Category: เศรษฐกิจ

  • “นายกอบจ.สงขลา”จัดงานของดีสำนักแต้วกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น | เดลินิวส์

    “นายกอบจ.สงขลา”จัดงานของดีสำนักแต้วกระตุ้นเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น | เดลินิวส์

    นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีปิด งานของดีสำนักแต้ว ณ บริเวณห้วยละว้า หมู่ที่ 1 ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนในชุมชนได้นำเสนอสินค้า ผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลผลิตทางการเกษตร และของดีในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นภายในงานยังสะท้อนถึงความเข้มแข็งของชุมชนสำนักแต้ว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ห้วยละว้าเป็นอีกหนึ่งจุดหมายด้านกิจกรรมชุมชนและการท่องเที่ยวของอำเภอสะเดา

    นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน การสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้ และการส่งเสริมศักยภาพของท้องถิ่น โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6043867/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aRMh5H49DHQDG9O852YtU

  • เหนื่อยจะเป็นคนยุคนี้แล้ว Gen Z ทั่วโลกแห่แต่งตัวย้อนยุค เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ชีวิตแข่งขันสูง-สำเร็จต่ำ

    เหนื่อยจะเป็นคนยุคนี้แล้ว Gen Z ทั่วโลกแห่แต่งตัวย้อนยุค เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ชีวิตแข่งขันสูง-สำเร็จต่ำ

    เมื่อความหวังในอนาคตทางเศรษฐกิจเริ่มริบหรี่ ปรากฏการณ์ทางสังคมและธุรกิจที่เติบโตสวนทางอย่างน่าจับตาในจีน คือการพุ่งทะยานของอุตสาหกรรมฮั่นฝู (Hanfu) หรือชุดแต่งกายโบราณประจำชาติ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 228,000 ล้านหยวน หรือราว 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2026 เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 30% โดยผู้บริโภคหลักคือกลุ่ม Gen Z 

    นี่คือปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะท้อนว่า ‘การโหยหาอดีต’ กำลังกลายเป็นทั้งพื้นที่หลบภัยทางจิตใจของคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญคือ เหตุใด Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีระดับโลกและโลกดิจิทัล ถึงพร้อมใจกันหันหลังให้อนาคต แล้วสวมชุดที่มีอายุหลายร้อยปีเพื่อรับมือกับความจริงในปัจจุบัน

    ปรากฏการณ์ฮั่นฝู เมื่อชุดโบราณกลายเป็นพื้นที่หลบภัยทางจิตใจหมื่นล้าน

    คำว่า ‘ฮั่นฝู’ คือเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชาวฮั่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และถูกพัฒนาสไตล์ผ่านหลายยุคสมัย โดยเฉพาะสไตล์จากราชวงศ์ถัง ซ่ง และหมิง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    หากมองให้ลึก ภาพของหนุ่มสาวที่แต่งกายด้วยผ้าปักประณีตถ่ายรูปในสถานที่ประวัติศาสตร์ หรือตามสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่เป็นเพียงความชอบส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยซีรีส์พีเรียด เกมแนวแฟนตาซีเทพเซียน (Xianxia) และกระแสบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

    ทว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ยอดขายที่พุ่งสูงจนผลักดันให้ฮั่นฝูกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยกลุ่มผู้บริโภคหลักเป็นวัยรุ่นและผู้หญิง และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อระบุว่า พวกเขาตั้งใจศึกษารากเหง้าประวัติศาสตร์อย่างจริงจังก่อนเลือกสวมใส่

    สำหรับ Gen Z จีนแล้ว การใส่ชุดฮั่นฝูไม่ได้เป็นแค่เรื่องของแฟชั่นหรือกระแสค่านิยม แต่เปรียบเสมือนพื้นที่หลบภัยทางจิตใจที่ช่วยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยความเครียดในชีวิตประจำวัน และย้อนกลับไปซึมซับภาพความงดงามในอดีต

    สภาวะเน่ยเจวียน และความจริงอันเจ็บปวดที่ผลักให้คนรุ่นใหม่หันหลังให้อนาคต

    เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gen Z จีนต้องการพื้นที่หลบภัยทางจิตใจมากขนาดนี้ เป็นเพราะโลกความเป็นจริงในปัจจุบันใจร้ายกับพวกเขายิ่งนัก ตลาดแรงงานที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญถูกนิยามด้วยสภาวะที่เรียกว่า ‘เน่ยเจวียน’ (Neijuan / Involution) หรือการแข่งขันที่ไร้สิ้นสุด ทุกคนต่างต้องทำงานหนักขึ้นและทุ่มเทมากขึ้น แต่กลับมีคนที่ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จน้อยลงเรื่อย ๆ ซ้ำเติมด้วยวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่พังทลายจนลุกลามไปทั่วระบบเศรษฐกิจ

    ความสิ้นหวังนี้สะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดอย่าง GDP ไตรมาสล่าสุดที่เติบโตเพียง 4.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ปี รวมถึงการที่ผู้กำหนดนโยบายเงียบหายจากการตั้งเป้าหมายตัวเลขการสร้างงานในเมืองสำหรับ 5 ปีข้างหน้าอย่างกะทันหัน สภาพแวดล้อมเช่นนี้ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จีนตัดสินใจเลื่อนการแต่งงานและการมีลูกออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากพอที่จะสร้างครอบครัว ซึ่งตรงกันข้ามกับยุคพ่อแม่ของพวกเขาที่เติบโตมาในยุคเศรษฐกิจขาขึ้น

    ความต้องการมองหาที่พึ่งทางใจของ Gen Z สอดรับพอดิบพอดีกับการเติบโตของกระแสกั๋วเฉา (Guochao – National Trend) หรือเทรนด์ความภาคภูมิใจในสินค้าและวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต่างพร้อมใจกันผลักดันอย่างเต็มที่ในฐานะพลังซอฟต์พาวเวอร์สำคัญของประเทศ

    เมื่อโลกเกิดความผันผวน อดีตจะถูกปลุกขึ้นมาเสมอ

    อันที่จริง ปรากฏการณ์การหวนคืนสู่อดีตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีน แต่เป็นแนวโน้มระดับโลกยามที่สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความกดดันและความไม่แน่นอน หากมองไปที่รัสเซีย วัฒนธรรมดั้งเดิมและสถาปัตยกรรมยุคเก่าถูกดึงกลับมาสร้างความเชื่อมโยงในใจประชาชน เช่นเดียวกับในอินเดียที่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์โบราณกลายเป็นศูนย์รวมใจของคนยุคใหม่ หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่การรำลึกถึงช่วงเวลาอันมั่งคั่งในอดีตมักถูกนำกลับมาใช้เพื่อสร้างความหวังอยู่เสมอ

    หรือหากมองกลับมาที่ประเทศไทย เราจะเห็นภาพสะท้อนที่คล้ายคลึงกันผ่านเทรนด์ของคนรุ่นใหม่และ Gen Z ที่พากันไปเช่าชุดไทยห่มสไบพร้อมถือพรอพดอกบัว ถ่ายรูปกันตามสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างวัดอรุณราชวรมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง

    ในเชิงจิตวิทยาและสังคมวิทยา การโหยหาความงามและความสงบในอดีต ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่หมุนเร็ว วุ่นวาย และเต็มไปด้วยความกดดัน อดีตกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์นี้ยังสร้างเศรษฐกิจขนาดย่อมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งธุรกิจเช่าชุด ช่างภาพ และคาเฟ่รอบวัด เป็นเครื่องยืนยันว่า ความคิดถึงอดีตคือสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโอกาสทางธุรกิจได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก

    ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนสัจธรรมเดียวกัน นั่นคือเมื่อโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรืออนาคตที่ไม่แน่นอน อดีตที่ถูกทำให้งดงาม ประณีต และสงบสุข มักจะถูกดึงมาเป็นที่พักใจและเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์ของคนในสังคมเสมอ

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/gen-z-china-hanfu-neijuan-escapism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25OGEqa2utYzV7Ya8L34Ar

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 21/07/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 21/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/162000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YNaG6qZc93z94ZfwxIAC8

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/07/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/07/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/161995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3orSDPYqFg3yqoVABQVb75

  • ‘1 ปี’ ปิดด่าน ‘ไทย-กัมพูชา’  การเมือง’ล็อกยาว’เศรษฐกิจ

    ‘1 ปี’ ปิดด่าน ‘ไทย-กัมพูชา’ การเมือง’ล็อกยาว’เศรษฐกิจ

     “ไทยกัมพูชา” มีแนวโน้มจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ นับตั้งแต่มีการโยนหินถามทางกรณี “เปิดด่าน” ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พลันที่มีกระแสข่าวการพบกันไม่เป็นทางการระหว่าง คนใกล้ชิด “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา กับเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ของไทย เมื่อเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    โดยนำร่อง“ด่านจันทบุรีตราด” ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เพราะเป็นพื้นที่ที่ไทย-กัมพูชา มีความสัมพันธ์กันดีที่สุดหากเทียบกับฝั่งอีสาน และจ.สระแก้ว

    พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ออกมายืนยันว่า ข่าวเปิดด่านชายแดน จันทบุรี-ตราด เพื่อส่งของบรรเทาทุกข์ไปยังกัมพูชาไม่เป็นความจริง โดยปัจจุบันด่านปิด100% แต่ในเนื้อข่าวไม่มีการพูดถึง หรือปฏิเสธการพบกันของบุคคลสำคัญของกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ไทย

    จังหวะเดียวกัน มีการเปลี่ยนประธานอาเซียนตามวงรอบ จากประเทศมาเลเซีย ส่งไม้ต่อให้ประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมอาสาจะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยลดความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา

    การจัดประชุม 3 ฝ่ายระหว่าง ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯไทย และ“ ฮุน มาเนต”นายกฯกัมพูชา

    ผลการหารือเหมือนได้ข้อสรุปที่ดี อนุทิน ได้แจ้ง ฮุน มาเนต รับทราบไทยยกเลิก MOU44 หลัง 20 ปีไม่คืบหน้า และเปลี่ยนไปใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

    “อนุทิน-ฮุนมาเนต” เห็นพ้องให้ รมว.ต่างประเทศของไทย-กัมพูชา ร่วมกันเจรจารายละเอียดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ปรับแนวทางจัดการข้อพิพาทโดยสันติวิธี และฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยเน้นย้ำการเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตแทนการใช้กำลัง แต่เพียงไม่กี่วัน สิ่งที่พูดคุยกันไว้ในการประชุม 3 ฝ่าย พังไม่เป็นท่า 

    ทันทีที่กัมพูชาตัดสินใจเลือกกระบวนการเข้าสู่กลไกบังคับของ UNCLOS แทนภาคสมัครใจ โดยฝ่ายไทยมองว่า การเลือกแนวทางดังกล่าวเท่ากับกัมพูชาปิดประตูพูดคุยเรื่องเขตแดนทางบก การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ และเรื่องอื่นๆ ที่เรียกร้องมาตลอด และขาดซึ่งความไว้วางใจต่อกัน

    เมื่อฝ่ายนโยบายไทย-กัมพูชา เห็นไม่ตรงกันในการแก้ข้อพิพาท ในระดับพื้นที่มีความตึงเครียด การยั่วยุ ยิงปืนเช็กแนว เสียงระเบิด การขุดคูเลตเกิดในหลายพื้นที่ของกัมพูชา สะท้อนสถานการณ์ยังเปราะบาง

    ทว่า การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ถูกจุดประกายอีกครั้ง โดย “ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง” ในระหว่างการเยือนจีนของ“อนุทิน-ฮุน มาเนต” เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกปี 2026 (World Artificial Intelligence Conference : WAIC 2026)

    นายกฯอนุทิน เปิดเผยถึงการหารือทวิภาคีกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ประเด็นด้านความมั่นคงในภูมิภาค ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเสนอตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อช่วยให้ทั้งสองประเทศรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ดี และร่วมกันแสวงหาทางออก ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันจุดยืนว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่มีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกรณีการส่งมอบยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะรถถังจากจีนไปยังกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลจีนชี้แจงว่า เข้าใจถึงความกังวลของรัฐบาล และประชาชนไทยเป็นอย่างดี พร้อมระบุว่า คำสั่งซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งหรือการสู้รบ

    “จีนได้ชะลอการส่งมอบยุทโธปกรณ์ในช่วงที่เกิดสถานการณ์สู้รบ เนื่องจากตระหนักถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ แต่ท้ายที่สุดจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อผูกพันในสัญญา แต่จีนได้ให้ความมั่นใจว่า มีข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีการนำยุทโธปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน” นายกฯอนุทิน กล่าว

    ปัจจุบันหากพิจารณาความเป็นไปได้ ที่ไทย-กัมพูชา จะเปิดด่านอีกครั้ง ยังเลือนลาง เพราะมีปัจจัยการเมืองภายในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้สถานการณ์ชายแดน สร้างกระแสนิยมให้รัฐบาลตัวเอง

    กัมพูชาจะมีการเลือกตั้งใหม่ปี 2570 ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ-น้ำมัน รุมเร้า การรักษาเสถียรภาพต่ออายุเก้าอี้ “นายกฯฮุน มาเนต” จะต้องให้มีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น อาจจะเป็นพื้นที่ทางบก หรือทางทะเล โดยมีเงื่อนไข กัมพูชาต้องถือความได้เปรียบไทย

    ส่วนรัฐบาลไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาหมาดๆ เรตติ้ง “นายกฯอนุทิน” ยังไม่เข้าตาประชาชน วัดจากผลโพล กระแสตกลงฮวบฮาบหากเปรียบเทียบกับกระแสก่อนเลือกตั้ง ทำให้“รัฐมนตรี”ต้องตีปี๊บผลงาน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ หากจะให้กัมพูชาใช้เรื่องชายแดนมาขี่คอรัฐบาลไทย

    ขณะที่สายการบังคับบัญชากัมพูชาซับซ้อน ฝ่ายนโยบายพูดอย่าง แต่ฝ่ายปฏิบัติระดับพื้นที่ทำอย่าง วัดได้จากสถิติเสียงระเบิดตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน รวม 19 ครั้ง โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ยินเสียงระเบิด 6 ครั้ง ยังไม่รวมเสียงยิงปืนเช็กแนวดังขึ้นในฝั่งกัมพูชา

    ฝ่ายกัมพูชา มีการขยับกำลัง จัดตั้งฐานปฏิบัติการ สร้างบังเกอร์ ขุดคูเลต ใกล้แนวลวดหนามฐานปฏิบัติการทหารไทย ทั้งในพื้นที่ ทภ.2 พื้นที่ ทภ.1 จ.สระแก้ว พื้นที่ จ.ตราด กปช.จต.

    ครบ 1 ปี ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังถูกใส่โซ่ตรวนล็อกคุณแจ ตั้งแต่มิถุนายน 2568 ท่ามกลางความหวังริบหรี่ของผู้ประกอบการที่อยากเห็นการค้าขายชายแดนกลับมาคึกคัก หากผู้นำสองประเทศสามารถเจรจาได้ข้อยุติ แต่ติดปัญหาทั้งสองฝ่าย ยังหาจุดร่วมสงวนจุดต่างกันไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.bangkokbiznews.com/politics/1243962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i5KqLPDneUlRKEkfZ5HBX

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 21.43 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 2.51 บาทต่อลิตร

    ขณะน้ำมันดีเซลธรรมดา และ B20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 43.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 34.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 34.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 29.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 34.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 34.94 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/664412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PEU5SndbqUx5DxzbjNvlx

  • ปิยรัฐ ชี้ปัญหาขบวนการซื้อสัญชาติ ‘พ่อทิพย์’ ภัยต่อความมั่นคงของชาติยุคใหม่ ทุบทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากประเท

    ปิยรัฐ ชี้ปัญหาขบวนการซื้อสัญชาติ ‘พ่อทิพย์’ ภัยต่อความมั่นคงของชาติยุคใหม่ ทุบทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากประเท

    วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สุขุมวิท 20 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเปิดงานฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร’ ที่จัดขึ้นโดย โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชนประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ตอนหนึ่ง ปิยรัฐ จงเทพ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เปิดเผยข้อมูลในส่วนของการ ‘เกิด’ โดยเน้นไปที่ปัญหาการทุจริตเพื่อซื้อสัญชาติไทยของกลุ่มทุนข้ามชาติ อาศัยช่องโหว่ของระบบราชการ เปลี่ยนการเกิดให้เป็นสินค้า เพื่อเป็น ‘ประตูสู่เส้นทางสีเทา’ ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศเหมือนกับคนไทย

    ปิยรัฐกล่าวต่อว่า การซื้อสูติบัตรให้ลูก มีค่าดำเนินการประมาณ 1.1 แสนบาทต่อราย โดยเริ่มต้นจากพ่อแม่ชาวต่างชาติติดต่อนายหน้าในการจัดหา ‘พ่อทิพย์’ พร้อมทั้งแก้ไขเอกสารการเกิด ก่อนจะส่งต่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรออกสูติบัตร จนเด็กได้รับสูติบัตรไทยโดยมิชอบ และเป็นใบเบิกทางในการได้มาซึ่งสัญชาติไทยต่อไป

    จากการรวบรวมเบาะแสพบว่า มีโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ อย่างน้อย 6 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว และคาดว่ามีเด็กที่ได้รับสัญชาติไทยผ่านกระบวนการนี้ไปแล้วราว 150-200 คน ในขณะที่ปิยรัฐเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงถึงหลายพันคน พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงคดีปลอมแปลงเอกสาร แต่เป็น ‘ภัยต่อความมั่นคงของชาติ’ ที่ต้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง

    สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฉายภาพต่อว่า ขบวนการซื้อสัญชาติเหล่านี้เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง ที่การจ่ายส่วยนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาเท่านั้น ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งเป็นต้นทุนแฝงที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันจ่าย กลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้จะใช้ชื่อคนไทยบังหน้าเพื่อสร้างเครือข่าย เข้ามาทุบทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มิหนำซ้ำ เด็กเหล่านี้จะเติบโตขึ้นมามีสถานะเทียบเท่าคนไทยโดยสมบูรณ์ จนสามารถแทรกซึมเข้ามาในระบบการปกครองของไทย เช่น สอบเข้ารับราชการ หรือลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้ามาบริหารประเทศได้ในอนาคต

    ทั้งนี้ พรรคประชาชนมีข้อเสนอว่า รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง โดยใช้มาตรการทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ DNA ควบคู่กันไปในกรณีที่มีความเสี่ยงก่อนการออกสูติบัตร เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางอย่าง ‘การเกิด’ และลดผลกระทบที่อาจจะลุกลามไปยังระบบอื่นๆ ของประเทศ

    สำหรับความคืบหน้าของคดี ‘พ่อทิพย์’ ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวจีน รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตและอดีตเจ้าหน้าที่เวชระเบียนของโรงพยาบาลเอกชน หลังพบข้อมูลว่า เด็กชาวจีนอย่างน้อย 164 คน อาจถูกแจ้งเกิดโดยใช้ชายไทยมารับรองเป็นบิดาโดยมิชอบ โดยเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา 27 ราย ขณะที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) สั่งให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตตรวจสอบการออกสูติบัตรแก่เด็กที่มีมารดาเป็นชาวต่างชาติและบิดาเป็นคนไทยย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เพื่อค้นหาความผิดปกติและขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-piyarat-pples-fake-father/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Oo23zJta2pM6A55ot5yRL

  • “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    การใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชน โดยมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยง ระหว่างองค์ความรู้ ภาครัฐ และชุมชน เพื่อค้นหาผู้ที่ยังตกหล่นจากระบบสวัสดิการ พร้อมต่อยอดศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนดังกล่าวปรากฏผ่านระบบข้อมูล PPPConnext ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่สามารถค้นหาและสอบทานครัวเรือนยากจนได้แล้ว 1,243,449 คน จาก 303,444 ครัวเรือน ในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ทำให้พบประชาชนที่เคยตกหล่นจากระบบ และสามารถวิเคราะห์ปัญหาตามฐานทุน 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ ทุนการเงิน ทุนธรรมชาติ และทุนสังคม ก่อนออกแบบแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมในระดับครัวเรือน

    ต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 7 ปี แผนงานวิจัยได้พัฒนาโมเดลแก้ปัญหาความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้วกว่า 458 โมเดล ช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชน 179,370 คน คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นรวม 979 ล้านบาท พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกว่า 3,638 เทคโนโลยี ครอบคลุมด้านอาหารและการแปรรูป ประมง เกษตรกรรม และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยพัฒนาพื้นที่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศ

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

    ล่าสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และ จ.ยโสธร เพื่อติดตามผลการดำเนินงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมประกาศเดินหน้า “แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทุนดำรงชีพ 5 ด้าน” ที่จะบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน เพื่อช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    สำหรับแผนแก้จน 5 ด้าน ประกอบด้วย

    1. เศรษฐกิจ: เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เชื่อมตลาด
    2. มาตรฐานความเป็นอยู่: ยกระดับที่อยู่อาศัยและการรับมือภัยพิบัติ
    3. สุขภาพ: ส่งต่อผู้เปราะบางเข้าสู่บริการและระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน
    4. การศึกษา: ลดความยากจนข้ามรุ่น ติดตามเด็กเสี่ยงหลุดระบบ
    5. การคุ้มครองทางสังคม: เชื่อมสิทธิ สวัสดิการ กองทุน และบริการภาครัฐ ซึ่งมิติด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมจะทำงานประสานโดยตรงกับกลไกของกระทรวง พม. รพ.สต. อปท. และ อสม. ในพื้นที่

    นายยศชนัน กล่าวว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เป็นกำลังสำคัญในการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมลงสู่พื้นที่ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างนวัตกรรมชุมชน และต่อยอดทรัพยากรในท้องถิ่นให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืน

    “ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับรายได้ของประชาชน ทั้งภาคเกษตรกร หรือว่าแม้กระทั่งคนที่ด้อยโอกาส เงินของประเทศเราไม่ได้มีเยอะในช่วงนี้ ทำยังไรเราถึงจะสามารถที่จะให้เขาโดยที่ให้อย่างยั่งยืน แล้วก็เป็นสิ่งที่ประเทศเรามีอยู่แล้ว ก็มองว่านี่คือทรัพย์สินที่อยู่ในแผ่นดินของประเทศไทย ทำยังไงเราถึงจะสามารถแปลงทรัพย์สินในแผ่นดิน แปลงทรัพย์สินในท้องถิ่นของเขาเนี่ย กลับมาเป็นรายได้ให้ได้”

    ทั้งนี้ แผนระยะ 4 ปีต่อจากนี้ จะขยายผลจากพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัดไปยังจังหวัดอื่นทั่วประเทศ โดยใช้โมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบ เพื่อลดระยะเวลาการเรียนรู้และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี กระทรวง อว. จะผลักดันการใช้ Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยชุมชน และสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น

    “เราก็จะประเมินเรื่องเกี่ยวกับการมีรายได้เพิ่ม จากหลากหลายโครงการก็จะมองเห็นว่าโดยเฉลี่ยเนี่ยประมาณอย่างน้อย 3,000 กว่าบาทที่เพิ่มขึ้น แล้วก็พยายามที่จะเพิ่มกลไกตรงนี้ให้มากที่สุด”

    อย่างไรก็ตาม นายยศชนัน ยังระบุว่า ความยากจนไม่ได้เกิดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด ภัยแล้ง น้ำท่วม การเข้าถึงการศึกษา ตลาด และบริการด้านสุขภาพ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินการแบบบูรณาการทั้งระบบ

    ประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องก้าวไปพร้อมกันทั้งประเทศ ไม่ใช่เพียงบางพื้นที่ เศรษฐกิจฐานรากต้องเข้มแข็ง รายได้ต้องกระจายถึงคนตัวเล็ก เกษตรกร และแรงงาน เมื่อฐานรากแข็งแรง ระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศก็จะมั่นคงมากขึ้น

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    สำหรับกับดักรายได้ปานกลาง ต้องก้าวพ้นทั้งประเทศ ไม่ใช่ว่าเอาภาพรวมไม่กี่ที่มานับมวลรวม การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง บุคคลที่อาจจะมองว่าเป็นพี่น้องรากหญ้า พี่น้องเกษตรกร หรือพี่น้องแรงงาน จะทำไม่ได้เลยถ้าวันนี้เราไม่ได้ทำเรื่องเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ก็แสดงว่าตัวต้นน้ำมีคุณภาพ ปลายน้ำก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ Supply Chain จากต่างประเทศ ก็ใช้กลไกภายในเลย การหมุนเวียนเงินอยู่ในพื้นที่ อยู่ในแต่ละตำบล อยู่ในแต่ละอำเภอ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะทำให้เรามีรายได้ที่มั่นคง

    นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า ความท้าทายสำคัญคือการค้นหาทรัพยากรและศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการค้นหาผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาส เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภาครัฐ และสวัสดิการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ก่อนต่อยอดด้วยการดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพเข้ามาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

    นิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

    พม. ใช้งานวิจัย-ฐานข้อมูลคนจน ยกระดับสวัสดิการ เก็บตกผู้หลุดจากระบบ

    ด้าน นายนิกร กล่าวว่า กระทรวง พม. จะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวง อว. อย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลองค์ความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนที่ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายมหาวิทยาลัย ตลอดจนภาคีเครือข่ายในพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในการจัดระบบสวัสดิการดูแลประชาชนที่ยากจนให้เป็นไปอย่างทั่วถึง ครอบคลุมกลุ่มเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพในการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ดีขึ้น

    “กระทรวง พม. หนึ่งในภาคีเครือข่ายของกระทรวง อว. ที่มีเป้าหมายที่ต้องการจะขจัดความยากจน แต่การที่เราจะขจัดความยากจนได้ กระทรวง พม. ทำคนเดียวไม่ได้ วันนี้จะเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับมาจากกระทรวง อว. เพื่อที่จะได้มีฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง แล้วเราก็จะไปเก็บคนที่ตกหล่น ที่ได้รับสวัสดิการของภาครัฐไม่ทั่วถึง อันนี้ก็เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเขาขึ้นมาระดับหนึ่ง”

    จากนั้นกระทรวง อว. ก็จะไปต่อยอดในการที่จะหาอาชีพสร้างรายได้ให้เหมาะสม เพื่อที่จะสุดท้ายแล้วก็จะมีกลุ่มเปราะบางที่ถูกยกระดับสวัสดิการให้ทั่วถึง และมีการต่อยอดอาชีพในอนาคต แล้วก็สุดท้ายก็จะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    “HuG Market 101” ต้นแบบตลาดชุมชนแก้จน เพิ่มรายได้คนฐานราก

    นายยศชนัน พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่ ต.เกาะแก้ว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการแก้จน “HuG Market 101 (วิสาหกิจชุมชนเกษตรสร้างสุข)” และพื้นที่เรียนรู้ Area-Based Lab

    โดยตลาดแห่งนี้ถือเป็นต้นแบบตลาดชุมชนวิถีใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและงบประมาณจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยมุ่งยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสินค้าเกษตรแปรรูปที่ผ่านกระบวนการพัฒนาด้วยนวัตกรรม เพื่อจำหน่ายตรงสู่ผู้บริโภคในราคาที่เป็นธรรม และให้ความสำคัญกับมาตรฐานความสะอาดและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้หมุนเวียนให้คนในท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    นางศศิกาญจน์ มุสิกวรรณวัฒน์ หัวหน้าโครงการวิจัยย่อย 2 ภายใต้โครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2568 ได้เล็งเห็นศักยภาพของพื้นที่ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังจังหวัดสกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์อาเซียนที่สามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศลาวและเวียดนามได้ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างศูนย์รวมสินค้าจากครัวเรือนยากจนให้เป็นจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คล้ายกับโมเดลตลาดกลางดง จ.นครราชสีมา

    เริ่มจากความว่างเปล่า ใช้เพียงเต็นท์กาง 20 หลังริมถนน และด้วยการสนับสนุนทุนจาก บพท. ในปี 2569 จึงสามารถยกระดับสู่การก่อสร้างอาคารตลาดที่ถาวร สร้างโรงเห็ด และปรับปรุงดินให้เกษตรกรยากจนมีพื้นที่ทำกินอย่างจริงจัง

    หนึ่งในกุญแจสำคัญของความสำเร็จคือการสร้าง ADM (Area Development Manager) หรือนักบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นคนในชุมชนที่มีความพร้อมเรื่องพาหนะ ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าจากครัวเรือนยากจนที่อยู่ห่างไกลและไม่มีรถออกมาขายเอง เพื่อนำไปส่งต่อยังจุดจำหน่าย ช่วยตัดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็มรูปแบบผ่าน “Hug Market 101” ที่มีทั้งตลาดออนกราวด์และออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันใหม่ล่าสุด “ร้อยเอ็ดโอกาส” ที่นำระบบ AI มาช่วยเกษตรกร ชาวบ้านไม่ต้องพิมพ์รายงานยอดขายให้ยุ่งยาก แค่กดไมค์แล้วพูดรายงาน ยอดขายและบัญชีจะถูกบันทึกเข้าระบบทันที ซึ่งเราใช้ระบบ E-commerce ที่ใช้งานง่ายมาช่วยให้คนในพื้นที่เข้าถึงตลาดได้จริง

    โครงการไม่ได้หยุดเพียงแค่ตลาดชุมชน แต่ยังขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น การนำสินค้าไปวางจำหน่ายในปั๊มและการเจรจากับกลุ่มโมเดิร์นเทรดระดับประเทศ เพื่อนำสินค้าชุมชนที่ได้มาตรฐานเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    สำหรับปี 2569 โครงการกำลังมุ่งเน้นไปที่การ “แก้จนคนเมือง” โดยประสานขอใช้พื้นที่เอกชนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาให้ครัวเรือนยากจนในเขตเมืองปลูกดอกไม้ เช่น ดาวเรือง ดอกรัก และดอกพุดซ้อน เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงแต่ปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากจังหวัดอื่น

    จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่ารายได้ของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการสูงขึ้นกว่า 20% ตามเป้าหมาย KPI แม้ในกลุ่มผู้เปราะบางหรือผู้สูงอายุอาจมีศักยภาพต่างกันไป แต่ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการรอเพียงเงินสวัสดิการรัฐ

    จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เทศบาลตำบลโพธิ์สัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ “เกษตรตามรอยพ่อ ร.9” แบบบูรณาการวิถีเกษตรยุคใหม่ โดยมีการจัดสรรพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ แบ่งเป็น พื้นที่สระน้ำ (30%) สำหรับกักเก็บน้ำและเลี้ยงสัตว์น้ำ, พื้นที่ทำนา (30%), พื้นที่ปลูกไม้ผลและพืชผักสวนครัว (30%) และพื้นที่อยู่อาศัย (10%)

    โมเดลการจัดสรรพื้นที่ดังกล่าว เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ช่วยให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งโดยไม่ต้องรอพึ่งพาน้ำชลประทานเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถทำการเกษตรและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการสร้างความพออยู่พอกิน แก้ปัญหาหนี้สิน และขจัดความยากจนให้หมดไปจากเศรษฐกิจฐานราก

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    2 โมเดลต้นแบบแก้จนยโสธร

    การเข้าเยี่ยมเยียนครัวเรือนยากจนของนางบัวผัน อุปพันธ์ วัย 72 ปี ในพื้นที่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร ซึ่งสภาพบ้านมีความเสื่อมโทรมไม่ปลอดภัย มีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ซึ่งได้โครงการวิจัยแก้จนจากหน่วย บพท. ร่วมกับ วิทยาลัยชุมชนยโสธรและภาคีเครือข่าย ประสานส่งต่อข้อมูลให้สภาองค์กรชุมชนและสำนักงานพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงซ่อมแซมเทพื้นคอนกรีต เปลี่ยนหลังคา ประตู หน้าต่าง ให้ถูกสุขลักษณะ และมีความปลอดภัย เพื่อความมั่นคงในการใช้ชีวิต

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    รวมถึง “ศูนย์เรียนรู้โมเดลแปลงรวมเกษตรอินทรีย์ บ้านหนองแหน” ต.หนองแหน อ.กุดชุม จ.ยโสธร ที่ใช้พื้นที่แปลงรวม 30 ไร่ ของนายปริญญา มีไชย มาเป็นพื้นที่ทำกินร่วมของชุมชน โดยมีแปลงรวมให้ครัวเรือนยากจนร่วมใช้ประโยชน์ 30 ครัวเรือน มุ่งเน้นการเชื่อมโยง “คน -ความรู้-ทรัพยากร-ตลาด” เข้าด้วยกัน ผ่านกลไกการทำงานของนักพัฒนาเชิงพื้นที่ (ADM) ที่เข้ามาเป็นโค้ชอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการหนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีจากสถาบันวิชาการ อาทิ วิทยาลัยชุมชนยโสธร และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่นำนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์และปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดเพื่อสร้างรายได้เสริมและทักษะการพึ่งพาตนเองของครัวเรือนยากจนได้

    “แผนแก้จน 5 ด้าน” อว. ผนึก พม.ขับเคลื่อนวิจัย-นวัตกรรม พลิกเศรษฐกิจฐานราก

    บพท. ห่วงครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ดันขยายโมเดลแก้จน 20 จังหวัดสู่ทั่วประเทศ

    นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจครัวเรือนยากจนร่วมกับภาคีเครือข่ายในหลายจังหวัด พบปัญหาความยากจนข้ามรุ่นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะใน จ.ยโสธร ซึ่งพบผู้มีฐานะยากจนกว่า 20,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 8,000 คนอยู่ในครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น

    นายกิตติ ยังกล่าวว่า หลายครัวเรือนมีผู้สูงอายุเป็นผู้เลี้ยงดูหลาน ขณะที่เด็กจำนวนไม่น้อยขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะต้องอยู่ดูแลปู่ย่าตายายหรือสมาชิกในครอบครัว ส่งผลให้วงจรความยากจนถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จึงจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงความช่วยเหลือไปสู่ระบบการศึกษาและการพัฒนาอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

    “วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. รับประเด็นนี้เป็นนโยบาย ซึ่งจะช่วยให้การขยายผลการแก้ปัญหาความยากจนเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ” นายกิตติ กล่าว

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

    ทั้งนี้ การขยายผลในเชิงนโยบายจะดำเนินการ 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายพื้นที่ดำเนินงานในรูปแบบ Area Sandbox ให้ครอบคลุมมากขึ้น และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ 5 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล่าสุด บพท. ได้ส่งต่อข้อมูลครัวเรือนยากจนเข้าสู่ระบบของกระทรวง พม. แล้ว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้รับ

    สำหรับครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเปิดโอกาสด้านการศึกษาให้เด็กและเยาวชน รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละครัวเรือน เพื่อสร้างรายได้และลดการพึ่งพาความช่วยเหลือในระยะยาว

    นายกิตติ กล่าวว่า การประเมินผลการแก้ปัญหาความยากจนจะพิจารณาใน 2 มิติ ได้แก่ มิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมิติด้านคุณภาพชีวิต ขณะที่ผลลัพธ์ระยะยาวจะพิจารณาจากโอกาสทางการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    ส่วนกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. มีนโยบายขยายโมเดลแก้ปัญหาความยากจนจาก 20 จังหวัดไปสู่ทั่วประเทศนั้น นายกิตติ กล่าวว่า ได้มีการหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวง พม. ซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่าควรนำพื้นที่นำร่องทั้ง 20 จังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในรูปแบบ Area Sandbox เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกระดับพื้นที่และชุมชน

    เรื่องความยากจนไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเชิงโครงสร้างเท่านั้น เราจะต้องให้เขาเข้าสู่โอกาสต่างๆ ทั้งการศึกษา การเพิ่มรายได้ เพื่อทำให้เขาลุกขึ้นมาด้วยตัวของเขาเอง สามารถ ยืนหยัดได้ให้เขามีความรู้สึกว่ามีคุณค่าทางสังคม

    ่อ่านข่าว :

    “ควายปลัก” ทะเลน้อย วิถีชุมชน 200 ปี ไทย-จีน ผนึกตั้งศูนย์วิจัย สู่โมเดลแก้จน

    ไทย-จีน จับมือดัน “แพะ” โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี

    ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nuFJLzUfNUAMs7MQoyY6E

  • เดิมพันอนาคต ยุโรปเร่งเครื่อง ‘ปฏิรูปเศรษฐกิจรับมือโลกผันผวน’

    เดิมพันอนาคต ยุโรปเร่งเครื่อง ‘ปฏิรูปเศรษฐกิจรับมือโลกผันผวน’

    ในยามที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว และวิกฤติพลังงานยังคงเป็นโจทย์หินที่แก้ไม่ตก ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับ “ช่วงเวลาตัดสินใจ” ครั้งสำคัญ เพื่อรักษาอิทธิพลในเศรษฐกิจโลกและคงมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร 450 ล้านคนให้ได้ต่อไป

    ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ โครงการ “Leaders for European Growth and Competitiveness” (LGC) ของ World Economic Forum ได้รวมพลผู้นำทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ มาหารือเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน โดยจัดประชุมเชิงกลยุทธ์ที่กรุงดับลิน ไอร์แลนด์ และกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี เพื่อเปลี่ยน “ปัญหาที่รู้กันอยู่” ให้กลายเป็น “การลงมือทำจริง” โดยรายงานฉบับสมบูรณ์จะถูกเปิดเผยใน ก.ย. 2569 นี้

    โจทย์ยากที่ยุโรปต้องแก้ จากวิกฤติสู่โอกาส

    ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2569 ไว้เพียง 0.9% เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่ 2.3% หรือจีนที่ 4.6% และอินเดียที่ 6.4% ยุโรปจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่เพื่อข้ามผ่านความเจ็บปวดในระยะสั้น

    ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารือคือ “การลดความซับซ้อน” ของตลาดที่ยังกระจัดกระจายเพื่อให้บริษัทข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการข้ามผ่านระดับการใช้งาน AI ขั้นพื้นฐาน ไปสู่การ “สร้างนวัตกรรมใหม่” ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centres) และระบบคลาวด์คอมพิวติ้งที่ทรงพลังมากขึ้น เพื่อสนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพของยุโรปไม่ให้ไหลออกไปเติบโตในต่างแดน

    หัวใจสำคัญ เงินทุนและพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืน

    ยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหา “เงินล้นบัญชีแต่ขาดการลงทุน” สภาพคล่องมหาศาลจมอยู่ในบัญชีเงินฝาก ผู้นำจึงนำเสนอแนวคิดที่จะดึงเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันมาลงทุนในสตาร์ทอัพเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การลงทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้พลเมืองในระยะยาว (Long-term Wealth) ไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ในขณะเดียวกัน “พลังงาน” ก็คือแกนกลางของความยั่งยืนที่ขาดไม่ได้ ยุโรปตระหนักดีว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนจากภายนอกทำให้ภูมิภาคเปราะบางอย่างยิ่ง การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Decarbonization) จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุน แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคง” ที่จะช่วยให้ยุโรปยืนหยัดได้ด้วยตัวเองและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    ถอดบทเรียนยุโรป มุมมองจากประเทศไทย

    เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โจทย์เรื่อง “ความสามารถในการแข่งขัน” ผ่านนวัตกรรมและพลังงานสะอาดก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

    • ยกระดับอุตสาหกรรม: จากรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเทศไทยกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของยุโรปที่ต้องการเปลี่ยน “โรงงานแบบเดิม” ให้กลายเป็น “โรงงานอัจฉริยะ” ที่ใช้ระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาบริหารจัดการ
    • การเตรียมพร้อมสู่มาตรฐานโลก: ความท้าทายที่สำคัญของไทยคือการปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งบริษัทชั้นนำในไทยเริ่มปรับกระบวนการผลิตเพื่อตอบรับเกณฑ์ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาศักยภาพในการส่งออกและยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตสีเขียวในภูมิภาค
    • การระดมทุน: คล้ายกับยุโรป ไทยกำลังพยายามผลักดันการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยมี “เงินทุน” และ “ตลาด” ในการทดลองใช้เทคโนโลยีจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า

    การประชุมของกลุ่มผู้นำในยุโรปครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ไม่ว่าจะอยู่ซีกโลกไหน “ความยั่งยืน” และ “นวัตกรรม” จะเป็นเพียงแค่คำสวยหรูไม่ได้ แต่ต้องถูกบรรจุอยู่ในนโยบายการเงินและการผลิตที่ปฏิบัติได้จริงเท่านั้น เพราะนี่คือเดิมพันที่แพงที่สุดสำหรับอนาคตของคนรุ่นถัดไป

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1243799&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Lp7punjNKzxzLKln2c-q5

  • เปิดทางหลวง 4140 ท่าศาลา-นบพิตำ ถนน 4 เลน หนุนเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช

    เปิดทางหลวง 4140 ท่าศาลา-นบพิตำ ถนน 4 เลน หนุนเศรษฐกิจนครศรีธรรมราช

    กระทรวงคมนาคมเปิดใช้ทางหลวง 4140 ท่าศาลา-นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ขยายถนน 4 เลน งบ 799 ล้านบาท เชื่อมโยง 8 อำเภอ ยกระดับเศรษฐกิจ การขนส่ง และท่องเที่ยวภาคใต้

    ดีเดย์เปิดใช้ทางหลวง 4140 ท่าศาลา-นบพิตำ ขยาย 4 เลน

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 4140 (ทล.4140) สายอำเภอท่าศาลา-อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งยกระดับการเดินทาง การขนส่ง และระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรที่เข้มแข็ง และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของภาคใต้ รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมเล็งเห็นว่าการขับเคลื่อนศักยภาพของพื้นที่ให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องอาศัยโครงข่ายคมนาคมที่มีความเข้มแข็ง ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศ

    เชื่อมโยง 8 อำเภอ บูมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวเมืองคอน

    การเปิดใช้ทางหลวงหมายเลข 4140 ในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดย ทล.4140 เป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมต่ออำเภอท่าศาลา อำเภอนบพิตำ อำเภอพรหมคีรี และอำเภอสิชล รวมทั้งเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 401 สายแยกโคกเคียน – นครศรีธรรมราช และทางหลวงหมายเลข 4186 สายโรงเหล็ก – ห้วยพาน ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายคมนาคมหลักของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยกำชับให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้สอดรับกับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

    นอกจากนี้  ได้รับฟังการนำเสนอข้อมูลโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางถนนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จากสำนักงานทางหลวงที่ 16 และสำนักงานทางหลวงชนบทที่ 11 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอท่าศาลา อำเภอนบพิตำ อำเภอพรหมคีรี อำเภอพิปูน อำเภอฉวาง อำเภอช้างกลาง และอำเภอลานสกา ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา และการให้บริการด้านสาธารณสุข

    ทุ่มงบ 799 ล้าน อัปเกรดถนน 4 เลน รองรับการเติบโต

    ด้านนายปิยพงษ์ กล่าวว่า โครงการก่อสร้าง ทล.4140 ตอนท่าศาลา – นบพิตำ ดำเนินการในช่วงกิโลเมตรที่ 4+125.000 – 21+650.000 ระยะทางรวม 17.525 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าศาลาและอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยขยายทางหลวงจากเดิม 2 ช่องจราจร เป็นทางหลวงมาตรฐานชั้นพิเศษ 4 ช่องจราจร พร้อมปรับปรุงระบบระบายน้ำ ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบสัญญาณไฟจราจร และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยตลอดสาย ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 799 ล้านบาท เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง และยกระดับประสิทธิภาพการเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงในจังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง อันจะนำไปสู่การลดข้อจำกัดของเส้นทางเดิม เพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของพื้นที่ในระยะยาว

    ทั้งนี้ ได้วางนโยบายสำคัญ 3 ประการ ที่ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมต้องถือปฏิบัติอย่างจริงจัง ได้แก่ ประการแรก ความปลอดภัยต้องมาก่อน โดยต้องเร่งปรับปรุงจุดเสี่ยง จุดตัดทางแยก ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยให้เพียงพอและครอบคลุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้เส้นทาง ประการที่สอง ความเชื่อมโยงไร้รอยต่อ โดยเส้นทางสายหลักและสายรองต้องสามารถเชื่อมโยงถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ภาคการเกษตร การค้า และการลงทุนของพื้นที่ และประการสุดท้าย คือ การรับฟังเสียงของประชาชน โดยทุกโครงการต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดผลกระทบจากการก่อสร้าง และมุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์ อย่างสูงสุด

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2947351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ji79YsvnS_V1VEWXh6GMB