Blog

  • HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ  ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

    HWPL จัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ระดมผู้สื่อข่าวทั่วโลกหารือแนวทางการรายงานข่าวเชิงหาทางออก

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

    HWPL (HWPL International Workshop on Peace Journalism Studies)  จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติว่าด้วยการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ในรูปแบบออนไลน์ โดยมีผู้สื่อข่าวประมาณ 220 คนจากทั่วโลกเข้าร่วม ภายใต้หัวข้อ “การรายงานทางออกในยุคแห่งการหลีกเลี่ยงข่าว: การเสริมสร้างพลังของผู้ชมผ่านความร่วมมือด้านสันติภาพระหว่างสื่อและภาคประชาสังคม” กิจกรรมในครั้งนี้ได้สำรวจบทบาทของวารสารศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการหลีกเลี่ยงข่าว (News Avoidance) การลดความขัดแย้ง และการส่งเสริมสันติภาพ

    ภายในงานมีการนำเสนอโดย 3 ผู้สื่อข่าว  ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในวารสารการศึกษาวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพของ HWPL ฉบับที่ 4 (Journal HWPL Peace Journalism Studies, Volume 4) โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของวารสารศาสตร์เชิงหาทางออก (Solutions-oriented Journalism) ที่ก้าวข้ามเพียงการรายงานเหตุการณ์ไปสู่การนำเสนอแนวทางเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งและความหวัง

    นายอะห์มัด ยานี (Mr. Achmad Yani) ผู้สื่อข่าวจากทีมบรรณาธิการ Indepthnews.id ประเทศอินโดนีเซีย ได้นำเสนองานวิจัยในหัวข้อ “บทบาทของเรื่องเล่าผ่านสื่อต่างประเทศในการลดความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา” โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า วิธีที่สื่อวางกรอบความขัดแย้ง (Frame) นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณชน

    จากการวิเคราะห์บทความ 19 ชิ้นจากสำนักข่าวหลักระดับโลก พบว่า ประมาณ 64% ของการนำเสนอข่าวเน้นไปที่การปะทะกันทางทหารและความตึงเครียดทางการเมือง ในขณะที่ประสบการณ์ของพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นกว่า 200,000 คนกลับไม่ถูกกล่าวถึง เขาเน้นย้ำว่าสื่อกำหนดความเข้าใจของสังคมผ่านการเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอหรือตัดออก และเรียกร้องให้วารสารศาสตร์หันมาใช้มุมมองที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อเป็นศูนย์กลาง พร้อมสำรวจแนวทางแก้ไขอย่างสันติ

    อีกหนึ่งการนำเสนอโดย นางสาวไอดา ยุสนิตา (Ms. Ida Yusnita) ผู้สื่อข่าวจาก mediabanjarmasin.com ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “สันติภาพ: สิทธิมนุษยชนที่เราต้องร่วมกันปกป้อง” เธอได้นิยามสันติภาพว่าไม่ใช่เพียงแค่การปราศจากสงคราม แต่เป็นสภาวะที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ความเท่าเทียม และความยุติธรรม ซึ่งต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน

    เธอได้สรุปบทบาทของรัฐ สังคม และสื่อในการบรรลุสันติภาพ โดยเน้นย้ำถึงธรรมาภิบาลที่ยุติธรรม ความอดทนอดกลั้นทางสังคม และการรายงานข่าวอย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ เธอยังย้ำว่าสันติภาพและสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความพยายามในทางปฏิบัติ เช่น การศึกษาเรื่องความอดทนอดกลั้น นโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสื่ออิสระ

    นายโฮเซ นิโคลัส อาร์โรโย รามอส (Mr. José Nicolás Arroyo Ramos) ผู้สื่อข่าว ทนายความ และอาจารย์จากสาธารณรัฐโดมินิกัน ได้วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมของสื่อมีส่วนทำให้เกิดความแตกแยกและการสนทนาที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งได้อย่างไร เขานำเสนอแนวคิด “ความรุนแรงเชิงวาทกรรม” (Discursive Violence) ซึ่งหมายถึงการสื่อสารที่ขยายความแตกแยกและความเป็นศัตรู แม้จะไม่มีการใช้กำลังทางกายภาพก็ตาม
    เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่าในยุคดิจิทัล เนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และไม่ผ่านการตรวจสอบจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งมักทำให้ประเด็นที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องเล่าแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างง่าย วารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพจึงเป็นทางเลือกสำคัญในการสำรวจต้นตอของปัญหา รวบรวมมุมมองที่หลากหลาย และนำเสนอทางออกที่สร้างสรรค์

    แม้จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ แต่การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ก็เอื้อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ในช่วงการสนทนากลุ่มย่อย ผู้เข้าร่วมได้สำรวจประเด็นต่างๆ เช่น ข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง รวมถึงบทบาทของเรื่องเล่าเชิงบวกในการรายงานข่าวความขัดแย้ง

    นอกจากนี้ ในงานยังได้แนะนำแพลตฟอร์มสื่อและสันติภาพโลก (Media and Global Peace Platform – MAGP) ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับโลกบน Substack ที่เชื่อมโยงผู้สื่อข่าวและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ข้ามพรมแดน โดยคาดว่าแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนการขยายตัวของวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพไปในระดับโลก

    คณะผู้จัดงาน กล่าวว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ยืนยันอีกครั้งว่าสื่อไม่ใช่เพียงผู้ส่งสารเท่านั้น แต่เป็นตัวแสดงหลักในการกำหนดการรับรู้ของสาธารณะและสร้างสันติภาพ” พร้อมเสริมว่า “เราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือและการปฏิบัติจริงในด้านวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพผ่านเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็งต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/962814&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IW9vEZ7arwLPZfZhJ-l86

  • ‘สิริพงศ์’ โต้ฝ่ายค้าน! ยัน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ ไม่ใช่ ‘ตีเช็คเปล่า’ ย้ำเงินถึงประชาชนทุกคน

    ‘สิริพงศ์’ โต้ฝ่ายค้าน! ยัน ‘กู้ 4 แสนล้าน’ ไม่ใช่ ‘ตีเช็คเปล่า’ ย้ำเงินถึงประชาชนทุกคน

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์การ “ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ว่า “คงไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่อาจจะเป็นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย ที่ผ่านมารัฐบาลบางยุคจะกู้เงินมาทำโครงการ แต่ครั้งนี้เงินจะลงไปถึงประชาชนทั้งหมด ไม่ได้มาในรูปแบบจะทำถนนเส้นนั้นเส้นนี้ เป็นรูปแบบที่เขาไม่เคยทำ จึงทำให้เขาสงสัย นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง โดยเงินจะอุดหนุนไปที่ตัวประชาชน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนรายละเอียดขอให้รอกระทรวงการคลัง”

    ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท จะช่วยประชาชนลดภาระสำหรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิล มาใช้พลังงานสะอาด รัฐจะไปช่วยสนับสนุน อาจจะมาในรูปแบบช่วยดอกเบี้ยคนละครึ่ง หรือช่วยติดโซลาร์รูฟท็อป

    ที่ผ่านมากู้เงินมาก้อนหนึ่งมาทำถนน ทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เงินทั้งหมดที่กู้มาจะไปถึงประชาชนทั้งหมด

    สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึง “ความฉุกเฉิน–จำเป็น–เร่งด่วน” สิริพงศ์ กล่าวว่า “ขณะนี้งบกลางที่เหลืออยู่ต้องสำรองไว้สำหรับเรื่องความมั่นคง และเม็ดเงินไม่เพียงพอ กว่างบประมาณปี 70 จะใช้ได้ก็เดือน ต.ค.69 สถานการณ์วันนี้คำถามคือ ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วหรือยัง เดือดร้อนหรือยัง สมควรที่จะทำหรือยัง ถ้าเกิดประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว ไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ มันก็เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ”

    เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 4 แสนล้านบาทที่กู้มาหมดไป จะต้องกู้เพิ่มหรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “เดี๋ยวมาว่ากันอีกครั้ง วันนี้เราบริหารต่อสถานการณ์นี้ และเชื่อว่า 2 แสนล้านบาท สำหรับ ‘การเปลี่ยนผ่านพลังงาน’ แม้สถานการณ์ยืดยาวแต่ประชาชนลดการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เท่ากับลดรายจ่ายได้โดยตรง ลดการพึ่งพาพลังงานแบบเก่า ประชาชนจะสัมผัสได้ ต่อให้สถานการณ์จะยืดยาวก็ตาม ที่สำคัญคือ ต้องทำให้ทัน หากส่งผลถึงประชาชนในมุมกว้างจะช่วยประชาชนในระยะยาว”

    ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น สิริพงศ์ กล่าวว่า “เป็นสิทธิของเขา แต่คิดว่า สิ่งที่นายกฯนำเสนอและฝ่ายกฎหมายรัฐบาลพิจารณาเข้าเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก.ทุกข้อ”

    แจง ‘แลนด์บริดจ์’ ใช้ PPP เปิดเอกชนร่วมลงทุน ชี้คุ้มค่ากว่า ‘คลองไทย’

    ส่วนความคืบหน้าการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานนั้น มีข้อพิจารณาว่าจะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาประกอบการตัดสินใจด้วยหรือไม่

    เรื่องนี้ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า “รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย”

    ที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ เรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าวเราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    ส่วนข้อเสนอให้ทำ “เฟสย่อย” ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร สิริพงศ์ กล่าวว่า “ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (การลงทุนแบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ โดยเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณา เมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน”

    การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย

    เมื่อถามถึงข้อกังวลที่หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุน จะมีการขุด “คลองไทย” เพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือน “โครงการคลองปานามา” หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทยใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์หนึ่งเท่าตัว”

    โครงการแลนด์บริดจ์ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้เงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท เมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทยเป็นการปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ สิริพงศ์ กล่าวว่า “ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างสองโครงการ โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/siripong-defends-400-billion-loan-as-direct-support-to-people&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFq2tc2JYbQWw3JuOBmwX

  • “ม.หอการค้า” ชี้ ผู้ปกครองยอมลดเที่ยว-ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกมากขึ้น

    “ม.หอการค้า” ชี้ ผู้ปกครองยอมลดเที่ยว-ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกมากขึ้น

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมปี 2569 พบว่ามีมูลค่าการใช้จ่ายรวมสูงถึง​ 66,372.50 ล้านบาท​ ขยายตัว 6% ซึ่งเป็นการขยายตัวและมีมูลค่าสูงสุดช่วง 10 ปี 

    โดยโครงสร้างการใช้จ่ายหลักยังคงเป็น​ค่าเทอม​ ​ค่าบำรุงโรงเรียน​ (ตามปกติ) ​ค่าบำรุงโรงเรียน​(​กรณีเปลี่ยนโรงเรียนใหม่​/แป๊ะเจี๊ยะ)​ รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและหนังสือ

    แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีนโยบายผ่อนปรนเรื่องชุดนักเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงเลือกซื้อชุดและรองเท้าใหม่ให้บุตรหลานเนื่องจากเห็นความสำคัญทางการศึกษา

    พร้อมประเมินค่าจ่ายในช่วงเปิดเทอมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 29,000 บาทต่อครัวเรือน​ แต่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้ปกครองยอมประหยัดส่วนอื่นเพื่อการศึกษา โดยลดค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ลดการใช้จ่ายส่วนตัว​ ลดค่าอาหาร และใช้เงินออมมาจ่ายค่าเทอมและซื้อ อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นจำนวนมากขึ้น​ 

    สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในลักษณะ Sideway และเริ่มมีการซึมตัว ประชาชนเริ่มกังวลเรื่องสินค้าราคาแพงขึ้นและภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่กระทบต่อค่าเดินทาง​ แต่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเนื่องจากยังไม่เห็นการปลดคนงานหรือลดเงินเดือน และรัฐบาลยังคงตรึงราคาพลังงานอยู่

    อย่างไรก็ตาม​ ​ผู้ปกครอง​จำนวน​ 72.9% ​มีเงินเพียงพอในการใช้จ่าย​ ขณะที่​จำนวน​ 27.1% มีเงินไม่เพียงพอในการใช้จ่าย​ ​ซึ่งส่วนใหญ่​แก้ปัญหา​ด้วยการกู้เงินในระบบ​มากขึ้น​ แทนการจำนำทรัพย์สินที่เป็นพฤติกรรมรองลงมา

    นอกจากนี้ ผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อเริ่มขยับไปสู่โรงเรียนนานาชาติ สองภาษา หรือห้องเรียนพิเศษ เนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพและผลดีจากการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอนมากกว่าโรงเรียนรัฐภาคปกติ​ โดยผู้ปกครองมีเสนอต้องการให้รัฐบาลเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่ออนาคตของเด็กไทย

    Freepik/-
    ผู้ปกครองยอมลด เที่ยว -ใช้จ่ายส่วนตัว เพื่อลงทุนภาคการศึกษามากขึ้น

    สำกหรับกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการ มีมาตรการผ่อนปรนเรื่องการแต่งกายของนักเรียน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง มองว่ามาตรการดังกล่าวถือเป็นทางเลือก​ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

    ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ยังไม่พบสัญญาณการลดการซื้อชุดนักเรียนอย่างรุนแรง และคาดว่าตลาดชุดนักเรียนในปีนี้อาจขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการร้านค้าในระยะนี้

    นายธนวรรธน์ ย้ำว่าหน่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ​ของไทย ทั้ง​ สศช. ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง​ ซึ่งการจะหลุดพ้นจากภาวะการเติบโตต่ำได้ จำเป็นต้องย้อนกลับไปแก้ไขที่รากฐานสำคัญนั่นคือ ภาคการศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถใหม่ให้กับประเทศในอนาคต

    โดยกล่าวถึง กรณีที่รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อนำมาเยียวยาประชาชนและพัฒนาการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยด้วยว่า นอกจาก วัตถุประสงค์สองด้านดังกล่าวยังมีเรื่องการศึกษาที่รัฐบาลควรนำเงินจากการกู้มาช่วยพัฒนาด้วย เนื่องจากต้องเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดของการใช้เงิน

    ทั้งนี้ ในมุมมองของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้แนะนำว่าภาครัฐควร เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ให้ล้าหลังตามประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย อีกทั้งควรจัดสรรงบประมาณเพื่อทรัพยากรด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพิ่มบุคลากรทางการศึกษาให้เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/274848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBNoHhOJ9oeKJER9sppuW

  • “อีฟ-ลีเดียร์” หวดลิ่ว 16 คน ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ วีเมนส์” สนาม 2 | เดลินิวส์

    “อีฟ-ลีเดียร์” หวดลิ่ว 16 คน ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ วีเมนส์” สนาม 2 | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสอาชีพชาย เอ็ม 25 รายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 974,700 บาท และเทนนิสอาชีพหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,350 บาท ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 ประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก (32 คน) “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวางอันดับ 1 ดีกรีรองแชมป์สัปดาห์ก่อน หวดชนะ โอ จียุน นักหวดวัย 15 ปี จากเกาหลีใต้ 2-0 เซต 6-4, 6-0 ผ่านเข้ารอบ 2 ไปพบกับ เหวียน เคนซี จากสหรัฐอเมริกา

    ขณะที่ ลีเดียร์ พอดโกริชานี่ เอาชนะ ชิน จีโฮ จากเกาหลีใต้ 2-1 เซต 3-6, 6-4, 6-2 เข้ารอบ 16 คน ไปพบกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก อัญชิสา ฉันทะ แพ้ หลิว หยูฮั่น (จีน) 5-7, 3-6, พิมพ์ลภัส ลิม แพ้ จาง จุนฮาน 2-6, 2-6, เหวียน เคนซี (สหรัฐ) ชนะ คานาโกะ โอซาฟุเนะ (ญี่ปุ่น) 6-1, 6-0, ประเภทชายเดี่ยว รอบแรก วิชยา ตรงเจริญชัยกุล แพ้ ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) 6-7 (7-9), 7-6 (7-3), 2-6, ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ แพ้ แมทธิว เดลลาเวโดวา (ออสเตรเลีย) 3-6, 0-6, กษิดิศ สำเร็จ แพ้ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 4-6, 0-2 Ret. (หายใจไม่ทัน), ฐานทัพ สุขสำราญ แพ้ โมเอรานี บูซิจ (ออสเตรเลีย) 1-6, 6-7 (1-7), มาร์คุส มาลาซแชค วูยือ แพ้ เดฟ จาเวีย (อินเดีย) 2-6, 0-2 Ret. (ปวดท้อง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5840109/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2r0LOYe7uTGEMwJuc0PgN_

  • IT และบ.ย่อย ไตรมาส 1/69กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 91.73 ลบ.

    IT และบ.ย่อย ไตรมาส 1/69กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 91.73 ลบ.

    IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์

    บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน)และบริษัทย่อย  ไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 91.73 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.25 บาท

    เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 28.87 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.079 บาท

              บริษัท ไอที ซิตี้ จำกัด (มหาชน) แจ้งผลประกอบการ(รวมบริษัทย่อย)  งวดไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 สรุปได้ดังนี้                                                  สอบทาน/ตรวจสอบ                        สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม      (หน่วย : พันบาท)                                                  ไตรมาส 1                                         ปี      2569      2568  กำไร (ขาดทุน) สุทธิ                          91,733    28,870  กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท)                  0.25     0.079

    โดย ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRG50IQ9SUUMCD55B2FND9H4JIBNY2JM&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27PEi3MdCNXJn9YQDKnWTU

  • พัชรินทร์-ลีเดียร์ พาเหรดคว้าชัยทะลุรอบ 16 คน เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    พัชรินทร์-ลีเดียร์ พาเหรดคว้าชัยทะลุรอบ 16 คน เทนนิสไอทีเอฟ นครปฐม

    พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือ 1 ของรายการ ฟอร์มแกร่งอัดดาวรุ่งโสมขาว 2 เซตรวด ด้าน ลีเดียร์ พลิกนรกแซงชนะเกาหลีใต้ เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายศึกเทนนิสไอทีเอฟที่กำแพงแสน

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพนานาชาติ รายการ ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (M25) ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 974,700 บาท) และรายการ ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2) (W15) ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 487,350 บาท) ณ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เป็นการแข่งขันรอบแรกวันที่สอง

    ไฮไลต์ในประเภท หญิงเดี่ยว รอบแรก (32 คน) “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดสาวจากขอนแก่นวัย 31 ปี ดีกรีรองแชมป์เมื่อสัปดาห์ก่อน และเป็น มือวางอันดับ 1 ของรายการ (มือ 452 ของโลก) ลงสนามพบกับ โอ จียุน ดาวรุ่งวัย 15 ปีจาก เกาหลีใต้ ที่ผ่านมาจากรอบคัดเลือก ผลปรากฏว่า พัชรินทร์ อาศัยประสบการณ์ที่เหนือกว่าเอาชนะไปได้อย่างเด็ดขาด 2-0 เซต สกอร์ 6-4 และ 6-0 ผ่านเข้าสู่รอบสอง (16 คนสุดท้าย) ไปพบกับ เหวียน เคนซี จาก สหรัฐฯ มือ 1311 ของโลกต่อไป

    อีกหนึ่งคู่ที่น่าสนใจ ลีเดียร์ พอดโกริชานี่ นักเทนนิสดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-รัสเซีย มือ 1641 ไอทีเอฟ แรงกิ้ง ที่ได้รับสิทธิ์ไวลด์การ์ด โชว์หัวใจสู้หลังพลาดท่าแพ้ไปก่อนในเซตแรก พลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะ ชิน จีโฮ จาก เกาหลีใต้ มือ 1182 ของโลก ไปอย่างสุดมัน 2-1 เซต ด้วยสกอร์ 3-6, 6-4 และ 6-2 ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย ไปพบกับ หลิว หยูฮั่น จาก จีน

    สรุปผลการแข่งขันคู่อื่นที่น่าสนใจ:

    ประเภทหญิงเดี่ยว รอบแรก

    • อัญชิสา ฉันทะ (มือวาง 2) แพ้ หลิว หยูฮั่น (จีน) 0-2 เซต 5-7, 3-6

    • พิมพ์ลภัส ลิม แพ้ จาง จุนฮาน (มือวาง 5-จีน) 0-2 เซต 2-6, 2-6

    • เหวียน เคนซี (สหรัฐฯ) ชนะ คานาโกะ โอซาฟุเนะ (ญี่ปุ่น) 2-0 เซต 6-1, 6-0

    ประเภทชายเดี่ยว รอบแรก

    • วิชยา ตรงเจริญชัยกุล แพ้ ไอแซค เบครอฟต์ (นิวซีแลนด์) 1-2 เซต 6-7(7-9), 7-6(7-3), 2-6

    • ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ แพ้ แมทธิว เดลลาเวโดวา (มือวาง 4-ออสเตรเลีย) 0-2 เซต 3-6, 0-6

    • กษิดิศ สำเร็จ (มือวาง 2) แพ้ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 4-6, 0-2 Ret. (กษิดิศ ถอนตัวเนื่องจากหายใจไม่ทัน)

    • ฐานทัพ สุขสำราญ แพ้ โมเอรานี บูซิจ (มือวาง 3-ออสเตรเลีย) 0-2 เซต 1-6, 6-7(1-7)

    • มาร์คุส มาลาซแชค วูยือ แพ้ เดฟ จาเวีย (อินเดีย) 2-6, 0-2 Ret. (มาร์คุส ถอนตัวเนื่องจากอาการปวดท้อง)

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/103397/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IabD0cR3qy-u6_ST8CZnC

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอการค้า ประเมินเปิดเทอมปี69 เงินสะพัดกว่า 6 หมื่นล. สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอการค้า ประเมินเปิดเทอมปี69 เงินสะพัดกว่า 6 หมื่นล. สูงสุดเป็นประวัติการณ์

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIC6n0ojeMwR0FhS7uG5r

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 06 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : เล่นในกรอบ
    แนวรับ : $4,510 หรือ 70,200
    แนวต้าน : $4,660 หรือ 71,300

    .
    ทองคำดีดกลับจากแนวรับ $4,500 แล้ว แต่ยังเจอแรงกดดันจากสงคราม Hormuz, เงินเฟ้อ และท่าที Hawkish ของ FED แบบนี้ ควร “ไล่ซื้อ” หรือ “เล่นในกรอบ” รอจังหวะทำกำไรระยะสั้น?

    .

    ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และแนวต้านบริเวณ $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังช่องแคบ Hormuz มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือมากขึ้น และ UAE รายงานการตอบโต้ภัยคุกคามจากมิสไซล์ที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นอีกครั้ง และกดดันเงินเฟ้อให้สูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เพราะอาจทำให้ FED ยังไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วตามที่ตลาดคาดหวัง

    ขณะเดียวกัน Kevin Warsh ส่งสัญญาณนโยบายการเงินในโทน Hawkish ทำให้ตลาดกลับมาประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คาด ส่งผลให้ดอลลาร์และ Bond Yield ฟื้นตัวขึ้น โดย DXY ขยับจาก 98.05 สู่ 98.48 และ Bond Yield 10 ปีฟื้นจาก 4.38% เป็น 4.43% ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้กดดันทองคำโดยตรง เพราะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองสูงขึ้น

    ฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ ISM PMI เดือนเมษายนจะยังอยู่ในโซนขยายตัวที่ 52.7 จุด แต่รายละเอียดภายในเริ่มน่ากังวล โดยเฉพาะดัชนีราคาวัตถุดิบที่พุ่งแรงสุดในรอบ 4 ปี จากแรงกดดันของต้นทุนน้ำมัน ขณะที่ดัชนีการจ้างงานหดตัวลงมาอยู่ที่ 46.4 จุด สะท้อนภาพเศรษฐกิจแบบ Stagflation lite คือเงินเฟ้อยังสูง แต่ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแรง ทำให้ FED ตัดสินใจได้ยากขึ้นว่าจะเลือกคุมเงินเฟ้อ หรือประคองเศรษฐกิจ

    ในสัปดาห์นี้ ตลาดยังต้องจับตาตัวเลขสำคัญอย่าง ISM Services PMI, Initial Jobless Claims และคาดการณ์เงินเฟ้อจาก University of Michigan หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่ถ้าตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน อาจทำให้ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยกลับมา และหนุนให้ทองคำมีโอกาสดีดกลับได้อีกครั้ง

    .

    กลยุทธ์ระยะสั้นยังแนะนำ “เล่นในกรอบ” มากกว่าการไล่ซื้อ เพราะราคาทองคำดีดขึ้นมาใกล้แนวต้าน $4,660 แล้ว ทำให้ Upside เริ่มจำกัด ขณะที่สัญญาณเทคนิคระยะสั้นยังให้น้ำหนักไปทางพักตัว นักลงทุนสามารถรอซื้อบริเวณแนวรับ $4,510 หรือประมาณ 70,200 บาท และรอขายทำกำไรเมื่อราคาดีดกลับขึ้นใกล้แนวต้าน $4,660 หรือประมาณ 71,300 บาท โดยยังต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์ Hormuz อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองปัจจัยอาจทำให้ราคาทองผันผวนแรงได้ในระยะสั้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-06-may-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pLjcu81s6h396DvxUkyRj

  • “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    “พรรคเศรษฐกิจ” จี้รัฐแก้ปมชุมชนชาวอิสราเอลบนเกาะพะงัน ชี้เสี่ยงดึงไทยสู่ภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/145810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pWdJY99DQp5eI6ZDSF-eb

  • รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 | TOPNEWS

    รมว.ทส. ผลักดัน “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” เร่งบูรณาการสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 | TOPNEWS

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งบูรณาการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หารือร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในมิติการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจไทย และแนวทางขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุม คณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1566919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a_cuUWwaQnOoFbKua8nQO