชิก EU จะถูกพักออกไปในอนาคตอันใกล้ แต่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และการเคลื่อนย้ายระหว่างไอซ์แลนด์กับ EU ยังคงอยู่ในระดับสูง ผ่านกรอบ EEA, Schengen และ NATO
    บทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต.: 

    •    ผลประชามติครั้งนี้สะท้อนว่า แม้ไอซ์แลนด์จะมีความใกล้ชิดและบูรณาการทางเศรษฐกิจกับยุโรปอย่างมาก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับ การรักษาอำนาจในการกำหนดนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านประมง เกษตร และทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าประโยชน์จากการเข้าเป็นสมาชิก EU อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน ผลการลงคะแนนที่ค่อนข้างสูสี 52.8 ต่อ 47.2 ยังสะท้อนว่าสังคมไอซ์แลนด์มีความคิดเห็นต่อประเด็น EU แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน และประเด็นความสัมพันธ์กับ EU อาจกลับมาเป็นหัวข้อทางการเมืองอีกครั้งในอนาคต หากบริบทด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป
    •    ในระยะสั้นนี้ ผลการลงประชามติที่ประชาชนไอซ์แลนด์มีมติไม่เห็นด้วยกับการกลับมาเปิดการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) คาดว่าจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าและบริการของไทยไปยังตลาดไอซ์แลนด์ เนื่องจากไอซ์แลนด์ยังคงเป็นสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area: EEA) และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับ EU อย่างใกล้ชิด สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังไอซ์แลนด์จึงยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของยุโรป โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของสินค้า สุขอนามัย การติดฉลาก และสิ่งแวดล้อม
    •    อย่างไรก็ตาม การที่ไอซ์แลนด์เลือกคงสถานะอยู่นอก EU และให้ความสำคัญกับการรักษาอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านประมง เกษตร และการบริหารทรัพยากรของประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายความร่วมมือทางการค้ากับผู้ประกอบการไอซ์แลนด์โดยตรง โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น อาหารและอาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส วัตถุดิบประกอบอาหาร รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และ ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงตาข่ายจับปลา ซึ่งภาคประมงยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการส่งออกของไอซ์แลนด์
    •    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA (Thailand–EFTA FTA) ซึ่งครอบคลุมไอซ์แลนด์ การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดของสินค้าไทยจากการลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรในสินค้าที่ได้รับสิทธิ รวมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยสามารถศึกษารายการสินค้าที่ได้รับการลดภาษี กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และเงื่อนไขการใช้สิทธิให้พร้อมได้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้ทันทีเมื่อมีผลบังคับใช้
    •    อย่างไรก็ดี แม้ไอซ์แลนด์จะเป็นสมาชิก EEA และมีความเชื่อมโยงกับตลาดยุโรปอย่างใกล้ชิด แต่สินค้าบางประเภทยังอยู่ภายใต้กฎระเบียบและมาตรการทางการค้าของไอซ์แลนด์เอง ก่อนเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการสามารถศึกษาภาษีนำเข้า โควตา มาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดเฉพาะของสินค้าแต่ละประเภทได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ เนื่องจากไอซ์แลนด์เป็นตลาดขนาดเล็กแต่ประชากรมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการไทยสามารถมุ่งเน้นสินค้าที่มีคุณภาพมีมูลค่าเพิ่ม และสามารถสร้างความแตกต่าง มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/s528d5p8edxigdqcuc26yasu&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TisRNzlbt-dcWMWVHev7f

  • ททท.จัดเต็ม! ชู “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” ปลุกเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวใต้ | เดลินิวส์

    ททท.จัดเต็ม! ชู “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” ปลุกเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวใต้ | เดลินิวส์

    วันที่ 1 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในงานประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำทีมเปิดบูธนิทรรศการโชว์ศักยภาพการท่องเที่ยวต้อนรับคณะรัฐมนตรี โดยเปิดเผยว่า “เวที ครม.สัญจร จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ ททท. จะได้นำเสนอและประชาสัมพันธ์ ‘เสน่ห์สงขลา’ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น 

    เราต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของสงขลาในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ทั้งเสน่ห์ด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวเล่าขาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวลงพื้นที่จริง อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    สำหรับการจัดบูธนิทรรศการในครั้งนี้ ททท. นำเสนอภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” เน้นให้ผู้เข้าร่วมงานได้ “สัมผัสจริง – เรียนรู้จริง – เก็บความประทับใจกลับไป” โดยดึงเอาซอฟต์พาวเวอร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาโชว์อย่างครบครัน 

    เริ่มตั้งแต่การเชิญชวนลิ้มลอง “กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อย” เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโปรโมตสงขลาสู่การเป็น “Festival Hub” ที่เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์อย่างงาน Ultraman Hero Run 2026 ในวันที่ 26 กันยายนนี้

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้เติมสีสันทางวัฒนธรรมผ่าน “Sound of Healing” ด้วยมนต์เสน่ห์เสียงร้องของ “นกเขาชวา” ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์ที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวสงขลา 

    พร้อมจัดพื้นที่ Photo Booth “เสน่ห์สงขลา” รวบรวมภาพจำและจุดเด่นของจังหวัดไว้ในมุมเดียว เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมรับกรอบภาพ “ครม.สัญจร สงขลา 2569” กลับไปเป็นความประทับใจอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6156331/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vb4lNyCib62FnMWwHfl8L

  • เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ชู 6 ประเด็น ค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะระลอกใหม่ เผย “แผ่นดินเกิดไม่ใช่พื้นที่ทดลองเมกะโปรเจกต์” | SDG Move

    เครือข่ายประชาชนภาคใต้ ชู 6 ประเด็น ค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะระลอกใหม่ เผย “แผ่นดินเกิดไม่ใช่พื้นที่ทดลองเมกะโปรเจกต์” | SDG Move

    วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนภาคใต้จัดเวที “ฟังเสียงประชาชนใต้ การพัฒนาแผ่นดิน” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ เพื่อสะท้อนเสียงคัดค้าน “โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” หรือนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ก่อนที่โครงการนี้รวมถึงท่าเรือน้ำลึกสงขลา-ปัตตานี จะถูกบรรจุเป็นวาระการประชุม คณะรัฐมนตรีสัญจรนัดแรกของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 1 กันยายน 2569

    สรุป 6 ประเด็นน่าสนใจ จากเวทีสะท้อนเสียงคนใต้ต่อ “โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้”  ดังนี้ 

    1. รัฐบาลเมินผลศึกษา SEA เดินหน้าท่าเรือน้ำลึก-แก้ผังเมืองเฉพาะจุด รองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยแผนส่งเรื่องให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ศึกษาการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่ อำเภอจะนะ โดยอ้างปัญหาความแออัดของท่าเรือสงขลาเดิม ทั้งที่ผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สงขลา-ปัตตานี ระบุชัดว่าพื้นที่จะนะเหมาะกับการเป็นแหล่งผลิตอาหารและความมั่นคงทางประมง-เกษตรกรรม ไม่ใช่อุตสาหกรรมหนัก ขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวขอแก้ผังเมืองเฉพาะส่วนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนสีผังจากพื้นที่อนุรักษ์และเกษตรกรรมเป็น “พื้นที่สีม่วง” รองรับท่าเรือและท่อส่งก๊าซ
    2. ข้อเท็จจริงที่ถูกทำให้เงียบ เมื่อเทียบข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ รายงาน SEA ที่ใช้งบกว่า 28 ล้านบาทให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ศึกษา กลับไม่ถูกนำมาเป็นฐานข้อมูลหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ขณะที่วาทกรรมว่าอุตสาหกรรมช่วยแก้จน ก็ถูกตั้งคำถามเพราะประมงพื้นบ้านและเกษตรกรในพื้นที่มีรายได้มั่นคงจากทรัพยากรธรรมชาติเดิมอยู่แล้ว บางรายทำรายได้จากการหาปลาถึงหลักพันถึงหมื่นบาทต่อวัน ทำให้เครือข่ายมองว่าการแทนที่ด้วยงานค่าแรงขั้นต่ำเป็นการทำลายฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่าเดิม 
    3. เสียงจากคนในพื้นที่ ตัวแทนภาคประชาชนหลากหลายกลุ่มร่วมอย่าง เครือข่าย กป.อพช.ใต้ ย้ำว่ารัฐควรทำหน้าที่ประสานความแตกต่าง ไม่ใช่นำทุนภายนอกเข้ามาแทนที่ฐานทรัพยากรเดิม สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านชายแดนใต้เตือนว่าการทำลายใต้ทะเลจะย้อนกลับมากระทบความมั่นคงทางอาหารของทุกคน โดย กลุ่มนักรบผ้าถุง เสนอให้พัฒนาจะนะเป็นแหล่งอาหารของโลกแทนเขตอุตสาหกรรม ส่วนเครือข่ายด้านน้ำ เกษตรทางเลือก ภัยพิบัติ การศึกษา และพลังงานชุมชน ต่างเสนอแนวทางพัฒนาที่ยึดฐานทรัพยากรและการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก เช่น การจัดการน้ำขนาดเล็กแบบกระจายตัว เกษตรนิเวศ 7 วาระอธิปไตยทางอาหาร และพลังงานหมุนเวียนที่ชุมชนเป็นเจ้าของเอง
    4. มุมมองนักวิชาการและเครือข่าย เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เผยว่าสาเหตุที่ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่า 30 – 40 ปี ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการจากบนลงล่างและรายงาน EIA ที่ขาดความน่าเชื่อถือ พร้อมคัดค้านการกลับมาของเลขาธิการ ศอ.บต. คนใหม่ที่เคยมีประวัติขัดแย้งกับชุมชนในอดีต ด้าน ผศ.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า จากมหาลัยสงขลานครินทร์ นำเสนอผลศึกษา SEA ที่รวบรวมความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เลือกแนวทาง “การพัฒนาบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม” ขณะที่ ดร.เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ จาก TDRI เสนอ 5 ข้อเพื่อให้แผน SEA ถูกนำไปปฏิบัติจริง ตั้งแต่การต่อยอดทุนเดิม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลแบบ Open Data และกระจายอำนาจอย่างเป็นธรรม
    5. ข้อเสนอทางออกเชิงปฏิบัติ เวทีเสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การผลักดันให้ SEA มีสถานะทางกฎหมายเพื่อไม่ให้ถูกเปลี่ยนแปลงตามอำเภอใจของแต่ละรัฐบาล การจัดทำพิมพ์เขียวเศรษฐกิจชุมชนที่พิสูจน์ได้ว่าสร้างรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นจริง และการใช้กลไกนิติบัญญัติเชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่กรรมาธิการสภาฯ เพื่อผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร
    6. แถลงการณ์ “สิทธิการพัฒนา” ปิดท้ายเวทีด้วยแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้ เรื่อง “การพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่” ระบุว่ารากปัญหาคือรัฐเข้าไปชี้ชะตาแผ่นดินและใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยเปรียบว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่ประสานเสียงประชาชน ไม่ใช่จัดสรรผลประโยชน์ให้พวกพ้อง พร้อมประณามการเตรียมนำโครงการเข้าสู่วาระ ครม.สัญจร และประกาศจุดยืนว่าสิทธิการพัฒนาเป็นสิทธิพื้นฐานที่มีอยู่แล้วของประชาชน

    ท้ายที่สุดนี้ การสะท้อนปัญหาจากเสียงประชาชนภาคใต้ในการคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะครั้งนี้ ไม่เพียงชี้ให้เห็นผลกระทบสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังชวนให้สังคมคำนึงถึงสิทธิในการจัดการทรัพยากร ซึ่งเป็นรากฐานตั้งตนความเป็นคนในสังคมประชาธิปไตยของประเทศให้มากขึ้น

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    – SDG Updates | SDG Index ของจังหวัดในภาคใต้: สถานะรายเป้าหมายและข้อค้นพบรายตัวชี้วัด
    – ลงชื่อคัดค้าน ‘แลนด์บริดจ์’ ทะลุ 100,000 รายชื่อ หลายภาคส่วนหวั่นกระทบระบบนิเวศ-สิทธิชุมชนระยะยาว
    – เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ออกแถลงการณ์เน้นย้ำ ‘กะเหรี่ยง’ คือพลเมืองไทย เรียกร้องภาครัฐจัดการความรุนแรงโดยไม่เลือกปฏิบัติ
    – #SAVEเกาะพยายาม กลับมาอีกครั้ง เมื่อ ‘ภาคประชาชน’ สู้ไม่ถอย ส่งสัญญาณถึงว่าที่รัฐบาลใหม่ให้ยุติโครงการแลนบริดจ์

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ยุติความยากจน
    – (1.4) ภายในปี พ.ศ. 2573 สร้างหลักประกันว่าชายและหญิงทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ยากจนและเปราะบาง มีสิทธิเท่าเทียมกันในทรัพยากรทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การเป็นเจ้าของและมีสิทธิในที่ดินและทรัพย์สินในรูปแบบอื่น มรดก ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสม และบริการทางการเงิน ซึ่งรวมถึงระบบการเงินระดับฐานราก (microfinance)
    #SDG2 ยุติความหิวโหย
    – (2.3) เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรและรายได้ของผู้ผลิตอาหารรายเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิง คนพื้นเมือง ครัวเรือนเกษตรกร เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และชาวประมง ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยรวมถึงการเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ความรู้ บริการทางการเงิน ตลาด และโอกาสสำหรับการเพิ่มมูลค่าและการจ้างงานนอกฟาร์ม อย่างมั่นคงและเท่าเทียม ภายในปี พ.ศ. 2573
    #SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
    – (16.3) ส่งเสริมหลักนิติธรรมทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ และสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
    – (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

    แหล่งที่มา:  เมื่อแผ่นดินเกิดไม่ใช่พื้นที่ทดลองเมกะโปรเจกต์: 6 ประเด็น เวทีฟังเสียงประชาชนใต้  (greennews)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/09/01/network-southern-sea-six-summary/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tzk_bO9pkmOp-4Sk6T7c0

  • ญี่ปุ่นผ่อนการคุมโอที หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-รับมือแรงงานขาดแคลน | เดลินิวส์

    ญี่ปุ่นผ่อนการคุมโอที หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-รับมือแรงงานขาดแคลน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มผ่อนคลายการกำกับดูแลชั่วโมงทำงานล่วงเวลา ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนบ้างาน รับรองยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยมีการเรียกร้องให้ทบทวนระบบกำกับชั่วโมงทำงาน

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนข้อเรียกร้องของภาคธุรกิจ ที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานที่รุนแรงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ ภาครัฐเคยแนะนำให้บริษัทจำกัดเวลาทำงานล่วงเวลาไว้ที่ไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีน้ำหนักใกล้เคียงข้อบังคับ

    กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นระบุว่า บริษัทประมาณ 40% มีข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งอนุญาตให้ทำงานล่วงเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมงต่อเดือน แต่การที่ภาครัฐเคยแนะนำให้จำกัดที่ 45 ชั่วโมง เพราะเกินกว่านั้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะ “คาโรชิ” หรือการเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป

    ภายใต้กฎใหม่ สำนักงานตรวจมาตรฐานแรงงานจะยุติการกดดันบริษัทที่ให้พนักงานทำงานล่วงเวลาเกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน แต่การบังคับใช้กฎใหม่ไม่ครอบคลุมทุกบริษัท โดยกิจการที่ไม่มีข้อตกลงร่วมยังต้องจำกัดเวลาล่วงเวลาไม่เกิน 45 ชั่วโมงต่อเดือน และบางธุรกิจไม่สามารถให้ทำงานเกินเวลาตามกฎหมายได้แม้แต่นาทีเดียว

    ด้านผลสำรวจของหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มาตรการกดดันดังกล่าวจำกัดการดำเนินงานของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางราว 20% โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ขนส่ง และบริการ

    อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานและนักวิจารณ์มองว่า การผ่อนคลายครั้งนี้เป็นการถอยหลังจากความพยายามปรับวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่น ให้คำนึงถึงสมดุลชีวิตและการทำงานมากขึ้น

    สมาพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติญี่ปุ่น หรือเซ็นโรเร็น ระบุว่า นโยบายใหม่นี้เป็นการยกเลิกแนวทางที่เรียกร้องให้บริษัทลดชั่วโมงทำงาน

    อนึ่ง การที่ญี่ปุ่นเคยเร่งผลักดันประเด็นการควบคุมชั่วโมงการทำงาน เป็นผลจากกรณีพนักงานหญิงวัย 24 ปี ของบริษัทโฆษณาเดนท์สุ เสียชีวิตจากการกระทำอัตวินิบาตกรรม เมื่อปี 2558 ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะอ่อนล้าจากการทำงานมากเกินไป.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6155215/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xa3m3K9HFLh1iGW-E_qWo

  • “นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    “นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    “นายกฯ” ลงพื้นที่รับฟัง แก้ปัญหา 5 จังหวัดภาคใต้ ป้องกันอุทกภัย เดินหน้าสะพาน 2 แห่ง เชื่อมคมนาคม ท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน


    1/09/2569 | 125 |

    (31 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี
    ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ก่อนการประชุม ครม.สัญจร โดยให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) 
    ติดตามการฟื้นฟูคลองระบายน้ำ ร.1 และระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ หลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2568 โดยรัฐบาลเร่งแก้ไขจุดคอขวด ขุดลอกคลอง กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมบูรณาการข้อมูลฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เพื่อให้การประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนภัยมีความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับคลอง ร.1 กรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลองด้วย Sheet Pile ประมาณ 5,000 แผ่น ตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร และขุดลอกคลองสายสำคัญ ซึ่งโครงการซ่อมแซมคลอง ร.1 
    มีวงเงิน 400 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูระบบชลประทานภาคใต้รวม 66 โครงการ วงเงินกว่า 821 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะยาวจะพัฒนาคลองผันน้ำเส้นใหม่ความยาว 53 กิโลเมตร รองรับการระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงนำระบบพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมด้วย Machine Learning มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เส้นทางอพยพ และศูนย์พักพิงให้พร้อม ลดขั้นตอนการช่วยเหลือและเยียวยา เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องไม่ใช่เพียงการรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบที่มีความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
        จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสัญญาก่อสร้าง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา เชื่อม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา กับ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคใต้ ภายใต้แนวคิด “Green Transport” มุ่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เนื่องจากทั้ง 2 โครงการไม่ใช่เพียงการสร้างสะพานเพื่อเชื่อมการเดินทาง แต่เป็น “สะพานแห่งโอกาส” ที่จะช่วยลดระยะทางและเวลาเดินทาง เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการสัญจรและขนส่งสินค้า เพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลันตาที่ปัจจุบันยังพึ่งพาการเดินทางด้วยแพขนานยนต์ โดยสะพาน        ทั้งสองแห่งจะช่วยเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพิ่มศักยภาพพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและเกาะลันตา กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ กระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยลดต้นทุน                 ด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้
        รัฐบาลย้ำว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะต้องไม่แลกกับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของโลมาอิรวดีและมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ จึงกำหนดให้การก่อสร้างดำเนินภายใต้มาตรฐานและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและชุมชน
    ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาการคมนาคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว สามารถเติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
        นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นและแนวทางพัฒนา 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยนำปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่
    มาพิจารณาใน 4 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่มาตรการเร่งด่วนจนถึงการวางรากฐานระยะยาว 
        ด้านเศรษฐกิจ มีข้อเสนอให้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังอุทกภัย เชื่อมโยงเส้นทางสตูล–เปอร์ลิส ลดต้นทุนภาคเกษตรและประมง พัฒนาตลาดกลางและระบบห้องเย็น ขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี พัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ One Stop Service และแก้ไขข้อจำกัดด้านการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา
        ด้านสังคม มุ่งแก้ปัญหายาเสพติดและสุขภาพจิต พัฒนาศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร ผลักดันโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 สู่ศูนย์กลางการแพทย์ หรือ Med Hub พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาด ดูแลแรงงานไทยในมาเลเซีย ผู้สูงอายุ เด็กนอกระบบ และครัวเรือนยากจน รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐเพื่อให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น
        ด้านความมั่นคง มีข้อเสนอพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จ.ปัตตานี เป็น Smart Checkpoint ใช้ระบบ CCTV, X-Ray และ Biometrics เชื่อมกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ ควบคู่กับการสนับสนุนอุปกรณ์ให้ชุดคุ้มครองตำบล การสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชน และการบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันปัญหาความไม่สงบอย่างเป็นระบบ
        ด้านภัยพิบัติ เสนอเร่งแก้ข้อจำกัดของระบบระบายน้ำ เครื่องจักรและกำลังบุคลากร ระบบแจ้งเตือนภัย และความล่าช้าในการเยียวยา พร้อมผลักดันงบประมาณเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำหาดใหญ่และควนลัง เร่งซ่อมแซมถนนที่เสียหายจากภัยพิบัติ 45 โครงการ และสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์
    พักพิงชั่วคราวในจังหวัดปัตตานี
        อีกทั้งได้รับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยย้ำว่า หากสร้างสันติสุขและความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน จะเปิดโอกาสให้พื้นที่พัฒนาได้เต็มศักยภาพ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง พร้อมเน้นว่า ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมสามารถเป็นพลังของชุมชนได้ โดยการสร้างสันติสุขต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นกำลังสำคัญ ภายใต้หลัก “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพ ทุกข้อเสนอต้องมีคำตอบ” เพื่อให้การรับฟังนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง กำชับว่า เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ให้เร่งทำทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานให้บูรณาการการทำงานเพื่อลดขั้นตอนและข้อจำกัด โดยข้อสรุปทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อผลักดันเป็นโครงการ มาตรการ และงบประมาณที่ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม     
        ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ พื้นที่ด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของจุดผ่านแดน ตลอดจนหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ โดยมุ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าข้ามแดน เพื่อสนับสนุนการค้า การเชื่อมโยง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดน
    ไทย – มาเลเซีย
        ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเน้นโครงการ “ธนาคารปูม้า” “โดมปะการัง” และการอนุรักษ์โลมาอิรวดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มรายได้ให้ชุมชน โดยทางกระทรวง อว. เตรียมต่อยอดโครงการธนาคารปูม้าด้วยเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อวิเคราะห์สภาพน้ำและอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปล่อยปูม้าและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมเชื่อมโยงอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ตอัป เพื่อพัฒนาการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ รวมทั้งผลักดันภาคใต้เป็น “Living Lab” ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด Nature Positive
        ปัจจุบันโครงการ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ขยายธนาคารปูม้าแล้ว 565 แห่ง ครอบคลุม 20 จังหวัดชายฝั่ง
    ทั่วประเทศ ส่งผลให้ปริมาณปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 67% และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 52 แห่ง ขณะที่นวัตกรรม 
    “โดมปะการัง” ช่วยลดพลังงานคลื่น ฟื้นฟูชายฝั่งและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ พบสัตว์น้ำแล้ว 64 ชนิด ชายหาดฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 2.99 ไร่ และอยู่ระหว่างจัดวางโดมปะการังเพิ่มเติมอีก 797 แท่งในพื้นที่จังหวัดสงขลา
        นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ และชุมชน ยังช่วยขยายผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากร การสร้างอาชีพและรายได้ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยดำเนินงานใน 4 จังหวัดภาคใต้ รวม 112 แห่ง ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โอกาสนี้ 
    ศ.ดร.ยศชนัน ได้มอบเกียรติบัตรแก่นักวิจัยผลงานเด่น 24 ผลงาน และมอบตราสัญลักษณ์ “Local Growth Engine” แก่ธนาคารปูม้า 28 แห่งใน 6 จังหวัดภาคใต้ สะท้อนการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาใช้ฟื้นฟูทรัพยากร สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งอย่างยั่งยืน
    #นายกรัฐมนตรีรับฟังแก้ปัญหา5จังหวัดภาคใต้ #พัฒนาพื้นที่ยกระดับคุณภาพชีวิต #ครมสัญจรสงขลา #กระทรวงมหาดไทย 
    #กระทรวงการต่างประเทศ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/537352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R0LD0NPxEbdEAG0LHkmV1

  • ปธ.เฟดโชว์วิสัยทัศน์เวที G20 ชี้โลกเปลี่ยนจากการออมเข้าสู่ยุคการลงทุนครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดโชว์วิสัยทัศน์เวที G20 ชี้โลกเปลี่ยนจากการออมเข้าสู่ยุคการลงทุนครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ในวันจันทร์ (31 ส.ค.) ว่า การลงทุนทั่วโลกกำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สวนทางกับในอดีตที่โลกเผชิญกับภาวะเงินออมทั่วโลกที่สูงเกินไป ซึ่งทำให้เม็ดเงินทุนกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ท่ามกลางการขาดแคลนโอกาสในการลงทุน

    วอร์ชกล่าวว่า ในการประชุม G20 ครั้งก่อน ๆ หรือแม้แต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกปี 2551 และในช่วงหลายปีหลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมมักจะหารือกันเกี่ยวกับ “ภาวะเงินออมทั่วโลกที่สูงเกินไป” แต่สถานการณ์ในปัจจุบันได้พลิกตรงกันข้าม

    “หากให้ผมอธิบายภาพของช่วงเวลานี้ นี่คือยุคที่การลงทุนทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก” วอร์ชกล่าว และเสริมว่า แนวคิดเรื่องภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง หรือมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงอย่างมากเนื่องจากขาดแคลนนวัตกรรมนั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับบริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อีกต่อไป

    วอร์ช ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม G20 ร่วมกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า เขารอคอยที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มประเทศสมาชิก G20

    วอร์ชกล่าวต่อบรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางที่เข้าร่วมการประชุม G20 ครั้งนี้ว่า เขากำลังพิจารณาว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม G20 จะสามารถเติบโตได้เร็วกว่าที่หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจดั้งเดิม เช่น สำนักงบประมาณแห่งสภาคองเกรสสหรัฐฯ (CBO) เคยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.8% ต่อปีได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่อัตราการเติบโตของผลิตภาพอยู่ในระดับต่ำ

    ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่วอร์ชได้แสดงวิสัยทัศน์ในเวทีการประชุมเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง G20 นับตั้งแต่ที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดในเดือนพ.ค. ปีนี้ นอกจากนี้ ยังถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่ประธานเฟดจะออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะบนเวทีประชุม G20 หรือ G7

    การแสดงความเห็นของวอร์ชบนเวที G20 มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 ส.ค.) โดยเขากล่าวว่า “เราต้องมั่นใจว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังเคลื่อนตัวสู่เป้าหมายของเราอย่างชัดเจนและด้วยความเร็วที่เพียงพอ หากไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีงานที่ต้องทำ” ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวได้จุดกระแสคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/641080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zBz0-QAR3LuoEGnqt5yTW