Category: เศรษฐกิจ

  • สภาเช็กอนุมัติฟื้นระบบ EET 2.0 ติดตามยอดขายอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบปี 2027

    สภาเช็กอนุมัติฟื้นระบบ EET 2.0 ติดตามยอดขายอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบปี 2027

    สภาผู้แทนราษฎรสาธารณรัฐเช็กได้อนุมัติร่างกฎหมายให้นำระบบ Electronic Sales Registration (EET) 2.0 หรือระบบบันทึกและรายงานยอดขายทางอิเล็กทรอนิกส์กลับมาใช้อีกครั้ง โดยมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2027 และจะมีระยะทดลองใช้งาน 1 เดือนก่อนที่จะนำมาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการนำระบบ EET กลับมาใช้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ให้บริการจำนวนมากในสาธารณรัฐเช็ก รัฐบาลกล่าวว่าระบบนี้จะช่วยปรับปรุงการจัดเก็บภาษีและสร้างเงื่อนไขที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับธุรกิจ โดยระบบที่ปรับปรุงใหม่นี้ รัฐบาลเรียกว่า EET 2.0 มีจุดประสงค์เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานกว่าระบบเดิมที่นำมาใช้เมื่อปี 2016 โดยระบบใหม่นี้แตกต่างจากระบบเดิม มีการยกเลิกข้อกำหนดในการพิมพ์ใบเสร็จแบบกระดาษในทุกกรณี เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการบริหาร ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Alena Schillerová กล่าวว่า ระบบใหม่นี้จะช่วยลดเศรษฐกิจนอกระบบและปรับปรุงความเป็นธรรมด้านภาษี “EET 2.0 เป็นระบบการลงทะเบียนการขายที่ทันสมัยและง่ายกว่ามาก ซึ่งจะช่วยจำกัดเศรษฐกิจนอกระบบ สร้างความมั่นใจว่าการจัดเก็บภาษีจะเป็นธรรมมากขึ้น และสร้างความเท่าเทียมกันในการทำธุรกิจ” Schillerová กล่าวกับสมาชิกสภานิติบัญญัติ ภายใต้กฎที่ได้รับการอนุมัติ ธุรกิจต่างๆ จะต้องบันทึกการชำระเงินที่ครอบคลุมทั้งการชำระด้วยเงินสด บัตร และการชำระเงินแบบดิจิทัล ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในระบบภาษีแบบเหมาจ่าย (Flat-rate tax) ขั้นที่ 1 ซึ่งมีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 1 ล้านเช็กคราวน์ จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเข้าสู่ระบบนี้ ซึ่งรัฐบาลคาดการณ์ว่าระบบใหม่นี้จะนำรายได้เข้าสู่ประเทศประมาณ 14,000 ล้านเช็กคราวน์ต่อปี หรือประมาณ 23,000 ล้านบาท จากการลดการปกปิดรายได้และการหลีกเลี่ยงภาษี

    อย่างไรก็ตามพรรคฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การกลับมาใช้ระบบ EET โดยอ้างว่าระบบนี้จะสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับผู้ประกอบการโดยไม่ได้ให้ผลประโยชน์ทางการเงินตามที่สัญญาไว้ รัฐบาลชุดก่อนได้ระงับระบบ EET ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ก่อนที่จะยกเลิกอย่างเป็นทางการในปี 2023 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค ODS กล่าวว่าเครื่องมือควบคุมภาษีที่มีอยู่และการชำระเงินแบบดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นนั้นได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางธุรกิจแก่หน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว “ผมคิดว่ากฎหมายนี้แย่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือไม่จำเป็น” Jan Skopeček รองประธานพรรค ODS กล่าวในระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจยังตั้งคำถามว่าระบบใหม่นี้จะมีประสิทธิภาพเท่ากับระบบเดิมหรือไม่ Miloslav Rut จากกลุ่มที่ปรึกษา Moore Czech Republic กล่าวกับ Novinky.cz ว่าการลบคุณสมบัติการตรวจสอบบางอย่างอาจทำให้ความสามารถของรัฐบาลในการตรวจสอบยอดขายลดลง “EET 2.0 สัญญาว่าจะลดขั้นตอนการบริหารจัดการ แต่การลบรหัสภาษีและการขยายการทำงานแบบออฟไลน์ทำให้สูญเสียความสามารถที่สำคัญในการตรวจสอบทันทีว่าใบเสร็จรับเงินเข้าสู่ระบบแล้ว” Rut กล่าว การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่รวมอยู่ในร่างกฎหมายนี้จะส่งผลกระทบต่อภาษีในวงกว้างมากขึ้น ข้อเสนอนี้ได้นำส่วนลดภาษีหลายรายการที่ถูกยกเลิกไปในสมัยรัฐบาลก่อนกลับมาใช้ใหม่ อาทิ การลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร และยกเว้นภาษีสำหรับทิปสูงสุดถึงร้อยละ 7 ของยอดขาย สำหรับลูกค้าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุด น่าจะเป็นการกลับมาของการบันทึกการซื้อและการรับเงินแบบดิจิทัลมากขึ้น ผู้สนับสนุนกล่าวว่าสิ่งนี้จะทำให้การทำธุรกรรมโปร่งใสมากขึ้นและทำให้การแสดงหลักฐานการซื้อเพื่อการคืนสินค้าหรือการเรียกร้องการรับประกันง่ายขึ้น ในขณะที่ผู้คัดค้านเตือนว่าต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอาจส่งผลกระทบต่อราคาในที่สุด

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    การดึงธุรกรรมเข้าสู่ระบบภาษี (Tax Transparency) สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเช็กในการขยายฐานภาษีและสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้องกับผู้ที่ใช้ช่องว่างเงินสด การบันทึกยอดขายทุกช่องทางจะทำให้การแจ้งบัญชีเท็จทำได้ยากมากขึ้น นอกจากนี้ การที่รัฐบาลใช้แรงจูงใจทางภาษี เช่น การลด VAT สำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร และยกเว้นภาษีสำหรับทิปสูงสุดถึงร้อยละ 7 ของยอดขาย เข้ามาช่วยเยียวยาภาคผู้ประกอบการร้านอาหารและโรงแรม (HORECA) เพื่อลดกระแสต่อต้านจากต้นทุนการปรับตัวด้านระบบ IT อย่างไรก็ตามแม้ธุรกิจขนาดเล็กจะต้องแบกรับต้นทุนซอฟต์แวร์/อุปกรณ์รับชำระเงิน แต่ในภาพรวมระบบเศรษฐกิจเช็กมีความพร้อมด้านธุรกรรมดิจิทัลสูง การปรับปรุง EET 2.0 จึงเป็นเพียงการเชื่อมโยงข้อมูลยอดขายของร้านค้าเข้ากับสรรพากรเช็กอย่างเป็นทางการเท่านั้น แม้มาตรการนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคทางการค้าโดยตรงต่อสินค้าไทย แต่ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในยุโรปควรเร่งยกระดับระบบบัญชี การจัดเก็บข้อมูลธุรกรรม และการออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานดิจิทัลของยุโรป เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากข้อกำหนดด้านภาษีที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การลด VAT สำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในร้านอาหารยังเป็นโอกาสสำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของไทย ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสั่งซื้อเครื่องดื่มจากไทย เช่น น้ำผลไม้ กาแฟกระป๋อง หรือชาไทยพร้อมดื่ม เข้าสู่ช่องทางร้านอาหารและซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vsdyrq8b7jwam6ykobr6vdlg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zkyckDBv4xf5ZETIiAN4A

  • จับตาว่าที่ขุนคลังเมืองผู้ดี พลิกวิกฤตเศรษฐกิจอังกฤษ! : อินโฟเควสท์

    จับตาว่าที่ขุนคลังเมืองผู้ดี พลิกวิกฤตเศรษฐกิจอังกฤษ! : อินโฟเควสท์

    ปอนด์อ่อนค่าเทียบดอลลาร์และยูโร ขณะที่นักลงทุนจับตาผู้ที่จะขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่ของอังกฤษภายใต้รัฐบาลของนายแอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรี

    ณ เวลา 23.27 น.ตามเวลาไทย ปอนด์อ่อนค่า 0.27% สู่ระดับ 1.342 ดอลลาร์ และปรับตัวลง 0.02% สู่ระดับ 0.850 เทียบยูโร

    นักลงทุนคาดการณ์ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีคลังมีแนวโน้มจะตกเป็นของนางชาบานา มาห์มูด ซึ่งเป็นนักการเมืองสายกลาง และมีนโยบายที่เป็นมิตรต่อตลาดมากกว่าผู้ที่มีแนวคิดฝ่ายซ้าย

    นายมาร์ก แชนด์เลอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของบริษัท Bannockburn Capital Markets กล่าวว่า “ทุกคนกำลังรอดูว่านายแอนดี เบอร์แนมจะเลือกใครมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง”

    นายเบอร์แนม ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันนี้ หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ที่พระราชวังบักกิงแฮม

    นายเบอร์แนมให้คำมั่นว่า เขาจะนำความหวังกลับคืนสู่สหราชอาณาจักร และจะผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเขาจะประกาศแผนปฏิรูประยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้

    ทั้งนี้ ในการกล่าวคำปราศรัยหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี ถนนดาวนิง นายเบอร์แนมระบุว่า

    “ผมเพิ่งเดินทางกลับจากพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งผมได้รับพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ให้จัดตั้งรัฐบาล

    ในการรับหน้าที่ครั้งนี้ ผมตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่า ผมคือบุคคลคนที่ 6 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ได้เดินบนถนนสายนี้ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2016 ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสแห่งการทบทวนและการตั้งปณิธานใหม่

    สิ่งนี้เรียกร้องให้นักการเมืองในรุ่นของผมยกระดับการทำงานของเรา และก้าวขึ้นมารับมือกับความท้าทายครั้งใหม่

    สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า เราสามารถฟื้นคืนเสถียรภาพของประเทศได้อีกครั้ง และนั่นคือภารกิจของเรา คือการทำให้การเมืองกลับมาทำงานเพื่อประชาชน และทำให้มันทำงานได้ดีกว่าที่เคย

    ผมทราบดีว่าประชาชนในประเทศรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง ผมได้ยินเสียงของทุกท่าน และผมอยากพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า พวกเรายังทำได้ไม่ดีพอ และเราจำเป็นต้องทำให้ดีกว่านี้ ซึ่งเราจะทำได้

    เราจะทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนของสหราชอาณาจักร ด้วยการผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปี ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

    ในช่วงทศวรรษ 1980 สหราชอาณาจักรได้เดินผิดทางในหลายเรื่อง อำนาจทางการเมืองถูกรวมศูนย์ อำนาจทางเศรษฐกิจถูกแปรรูป และพื้นที่ขนาดใหญ่ของประเทศต้องเผชิญกับการเสื่อมถอยของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้

    ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าพื้นที่ของตนยังคงตกอยู่ในภาวะถดถอย และไม่มีศักยภาพที่จะพลิกฟื้นได้ นั่นคือเหตุผลที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเมือง ให้เป็นการเมืองที่ร่วมมือกันมากขึ้น มุ่งแก้ไขปัญหามากกว่าการแข่งขันเพื่อเอาชนะกันทางการเมือง

    เราจะกระจายอำนาจออกจากที่นี่ ส่งต่อไปยังทุกพื้นที่ ทุกรหัสไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ชุมชนต่าง ๆ มีอำนาจในการดำเนินการมากขึ้น และเมื่อพวกเขาทำได้มากขึ้น ก็จะสามารถสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยนำบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสมอีกครั้ง พร้อมทั้งฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่สนับสนุนอุตสาหกรรมของประเทศ

    ภายในปีนี้ ผมจะนำเสนอแผนใหม่สำหรับสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นแผนระยะเวลา 10 ปี ที่จะกำหนดเส้นทางจากจุดที่เราอยู่ในวันนี้ ไปสู่จุดที่ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนต้องการเห็น ไม่ว่าเราจะมาจากที่ใด หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ตาม

    แต่ในเวลานี้ ผมสามารถทำบางสิ่งเพื่อช่วยให้ประชาชนมีพื้นที่หายใจมากขึ้น และบรรเทาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผมจะประกาศมาตรการบางส่วนตั้งแต่วันพรุ่งนี้ รวมถึงวิธีการจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการเหล่านั้น

    เราจะช่วยให้คนหนุ่มสาวมีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ด้วยการปฏิรูประบบการศึกษา เพิ่มการสนับสนุนให้กับพวกเขา รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิต และเราจะสร้างบ้านพักของสภาท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

    นี่คือแนวทางที่เป็นธรรมและยั่งยืนในการลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ รักษาวินัยการคลัง และปฏิบัติตามพันธกรณีด้านการป้องกันประเทศที่เรามีต่อพันธมิตรระหว่างประเทศ

    เราจะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการสร้างรัฐที่มุ่งเน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ไขภายหลัง ลงทุนในความสำเร็จของผู้คน แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายกับความล้มเหลว และงานนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้

    ในอีกไม่นาน ผมจะเดินผ่านประตูที่อยู่ด้านหลังผม และออกคำสั่งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี เพื่อยุติปัญหาคนไร้บ้านที่ต้องนอนบนท้องถนนในประเทศของเรา

    ทั้งหมดนี้คือการนำคุณค่าและมาตรฐานที่ถูกต้องกลับมาเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ ผมจะยึดการดูแลประชาชนเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งที่ผมทำ

    ผมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อภารกิจนี้ และผมขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกับผม

    มาร่วมกันสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ สร้างเป้าหมายร่วมกัน และสร้างทัศนคติเชิงบวกให้กับประเทศ

    ขอให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหราชอาณาจักรกลับมาเชื่อมั่นในตัวเองอีกครั้ง และเป็นช่วงเวลาที่เราจะนำความหวังกลับคืนมา

    ขอบคุณทุกท่านมากครับ”

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/618641&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ah-6F3Clh3yE0WWouirj6

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1boz4rxUOTAM-G2Ru0Xik1

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง อย. ลงนาม MOU ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย เชื่อมทรัพย์สินทางปัญญา – นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง อย. ลงนาม MOU ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย เชื่อมทรัพย์สินทางปัญญา – นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมลงนามและกล่าวแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนงานร่วมกัน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จังหวัดนนทบุรี

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มุ่งส่งเสริมให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของไทย พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ

    นางอรมน กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือกับ อย. ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการการทำงาน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ (1) เชื่อมโยงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการในเครือข่ายของทั้งสองฝ่าย (2) ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร ตลอดจนขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ (3) ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายของทั้งสองหน่วยงานได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการบ่มเพาะ
    องค์ความรู้ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ การวางแผนพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมมูลค่าสูง ลดอุปสรรคในการนำผลงานออกสู่ตลาด เพิ่มโอกาสและความได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจ และ (4) อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงและตรวจสอบสถานะข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ

    เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม ระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง สำหรับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา การคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมนวัตกรรมเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินควบคู่กัน เพราะเมื่อผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ผู้บริโภคก็จะได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย

    ในการนี้ ภายใต้บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและกฎหมายผลิตภัณฑ์สุขภาพให้กับผู้ประกอบการในเครือข่าย สนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์สุขภาพเข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ (การขึ้นทะเบียน อย.) ตลอดจนเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของทั้งสองหน่วยงานภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

    พร้อมกันนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังจะร่วมกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้เครื่องหมาย อย. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งประสานความร่วมมือในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ การปลอมเครื่องหมายการค้า การใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ถูกต้อง เป็นต้น พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการแจ้งเหตุและประสานข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้การกำกับดูแลและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทักษะเฉพาะด้าน อาทิ การตรวจสอบความใหม่ของนวัตกรรม การจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมทั้งเตรียมจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) สนับสนุนการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมสำคัญแห่งอนาคต จึงได้จัดให้มีช่องทางพิเศษสำหรับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ เช่น กรณีการจดเครื่องหมายการค้า หากผู้ยื่นจดจำเป็นต้องได้รับเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้ประกอบการยื่นจดทะเบียนกับ อย. สามารถใช้ช่องทาง Fast Track ระยะเวลาการพิจารณาจะลดจาก 10 เดือน เหลือ 3 เดือน นับจากวันยื่นคำขอ หรือกรณีโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า ในสาขานวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข ระยะเวลาการพิจารณาจะลดจาก 38.5 เดือน จากวันที่ยื่นขอให้ตรวจสอบ เหลือ 12 เดือน นับจากวันประกาศผลเข้าร่วมโครงการ ซึ่งปัจจุบันมีคำขอสาขานี้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 118 คำขอ ได้รับการจดทะเบียนแล้ว 104 คำขอ

    นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในผลิตภัณฑ์สุขภาพของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1038751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-jldw-E5_SI3WTimI2CDT

  • ไทย-จีนจับมือลุยเศรษฐกิจอนาคต เป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ ลุยเทคโนโลยี-ความมั่นคง

    ไทย-จีนจับมือลุยเศรษฐกิจอนาคต เป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ ลุยเทคโนโลยี-ความมั่นคง

    ไทย – จีน หารือเต็มคณะ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ยกระดับเทคโนโลยี AI-อวกาศ-ไฮสปีด พร้อมลงนามหวังเปิดประตูใหม่ให้ 2 ประเทศ

    วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ห้อง East Hall ชั้น 1 มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมการหารือแบบเต็มคณะกับ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเดินหน้ายกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน

    การหารือในครั้งนี้เน้นการต่อยอดความสัมพันธ์หลังจากที่ทั้งสองประเทศเพิ่งร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไปเมื่อปีที่ผ่านมา โดยไทยได้เสนอและเห็นพ้องใน 5 ด้านสำคัญ ทั้งการค้าการลงทุนโดยขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูง พร้อมเปิดรับการลงทุนคุณภาพจากจีนที่ช่วยดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเร่งรัดการจัดทำ FTA

    นอกจากนี้ในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานจะเร่งรัดรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้เสร็จทันปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมจีนตอนใต้ ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขณะที่ในเรื่องความมั่นคงตกลงจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหม (2+2 Mechanism) โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่วนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจะขยายความร่วมมือด้าน AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม ขณะที่การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองเพื่อกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฉ้อโกงทางการเงินอย่างเด็ดขาด

    นอกจากนี้ ไทยยังได้ยืนยันความพร้อมในการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย และบทบาทเชิงสร้างสรรค์ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภายหลังการหารือผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 15 ฉบับ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2947416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nYhk_0MfVOoFyZTNTf14z

  • สิทธิความเป็นมารดา ไม่ใช่สวัสดิการ แต่คือการลงทุน

    สิทธิความเป็นมารดา ไม่ใช่สวัสดิการ แต่คือการลงทุน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-348&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QULZaQ_ObVW9vy4KOhevA

  • เบื้องหลังแชมป์โลก สเปนหาเงินจากอะไร นอกจากฟุตบอล? เศรษฐกิจใหญ่ของยุโรป สู่ มหาอำนาจ Soft Power

    เบื้องหลังแชมป์โลก สเปนหาเงินจากอะไร นอกจากฟุตบอล? เศรษฐกิจใหญ่ของยุโรป สู่ มหาอำนาจ Soft Power

    สิ้นเสียงนกหวีดนัดชิงฟุตบอลโลก 2026 ภาพของขุนพล “กระทิงดุ” ที่ชูถ้วยแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ เอาชนะอาร์เจนติน่า 1-0 กลายเป็นภาพจำที่สะพัดไปทั่วทุกหน้าสื่อ คนทั่วโลกเฉลิมฉลองให้กับทักษะฟุตบอลระดับเหนือชั้น และมนต์เสน่ห์ของลูกหนังจากคาบสมุทรไอบีเรีย

    แต่ถ้าเราลองก้าวออกจากสนามฟุตบอล แล้วมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจ จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า ฟุตบอลเป็นเพียง “หน้าร้าน” หรือ สปริงบอร์ดชั้นดี ที่ช่วยส่งให้ภาพลักษณ์และ “แบรนด์แห่งชาติ” ของสเปนแข็งแกร่งขึ้น จนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงเบื้องหลังได้อย่างมหาศาล

    แต่ความน่าทึ่งคือ ประเทศเดียวกันนี้เป็นทั้งบ้านของสโมสรฟุตบอลระดับตำนานอย่าง Real Madrid และ Barcelona แต่ขณะเดียวกันก็เป็นต้นกำเนิดของอาณาจักรแฟชั่นระดับโลกอย่าง Zara (Inditex), Mango และแบรนด์หรูอย่าง Loewe ด้วย

    Thairath Money ชวนเปิดเบื้องหลังถ้วยแชมป์โลก สเปนสร้างเงินจากอะไร และขับเคลื่อนประเทศอย่างไรจนกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 5 ของยุโรป ?

    ฟุตบอลคือ Soft Power ปูทางสู่เครื่องจักรเศรษฐกิจ

    จริงอยู่ที่การคว้าแชมป์โลกสร้างความสุขให้คนในชาติ แต่ในทางธุรกิจ ฟุตบอลสเปน ทั้งทีมชาติ และความนิยมของลีค La Liga คือการประชาสัมพันธ์ประเทศที่ทรงพลังที่สุด คนทั่วโลกจดจำชื่อเมือง มาดริด หรือ บาร์เซโลนา ได้จากเสียงเชียร์ในสโมสร

    สิ่งเหล่านี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง คาดปี 2026 นี้ สเปนจะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 100 ล้านคน กวาดรายได้เข้าประเทศจนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายยอดฮิต Top 3 ของโลก โดยภาคการท่องเที่ยวสร้างสัดส่วนรายได้สูงถึง 12-13% ของ GDP ซึ่งมีแฟนบอลจำนวนมากที่เดินทางมาเพียงเพื่อซึมซับบรรยากาศ เยือนสนามแข่ง และซื้อของที่ระลึก ก่อนจะเลยไปจับจ่ายใช้สอยส่วนอื่นในประเทศ

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรายงานว่า การท่องเที่ยวของสเปน เน้นสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง โดยเฉพาะในหมวดวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด อัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวสูงถึง 1,382 ยูโร 

    มหาอำนาจการส่งออกแฟชั่น และวัฒนธรรมที่มีคนพูดกว่า 500 ล้านคน

    นอกจากเสื้อแข่งฟุตบอล สเปนคือผู้กำหนดทิศทางวงการแฟชั่นโลก หลายคนใส่นวัตกรรม Fast Fashion ของ Zara หรือแต่งตัวด้วยแบรนด์ Mango โดยอาจไม่ทันนึกว่านี่คือแบรนด์สัญชาติสเปน รวมไปถึงแบรนด์เครื่องหนังระดับไฮเอนด์อย่าง Loewe ที่สร้างส่วนต่างกำไรและมูลค่าแบรนด์มหาศาลในระดับสากล

    ความแข็งแกร่งนี้ยังถูกเกื้อหนุนด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อย่าง “ภาษาสเปน” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พูดเป็นภาษาแม่ทะลุ 500 ล้านคนทั่วโลก ภาษาที่กระจายอยู่ทั่วละตินอเมริกาและอเมริกาเหนือนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้สื่อ วรรณกรรม และซีรีส์สเปนขายได้ทั่วโลก แต่ยังช่วยลดต้นทุนการค้าและดึงดูดการลงทุนข้ามชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ครัวแห่งยุโรป” และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ตัดภาพมาที่ภาคการผลิต หากใครคิดว่าสเปนมีดีแค่ท่องเที่ยวและบันเทิง อาจต้องมองใหม่ เพราะประเทศนี้คือ “อู่ข้าวอู่น้ำของยุโรป” สเปนครองตำแหน่งผู้ส่งออก น้ำมันมะกอก อันดับ 1 ของโลก รวมถึงไวน์คุณภาพเยี่ยม ผลไม้สด และแฮมระดับพรีเมียมอย่าง Iberico

    สเปนยังเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่เป็นอันดับที่สองของทวีปยุโรป รองจากประเทศอิตาลี และเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ในทวีป โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 656,250 ไร่

    พื้นที่เกษตรกรรมอัจฉริยะอย่าง “ทะเลพลาสติกแห่งอัลเมเรีย” (Mar de Plástico) ทางตอนใต้ของประเทศ ที่มองเห็นเป็นผืนสีขาวได้จากอวกาศ คือหลักฐานของการใช้นวัตกรรมเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นโรงเรือนกระจกที่ผลิตผักผลไม้ป้อนคนทั้งยุโรป

    ยานยนต์ ระบบราง และผู้นำพลังงานสะอาด

    ลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง สเปนคือผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของยุโรป (รองจากเยอรมนี) เป็นฐานการผลิตสำคัญของแบรนด์ชั้นนำ และมีระบบรถไฟความเร็วสูง (AVE) ที่ยาวที่สุดในยุโรปเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนเท่านั้น

    ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โลกบีบให้ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สเปนซุ่มลงทุนหนักในพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind Energy) มานานหลายปี จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของทวีปยุโรปอย่างเต็มภาคภูมิ

    จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จของสเปน จึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามฟุตบอล หากแต่เกิดจากการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบเศรษฐกิจบนฐานความรู้ เทคโนโลยี และการใช้สินค้าวัฒนธรรมเป็นตัวนำทางนั่นเอง 

    ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ,IMF ,OECD ,CaixaBank Research ,Instituto Cervantes

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2947346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fS2A6ptQb2QZhLtIY56H8

  • “แอนดี เบิร์นแฮม” เตรียมนั่งนายกฯ อังกฤษ ชูแผนค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    “แอนดี เบิร์นแฮม” เตรียมนั่งนายกฯ อังกฤษ ชูแผนค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    “แอนดี เบิร์นแฮม” เตรียมนั่งนายกฯ อังกฤษ ชูแผนค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    “แอนดี เบิร์นแฮม” เตรียมนั่งนายกฯ อังกฤษคนใหม่ รับไม้ต่อหัวหน้าพรรคแรงงานหลัง “สตาเมอร์” ลงจากตำแหน่ง ประกาศสร้างพื้นที่หายใจให้ชาวอังกฤษ ชูนโยบายค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    แอนดี เบิร์นแฮม เตรียมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ หลังกลับเข้าสู่รัฐสภาได้เพียงเกือบ 1 เดือน นับเป็นจุดสิ้นสุดของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอันรวดเร็วของพรรคแรงงานที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 10 สัปดาห์

    การเปลี่ยนตัวผู้นำเกิดขึ้นหลังพรรคแรงงานทำผลงานย่ำแย่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นของอังกฤษ รวมถึงการเลือกตั้งในสกอตแลนด์และเวลส์เมื่อเดือนพฤษภาคม

    Reuters/HENRY NICHOLLS/Pool
    แอนดี เบิร์นแฮม

    ส่งผลให้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยืนยันว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน เพียง 4 วันหลังเบิร์นแฮมคว้าชัยเลือกตั้งเข้าสู่สภาสามัญชน

    การลาออกของสตาร์เมอร์นำไปสู่การแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานที่แทบไม่มีคู่แข่ง โดย สส.พรรคแรงงาน 379 คนร่วมเสนอชื่อเบิร์นแฮมเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตามธรรมเนียมการเมืองของสหราชอาณาจักร

    ทั้งสตาร์เมอร์และเบิร์นแฮมมีกำหนดเดินทางไปยังพระราชวังบักกิงแฮม โดยสตาร์เมอร์จะถวายการลาออกต่อ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ขณะที่เบิร์นแฮมจะได้รับเชิญให้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

    ขณะนี้ความสนใจจับจ้องไปยังการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดแรกของรัฐบาลเบิร์นแฮม ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกบุคคลใดเข้าร่วมทีมบริหารประเทศ

    ประกาศสร้าง “พื้นที่หายใจ” ให้ชาวอังกฤษ

    ในสุนทรพจน์แรกหน้าทำเนียบนายกรัฐมนตรี ถนนดาวนิง หมายเลข 10 เบิร์นแฮมเตรียมกล่าวว่า สหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงและทบทวนตนเอง มากกว่าการเฉลิมฉลองชัยชนะทางการเมือง

    เขาจะเน้นย้ำว่าตระหนักดีว่าตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ในรอบเพียง 10 ปี พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนผู้นำประเทศบ่อยครั้งสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างการเมืองที่มีเสถียรภาพและความรับผิดชอบมากขึ้น

    เบิร์นแฮมเตรียมประกาศว่า รัฐบาลใหม่จะมุ่งฟื้นความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศ และทำให้ประชาชนมี “พื้นที่หายใจ” (Breathing Space) มากขึ้น ผ่านนโยบายที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต

    เขาย้ำว่าความมั่นคงทางการเมืองจะต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง พร้อมปิดท้ายด้วยข้อความแห่งความหวังว่า อังกฤษสามารถกลับมาเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในด้านการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และก้าวไปข้างหน้าด้วยความเป็นเอกภาพอีกครั้ง

    ฝ่ายค้านเตือนเบิร์นแฮม ยังไร้แผนชัดเจน

    เคมี บาเดนอค หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ส่งจดหมายแสดงความยินดีกับเบิร์นแฮม แต่เตือนว่าเขากำลังเข้ารับตำแหน่งโดยยังไม่มี “แผนการที่ชัดเจน”

    บาเดนอคระบุว่า เบิร์นแฮมปฏิเสธที่จะเข้าสภาเพื่อตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และยังไม่ได้เผชิญการตรวจสอบอย่างจริงจังจากสื่อมวลชน พร้อมระบุว่านี่ไม่ใช่การเริ่มต้นที่น่าประทับใจ

    อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าพรรคอนุรักษนิยมพร้อมสนับสนุนมาตรการลดงบสวัสดิการของรัฐบาล หากเป็นประโยชน์ต่อประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกการห้ามออกใบอนุญาตสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ในทะเลเหนือ และไม่ขึ้นภาษีเพิ่มเติม

    ชูนโยบายค่าครองชีพ-เศรษฐกิจ

    แม้เบิร์นแฮมยังไม่เปิดเผยนโยบายทั้งหมด แต่ทีมงานของเขาส่งสัญญาณถึงแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การยกเลิกแผนจัดทำบัตรประจำตัวดิจิทัลสำหรับประชาชนทั้งประเทศ การสนับสนุนการเดินหน้าผลิตน้ำมันและก๊าซในทะเลเหนือภายใต้ใบอนุญาตที่มีอยู่ การเพิ่มการกำกับดูแลภาครัฐในกิจการน้ำและพลังงาน โดยยังไม่ถึงขั้นแปรรูปกลับเป็นของรัฐทั้งหมด

    รวมถึงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด และการลดภาษีธุรกิจ (Business Rates) ให้กับผับและสถานที่จัดการแสดงดนตรีราว 20% โดยใช้รายได้จากการจัดเก็บภาษีคลังสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัทอีคอมเมิร์ซ

    เบิร์นแฮมยังให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Times ว่า สิ่งที่รัฐบาลทำมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “ไม่ได้ผล” และยืนยันว่าจะพาประเทศเดินบนเส้นทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แม้จะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล

    “มันไม่สามารถทำได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่เราต้องบอกประชาชนให้ชัดว่า ประเทศกำลังจะเดินไปทางไหน และจะก้าวไปอย่างไร” เขากล่าว

    ไม่จำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่

    แม้จะมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี แต่สหราชอาณาจักรไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ เนื่องจากตามระบบรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีสามารถเปลี่ยนตัวได้หากพรรคที่ครองเสียงข้างมากเลือกผู้นำคนใหม่

    การเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไปจะต้องจัดขึ้นไม่เกินวันที่ 15 สิงหาคม 2029 ตามวาระของรัฐสภาชุดปัจจุบัน

    การขึ้นดำรงตำแหน่งของเบิร์นแฮมยังทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อจาก ลิซ ทรัสส์ ริชี ซูแน็ก และเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์

    นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญของพรรคแรงงานในการฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน หลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ความสำเร็จของรัฐบาลใหม่จะขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจ และการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

    ที่มา: BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/279950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tkUaKglof3R_AQl2MKb5m

  • นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต เป็นสักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ

    นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต เป็นสักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ

    วันนี้ (20 กรกฎาคม) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือแบบเต็มคณะกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

    ประเด็นสำคัญ

    นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ไทยและจีนเพิ่งร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อร่วมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ภูมิภาคและประชาคมโลก

    นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการอย่างสมพระเกียรติ พร้อมยืนยันไทยสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปค และจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น เดือนพฤศจิกายนนี้

    นายกรัฐมนตรีเสนอเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน ดังนี้

    • การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มการนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคุณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
    • การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์
    • ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร
    • วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม
    • การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน

    นายกรัฐมนตรียังขอบคุณจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการโปรโมตบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของจีน พร้อมยืนยันความพร้อมดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีน

    สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานความจริงใจ และชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา

    ทั้งนี้ ไทยและจีนยังคงยึดมั่นในกฎกติกาสากลภายใต้กรอบสหประชาชาติและ WTO

    ลงนาม MOU 15 ฉบับ

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันการฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจัดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

    • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว
    • บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน ระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย
    • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีน ว่าด้วยการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีนด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
    • บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    • ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

    หลังจากนั้น เวลา 12.00 น. หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-china-pms-sign-mou/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3woKshv-pzUdjHQ-Vc-AH8

  • นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ

    นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ

    นายกฯ ไทย-จีน เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจแห่งอนาคต ความมั่นคง ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม MoU 15 ฉบับ สร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนทั้งสองประเทศ


    20/07/2569 | 121 |

    วันนี้ (จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถินกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (เร็วกว่าไทย 1 ชวโมง) ณ ห้อง East Hall ชัน 1 มหาศาลาประชาชน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน  ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ครอบคลุมการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีแห่งอนาคต ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุนสมัยใหม่ อาทิ AI และยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมสันติภาพความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า ไทยและจีนเพิ่งรวมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อร่วมสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองแก่ภูมิภาคและประชาคมโลก

    นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนที่ถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการอย่างสมพระเกียรติ พร้อมยืนยันไทยสนับสนุนจีนเป็นเจ้าภาพเอเปค และจะเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ นครเซินเจิ้น เดือนพฤศจิกายนนี้

    5 ประเด็นความร่วมมือหลัก

    นายกรัฐมนตรีเสนอเร่งผลักดันความร่วมมือใน 3 สาขาหลัก และเห็นพ้องอีก 2 ด้าน ดังนี้

    1. การค้าและการลงทุน ไทยขอให้จีนเพิ่มนำเข้าผลไม้และอาหารแปรรูปคุณภาพสูงจากไทย ยินดีต้อนรับการลงทุนคณภาพจากจีนที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานไทย และปฏิบัติตามกฎหมายไทย พร้อมเร่งรัดการจัดทำ FTA เพื่อประโยชน์ต่อนักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

    2. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนดปี 2573 พร้อมเตรียมระยะที่ 2 และผลักดันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 รวมถึงเส้นทางรถไฟเชียงของ-นาเตย-โม่ฮัน เชื่อมโยงจีนตอนใต้ ไทย ลาว มาเลเซย และสิงคโปร์

    3. ความมั่นคง เห็นพ้องจัดตั้งกลไกหารือด้านการต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน (2+2 Mechanism) โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพครั้งแรก พร้อมขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพัฒนาบุคลากร

    4. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เร่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เทคโนโลยีสุขภาพ อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และควอนตัม

    5. การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มความร่วมมือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ข้อมูลการสืบสวน และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน

    นายกรัฐมนตรียังขอบคุณจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวไทยผ่านการโปรโมทบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของจีน พร้อมยืนยันความพร้อมดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีน

    สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีขอบคุณจีนที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีบนพื้นฐานความจริงใจ และชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายกลับสู่โต๊ะเจรจา

    ทั้งนี้ ไทย-จีน ยังคงยึดกฎกติกาสากลภายใต้กรอบสหประชาชาติและ WTO

    ลงนาม MoU 15 ฉบับ

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการอุดมศึกษา ห่วงโซ่อุตสาหกรรม การศึกษา AI ทรัพย์สินทางปัญญา นิวเคลียร์ฟิวชัน สาธารณสุข ดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว การป้องกันฟอกเงิน การส่งออกสัตว์น้ำ ความร่วมมือสื่อมวลชน การจดการน้ำ และการสำรวจอวกาศห้วงลึก

    1.    ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    2.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรม และห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    3.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการแห่งราชอาณักรไทยกับกระทรวงศึกษาธิการแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    4.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
    5.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่นระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    6.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขแห่งราชอาณาจักรไทยกับคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือสาธารณสุข
    7.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือในการประยุกต์ใช้ดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว 
    8.    บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    9.    พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกัน และสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    10.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าว People’s Daily แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    11.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานระหว่างกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย
    12.    บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อมวลชนระหว่างกรมประชาสัมพันธ์แห่งราชอาณาจักรไทยกับสำนักข่าวซินหัวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    13.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับองค์กรอวกาศแห่งชาติจีนว่าด้วยเรื่องการจัดห้องปฏิบัติการร่วมไทย-จีน ด้านการสำรวจอวกาศห้วงลึก
    14.    บันทึกความเข้าใจระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับกลุ่มสื่อแห่งชาติจีนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
    15.    ข้อตกลงโครงการวิจัยร่วมระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

    หลังจากนั้น เวลา 12.00 น. นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/523829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IyIPiFwxRi8916a3rnDMF