Category: เศรษฐกิจ

  • ย้ายพืชสวนโลก ประหยัดเงิน 5 พันล้าน “ครม.” เห็นชอบสถานที่พร้อมจัดงาน | เดลินิวส์

    ย้ายพืชสวนโลก ประหยัดเงิน 5 พันล้าน “ครม.” เห็นชอบสถานที่พร้อมจัดงาน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่สำรวจความเหมาะสมของสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 2027 ที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า สศช.ได้นำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลถึงความเหมาะสมของพื้นที่จัดงาน รวมถึงความคุ้มค่าของการลงทุน ภายใต้ข้อจำกัดด้านฐานะทางการคลังของประเทศ การจัดงานพืชสวนโลกมีค่าใช้จ่ายหลัก 2 ส่วน หากจัดที่ อ.คง

    โดยส่วนแรกเป็นการเตรียมพื้นที่และก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 3,800-4,000 ล้านบาท เนื่องจากการจัดงานระดับนานาชาติขนาดใหญ่ จึงต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก

    ส่วน 2 ต้องลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั้งโรงพยาบาล ที่พัก โรงแรม ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมงานและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่จัดแสดงหรือเอ็กซ์โปมีเดียสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงาน

    “หากเลือกพื้นที่ อ.คง ก็มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมอีกมาก เพราะโรงแรม โรงพยาบาล สิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่ใกล้ที่สุดอาจต้องพึ่งพาพื้นที่จังหวัดขอนแก่น บุรีรัมย์ หรือในตัวเมืองนครราชสีมา ซึ่งบางแห่งใช้เวลาเดินทางมากกว่า 1 ชั่วโมง แต่ที่ปากช่องสามารถประหยัดงบได้ 4-5 พันล้านบาท หรือเงินลงทุนจากการจัดงานจะพุ่งขึ้นเป็นประมาณ 1 หมื่นล้านบาท”

    ทั้งนี้ การจัดงานพืชสวนโลกที่โคราช หากไม่ย้ายมาที่ อ.ปากช่อง จากการประเมินเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการจัดเตรียมพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด อาจทำให้วงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท แต่ถ้าย้ายจัดที่ อ.ปากช่อง จะไม่ต้องเพิ่มส่วนที่ 2 เพราะสาธารณูปโภคพื้นฐาน โรงพยาบาล ห่างจากจุดที่จะสร้างไม่ถึง 15 นาที ถนนมีมาตรฐาน โรงแรมจำนวนมาก ฯลฯ มีครบ ไม่ต้องลงทุนเพิ่มและหลังจัดงาน 110 วัน ยังอาจจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวต่อได้อีก

    สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่จะใช้จัดก็ไม่ต้องซื้อ หรือเช่า คือศูนย์วิจัยปศุสัตว์ หากมีการเลือกใช้พื้นที่ดังกล่าว อาจมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงหรือก่อสร้างทดแทน เพียงประมาณ 100 ล้านบาทซึ่งอยู่ในกรอบงบประมาณที่เป็นไปได้

    ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา อนุมัติให้มีการย้ายสถานที่จัดงานพืชสวนโลกปี 2027 จากเดิม อ.คง จ.นครราชสีมา ไป อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แทน เพื่อความเหมาะสมในหลายด้าน ตามข้อเสนอของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการทบทวนความคุ้มค่าในการลงทุนในระยะยาว เพื่อให้ทันต่อการเสนอต่อที่ประชุมของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) ในวันที่ 4 ก.ย.นี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6155953/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bJ91khZoLuJMlf0A_NEzV

  • อภิสิทธิ์-กรณ์ ต้อนรับ ‘ปุ๊น ตรีรัตน์’ เข้าประชาธิปัตย์ เสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูตรวจสอบเงินกู้ 2 แสนล้าน

    อภิสิทธิ์-กรณ์ ต้อนรับ ‘ปุ๊น ตรีรัตน์’ เข้าประชาธิปัตย์ เสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูตรวจสอบเงินกู้ 2 แสนล้าน

    วันนี้ (1 กันยายน) ที่พรรคประชาธิปัตย์ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส หรือ ‘ปุ๊น’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ โดยมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้การต้อนรับ

    อภิสิทธิ์กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าร่วมงานกับพรรคของตรีรัตน์ พร้อมระบุว่า ประสบการณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาด การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ และความเข้าใจเชิงนโยบายสาธารณะ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาข้อเสนอด้านพลังงานและเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต

    ด้านตรีรัตน์กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยโจทย์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ นโยบายที่เหมาะสม และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผมเคยทำงานทั้งในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคการเมือง จึงอยากนำประสบการณ์และองค์ความรู้ที่มีเข้ามาช่วยทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์”

    ตรีรัตน์ระบุด้วยว่า ภารกิจที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมครอบคลุมทั้งการตรวจสอบการใช้งบประมาณจากเงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาทที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ และการผลักดันนโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

    สำหรับเหตุผลที่เลือกเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ ตรีรัตน์กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในอุดมการณ์และแนวทางทางการเมืองของพรรค ซึ่งยึดหลักความสุจริต โปร่งใส และการเป็นสถาบันทางการเมืองที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

    “พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยืนหยัดอยู่บนหลักการมาโดยตลอด เป็นพรรคของประชาชน ไม่ได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มอำนาจหนึ่ง ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการอย่างมาก

    “ผมจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรค และพร้อมนำประสบการณ์ด้านการบริหาร การพัฒนาเศรษฐกิจ และพลังงานสะอาด มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับพรรคและประเทศต่อไป” ตรีรัตน์กล่าว

    การเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ของตรีรัตน์ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมทีมบุคลากรด้านเศรษฐกิจและพลังงานของพรรค โดยเฉพาะการจัดทำนโยบายรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางโจทย์สำคัญเรื่องต้นทุนพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการทำให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์จากพลังงานสะอาดอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/poon-treerat-democrat-energy-economy-loan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qsI69OkuMvo5XOWWPIJSs

  • ครม.ไฟเขียวรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 โครงการ วงเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาท

    ครม.ไฟเขียวรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 โครงการ วงเงินกว่า 1.06 แสนล้านบาท

    วันนี้ (1 ก.ย.2569) น.ส.พลอยทะเล รัศมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวนรวม 6 โครงการ โดยแบ่งเป็นการอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งหมด โดยสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณรายปี และกระทรวงการคลังจะจัดหาแหล่งเงินกู้พร้อมค้ำประกันภายในประเทศตามความเหมาะสม เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้

    สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ทั้ง 3 โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้เดินหน้าก่อสร้าง ประกอบไปด้วย โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท โครงการถัดมาคือ โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท และโครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

    สาระสำคัญและเหตุผลที่มีการปรับเพิ่มวงเงินโครงการจากเดิมนั้น กระทรวงคมนาคม รายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงรายละเอียดของโครงการสายใต้ใหม่ทั้ง 3 โครงการ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ผันผวนและควบคุมคุณภาพโครงการให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบงานก่อสร้างทางรถไฟรวมถึงการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางผ่านให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน ตลอดจนวางแนวทางโครงสร้างเพื่อป้องกันอุทกภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้

    นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการปรับปรุงราคาก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันตามต้นทุนค่าวัสดุและค่าน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงมีการปรับปรุงค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง และค่าชดเชยพืชผลต้นไม้ให้เป็นราคาประเมิน ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังขอปรับเพิ่มวงเงินค่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างจากเดิมร้อยละ 2.25 เปลี่ยนเป็นร้อยละ 2.75 ของค่าก่อสร้าง เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยขอเสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2568 โดยโครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มีวงเงินเดิม 30,422.53 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท ขณะที่โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มีวงเงินเดิม 7,772.90 ล้านบาท ปรับเป็นวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท

    ส่วนโครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา เดิมมีวงเงินรวม 66,270.51 ล้านบาท ซึ่งวงเงินใหม่ได้ปรับเพิ่มเป็น 77,556.97 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 11,186.46 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กรอบวงเงินสูงเกินไปจนกระทบต่อระยะเวลาการก่อสร้างในภาพรวม การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเห็นควรก่อสร้างเฉพาะช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทไปก่อน และตัดสินใจชะลอการก่อสร้างช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 15,922.42 ล้านบาทออกไปในภายหลัง จนกว่าจะสามารถดำเนินการผลักดันผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ได้แล้วเสร็จ

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีกจำนวน 3 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย โครงการช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย โครงการช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ และโครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี โดยได้สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเร่งดำเนินการทบทวนความเหมาะสมของโครงการ จัดทำกลยุทธ์การตลาด และแผนธุรกิจอย่างรัดกุมตามข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เนื่องจากประเมินว่าข้อมูลประมาณการผู้โดยสารและสินค้าอาจยังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้และยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป

    อ่านข่าว :

    ลงทุนเอกชนฟื้นรอบใหม่ “กรุงไทย” ชี้โอกาสยกเครื่องเศรษฐกิจ

    “วรศิษฎ์” สั่งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดคุมเข้มจ้างเหมา สกัดผู้หลุดจากบัญชีทุจริตสอบ

    ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง “พล.อ.ชัยพฤกษ์” นั่งเลขาธิการ สมช.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g4wBUujo1pirHncdlEYHd

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 5.2%  ดาวโจนส์ร่วง 419.02 จุด ผวาสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะดันเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันไทย 2 ก.ย. – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 5.2%  ดาวโจนส์ร่วง 419.02 จุด ผวาสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะดันเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันไทย 2 ก.ย. – สยามรัฐ

    ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน หลังเกิดการโจมตีตอบโต้กันรอบใหม่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแรง ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลงจากความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกชะลอการลดดอกเบี้ย ส่วนราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 2 กันยายน 2569 ยังคงมีราคาจำหน่ายตามประกาศของแต่ละสถานีบริการ

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ตลาดนิวยอร์ก ปิดพุ่งขึ้นกว่า 5% ในวันอังคารที่ 1 กันยายน หลังนักลงทุนวิตกว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันที่สำคัญของโลก

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ขณะที่ WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม

    แรงซื้อในตลาดน้ำมันเพิ่มขึ้นจากความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจยืดเยื้อและขยายวงกว้าง จนกระทบต่อเส้นทางการขนส่งและปริมาณน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก

    กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อวันที่ 1 กันยายนว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือไออาร์จีซี หลังมีความพยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงพยายามโจมตีกองทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

    ด้านอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่าอาจขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะตอบโต้อิหร่านอย่างหนักหน่วง ทำให้ตลาดพลังงานเพิ่มการประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เตือนว่าอิหร่านอาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวระหว่างสองประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันและผลักดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อไป

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดลบในวันเดียวกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,766.88 จุด ลดลง 419.02 จุด หรือ 0.79% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ 0.71% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.12 จุด หรือ 1.03%

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539

    ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 5.2341% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นแตะ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน

    การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงและเพิ่มความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมารุนแรงอีกครั้ง นักลงทุนจึงประเมินว่าธนาคารกลางในหลายประเทศอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรือชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    ความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 68.2% ต่อการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับ 39.6% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    นักลงทุนจึงจับตาทั้งราคาน้ำมันดิบ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลโดยตรงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ต้นทุนการกู้ยืม และทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป

    สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันประจำวันที่ 2 กันยายน 2569 มีการอัปเดตข้อมูลจากสถานีบริการน้ำมัน 4 แห่ง ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ โดยข้อมูลอัปเดต ณ เวลา 05.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ.

    ราคาน้ำมันปั๊มปตท. ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาทต่อลิตร และเบนซิน ราคา 47.28 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มบางจาก ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.229 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 29.23 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.14 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊มพีที ได้แก่ ดีเซล ราคา 39.14 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 47.78 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.29 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 37.92 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.29 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันปั๊มเชลล์ ได้แก่ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 33.49 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.42 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 38.79 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.14 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.14 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศ โดยราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการน้ำมันอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xLM3YsCXzh6GkJiWMnJmk

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ยกระดับเยียวยาให้เร็วขึ้นด้วยระบบ “ประกันภัยพิบัติ” รัฐเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่มวลชนมาชุมนุมเรียกร้อง 3 เรื่องคือ วิกฤตราคากุ้ง-เปิดให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอจะนะ และยกเลิกแลนด์บริดจ์ โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม รับหนังสือจากกลุ่มต่างๆ แม้รัฐบาลจะโดนถล่มหลายเรื่อง แต่การรับฟังประชาชนก็ลดแรงเสียดทานไปได้ระดับหนึ่ง…0

    ขณะที่ฝ่ายค้านลับมีดรอศึกซักฟอกแล้ว นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า จะยื่นอภิปรายทั้ง 2 อย่าง อภิปรายทั่วไปมาตรา 152 และอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 แม้รัฐบาลจะบริหารประเทศมาเพียง 4-5 เดือน แต่ปัญหาก็ยังรุมเร้า ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง พร้อมเย้ยว่า “นายกฯ กับรัฐบาลจะบริหารงานตามคอนเทนต์ เป่าแซ็กโซโฟน ทำท่าตีวอลเลย์บอลไปวันๆ ไม่ได้ เพราะปัญหาบ้านเมืองไปลึกมาก และชาวบ้านเดือดร้อนมาก ใช้อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย กับหาทางลดแลกแจกแถม แต่พอถึงปัญหาวิกฤตการคลังทำไม่ได้ ไปไม่ออก” รวมทั้งปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยจะยื่นช่วงปลายสมัยประชุม เดือน ต.ค.-พ.ย. ถือว่ารัฐบาลนี้ไม่มีเวลาฮันนีมูนจริงๆ เพราะโครงสร้างประเทศที่ล้าหลัง แต่ปัญหารุมเร้าทุกด้าน หากมัวแต่รำมวย สร้างคอนเทนต์ไปวันๆ คงไม่รอดอย่างที่ว่า…0

     คดีฮั้ว สว.ใกล้ปิดจ๊อบ เมื่อ กกต.ยืนยันว่า 14 ก.ย.นี้ กกต.ทั้ง 7 คนจะพิจารณาลงมติว่าจะส่งศาลฎีกาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายตรวจสอบ หลังจาก ไอลอว์ กับ พรรคประชาชน นำข้อมูลเอกสารจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุด 26 ของ กกต. มาตีแผ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เปิดรายงานการประชุมอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ในคดีฮั้ว สว. เป็นเอกสารกว่า 200 หน้า ที่ได้รับจากบุคคลภายใน กกต. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลที่เป็นประธานในที่ประชุมคือ นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. และผู้ที่ทำหน้าที่หลักราวกับเป็นประธานในที่ประชุม คือ นายอนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. เป็นผู้เสนอชื่อ มีอนุฯ เพียง 3 คนที่มีบทบาท ส่วนอีก 4 คนกลับไม่มีบทบาทใดๆ ในที่ประชุม ทำหน้าที่เพียงร่วมลงมติเท่านั้น (จบตอนที่ 1 ติดตามตอนที่ 2 วิธีการพิจารณาสำนวน เขาทำกันอย่างไร) โดยจะเปิด 10 ตอนรวด ก่อนถึงวันที่ 14 ก.ย. แย้มออกมาแบบนี้ หวยจะออกแบบสั่งฟันปลาซิว 10-20 คนเท่านั้น…0

    สู้มา 17 ปี ในที่สุดศาลฎีกาพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จำเลย ชำระเงิน 4,380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ม.ค.2552 ถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 แก่ นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร โจทก์ฟ้อง ตร.กรณีถูกตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี จับกุมและทรมาน ทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในคดีวิ่งราวทรัพย์เมื่อปี 2552 เป็นการประจานความอัปยศของตำรวจ และต้องยกย่องคนธรรมดาอย่าง นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดานายฤทธิรงค์ ซึ่งขณะนั้นบุตรชายเรียนอยู่ชั้น ม.6 หลังเกิดเหตุป่วยเป็น โรค PTSD หรือโรคหวาดผวาจากการถูกทรมาน ต้องลุกขึ้นมาปกป้องลูกชาย ต่อสู้กับกระบวนการยุติธรรมและอิทธิพลมืดในพื้นที่ที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน โดยศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกฤทธิรงค์ 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท แต่พ่อนายฤทธิรงค์ไม่หยุด! เดินหน้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือ 30-40 หน่วยงาน แม้จะมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 แล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมยังต้องมีการปฏิรูปอีกหลายส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อเหมือนฤทธิรงค์อีก!…0.

    แซมซาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1061769/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l-Zl5a0Blq62psmYDb1kN

  • จับตา ครม.สัญจรสงขลา จ่อเคาะสร้างรถไฟทางคู่เฟส2 6 เส้นทาง 3 แสนล้าน-จัดงบฯประกันภัยพิบัติหมื่นล้าน

    จับตา ครม.สัญจรสงขลา จ่อเคาะสร้างรถไฟทางคู่เฟส2 6 เส้นทาง 3 แสนล้าน-จัดงบฯประกันภัยพิบัติหมื่นล้าน

    เปิดแฟ้ม ครม.สัญจร สงขลา “อนุทิน” นำทัพประชุม อัดฉีดงบรถไฟทางคู่ 6 เส้นทางกว่า 3 แสนล้าน-ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานกระตุ้นเศรษฐกิจใต้ 

    จังหวัดสงขลา ที่ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  (1 กันยายน 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่  ครม.สัญจรสงขลา วันนี้ โดยมีวาระสำคัญด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจหลายประเด็น โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ รถไฟทางคู่ ทั่วประเทศและการยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงานในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งพิจารณาการทำประกันภัยพิบัติให้กับครัวเรือนวงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยมีวาระที่น่าสนใจดังนี้

    จ่ออนุมัติรถไฟทางคู่ 6 โครงการรวด มูลค่ากว่า 3.16 แสนล้าน

    กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. เพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่จำนวน 6 โครงการ รวมวงเงินทั้งสิ้น 316,180.74 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งทางรางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคใต้โดยตรงถึง 3 ช่วง ได้แก่

    1.) ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท 

    2.) ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา วงเงิน 77,456.97 ล้านบาท (แบ่งเป็นช่วงสุราษฎร์ฯ–หาดใหญ่ 61,534.55 ล้านบาท และหาดใหญ่–สงขลา 15,922.42 ล้านบาท) 

    3.) ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย 

    นอกจากนี้ยังมีโครงการในภูมิภาคอื่น ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท), ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท พร้อมด้วยการเสนอยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีระบบรางของประเทศ พ.ศ. 2571 – 2575 เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต 

    จับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้

    นอกจากนี้เพื่อเป็นการลดภาระผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในเขตจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) ขณะที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอร่างประกาศผังเมืองรวมเมืองสงขลาเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการลงทุนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ 

    ประเด็นความร่วมมือระหว่างประเทศและสวัสดิการ

    ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศเสนอเรื่องการแก้ไขเอกสาร TOR การสร้างและบำรุงรักษารั้วเดี่ยวบนเส้นเขตแดนที่บ้านด่านนอก จ.สงขลา / บูกิตกายูฮิตัมเพื่อความมั่นคงและการจัดการชายแดน รวมถึงการทำแถลงการณ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับสิงคโปร์ 

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย ยังเสนอให้ ครม. รับทราบผลการศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย และอนุมัติหลักการระบบประกันภัยเพื่อบริหารจัดการความเสียหายจากภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคประชาชนและนักลงทุนในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติ 

    กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย จะเสนอโครงการทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ ครอบคลุม 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรวงเงินงบประมาณในการซื้อประกันภัยพิบัติปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกครัวเรือน 

    โดยประกันภัยนี้ครอบคลุมความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ในภัยพิบัติ 3 ภัย ได้แก่ อุทกภัย แผ่นดินไหว และวาตะภัย ซึ่งโดยเฉลี่ยและประเทศไทยจะมีภาระในการต้องชดเชยงบประมาณในส่วนนี้ไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี 

    ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ ครม.อนุมัติแล้วกระทรวงการคลัง โดยคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะหารือกับบริษัทประกันภัย เพื่อให้บริษัทต่างที่สนใจมาเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเกณฑ์เบื้องต้นคือการจ่ายเยียวยาให้กับครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติตามที่กำหนด ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เช่น ความเสียหายที่เกิดจากบ้านเรือนสูงสุดหลังคาเรือนละ 1 แสนบาท และกรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติอยู่ที่ 2 ล้านบาทต่อคนตามเกณฑ์ที่ประชาชนผู้เสียชีวิตได้รับจากกรณีเกิดอุทกภัยที่หาดใหญ่ และที่จ.น่าน ที่เกิดขึ้นล่าสุด และต้องจ่ายภายใน 7 วันหลังเกิดเหตุภัยพิบัติเพื่อให้ทันการเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1249913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02grCXR_3YevnmQFvVsCaK

  • “ดร.ธนวรรธน์” ชี้ 3 นัยสำคัญ”ครม.สัญจร สงขลา” สร้างผลดีภาคใต้ เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดน ควบคู่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายศักยภาพเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “ดร.ธนวรรธน์” ชี้ 3 นัยสำคัญ”ครม.สัญจร สงขลา” สร้างผลดีภาคใต้ เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดน ควบคู่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขยายศักยภาพเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ขณะเดียวกัน การประชุม ครม.สัญจรยังถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถรับฟังความคิดเห็นจากทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากการรับข้อมูลผ่านส่วนกลาง เพราะจะทำให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นสภาพปัญหาจริง และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการได้มากขึ้น

    ส่วนประเด็นที่สอง การประชุมครม. สัญจรที่จังหวัดสงขลา คือ จุดที่ชัดที่ว่าภาคใต้ยังต้องการการพัฒนาในหลายจุด และรัฐบาลเคยมีโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน แต่หลังจากแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้เดินหน้าตามแนวทางเดิม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีกลไกหรือโครงการอื่นเข้ามาเชื่อมโยงและพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

    ซึ่งรัฐบาลได้เลือกด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ที่มีความสำคัญต่อภาคใต้ เนื่องจากจุดแข็งของภูมิภาคคือ ภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น หากมีระบบถนนและการคมนาคมที่สามารถเชื่อมโยงจังหวัดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนสะดวกขึ้น และสามารถเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของทั้งสองฝั่งได้มากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังต้องติดตามว่ารัฐบาลจะเสนอหรือผลักดันโครงการพัฒนาด้านใดเพิ่มเติม ซึ่งภาคใต้มีพืชเกษตรทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ดังนั้นการจะแปลงอุตสาหกรรม เกษตรหรือไม่ หรือจะเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคม หรือเน้นการพัฒนาด้านพลังงาน ซึ่งปัจจุบันระบบสายส่งไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดและจำเป็นต้องรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต

    ดังนั้นในเรื่องของการพัฒนา ครม. จะต้องมารับรู้ในเรื่องของสถานการณ์ ทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมความมั่นคงแก้ไขปัญหาทางเชิงเศรษฐกิจ รวมถึงการรับฟังปัญหาเพื่อผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ หรือโครงการสินเชื่อช่วยเหลือดอกเบี้ยต่ำ อีกด้วย

    รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่มีความสำคัญ คือ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและระบบโลจิสติกส์ โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ซึ่งจะมีบทบาทต่อการเชื่อมโยงการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ หากสามารถพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ระนองหรือสตูล ให้สามารถเชื่อมโยงกับท่าเรือฝั่งตะวันออกและระบบขนส่งภายในประเทศได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทย

    ทั้งนี้ การเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ยังมีศักยภาพที่จะเชื่อมต่อไปยังตลาดยุโรป อินเดีย และเอเชีย ซึ่งอาจสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับภาคใต้และประเทศไทยในระยะยาว จึงต้องติดตามว่าการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้จะมีมติหรือมาตรการใดออกมาเพื่อผลักดันโครงการเหล่านี้

    สำหรับ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณในวงเงินเท่าใด เนื่องจากต้องรอดูรายละเอียดของโครงการและมติ ครม. แต่เห็นว่าการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยตรงอาจไม่ได้เป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะลักษณะโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับวงเงินประมาณหลักพันล้านบาท มากกว่าระดับหลักหมื่นล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม แต่หากพิจารณาในภาพรวมของโครงการพัฒนาภาคใต้ที่จังหวัดต่าง ๆ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งมีจำนวนเกือบ 200 โครงการ ใน 5 จังหวัด รวมวงเงินประมาณ 57,000 ล้านบาท หรือเกือบ 60,000 ล้านบาท โครงการในส่วนนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค

    แต่หากภายในกรอบโครงการดังกล่าวมีการบรรจุโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็จะช่วยสร้างการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่ และส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคใต้ในภาพรวม

    ทั้งนี้ จะต้องติดตามว่า คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติโครงการพัฒนาภาคใต้ในการประชุมครั้งนี้ในระดับ หลักหมื่นล้านบาท จากวงเงินโครงการที่เสนอรวมกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคใต้ได้ในระดับหนึ่งอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1679025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24wE7erBZdcBMTheWk390v

  • ทส. มอบเอกสารสิทธิที่ดินป่าอนุรักษ์ | เนชั่นทั่วไทย | 01 ก.ย. 69

    ทส. มอบเอกสารสิทธิที่ดินป่าอนุรักษ์ | เนชั่นทั่วไทย | 01 ก.ย. 69

    ทส. มอบเอกสารสิทธิที่ดินป่าอนุรักษ์ | เนชั่นทั่วไทย | 01 ก.ย. 69

    ทส. ลุยสงขลา-ภาคใต้ เดินหน้าแนวทาง “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้” เตรียมพร้อมถอด “นกกรงหัวจุก” พ้นบัญชีสัตว์คุ้มครอง พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ อส.12 แก้ปัญหาที่ดินทำกินในป่าอนุรักษ์

    Key Points

    • เตรียมถอด “นกกรงหัวจุก” พ้นสัตว์ป่าคุ้มครอง: * รัฐบาลปรับสถานะทางกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของคนภาคใต้ ซึ่งมีการเลี้ยงและเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกมาอย่างยาวนาน
      • การส่งเสริมเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้องจะช่วยลดแรงกดดันจากการดักจับนกในธรรมชาติ พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชน
      • มาตรการกำกับดูแลเข้มงวด: รัฐจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลเข้ามาควบคุม หากในอนาคตพบประชากรนกในธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กรมอุทยานฯ สามารถเสนอให้นำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองได้ทันที
    • มอบหนังสือ อส.12 สร้างความมั่นคงที่ดินทำกิน:
      • มอบเอกสารสิทธิ์ อส.12 ให้ตัวแทนราษฎรในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา (ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง) เพื่อลดข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และให้ชุมชนร่วมดูแลผืนป่า
      • ภาพรวมการดำเนินงาน อส.12 ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา พัทลุง ตรัง และสตูล) ครอบคลุม 401 หมู่บ้าน ประชาชน 37,585 ราย รวมเนื้อที่กว่า 358,481 ไร่
      • เอกสารสิทธิ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอาชีพ และการท่องเที่ยวชุมชนเชิงอนุรักษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ul0Ht8wzQf8fzXXT4Zuwr

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 2 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 2 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจ: สรุปความเคลื่อนไหวภาครัฐ-เอกชน ประจำวันที่ 2 กันยายน 2569 

    เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการอัปเดตทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนรอบด้าน แม้ในวันนี้ฝั่งภาครัฐจะไม่มีวาระการประชุมหรือการแถลงตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคชุดใหม่ แต่ภาพรวมบรรยากาศการลงทุนยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีคึกคักจากแรงส่งของภาคเอกชน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการเงินระดับโลก

    1. ผลอานิสงส์ ครม.สัญจร อนุมัติ 1.06 แสนล้าน หนุนโลจิสติกส์สายใต้

    สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรล่าสุด รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณรวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท เดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในพื้นที่ภาคใต้ 3 โครงการ เพื่อเร่งเชื่อมโยงระบบขนส่งและการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย นับเป็นสัญญาณบวกที่เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคการก่อสร้างและระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

    2. คลังดันเกณฑ์โซลาร์รูฟท็อป หนุนพลังงานสะอาดภาคประชาชน

    กระทรวงการคลังเตรียมปรับหลักเกณฑ์สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน โดยอุดหนุนเงิน 30,000 – 50,000 บาทต่อหลังคาเรือน พร้อมปรับขนาดกำลังผลิตลงมาที่ 3 kW เพื่อเปิดโอกาสให้บ้านขนาดเล็กสามารถเข้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับฐานราก

    3. ภาคเอกชนเดินหน้าเปิดเมือง KBank ขยายอาเซียน – PIS นัด Earnings Call

    ภาคเอกชนยังคงเคลื่อนไหวคึกคัก โดยธนาคารกสิกรไทยเปิดตัว ‘KBank Indonesia’ รุกตลาดอินโดนีเซียตอกย้ำความแข็งแกร่งทางการเงินในอาเซียน ขณะที่ในตลาดทุนวันนี้ บมจ. โปร อินไซด์ (PIS) เตรียมจัดกิจกรรม Earnings Call ในช่วงบ่าย เพื่อฉายภาพทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลังและการประมูลโครงการระบบไอทีภาครัฐ

    4. ตลาดโลกจับตา ADP Employment ค่าเงินบาทลุ้นแข็งค่าต่อ

    ในส่วนของตลาดเงินและตลาดทุนโลก ค่าเงินบาทไทยยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า (ทรงตัวราว 33.17 บาท/ดอลลาร์) ขณะที่คืนนี้ตลาดการเงินทั่วโลกเตรียมจับตาการรายงานตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน (ADP Employment Change) จากสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น

    ภาพรวมเศรษฐกิจในวันนี้ยังคงเห็นแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจากทั้งมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และการปรับตัวรุกตลาดของภาคเอกชน มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวและทิศทางตลาดทุนไปพร้อมกันตลอดทั้งวันนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qLyLxqTFcMnrgWB2W2dt-

  • ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานเครือข่าย ลุยตรวจโรงแรมย่านเมืองภูเก็ต ขับเคลื่อนการอนุมัติ – อนุญาตให้โปร่งใส รวดเร็ว ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานเครือข่าย ลุยตรวจโรงแรมย่านเมืองภูเก็ต ขับเคลื่อนการอนุมัติ – อนุญาตให้โปร่งใส รวดเร็ว ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    ป.ป.ท. ร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานเครือข่าย ลุยตรวจโรงแรมย่านเมืองภูเก็ต ขับเคลื่อนการอนุมัติ – อนุญาตให้โปร่งใส รวดเร็ว ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ

    (31 สิงหาคม 2569) ภายใต้การอำนวยการของ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายให้ พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ พันตำรวจโท สราวุธ คำเหลือง ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของคณะกรรมการกลั่นกรองการดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 จังหวัดภูเก็ต ในการลงพื้นที่ตรวจสถานประกอบการโรงแรมที่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดภูเก็ต ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต อัยการจังหวัดภูเก็ต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ต วัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต และสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต โดยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมกว่า 8 แห่ง เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ตรวจสอบสภาพอาคารและสถานประกอบการตามคำขอรับใบอนุญาต ตลอดจนพิจารณาความครบถ้วนและความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมอย่างถูกต้อง

    ในการนี้ คณะสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ร่วมรับฟังข้อมูลและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะปัญหาและข้อจำกัดในการดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาต พร้อมทั้งสอบถามแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นถึงข้อเท็จจริงและอุปสรรคในกระบวนการอนุมัติอนุญาตอย่างรอบด้าน

    นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการและการพิจารณาอนุญาตในกรณีดังกล่าว โดยมุ่งให้กระบวนการของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปด้วย ความโปร่งใส เป็นธรรม รวดเร็ว และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รวมทั้งลดขั้นตอนหรืออุปสรรคที่ไม่จำเป็น โดยไม่ลดทอนมาตรฐานในการตรวจสอบและการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวทางและมาตรการเกี่ยวกับ การอนุมัติ อนุญาตของหน่วยงานราชการ ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. ให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตและการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐสามารถให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐาน และตรวจสอบได้ อันจะนำไปสู่การยกระดับการบริหารราชการและสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการภาครัฐอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/78275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_7yNnyYVJsdCdBOr1SIJj