Blog

  • จับตา ครม.สัญจรสงขลา ชงแก้ผังเมือง กู้ซอฟต์โลน สร้างรั้วชายแดน

    จับตา ครม.สัญจรสงขลา ชงแก้ผังเมือง กู้ซอฟต์โลน สร้างรั้วชายแดน

    เปิดประเด็น ครม.สัญจรชายแดนใต้! จัดเวิร์กช้อประดมสมอง 4 มิติ ดึง 171 ตัวแทนภาครัฐ-เอกชน ถกเข้มชงแก้ผังเมือง กู้ซอฟต์โลน สร้างรั้วชายแดน หวังยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง

    30 ส.ค.2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่สงขลา เพื่อสรุปผลการระดมความคิดเห็นและพิจารณาข้อเสนอแนะสำหรับการเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และยะลา

    การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 171 คน ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้แทนหน่วยงานส่วนกลาง ภาครัฐในพื้นที่ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยแบ่งการหารือออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามมิติการพัฒนา เพื่อสรุปข้อเสนอแนะเตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. ดังนี้
    ในด้านเศรษฐกิจ มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีเข้าร่วม ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญในการเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี สนามบินยะลา โครงข่ายมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการยกระดับด่านชายแดนให้ทันสมัย

    นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนระยะยาว มาตรการทางภาษี และการปรับปรุงข้อบังคับผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งโรงงาน พร้อมชูจุดเด่นการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ธรรมชาติ พหุวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ตลอดจนการยกระดับสินค้าเกษตรสู่มูลค่าสูง เพิ่มโรงงานแปรรูป และเสนอให้รัฐแก้ไขกฎหมายประมงที่ล้าสมัยเพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์

    ในด้านสังคม มีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีเข้าร่วม ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยที่ประชุมมุ่งผลักดันนโยบาย Zero Dropout เพื่อดึงเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าเรียน ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ เตรียมความพร้อมโครงสร้างรองรับสังคมผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่รัฐเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดที่นำไปสู่จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้น และป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ

    ในด้านความมั่นคง มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีเข้าร่วม ได้แก่ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีข้อเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยทำความเข้าใจกับนานาชาติ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนางานข่าวกรองและการปกป้องเยาวชนจากการเป็นแนวร่วม นอกจากนี้ยังผลักดันการสร้างรั้วชายแดนร่วมกับมาเลเซีย และจัดตั้งด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint) เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองและการค้าของเถื่อน

    ในด้านภัยพิบัติ มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีเข้าร่วม ได้แก่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีข้อเสนอแนวทางบูรณาการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การขุดลอก และการสร้างแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้พัฒนาระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ และเสนอแก้ไขระเบียบการเบิกจ่าย “เงินยับยั้งป้องกันภัยพิบัติ” ให้มีความชัดเจน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณเตรียมการป้องกันได้ก่อนเกิดวิกฤต

    ข้อสรุปทั้งหมดจากทั้ง 4 มิติ จะถูกนำไปประมวลเป็นวาระสำคัญ เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติงบประมาณและปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย ในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 1 กันยายน 2569 นี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอย่างเป็นรูปธรรม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1060508/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hCEpX6AcA7SIVtg3qFEa6

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติด 3 วาระเศรษฐกิจไทย 31 ส.ค. 69: แบงก์ชาติชี้ชะตาฟื้นตัว–เดดไลน์อุทธรณ์บัตรสวัสดิการรัฐ–กทม. เปิดโรดโชว์กระตุ้นท้องถิ่น  

    เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 กับ 3 ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและวาระสำคัญที่ต้องจับตา ทั้งการรายงานทิศทางภาคการเงินระดับประเทศ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ และกิจกรรมปักหมุดกระตุ้นรายได้ระดับท้องถิ่น  

    แบงก์ชาติเตรียมแถลงตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน: ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) มีกำหนดการรายงานภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างเป็นทางการ เพื่อประเมินทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในตลาดหุ้นไทย  

    โค้งสุดท้าย! ยื่นอุทธรณ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”: วันสุดท้ายที่กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ยื่นขอทบทวนสิทธิผ่านช่องทางออนไลน์และศูนย์บริการ OSS ทั่วประเทศ โดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เร่งอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ก่อนสรุปฐานข้อมูลเพื่อเตรียมประกาศผลและเริ่มใช้สิทธิรอบใหม่  

    กทม. สตาร์ทงาน Bangkok Fair Roadshow 2026: กรุงเทพมหานครเปิดฉากงานโรดโชว์กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนครั้งที่ 2 ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 1 ก.ย. 2569) ขนทัพสินค้าคุณภาพจาก 50 เขตมาให้ประชาชนและข้าราชการได้เลือกซื้อเพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการฐานราก  

    การขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งในระดับนโยบายการเงิน มาตรการสวัสดิการ และการส่งเสริมการค้าท้องถิ่นในวันจันทร์นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นและทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318346&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13Un5r7SuGLdKBWhtzuelc

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 – สยามรัฐ

    สรุปประเด็นร้อน 31 สิงหาคม 2569 จับตาเดดไลน์ปราบทุจริต-เศรษฐกิจไทย-วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

    เปิดสัปดาห์ใหม่ 31 สิงหาคม 2569 กับสารพัดประเด็นร้อนที่ต้องจับตา ทั้งเดดไลน์สำคัญของภาครัฐ มาตรการปราบทุจริต การรักษาสิทธิประชาชน ทิศทางเศรษฐกิจไทย ตลอดจนสถานการณ์ความมั่นคงและพลังงานโลก ขณะที่หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังต้องรับมือกับการปรับปรุงระบบไฟฟ้าและประปา

    ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรพลาดในวันนี้ มีดังนี้

    1. โค้งสุดท้ายปราบทุจริตสอบท้องถิ่น-เร่งจัดการขบวนการซื้อขายตำแหน่ง
    หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาในวันนี้คือ เดดไลน์การปราบปรามทุจริตข้าราชการท้องถิ่น หลัง กระทรวงมหาดไทย สั่งการเร่งด่วนให้คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จังหวัด) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ดำเนินการออกคำสั่งเพิกถอนการบรรจุและถอดถอนผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายตำแหน่งและทุจริตการสอบท้องถิ่นให้แล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคม 2569

    อีกเรื่องที่เข้าสู่วันสุดท้ายคือ การยื่นขอทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์และศูนย์บริการ OSS ทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังและกรมการปกครองเร่งติดตามประชาชนที่ยังตกค้างกว่า 4.4 ล้านคน ผ่านการลงพื้นที่และเคาะประตูบ้าน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเร่งดำเนินการรักษาสิทธิก่อนสิ้นสุดกำหนด
    นอกจากนี้ วันนี้ยังเป็น วันสุดท้ายของการอัปเดตข้อมูลผู้ถือครองซิมการ์ด ตามมาตรการของ กสทช. เพื่อป้องกันการถูกระงับสัญญาณโทรศัพท์

    2. จับตาเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง-แบงก์ชาติส่งสัญญาณสำคัญ

    ด้านเศรษฐกิจ วันนี้ต้องติดตามการแถลงข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี ตลาดการเงินยังจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อมุมมองเรื่อง ค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) รวมถึงภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่กรุงเทพมหานครเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการจัดงาน “Bangkok Fair Roadshow 2026” ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 นำสินค้าคุณภาพจาก 50 เขตมาจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน อีกความเคลื่อนไหวสำคัญคือ นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามโครงการพัฒนาภาคใต้และการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ก่อนเตรียมเป็นประธานการประชุม ครม.สัญจรในวันถัดไป

    3. จับตาช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านเสนอเส้นทางเดินเรือชั่วคราว โยนเงื่อนไขถึงสหรัฐฯ

    สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นอีกประเด็นที่ทั่วโลกจับตา โดย อิหร่านเห็นชอบร่างข้อตกลงกับโอมาน เพื่อกำหนดเส้นทางเดินเรือชั่วคราวและเตรียมเปิดการจราจรทางน้ำใน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม อิหร่านย้ำว่า ข้อตกลงดังกล่าว จะยังไม่มีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ และมีเงื่อนไขเชื่อมโยงกับการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad MOU) ของสหรัฐฯ ทั้งในประเด็นการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร การยุติการปิดล้อมทางทะเล และการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด ท่าทีของสหรัฐฯ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะหากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายได้ ย่อมมีนัยสำคัญต่อ เส้นทางขนส่งน้ำมัน ราคาพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    4. เช็กพิกัดไฟดับ-น้ำไม่ไหล 31 สิงหาคม 2569
    ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลควรตรวจสอบพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค โดยมีพื้นที่สำคัญที่ต้องเตรียมรับมือ ดังนี้
    ไฟฟ้าดับ เวลา 08.30–15.30 น.
    •    กรุงเทพฯ บริเวณ ซอยรามคำแหง 118 (แยก 33 ถึง 45)
    •    สมุทรปราการ บริเวณ ถนนเทพารักษ์ กม.12 ฝั่งขาเข้า
    น้ำประปาไหลอ่อน-ไม่ไหล
    •    กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี บริเวณ ถนนบรมราชชนนี ช่วงกาญจนาภิเษก–พุทธมณฑลสาย 2 ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น. ของวันถัดไป
    •    ปทุมธานี บริเวณ อำเภอคลองหลวง คลอง 1–3 เวลา 09.00–14.00 น.
    ประชาชนในพื้นที่ควรเตรียมสำรองน้ำและวางแผนการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระหว่างช่วงเวลาที่มีการปรับปรุงระบบ

    สรุปประเด็นร้อนวันนี้ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 จึงเป็นอีกวันที่มีหลายเรื่องต้องติดตาม ตั้งแต่ เดดไลน์ปราบทุจริตสอบท้องถิ่น การทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การอัปเดตข้อมูลซิม การส่งสัญญาณเศรษฐกิจจากแบงก์ชาติ การลงพื้นที่ภาคใต้ของรัฐบาล ไปจนถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก พร้อมกันนี้ ประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลควรเช็กพื้นที่ ไฟดับ-น้ำไม่ไหล ก่อนออกจากบ้าน เพื่อวางแผนการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวันให้เรียบร้อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/social/318349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EH5b4kjmQLCarJYsbnBZA

  • ปั้นเศรษฐกิจภาคใต้ ก.อุตฯ ดัน “ยาง-ฮาลาล-อาหาร” เชื่อมอาเซียน

    ปั้นเศรษฐกิจภาคใต้ ก.อุตฯ ดัน “ยาง-ฮาลาล-อาหาร” เชื่อมอาเซียน

    วันนี้ ( 30 ส.ค.2569) นายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานการประชุมกลุ่มย่อย ด้านเศรษฐกิจ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา เปิดเผยว่า ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมุ่งเปลี่ยนข้อเสนอจากพื้นที่ให้เป็นมาตรการที่ทำได้จริงและสร้างรายได้กลับสู่ประชาชน

    นายวราวุธ ศิลปะอาชา  รมว.อุตสาหกรรม

    นายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.อุตสาหกรรม

    โดยการพัฒนา 5 จังหวัดต้องใช้พื้นที่เป็นฐาน โดยนำจุดแข็งของแต่ละจังหวัดมาต่อยอดเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย ไปสู่การแปรรูป การสร้างแบรนด์ มาตรฐาน และตลาด เพื่อให้วัตถุดิบในพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้อยู่ในชุมชนมากขึ้น

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สะท้อนภาพเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของพื้นที่ยังมีความเหลื่อมกันสูง โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 สตูลมีดัชนีอุตสาหกรรมขยายตัวถึง 26.5% ขณะที่สงขลาขยายตัว 0.3% ยะลา 0.5% ส่วนนราธิวาสหดตัว 1.1% และปัตตานีหดตัว 15.2% ขณะที่ภาคใต้โดยรวมยังหดตัว 2.4% สะท้อนการแก้ปัญหาจำเป็นต้องออกแบบให้ตรงกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่

    ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะผลักดันอุตสาหกรรมที่มีฐานวัตถุดิบและชุมชนรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ยางพารา อาหารทะเล ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ และฮาลาล เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ พร้อมเชื่อมตลาดมาเลเซีย อาเซียน และตลาดมุสลิม

    หัวใจคือ ทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่ในพื้นที่ขายได้ราคาดีขึ้น และรายได้ไม่ไหลออกจากพื้นที่ การพัฒนาจะต้องเชื่อมผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐาน เทคโนโลยี การแปรรูป ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง

    ขณะเดียวกัน รัฐจะเร่งปลดล็อกปัญหาที่เป็นต้นทุนของการลงทุนและการทำธุรกิจ ทั้งขั้นตอนการขออนุญาต กฎระเบียบ การเข้าถึงเทคโนโลยี และปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยใช้ระบบ Single Window และ e-License ลดขั้นตอนการอนุญาต พร้อมส่งเสริมระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่แข่งขันได้

    สำหรับข้อเสนอจากการเวิร์กชอปครั้งนี้จะถูกคัดเลือกโดยให้ความสำคัญกับโครงการที่จำเป็น เร่งด่วนและพร้อมทำ รวมถึงเรื่องที่ต้องบูรณาการหลายหน่วยงาน เพื่อให้ทรัพยากรและงบประมาณภาครัฐลงไปแก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง

    ทั้งนี้รทว.อุตสาหกรรม ย้ำว่าข้อเสนอจากพื้นที่ต้องไม่จบเพียงบนโต๊ะประชุม แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนจริง เพื่อเป้าหมายคือใช้สงขลาเป็นจุดเชื่อมการค้าและโลจิสติกส์กับมาเลเซียและอาเซียน เชื่อมฐานวัตถุดิบและผู้ประกอบการของสตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสเข้ากับห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ช่วยยกระดับสินค้าจากชุมชน เพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างตลาดใหม่ และทำให้เงินหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    อ่านข่าว:

    รมว.อุตฯ สั่งฟัน “หมิงตี้” ทุกฐาน หลังไฟไหม้ซ้ำ จ่อถอนใบอนุญาต

    ครม.ไฟเขียว “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” นั่งปลัดพลังงานคนใหม่

    “วราวุธ” รับ “ณัฐพล” ถูกทาบทามนั่งปลัดฯ พลังงาน ชี้มีศักยภาพทำงานได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s4clHn5LwO87YiRNntfVN

  • สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองเดือนสิงหาคม 2569 ร่วงจากพิษเศรษฐกิจ

    สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองเดือนสิงหาคม 2569 ร่วงจากพิษเศรษฐกิจ

    สวนดุสิตโพลชี้ ดัชนีการเมืองเดือนสิงหาคม 2569 ร่วงเหลือ 3.63 เหตุพิษเศรษฐกิจ-ยาเสพติดฉุดรั้ง ขณะที่ผลงานฝ่ายค้านพุ่งสวนทาง

    วันที่ 30 ส.ค.2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569” จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 2,107 คน ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า

     1. ภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลง

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคมเฉลี่ยอยู่ที่ 3.63 คะแนน (จากเต็ม 10 คะแนน) ซึ่งปรับตัวลดลงจากเดือนกรกฎาคมก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลและความเชื่อมั่นทางการเมืองที่ถดถอยลงเกือบทุกตัว ยกเว้นผลงานของฝ่ายค้าน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 

    2. นักการเมืองและฝ่ายที่มีบทบาทโดดเด่น

     ผลสำรวจพบว่า ฝ่ายค้าน โกยคะแนนความเชื่อมั่นและความนิยมเพิ่มขึ้น โดยประชาชนให้คะแนนการทำงานโดดเด่นในภาพรวม

        •    นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่น: นายอนุทิน ชาญวีรกูล คว้าตำแหน่งนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในรอบเดือน

        •    นักการเมืองฝ่ายค้านที่โดดเด่น: นางสาวรักชนก ศรีนอก ได้รับคะแนนเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นและครองใจประชาชน

    3. นโยบายรัฐบาลที่ได้รับความชื่นชอบ

    แม้ภาพรวมดัชนีการเมืองจะลดลง แต่นโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลยังคงเป็นผลงานที่ครองใจประชาชนมากที่สุด เนื่องจากช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ

    4. ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

    ประชาชนสะท้อนว่าประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเร่งแก้ไขและติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

        •    การปราบปรามยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล

        •    ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง และการบรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2956280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MXZxH0D78BFaY4-k4JorQ

  • ผู้นำเวเนซูเอลาลั่นดีลน้ำมันสหรัฐช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ | TOPNEWS

    ผู้นำเวเนซูเอลาลั่นดีลน้ำมันสหรัฐช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ | TOPNEWS

    รอยเตอร์สรายงานว่าโรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซูเอลาได้ออกมาแถลงต่อสาธารณชนผ่านสถานีโทรทัศน์ VTV เมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (เสาร์ที่ 29 สค.) โดยกล่าวยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็นข้อตกลง “ครั้งประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ของรัฐบาล และจะช่วยกำหนดอนาคตของประเทศ

    โรดริเกซกล่าวว่า “โครงการทวิภาคีระยะเวลา 25 ปี กับสหรัฐ จะมุ่งพัฒนาแหล่งน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ 17 แห่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตมากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน” และว่าเป้าหมาย 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามข้อตกลงนั้นเป็นเพียงเป้าหมายเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังมีแผนที่กว้างขึ้น ซึ่งจะรวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ 8 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายภาคพลังงานของประเทศ

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 สค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านทรูธว่าสหรัฐจะเข้าควบคุมส่วนหนึ่งของแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซูเอลาภายใต้ข้อตกลง 6 หมื่น 5 พันล้านบาร์เรล โดยผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ทรัมป์อ้างว่าบริษัทอเมริกันจะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมพลังงานที่ย่ำแย่ของเวเนซูเอลา ขณะเดียวกันก็กลายเป็นแหล่งน้ำมันดิบแห่งใหม่ของสหรัฐ ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินให้กับชาวอเมริกัน

    เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพมาก หลังจากตกอยู่ใต้มาตรการคว่ำบาตรมาหลายปี ทำให้ขาดการลงทุนและจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ซึ่งโรดริเกซกล่าวว่า ข้อตกลงครั้งจะสร้างรายได้ประมาณ 209 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

    โรดริเกซยังยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ทำให้เวเนซูเอลาเสียอธิปไตย โดยรัฐบาลจะยังเป็นเจ้าของและมีอำนาจ เหนือแหล่งน้ำมันของประเทศ ในขณะเดียวกันก็จะได้ใช้ประโยชน์จากเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญจากตางชาติ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการคว่ำบาตร

    ขณะที่การลงนามในข้อตกลงจะมีในสัปดาห์หน้าเพื่อมอบสิทธิ์ในการสำรวจและผลิตน้ำมันใหม่ให้กับหลายบริษัทของสหรัฐ รวมทั้งเชฟรอน

    อย่างไรก็ตามชาวเวเนซูเอลาหลายสิบกลุ่ม รวมทั้งกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลเองได้ออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านข้อตกลงดังกล่าวในกรุงการากัส โดยระบุว่าข้อตกลงขาดความโปร่งใสและไม่ชัดเจน และกลัวว่าเวเนซูเอลาอาจต้องสูญเสียอธิปไตยให้กับสหรัฐ ขณะที่หลายคนมองว่าผลประโยชน์หลักจะตกอยู่ที่สหรัฐ ไม่ใช่เวเนซูเอลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1677471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2atXm73a2nID28p4g_oMaY

  • 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ระดมความคิดเห็นปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระ

    5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ระดมความคิดเห็นปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระ

    5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ระดมความคิดเห็นปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระดับนโยบาย พร้อมปรับแนวทางการบริหารจัดการจากการ “รอแก้เมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การป้องกัน ลดความเสี่ยง และสร้างความพร้อมตั้งแต่ต้นทาง


    30/08/2569 | 55 |

    5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ระดมความคิดเห็นปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายใต้นโยบายรัฐบาล ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากพื้นที่สู่ระดับนโยบาย พร้อมปรับแนวทางการบริหารจัดการจากการ “รอแก้เมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่การป้องกัน ลดความเสี่ยง และสร้างความพร้อมตั้งแต่ต้นทาง
    .
    วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ ระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การประชุมกลุ่มด้านความมั่นคง มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธาน และด้านเศรษฐกิจ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน 
    .
    ผลการหารือ พบว่า ปัญหาในพื้นที่มีความเชื่อมโยงกันหลายมิติ ทั้งความมั่นคง ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ จึงจำเป็นต้องแก้ไขแบบ “ทั้งระบบ” โดยมีข้อเสนอสำคัญเพื่อผลักดันให้เกิดผลในระดับนโยบาย
    .
    ด้านภัยพิบัติ เน้นบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้ง 5 จังหวัดเห็นตรงกันว่า “น้ำ” เป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ ร่องน้ำตื้นเขิน และสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ปลายน้ำและต้องรองรับมวลน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง จึงเสนอให้ปรับระบบบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางน้ำ สำรวจจุดเสี่ยง ขุดลอกคูคลอง พัฒนาแก้มลิงและพื้นที่รับน้ำ รวมถึงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
    .
    ขณะเดียวกัน เสนอให้เพิ่มความพร้อมด้านเครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์กู้ภัย และบุคลากร โดยจัดทำบัญชีทรัพยากรสาธารณภัยตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เพื่อให้สามารถระดมกำลังและทรัพยากรเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยขนาดใหญ่ พร้อมซักซ้อมแผนเผชิญเหตุร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
    .
    อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Real Time และ Area-based หลังพบว่าข้อมูลระดับน้ำ ปริมาณฝน และข้อมูลจากหลายหน่วยงานยังเชื่อมโยงกันไม่เต็มที่ จึงเสนอให้ขยายสถานีตรวจวัด พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และนำเทคโนโลยี เช่น Cell Broadcast, Dashboard, ไซเรน และหอเตือนภัย มาใช้ร่วมกัน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลกลางที่ระบุพื้นที่เสี่ยง กลุ่มเปราะบาง เส้นทางสัญจร และจุดอพยพ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์
    .
    ด้านความมั่นคง เร่งแก้ยาเสพติด–ความไม่สงบ–อาชญากรรมข้ามชาติ สำหรับด้านความมั่นคง ที่ประชุมกำหนดโจทย์สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความมั่นคงชายแดน ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และปัญหายาเสพติด โดยมีเรื่องการว่างงานและการศึกษาเป็นปัจจัยที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน
    .
    ปัญหายาเสพติดถูกยกให้เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนและข้อจำกัดด้านการบำบัดฟื้นฟู จึงเสนอให้จัดตั้งศูนย์พักคอยผู้ผ่านการบำบัด หรือ Community Isolation (CI) เพื่อดูแลต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และการฝึกอาชีพ ก่อนกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    .
    ส่วนปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอให้เดินหน้าทั้งมาตรการด้านความปลอดภัยและการแก้ปัญหารากฐาน โดยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ยกระดับการศึกษา เพิ่มโอกาสด้านอาชีพและคุณภาพชีวิต รวมถึงเปิดช่องทางให้ผู้เห็นต่างที่ต้องการยุติบทบาทและกลับคืนสู่สังคม สามารถเข้าสู่กระบวนการที่ชัดเจนและเป็นธรรม
    .
    ด้านสังคม มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน ร่วมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นการแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Zero Dropout การยกระดับทักษะแรงงาน Upskill/Reskill การแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาล การเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด
    .
    ขณะที่ความมั่นคงชายแดน เน้นรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง และการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยเทคโนโลยี Biometrics ระบบอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (LPR) CCTV และ X-ray พร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พัฒนาด่านชายแดนสู่ Smart Checkpoint และเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซีย เพื่อยกระดับความปลอดภัยควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง
    .
    ด้านเศรษฐกิจ นายวราวุธ ศิลปอาชา เสนอให้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้ ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี สนามบินยะลา โครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการพัฒนาด่านชายแดน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคม การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
    .
    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว หรือ Soft Loan พร้อมมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ ปรับแก้ผังเมืองที่เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนและการตั้งโรงงาน ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวบนฐานพหุวัฒนธรรม และ MICE รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายประมงที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่
    .
    ทั้งนี้ ข้อเสนอจากทั้ง 5 จังหวัดจะถูกนำเสนอต่อรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในการประชุม ครม.สัญจรนอกสถานที่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาผลักดันสู่การดำเนินงานในระดับนโยบาย โดยมุ่งให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพิ่มความปลอดภัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับความพร้อมของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ให้สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

    #ครมสัญจรสงขลา69
    #สงขลาเมืองมรดกโลก
    #จังหวัดสงขลา
    #สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่6
    #กรมประชาสัมพันธ์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/536914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qq0yCZ_xcVwS4sw4V-2wU

  • ลุ้น! ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    ลุ้น! ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    จับตา! ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ล่าสุด ขุนคลังแย้มแล้วจะลุยต่อไหม?

    จากกรณีที่สวนดุสิตโพลได้เปิดเผยผลสำรวจว่าประชาชนต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 นั้น ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมกับนำความเห็นของประชาชนไปพิจารณา โดยจะดูสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจทั้งภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/956227/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xb7A2SiM94vsusxZv_eZM

  • มหาดไทย พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลาหวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    มหาดไทย พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลาหวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา “ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา” ก่อนประชุมครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด

    วันที่ 30 ส.ค. 2569 ที่จ.สงขลา กองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นำสื่อมวลชนติดตามการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) จ.สงขลา และการลงพื้นที่ตรวจราชการระหว่างวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย.โดยวันเดียวกันนี้ ได้นำเยี่ยมชมสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์โอทอปที่ขึ้นชื่อและเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจ.สงขลา 

    โดยจุดแรกนำเยี่ยมชม กลุ่มทอผ้ากลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร โดยมีนายวิชัย มาระเสนา ประธานกลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 นำเยี่ยมชมการทอผ้าลายราชวัตร พร้อมเปิดเผยว่า มีความภาคภูมิใจในผ้าทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นผ้าทอโบราณอันเป็นอัตลักษณ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของต.เกาะยอ ซึ่งคณะเตรียมงานได้จัดเตรียมเป็นชุดสวมใส่ให้กับครม.ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จ.สงขลา โดยทางกลุ่มได้เลือกทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นลายผ้าที่โดดเด่นและถือเป็นลายประจำจ.สงขลา ลายผ้าดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเดิมชาวบ้านเรียกว่า“ลายคอนกเขา”หรือ“ลายก้านแย่ง” กระทั่งได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น“ราชวัตร”เมื่อครั้งมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งมีมานานกว่า 126 ปี สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ ทางกลุ่มได้ตั้งใจเลือกใช้สีน้ำเงินอมม่วง ซึ่งเป็นสีประจำตัวของนายกรัฐมนตรี มารังสรรค์ลงบนผืนผ้า 

    ส่วนของกระบวนการผลิตนั้น แม้ขั้นตอนการเตรียมเครื่องทอในตอนแรกจะต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่เนื่องจากทางกลุ่มมีการเตรียมม้วนผ้าไว้ล่วงหน้าจึงสามารถลงมือทอได้ทันที โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 3 เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นความยาวที่พอดีสำหรับการนำไปตัดเป็นเสื้อได้ 1 ตัว 

    นายวิชัย กล่าวว่า รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำผลงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกาะยอมาเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์ การที่ผู้นำระดับประเทศสวมใส่ผ้าทอเกาะยอนั้น ถือเป็นต้นแบบและกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยสื่อสารเอกลักษณ์ของชุมชนให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน 

    อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มราชวัตร ได้สะท้อนถึงวิกฤตของงานฝีมือท้องถิ่นในปัจจุบันว่า ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำผ้าเกาะยอมีจำนวนลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึง 60 คนแล้ว สาเหตุหลักมาจากการขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของผ้าโรงงานจากพื้นที่อื่น โดยทางกลุ่มฯ ก็ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำและตัวอย่างในการอนุรักษ์งานฝีมือท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม และที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอเกาะยอที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีนี้ ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน 

    ต่อมาคณะฯ ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร เยี่ยมชมการผลิตไข่ครอบสงขลา และได้เปิดให้คณะสื่อมวลชนลองทำไข่ครอบ  และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงเบาแม่ติ้ว ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร

    ขณะที่ น.ส.รัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เตรียมนำสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด และสินค้า OTOP จัดแสดงโชว์ในการประชุม ครม.สัญจร สร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง โดยนำสินค้าทั้ง 16 อำเภอ และกลุ่มเครือข่ายมาร่วมจัดแสดง อาทิ ขนมม่อฉี โรตีชาชัก ไข่ครอบ ยำสาหร่ายผมนาง มะม่วงเบาแช่อิ่มสิงหนคร มะม่วงเบาสเลอปี้ หนังปลากะพงขาวทอดกรอบ ไอติมจำปาดะ เต้าคั่วสงขลา เต้าหู้คลองแงะ และลูกชิ้นปลาพริกไทยดำ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2956304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qJzQSZ6GgFW7gh5yzVcAH

  • “วราวุธ”เร่งเครื่องเศรษฐกิจ 5 จังหวัดภาคใต้ครบวงจร ดัน “ยาง-ฮาลาล-อาหาร” สร้างมูลค่า

    “วราวุธ”เร่งเครื่องเศรษฐกิจ 5 จังหวัดภาคใต้ครบวงจร ดัน “ยาง-ฮาลาล-อาหาร” สร้างมูลค่า

    “วราวุธ” ปักหมุด 5 จังหวัดใต้ เร่งเครื่องเศรษฐกิจครบวงจร ดัน “ยาง-ฮาลาล-อาหาร” สร้างมูลค่า เชื่อมการค้ามาเลเซีย-อาเซียน สร้างรายได้กลับสู่ประชาชน

    วันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานการประชุมกลุ่มย่อยที่ 1 ด้านเศรษฐกิจ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา เปิดเผยว่าได้ประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และแนวทางพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมุ่งเปลี่ยนข้อเสนอจากพื้นที่ให้เป็นมาตรการที่ทำได้จริงและสร้างรายได้กลับสู่ประชาชน

    นายวราวุธ กล่าวว่า การพัฒนา 5 จังหวัดต้องใช้พื้นที่เป็นฐาน โดยนำจุดแข็งของแต่ละจังหวัดมาต่อยอดเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนา ตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย ไปสู่การแปรรูป การสร้างแบรนด์ มาตรฐาน และตลาด เพื่อให้วัตถุดิบในพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้อยู่ในชุมชนมากขึ้น

    ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) สะท้อนภาพเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของพื้นที่ยังมีความเหลื่อมกันสูง โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 สตูลมีดัชนีอุตสาหกรรมขยายตัวถึง 26.5% ขณะที่สงขลาขยายตัว 0.3% ยะลา 0.5% ส่วนนราธิวาสหดตัว 1.1% และปัตตานีหดตัว 15.2% ขณะที่ภาคใต้โดยรวมยังหดตัว 2.4% สะท้อนการแก้ปัญหาจำเป็นต้องออกแบบให้ตรงกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่

    ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะผลักดันอุตสาหกรรมที่มีฐานวัตถุดิบและชุมชนรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ยางพารา อาหารทะเล ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมชีวภาพ และฮาลาล เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ พร้อมเชื่อมตลาดมาเลเซีย อาเซียน และตลาดมุสลิม

    “หัวใจคือทำอย่างไรให้ของที่มีอยู่ในพื้นที่ขายได้ราคาดีขึ้น และรายได้ไม่ไหลออกจากพื้นที่ โดยการพัฒนาจะต้องเชื่อมผู้ประกอบการรายใหญ่กับเอสเอ็มอี วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกร ตั้งแต่การพัฒนามาตรฐาน เทคโนโลยี การแปรรูป ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง”

    ขณะเดียวกัน รัฐจะเร่งปลดล็อกปัญหาที่เป็นต้นทุนของการลงทุนและการทำธุรกิจ ทั้งขั้นตอนการขออนุญาต กฎระเบียบ การเข้าถึงเทคโนโลยี และปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยใช้ระบบ Single Window และ e-License ลดขั้นตอนการอนุญาต พร้อมส่งเสริมระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และช่วยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่แข่งขันได้

    นายวราวุธ กล่าวว่า ข้อเสนอจากการเวิร์กชอปครั้งนี้จะถูกคัดเลือกโดยให้ความสำคัญกับโครงการที่จำเป็น เร่งด่วนและพร้อมทำ รวมถึงเรื่องที่ต้องบูรณาการหลายหน่วยงาน เพื่อให้ทรัพยากรและงบประมาณภาครัฐลงไปแก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง

    “ข้อเสนอจากพื้นที่ต้องไม่จบเพียงบนโต๊ะประชุม แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลกับประชาชนจริง เพื่อเป้าหมายคือใช้สงขลาเป็นจุดเชื่อมการค้าและโลจิสติกส์กับมาเลเซียและอาเซียน เชื่อมฐานวัตถุดิบและผู้ประกอบการของสตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาสเข้ากับห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน ช่วยยกระดับสินค้าจากชุมชน เพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างตลาดใหม่ และทำให้เงินหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” นายวราวุธ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2956299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dpA0a5UDv9Y4mD8CuLkqG