Blog

  • ‘เอกนิติ’ ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อนเคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 3 หลังโพลชี้ประชาชนหนุน | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อนเคาะ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 3 หลังโพลชี้ประชาชนหนุน | เดลินิวส์

    เดลินิวส์

    ’เอกนิติ‘ ขอรับไปพิจารณาหลังโพลเผยประชาชนสนับสนุน ’ไทยช่วยไทยพลัส‘ เฟส 3 ชี้ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

    เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจประชาชนที่ต้องการให้เดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ว่า ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะโครงการนี้ตั้งใจออกมาช่วยประชาชนเรื่องค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเติมเงินในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมานั้น ตนจะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6149765/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw287OC6vmIo1kkvegvKGjia

  • ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    วันนี้ ( 30 ส.ค.2569) นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯเจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย และพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ปี 2569 เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการนำเข้ากล้วยในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการผลิต

    ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น  พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    ดังนั้นเพื่อเชื่อมโยงความต้องการของตลาดญี่ปุ่นกับการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผลผลิตของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น  พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    ดัน“กล้วยหอมไทย” เจาะตลาดญี่ปุ่น พาณิชย์ ดึงผู้ซื้อเซ็นซื้อขาย 10,000 ตัน

    ล่าสุดกรมฯได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่นปริมาณ 10,000 ตัน ถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่น โดยความตกลงซื้อขายกล้วยหอมไทยเพื่อส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในครั้งนี้ เป็นจุดสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น ช่วยยกระดับคุณภาพและขีดความสามารถของห่วงโซ่มูลค่ากล้วยไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยหอมจากประเทศไทยและขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรไทยในญี่ปุ่น ตลอดจนสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ตามตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดแห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมพัฒนาและยกระดับตนเองให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ ซึ่งสินค้ากล้วยของไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ รสชาติ และความสามารถในการพัฒนาไปสู่ตลาดระดับพรีเมียม

    อ่านข่าว:

    พณ.ดันขายข้าวจีนเพิ่ม 6 หมื่นตัน เร่งแก้สัญญาหลัง ครม.ไฟเขียว

    สนค.ชี้ส่งออก ก.ค.ทุบสถิติ อิเล็กทรอนิกส์-เกษตรหนุน

    ดันสินค้าไทยเจาะตลาดญี่ปุ่น พาณิชย์ ขน SME ไทยลุยงาน Supermarket Trade Show

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw224jhBwGTXYjXplxK1bdjE

  • จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย 7 เดือน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย 7 เดือน เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    วันนี้ (30 ส.ค.2569) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา สร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภค กรมฯ ใช้มาตรการเชิงรุกทั้งการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปราบปรามการละเมิดฯ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งผลิต แหล่งนำเข้า แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่าย เพื่อสกัดกั้นสินค้าละเมิดฯ ไม่ให้เข้าสู่ท้องตลาดและตัดวงจรการจำหน่ายสินค้าปลอมตั้งแต่ต้นทาง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    โดยในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศษฐกิจ (บก.ปอศ.) เดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมีผลปฏิบัติการสำคัญในการบุกทลายแหล่งผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอมรายใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง

    พบสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า เช่น กาแฟ เครื่องดื่มโกโก้ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เครื่องสำอาง แชมพู ยาสีฟัน และน้ำมันเครื่องรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นอย่างมาก และเป็นอันตรายต่อประชาชนเนื่องจากสินค้าเหล่านี้ใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐานและมีกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มีสิ่งปนเปื้อนหรือสารเคมีตกค้างในสินค้าอันก่อให้เกิดอัตรายต่อผู้บริโภค

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการยังได้ลงพื้นที่ศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งย่านปทุมวัน สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต สามารถตรวจยึดสินค้าแบรนด์เนมปลอม เช่น นาฬิกา กระเป๋า เสื้อผ้า และเครื่องประดับ เป็นต้น ส่งผลให้ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ค.2569) ผลการปราบปรามการละเมิดฯ ซึ่งกรมฯ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายรวม 512 คดี ยึดของกลางกว่า 1,847,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 809 ล้านบาท

    โดยเป็นผลการปราบปรามฯ ในช่องทางตลาดออนไลน์ ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 140 คดี ยึดของกลางได้กว่า 322,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า104 ล้านบาท สินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปโภคและบริโภค เช่น เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องดื่มผสมผงโกโก้ กาแฟ ผงปรุงรส และอะไหล่ยนต์ เป็นต้น

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยขอความร่วมมือประชาชนไม่ซื้อ ไม่ใช่ ไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าปลอมทุกรูปแบบ ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าเฝ้าระวังและปราบปรามสินค้าละเมิดฯ ในพื้นที่เศรษฐกิจ ย่านการค้า ศูนย์การค้า และแหล่งท่องเที่ยวอย่างเข็มงวดและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าและการลงทุนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยังคงเดินหน้าใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ตั้งแต่ต้นน้ำ และปกป้องประชาชนผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายและด้อยคุณภาพมาตรฐาน

    ทั้งนี้ กรมฯ มีกำหนดนำของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ถึงที่สุดแล้วจากการจับกุมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาทำลาย กว่า 2 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 2,145 ล้านบาท ในวันที่ 10 ก.ย.นี้ ที่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก เป็นการตัดวงจรการกระทำความผิดด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น  กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    7 เดือน จับสินค้าปลอมกว่า 1.84 ล้านชิ้น กรมทรัพย์สินฯ เผย เศรษฐกิจเสียหายกว่า 800 ล้าน

    โดยถือเป็นขั้นตอนท้ายสุดของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาด ตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งปกป้องคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคให้พ้นจากอันตรายของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณภาพต่ำ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    อ่านข่าว:

    “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุน” พาณิชย์ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ร่วมต้านสินค้าละเมิด

    ​เตือนนักชอปออนไลน์ ระวังของปลอม แนะ 7 ข้อควรระวัง คิดก่อนจ่าย

    จับ “เครื่องสำอาง”ปลอม 7 แสนชิ้น โกดังย่านสมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EhW5uGgRLpCnvlZti5Tpb

  • สแกน ครม.สัญจรสงขลา อนุทิน2 ดันรางสะเดา พับแลนด์บริดจ์-จะนะ

    สแกน ครม.สัญจรสงขลา อนุทิน2 ดันรางสะเดา พับแลนด์บริดจ์-จะนะ

    เจาะวาระร้อน: ชายแดนใต้ & นิคมอุตสาหกรรมจะนะ

    1. แก้ปัญหาชายแดนใต้: ใช้ “เศรษฐกิจนำความมั่นคง”

    รัฐบาลเน้นย้ำยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ด้วยการแก้ปัญหาปากท้องอย่างยั่งยืน มุ่งเจาะเม็ดเงินไปฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากในกลุ่ม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำที่สุดในประเทศ ควบคู่กับการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองเชิงรุก โดยการดึงกลุ่มผู้เห็นต่างเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยข้อมูลและโอกาสทางเศรษฐกิจ

    2. ปมนิคมฯ จะนะ: รัฐบาลชะลอการพิจารณา – ไร้วาระชง ครม. (ยึดกรอบ SEA)

    สถานะใน ครม.: รัฐบาลยืนยัน “ยังไม่เสนอโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เข้าพิจารณาใน ครม.สัญจรครั้งนี้” เนื่องจากกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และแผนแม่บทเชิงพื้นที่ยังจัดทำไม่เสร็จสมบูรณ์ตามเงื่อนไขมติ ครม. เดิม

    ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ (กลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้าน):

    ฝ่ายคัดค้าน (เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น): จัดเสวนาใหญ่ที่ ม.อ.หาดใหญ่ พร้อมจับตาดูท่าทีรัฐบาล หากมีสัญญาณผลักดันแอบแฝงพร้อมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีทันที

    ฝ่ายสนับสนุน (กลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ): เตรียมระดมมวลชนยื่นหนังสือหนุนโครงการต่อศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้า แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่า “ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนเป็นฝ่ายคัดค้านทันที”

    ทางออกเชิงนโยบาย: รัฐบาลใช้กลยุทธ์ “ถอย 1 ก้าวเพื่อลดแรงปะทะ” ย้ำว่าผลการศึกษา SEA เป็นกรอบยุทธศาสตร์พัฒนา ไม่ใช่การไฟเขียวโครงการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานิคมฯ จะนะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่แทรกซ้อนการประชุม ครม.สัญจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw022gue_AIDrau20DmQdX0S

  • ไทยมีเวลา 12ปีสู่ประเทศรายได้สูง  แต่ “คนวัยทำงาน” หายไปไหน

    ไทยมีเวลา 12ปีสู่ประเทศรายได้สูง แต่ “คนวัยทำงาน” หายไปไหน

    เมื่อธนาคารโลกมองว่าไทยมีโอกาสก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี เป้าหมายนี้อาจดูเหมือนมีเวลาอีกยาวนาน แต่ในอีกด้าน ประเทศกำลังเผชิญโจทย์ที่สวนทางกันอย่างรุนแรง นั่นคือโครงสร้างประชากรที่กำลังแก่ตัวลง คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจจะโตได้หรือไม่” แต่คือ อีก 12 ปีข้างหน้า ไทยจะมีคนวัยทำงานมากพอที่จะสร้างรายได้ให้ประเทศหรือไม่

    12 ปี อาจนานสำหรับเศรษฐกิจ แต่สั้นมากสำหรับประชากร

    การเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืนเมื่อธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ตัวเลขนี้ฟังดูเหมือนมีเวลาเหลืออีกมากสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุนในเทคโนโลยี และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่แต่หากเปลี่ยนมุมมองจาก “เศรษฐกิจ” มาที่ “ประชากร” ระยะเวลา 12 ปีกลับสั้นลงทันทีเพราะเศรษฐกิจสามารถสร้างโรงงานใหม่ได้ในไม่กี่ปี สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ได้ในเวลาไม่กี่ปี และนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ได้อย่างรวดเร็วแต่การสร้าง “คนวัยทำงาน” ต้องใช้เวลานานกว่านั้น
     

    และนี่คือหนึ่งในคำถามสำคัญที่ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ชวนให้มองไปพร้อมกับเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง

    เรามีประชากรในวัยสร้างรายได้มากพอที่จะพาประเทศไปถึงเป้าหมายนั้นแล้วหรือยัง?เมื่อเศรษฐกิจต้องการคน แต่ประเทศไทยกำลังมี “คนไม่พอ”ภาพใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือสังคมสูงวัยกำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักของประเทศ

    ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ทำให้ฐานประชากรด้านล่างของพีระมิดประชากรแคบลงเรื่อยๆปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “วันนี้มีคนแก่จำนวนมากขึ้น”แต่คือ “วันข้างหน้าจะมีคนวัยทำงานจำนวนมากพอหรือไม่”เพราะคนวัยทำงานคือกำลังหลักของระบบเศรษฐกิจ ทั้งในฐานะผู้ผลิตสินค้าและบริการ ผู้เสียภาษี ผู้บริโภค ตลอดจนผู้ซื้อบ้านและที่อยู่อาศัยเมื่อจำนวนประชากรกลุ่มนี้ลดลง

    ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดแรงงาน แต่สามารถส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจในหลายมิติตั้งแต่กำลังซื้อ การลงทุน การบริโภค ไปจนถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์

    12 ปีข้างหน้า เด็กวันนี้ยังไม่ทันเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ

    นี่คือจุดที่ปัญหาประชากรมีความแตกต่างจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วไปหากวันนี้รัฐบาลต้องการกระตุ้นการบริโภค สามารถออกมาตรการทางเศรษฐกิจและเห็นผลได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปีแต่หากต้องการเพิ่มจำนวนประชากรวัยทำงานในอนาคต

    รัฐบาลต้องเริ่มจากการสร้างแรงจูงใจให้คน “อยากมีลูก” ตั้งแต่วันนี้และแม้เด็กจะเกิดขึ้นทันที แต่กว่าจะเติบโตเป็นวัยรุ่นและเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ต้องใช้เวลาอีกนับสิบปีนั่นหมายความว่า หากประเทศไทยต้องการให้ในอีก 12 ปีข้างหน้ามีแรงงานรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น การตัดสินใจเรื่องนโยบายประชากรแทบจะต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้

    ยิ่งปล่อยเวลาออกไป ช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น

    ทำไม “นโยบายเพิ่มเด็ก” จึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สวัสดิการในอดีต การส่งเสริมการเกิดอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องครอบครัวหรือสวัสดิการสังคมแต่ในวันที่โครงสร้างประชากรกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการเติบโต การมีลูกกำลังกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจโดยตรงเพราะเด็กหนึ่งคนในวันนี้ คือกำลังแรงงานหนึ่งคนในอนาคตคือผู้เสียภาษีในอนาคต คือผู้บริโภคในอนาคตและในวันที่เขาสร้างครอบครัว เขาก็คือหนึ่งในกลุ่มคนที่จะเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต

    ดังนั้น การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีลูกจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการเพิ่มจำนวนประชากร แต่เป็นการลงทุนใน “ทุนมนุษย์” และฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    หากไม่มีเด็กใหม่ เศรษฐกิจอาจโตในประเทศที่ “แก่ลงเรื่อยๆ”

    ข้อกังวลสำคัญของดร.เกษราคือ ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เห็นนโยบายระยะยาวที่ชัดเจนและเพียงพอในการสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีบุตร

    โจทย์ไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินช่วยเหลือ

    แต่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนการเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ภาระที่อยู่อาศัย ความมั่นคงในการทำงาน ไปจนถึงสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับครอบครัวเพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ การมีลูกไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายเพียงช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงวัยเด็ก แต่เป็นภาระทางการเงินที่ลากยาวไปอีกหลายสิบปี

    หากสังคมยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มีลูกแล้วชีวิตยังไปต่อได้” อัตราการเกิดก็มีโอกาสกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

    ผลกระทบถึงอสังหาฯ เมื่อ “คนซื้อบ้าน” ลดลง

    ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดร.เกษรามองเห็นผลกระทบของโครงสร้างประชากรต่อธุรกิจได้อย่างชัดเจนเพราะสุดท้ายแล้ว บ้านและคอนโดมิเนียมไม่ได้ขายให้กับ “เศรษฐกิจ” แต่ขายให้กับ “คน”

    เมื่อจำนวนครัวเรือนใหม่ลดลง ความต้องการที่อยู่อาศัยในบางเซ็กเมนต์ก็ย่อมได้รับผลกระทบขณะเดียวกัน ตลาดอาจต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาเพื่อคนจำนวนมาก ไปสู่การพัฒนาเพื่อกลุ่มประชากรที่มีความต้องการแตกต่างกันมากขึ้น

    เช่น ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ บ้านที่ออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตหลายเจเนอเรชัน หรือโครงการที่ตอบโจทย์คนโสดและครัวเรือนขนาดเล็กนั่นหมายความว่า Demographics ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขประชากร แต่กำลังกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

    ถ้าต้องการรายได้สูง ต้องสร้าง “คนสร้างรายได้” ให้ทัน

    เป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี จึงมีโจทย์ที่ซ้อนกันอยู่สองชั้นชั้นแรกคือ การเพิ่มผลิตภาพ ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และอุตสาหกรรมใหม่ชั้นที่สองคือ การรักษาฐานประชากรที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ

    หากประเทศไทยสามารถสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้ แต่จำนวนคนวัยทำงานลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และแรงงานต่างชาติมากขึ้นเพื่อชดเชยช่องว่างดังกล่าว

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่สะท้อนว่าการแก้โจทย์ประชากรจำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ“กระตุ้นเศรษฐกิจ” วันนี้ อาจไม่พอสำหรับโจทย์ 12 ปีข้างหน้า

    ท้ายที่สุด การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากเศรษฐกิจสามารถเร่งผลิตภาพและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ได้สำเร็จแต่มีอีกสมการหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามนั่นคือ “ใครจะเป็นคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันนั้น?”

    หากวันนี้ประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่เด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อยๆ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอาจช่วยให้ GDP ขยายตัวได้แต่จะไม่สามารถสร้างประชากรวัยทำงานขึ้นมาใหม่ได้ทันที

    ดังนั้น หากประเทศไทยจริงจังกับเป้าหมาย 12 ปี นโยบายเศรษฐกิจอาจต้องมองไกลกว่า GDP ในปีหน้า และเริ่มลงทุนกับ “คน” ที่จะเป็นกำลังของประเทศในอีก 10–20 ปีข้างหน้าเพราะสุดท้ายแล้ว การพาประเทศไปสู่รายได้สูงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราจะสร้างเทคโนโลยีได้เร็วแค่ไหน

    แต่อาจขึ้นอยู่กับว่าเราจะสร้างประเทศที่ทำให้คนรุ่นใหม่ “อยากมีอนาคต” มากพอที่จะสร้างคนรุ่นต่อไปได้หรือไม่และสำหรับประเทศไทย นาฬิกาประชากรอาจกำลังเดินเร็วกว่านาฬิกาเศรษฐกิจที่เรากำลังเร่งอยู่ก็เป็นได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1249667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x6Mm-Ebvuijn8lO2C5CJC

  • รมช.มหาดไทย “เจเศรษฐ์-วรศิษฎ์” ผนึกกำลัง ครม. และ 5 จังหวัดชายแดนใต้ “Workshop” ประเด็นย่อยด้านภัยพิบัติ ก่อนการประชุม ครม.สัญจร สงขลา ระดมแผนรับมือภัยสาธารณภัยเชิงรุก มุ่งยกระดับความปลอดภัยประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    รมช.มหาดไทย “เจเศรษฐ์-วรศิษฎ์” ผนึกกำลัง ครม. และ 5 จังหวัดชายแดนใต้ “Workshop” ประเด็นย่อยด้านภัยพิบัติ ก่อนการประชุม ครม.สัญจร สงขลา ระดมแผนรับมือภัยสาธารณภัยเชิงรุก มุ่งยกระดับความปลอดภัยประชาชน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/119368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IW48qxUfWpjmn4VdLU96u

  • #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES)

    #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES)

    รับข่าวสารธุรกิจรายสัปดาห์

    สรุปข่าวธุรกิจและการจัดการที่สำคัญ ส่งถึงอีเมลคุณทุกสัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/tag/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1-mdes&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MpEeL7phVc-hmcPsfideI

  • มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนเสิร์ฟ ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด : อินโฟเควสท์

    มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนเสิร์ฟ ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด : อินโฟเควสท์

    กองสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นําคณะสื่อมวลชน ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดสงขลาและติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่จะมอบให้คณะรัฐมนตรี ได้สวมใส่ในวันประชุม ครม.สัญจร 

    โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ได้เยี่ยมชม กลุ่มทอผ้ากลุ่มราชวัตถ์ แสงส่องหล้า ที่ 1 ซึ่ง นายวิชัย มาระเสนา ประธานกลุ่มราชวัตถ์ แสงส่องหล้า ที่ 1 เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจในการเตรียมผ้าทอเกาะยอเพื่อมอบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา โดยทางกลุ่มได้เลือกทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นลายผ้าที่โดดเด่นและถือเป็นลายประจำจังหวัดสงขลา 

    ลายผ้าดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเดิมชาวบ้านเรียกว่า ‘ลายคอนกเขา’ หรือ ‘ลายก้านแย่ง’ กระทั่งได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น ‘ราชวัตร’ เมื่อครั้งมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งมีมานานกว่า 126 ปี สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ ทางกลุ่มได้ตั้งใจเลือกใช้สีน้ำเงินอมม่วง ซึ่งเป็นสีประจำตัวของนายกรัฐมนตรี มารังสรรค์ลงบนผืนผ้า 

    ส่วนของกระบวนการผลิตนั้น แม้ขั้นตอนการเตรียมเครื่องทอในตอนแรกจะต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่เนื่องจากทางกลุ่มมีการเตรียมม้วนผ้าไว้ล่วงหน้าจึงสามารถลงมือทอได้ทันที โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ ประมาณ 3 เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นความยาวที่พอดีสำหรับการนำไปตัดเป็นเสื้อได้ 1 ตัว 

    นายวิชัย ได้กล่าวถึงความรู้สึกในโอกาสสำคัญนี้ว่า รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำผลงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกาะยอมาเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์ การที่ผู้นำระดับประเทศสวมใส่ผ้าทอเกาะยอนั้น ถือเป็นต้นแบบและกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยสื่อสารเอกลักษณ์ของชุมชนให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน 

    อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มราชวัตร ได้สะท้อนถึงวิกฤตของงานฝีมือท้องถิ่นในปัจจุบันว่า ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำผ้าเกาะยอมีจำนวนลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึง 60 คนแล้ว สาเหตุหลักมาจากการขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของผ้าโรงงานจากพื้นที่อื่น 

    โดยทางกลุ่มฯ ก็ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำและตัวอย่างในการอนุรักษ์งานฝีมือท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม และที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอเกาะยอที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีนี้ ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน 

    ต่อมาคณะฯ ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา เยี่ยมชมการผลิตไข่ครอบสงขลา และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงเบาแม่ติ้ว อ.สิงหนคร 

    ขณะที่ น.ส.รัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เตรียมนำสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด และสินค้า OTOP จัดแสดงโชว์ในการประชุม ครม.สัญจร สร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง โดยนำสินค้าทั้ง 16 อำเภอและกลุ่มเครือข่ายมาร่วมจัดแสดง อาทิ ขนมม่อฉี โรตีชาชัก ไข่ครอบ ยำสาหร่ายผมนาง มะม่วงเบาแช่อิ่มสิงหนคร มะม่วงเบาสเลอปี้ หนังปลากระพงขาวทอดหรอบ ไอติมจำปาดะ เต้าคั่วสงขลา เต้าหู้คลองแงะ และลูกชิ้นปลาพริกไทยดำ เป็นต้น

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639898&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iu0vj6A4mhTVfnLJmSDw3

  • ลุ้นหนัก “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 3 “เอกนิติ” ขานรับโพลหนุน ลั่นขอพิจารณาภาวะเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ ก่อนเคาะ – สยามรัฐ

    ลุ้นหนัก “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 3 “เอกนิติ” ขานรับโพลหนุน ลั่นขอพิจารณาภาวะเศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ ก่อนเคาะ – สยามรัฐ

    “เอกนิติ” ขอรับไปพิจารณา หลังโพลสะท้อนประชาชน หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส”เฟส3  บอำ ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย

    เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 30 ส.ค.69 ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจประชาชนที่ต้องการให้เดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 รัฐบาลจะมีความชัดเจนตรงนี้อย่างไร ว่า ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะโครงการนี้ตั้งใจออกมาช่วยประชาชนเรื่องค่าครองชีพ นอกจากนี้ ยังเติมเงินในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมาจะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วย
    #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส3 #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #กระทรวงการคลัง #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #สวนดุสิตโพล #ข่าวเศรษฐกิจ #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ลดค่าครองชีพ #เยียวยาประชาชน #ข่าวด่วน #ข่าวด่วนวันนี้ #ข่าววันนี้ #ข่าวการเมือง #นโยบายรัฐบาล #โหนกระแส #เกาะติดสถานการณ์ #ข่าวเด่น #เงินช่วยเหลือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RmLvQ_RRXmNxJlDcOdPl0

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (30 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (30 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (30 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (30 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (30 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YdatrRMH53WFsRY2gpgS5