Blog

  • ปรับใหญ่ท่าเรือสงขลา! ดีเดย์เปิด ต.ค. 69 ทวงคืนเค้กส่งออกยางจากมาเลย์

    ปรับใหญ่ท่าเรือสงขลา! ดีเดย์เปิด ต.ค. 69 ทวงคืนเค้กส่งออกยางจากมาเลย์

    สรรเพชญ ติดตามการยกระดับท่าเรือสงขลา สู่ฮับโลจิสติกส์อ่าวไทยตอนล่าง สั่งกรมเจ้าท่าขอเพิ่มงบฯ ขุดลอกร่องน้ำ ปี 70 อีก 133 ล้านบาท ดึงส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ส่วนโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดย กล่าวว่า ท่าเรือสงขลาเป็นท่าเรือเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เป็นช่องทางการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ การลงพื้นที่วันนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลาซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ และปริมาณตู้สินค้า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน โดยในงบประมาณปี พ.ศ. 2570 กระทรวงคมนาคม

    โดยกรมเจ้าท่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำท่าเรือสงขลา วงเงินงบประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนดินสะสมประจำปี ปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เรือขนส่งสินค้า สามารถเข้า ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น

    จากเดิมท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและความลึกของร่องน้ำ ทำให้ที่ผ่านมายางพาราจำนวน 2 ล้านตัน คิดเป็น 70% ของผลผลิตต่อปีในภาคใต้ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง มาเลเซีย โดยไม่ผ่านท่าเรือสงขลา เนื่องจากการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาไปต่างประเทศต้องส่งผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ทำให้ปัจจุบันการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลา คิดเป็น 5% ของการส่งออกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้

    ทั้งนี้ การพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ ซึ่งมีการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า (Ship to Shore Crane : STS) จำนวน 2 ตัว และการปรับปรุงในส่วนอื่น ๆ จะทำให้เรือสินค้าสามารถรับยางพาราจากท่าเรือสงขลาส่งออกโดยตรงไปสู่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และทำให้ยางพาราที่ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนังอย่างน้อย 50% กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาแทน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าท่าเรือสงขลาเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านตัน/ปี เป็น 4 ล้านตัน/ปี และตู้สินค้าเพิ่มจาก 150,000 TEU/ปี เป็น 450,000 TEU/ปี ภายใน 5 6 ปี

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือสงขลา จำนวน 133 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนสะสมร่องน้ำเดิมซึ่งยังเคยมีการขุดลอกมาก่อน ปริมาณ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่กรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณ วงเงิน 120 ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 253 ล้านบาท เพื่อให้มีการขุดลอกร่องน้ำ ปริมาณตะกอนดินรวม 2.7 ล้านลูกบาศ์เมตร สำหรับการขุดลอกร่องน้ำเพื่อให้รักษาความลึกใช้งานไม่น้อยกว่า -9 เมตร เมื่อวัดจากระดับน้ำลงต่ำที่สุดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 ซึ่งมีมติให้บำรุวรักษาร่องน้ำให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 9 เมตร ตลอดปี ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ

    นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภาคใต้ สร้างความ เติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มการส่งออกยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ

    ในส่วนข้อเสนอการขุดลอกร่องน้ำของภาคเอกชนนั้น ได้มอบให้กรมเจ้าท่าจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม วงเงินประมาณ 133 ล้านบาท โดยดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน

    นายสรรเพชญ ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับให้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับตู้สินค้าและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12840582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lfqRtnajLmoT9Di27TIJs

  • พรุ่งนี้วันสุดท้าย ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อน 5 ทุ่ม

    พรุ่งนี้วันสุดท้าย ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ก่อน 5 ทุ่ม

    วันนี้ (30 ส.ค.2569) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยข้อมูล วันที่ 26 ส.ค.2569 พบว่ามีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) จำนวน 3,139,886 คน โดยขณะนี้มีผู้ดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) สำเร็จแล้ว 2,510,504 คน คิดเป็น 80%

    พรุ่งนี้ ( 31 ส.ค.2569) จะเป็นวันสุดท้าย สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ผู้ที่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ไม่ผ่านคุณสมบัติ

    โดยสามารถยื่นทบทวนสิทธิได้ 4 ช่องทาง คือ เว็บไซต์โครงการฯ https://welfare.mof.go.th https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th / แอปฯ เป๋าตัง /แอปฯ ทางรัฐ หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ในเวลาทำการธนาคาร ก่อนเวลา 5 ทุ่มของวันที่ 31 ส.ค.2569 และแก้ไขเอกสาร/ข้อมูล ได้ถึงวันที่ 20 ก.ย.2569 ก่อนที่จะ ประกาศผลการทบทวนวันที่ 30 ก.ย.นี้

    พรุ่งนี้วันสุดท้าย ทบทวนสิทธิก่อน 5 ทุ่ม  ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    พรุ่งนี้วันสุดท้าย ทบทวนสิทธิก่อน 5 ทุ่ม ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 9,314,253 คน มีผู้ยื่นทบทวนสิทธิแล้ว 4,767,301 คน ซึ่งผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติที่เห็นว่า ผลการตรวจสอบอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ไทย โดยหากมีข้อมูลที่จะต้องปรับปรุงเพื่อให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอ ซึ่งพร้อมให้บริการดูแลอำนวยความสะดวกซึ่งจะ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

    อ่านข่าว:

    ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ “ไม่ผ่าน” คลัง เปิด 4 ช่องทางขอทบทวนสิทธิ

    เตือนผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ เพราะข้อมูลรถ รีบยื่นทบทวนสิทธิภายใน 31 ส.ค.

    โค้งสุดท้าย 31 ส.ค. ขอทบทวนสิทธิ ลงทะเบียน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04xTMI-h8KHwzUPPoJbhFb

  • ปรับใหญ่ท่าเรือสงขลา! ดีเดย์เปิด ต.ค. 69 ทวงคืนเค้กส่งออกยางจากมาเลย์ “สรรเพชญ”สั่งเพิ่มงบขุดลอกร่องน้ำ : อินโฟเควสท์

    ปรับใหญ่ท่าเรือสงขลา! ดีเดย์เปิด ต.ค. 69 ทวงคืนเค้กส่งออกยางจากมาเลย์ “สรรเพชญ”สั่งเพิ่มงบขุดลอกร่องน้ำ : อินโฟเควสท์

    “สรรเพชญ” ติดตามการยกระดับท่าเรือสงขลา สู่ฮับโลจิสติกส์อ่าวไทยตอนล่าง สั่งกรมเจ้าท่าขอเพิ่มงบฯ ขุดลอกร่องน้ำ ปี 70 อีก 133 ล้านบาท ดึงส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ส่วนโครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลา เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ ขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดย กล่าวว่า ท่าเรือสงขลาเป็นท่าเรือเศรษฐกิจที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เป็นช่องทางการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ การลงพื้นที่วันนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาปรับปรุงท่าเรือสงขลาซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ และปริมาณตู้สินค้า รวมทั้งการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดร่องน้ำตื้นเขิน โดยในงบประมาณปี พ.ศ. 2570 กระทรวงคมนาคม

    โดยกรมเจ้าท่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำท่าเรือสงขลา วงเงินงบประมาณ 120 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนดินสะสมประจำปี ปริมาณ 1.3 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เรือขนส่งสินค้า สามารถเข้า – ออกท่าเรือได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วขึ้น

    จากเดิมท่าเรือสงขลามีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและความลึกของร่องน้ำ ทำให้ที่ผ่านมายางพาราจำนวน 2 ล้านตัน คิดเป็น 70% ของผลผลิตต่อปีในภาคใต้ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนัง มาเลเซีย โดยไม่ผ่านท่าเรือสงขลา เนื่องจากการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลาไปต่างประเทศต้องส่งผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ทำให้ปัจจุบันการส่งออกยางพาราผ่านท่าเรือสงขลา คิดเป็น 5% ของการส่งออกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้

    ทั้งนี้ การพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ ซึ่งมีการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า (Ship to Shore Crane : STS) จำนวน 2 ตัว และการปรับปรุงในส่วนอื่น ๆ จะทำให้เรือสินค้าสามารถรับยางพาราจากท่าเรือสงขลาส่งออกโดยตรงไปสู่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ และทำให้ยางพาราที่ถูกส่งออกผ่านท่าเรือปีนังอย่างน้อย 50% กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาแทน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าท่าเรือสงขลาเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านตัน/ปี เป็น 4 ล้านตัน/ปี และตู้สินค้าเพิ่มจาก 150,000 TEU/ปี เป็น 450,000 TEU/ปี ภายใน 5 – 6 ปี

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการขุดลอกร่องน้ำท่าเรือสงขลา จำนวน 133 ล้านบาท เพื่อขุดลอกตะกอนสะสมร่องน้ำเดิมซึ่งยังเคยมีการขุดลอกมาก่อน ปริมาณ 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่กรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณ วงเงิน 120 ล้านบาท เพื่อให้มีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 253 ล้านบาท เพื่อให้มีการขุดลอกร่องน้ำ ปริมาณตะกอนดินรวม 2.7 ล้านลูกบาศ์เมตร สำหรับการขุดลอกร่องน้ำเพื่อให้รักษาความลึกใช้งานไม่น้อยกว่า -9 เมตร เมื่อวัดจากระดับน้ำลงต่ำที่สุดได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 ซึ่งมีมติให้บำรุวรักษาร่องน้ำให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 9 เมตร ตลอดปี ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ

    นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลา มีแผนเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งจะทำให้ท่าเรือสงขลาสามารถเป็นประตูการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญของภาคใต้ สร้างความ เติบโตทางเศรษฐกิจในภาคใต้ มีการพัฒนาอุตสาหกรรม เพิ่มการจ้างงาน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มการส่งออกยางพารา และสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ

    ในส่วนข้อเสนอการขุดลอกร่องน้ำของภาคเอกชนนั้น ได้มอบให้กรมเจ้าท่าจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม วงเงินประมาณ 133 ล้านบาท โดยดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วน

    นายสรรเพชญ ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อยกระดับให้เป็นประตูการค้าอ่าวไทยตอนล่าง ซึ่งการพัฒนาและปรับปรุงท่าเรือสงขลาในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการรองรับตู้สินค้าและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639836&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t1E-ck02AfllKfUvHNQMG

  • “เอกนิติ” เผย “ ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 3 ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

    “เอกนิติ” เผย “ ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 3 ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวม


    “เอกนิติ” รับฟัง โพลสะท้อนประชาชน หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 3 ชี้ ต้องดูสภาพเศรษฐกิจโดยรวมประกอบด้วย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจประชาชนที่ต้องการให้เดินหน้า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส“ เฟส 3 รัฐบาลจะมีความชัดเจนอย่างไร ว่า ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะโครงการนี้ตั้งใจออกมาช่วยประชาชนเรื่องค่าครองชีพประชาชน นอกจากนี้ยังเติมเงินในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมา จะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/46300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sY94ovKsKAaaz3P4APlkb

  • ผู้นำสูงสุดอิหร่านเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้นำสูงสุดอิหร่านเรียกร้องให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องให้ประชาชน ขณะที่อิหร่านยอมรับว่ากำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐ แต่ยืนยันจะไม่ยอมแพ้ต่อแรงกดดัน

    อัลจาซีร่าและรอยเตอร์สรายงานว่าอยาตอลลาห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 29 สค.) เรียกร้องรัฐบาลอิหร่านให้เร่งแก้ไขปัญหาความยากลำบากให้กับประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินเฟ้อ, การว่างงาน รวมทั้งขอให้รัฐบาลเร่งควบคุมราคาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันคาเมเนอีก็เรียกร้องให้ประชาชนชาวอิหร่านมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    แถลงการณ์ของผู้นำสูงสุดอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีมาซู้ด เปเซชเคียนออกมายอมรับกับสื่อของทางการอิหร่านว่าการค้าขายกับต่างประเทศทั้งส่งออกและนำเข้าของอิหร่านได้ลดลงเกือบ 35% หรือมากกว่า 1 ใน 3 จากมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ

    เปเซชเคียนกล่าวว่ารัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งการควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ, การสร้างงานและพยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ

    รายงานเผยว่าอัตราเงินเฟ้ออิหร่านพุ่งสูงขึ้น 66% เมื่อเดือนกรกฎาคม ขณะที่ชาวอิหร่านที่กรุงเตหะรานได้บอกกับอัลจาซีร่าว่าสงครามส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขา ทำให้สินค้าทุกอย่างแพงขึ้นอย่างมาก

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 29 สค.) ว่าอิหร่านจะเดินหน้าเจรจาทางการทูตต่อไป แต่ขณะเดียวกันก็จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนไปพร้อมๆกันอย่างสมดุล พร้อมยืนยันว่าอิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1677319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b0VqSnFZqdqDrJo9Jp2nc

  • “เอกนิติ” ชี้ ไทยช่วยไทยเฟส 3  ต้องดูสภาพเศรษฐกิจก่อนตัดสินใจ

    “เอกนิติ” ชี้ ไทยช่วยไทยเฟส 3 ต้องดูสภาพเศรษฐกิจก่อนตัดสินใจ

    วันนี่ (30 ส.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจประชาชน ที่ต้องการให้เดินหน้า โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 3 ถึงความชัดเจนของรัฐบาลว่า จะดำเนินการต่อหรือไม่นั้น ขอบคุณที่ประชาชนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะโครงการดังกล่าว ตั้งใจออกมาช่วยประชาชนเรื่องค่าครองชีพประชาชน ส่วนความเห็นของประชาชนที่ออกมา จะรับไปพิจารณา โดยดูสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพด้วย สำหรับผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ความพบว่าไทยช่วยไทยพลัส ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 57.60

    อ่านข่าว :

    เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน การเมืองเข้าโหมด “บันเทิง”

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ดันกำลังซื้อ สนค.เผย 71 % ใช้สิทธิ ลดค่าครองชีพ

    ไทยช่วยไทย พลัส 2 เดือน เงินสะพัดกว่า 1.1แสนล้าน ใช้สิทธิครบ1,000 บาท 1.9 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EbPn3t9lwdjLCeqwQGUAN

  • เฮทั้งประเทศ! ดีเดย์ ก.ย. 69 ลดค่าไฟโครงสร้างใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ประหยัดอานิสงส์ 21 ล้านครัวเรือน – สยามรัฐ

    เฮทั้งประเทศ! ดีเดย์ ก.ย. 69 ลดค่าไฟโครงสร้างใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ประหยัดอานิสงส์ 21 ล้านครัวเรือน – สยามรัฐ

    รัฐบาลดีเดย์ ก.ย. 69 ค่าไฟโครงสร้างใหม่ “ใช้น้อย จ่ายถูกลง” 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ลดภาระกว่า 21 ล้านครัวเรือน
    วันนี้ ( 30 ส.ค. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ประชาชนจะเริ่มได้รับประโยชน์จากโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นทุนและโครงสร้างค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อยที่จะจ่ายในอัตราที่ถูกลง

    สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟจะคิดในอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) โดย 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3.00 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201–400 อัตรา 4.1584 บาทต่อหน่วย และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป อัตรา 4.3583 บาทต่อหน่วย เพื่อให้การคิดค่าไฟสะท้อนระดับการใช้จริงและช่วยครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่มากเป็นลำดับแรก

    พร้อมกันนี้ อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทุกประเภท รวมค่า Ft จะลดจาก 3.95 บาท เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หรือลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย และจะ แยกภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ช่วยลดภาระลงอีก 0.0634 บาทต่อหน่วย โดยคาดว่าประชาชนกว่า 21 ล้านครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ คิดเป็นมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการขยายสิทธิให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยจริง แม้ยังไม่มีทะเบียนบ้านถาวร หากมีการใช้ไฟเพื่อการอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและมีประวัติชำระค่าไฟไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก็สามารถได้รับสิทธิอัตราค่าไฟใหม่ได้เช่นกัน

    “หลักคิดชัดเจนคือ คนที่ใช้ไฟน้อยควรจ่ายน้อยลง และผู้ที่อยู่อาศัยจริงต้องเข้าถึงสิทธิได้ รัฐบาลต้องการให้การลดค่าไฟครั้งนี้เกิดผลกับบิลของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับทำให้โครงสร้างค่าไฟมีความเป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    #ค่าไฟ #ลดค่าไฟ #ค่าไฟโครงสร้างใหม่ #ปรับลดค่าไฟ #ข่าวค่าไฟ #ข่าวดีประจำวัน #รัฐบาลช่วยเหลือประชาชน #ลดค่าครองชีพ #ค่าFt #กฟผ #กฟน #กฟภ #กระทรวงพลังงาน #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าวด่วนวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจไทย #เซฟเงินในกระเป๋า #ข่าวการเมืองวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CuUrIewTvlmkUO5Sq5hjW

  • ดีลประวัติศาสตร์! สหรัฐฯ คว้าสิทธิ์คุมน้ำมันเวเนซุเอลา 65,000 ล้านบาร์เรล หวังแก้ปัญหาน้ำมันแพง

    ดีลประวัติศาสตร์! สหรัฐฯ คว้าสิทธิ์คุมน้ำมันเวเนซุเอลา 65,000 ล้านบาร์เรล หวังแก้ปัญหาน้ำมันแพง

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลาในการเข้าควบคุมปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล” 

    “ธุรกรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้ช่วยเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐฯ มากกว่าสองเท่า และช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันของเราอย่างมหาศาล รวมถึงทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในอเมริกาลดลงอย่างมาก”

    — ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social 

    ทรัมป์บอกอีกว่า “ภายใต้การสั่งการของผม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พีต เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาผู้เป็นที่เคารพยิ่ง ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน จนสามารถคว้าสิทธิ์ให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วในเวเนซุเอลาได้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคิดเป็นปริมาณมากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล โดยที่ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย” 

    รูบิโอ ยกย่องข้อตกลงน้ำมันนี้ว่า “เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของทั้งชาวอเมริกันและชาวเวเนซุเอลา” แม้ว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาเพียงเล็กน้อยก็ตาม “สำหรับประชาชนเวเนซุเอลา ข้อตกลงนี้จะนำเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) ช่วยสร้างงานรายได้สูงหลายพันตำแหน่ง และขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา” รูบิโอโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย  

    ขณะเดียวกัน โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ก็แสดงความมั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ของเวเนซุเอลาให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง “ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 17 แห่ง ซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองรวมกันกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยจะดึงดูดเงินลงทุนเข้ามามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) และสร้างรายได้จากภาษีให้รัฐบาลเวเนซุเอลาสูงถึง 209,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.1 ล้านล้านบาท)”

    “เงินลงทุนก้อนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนและยกระดับอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเติบโต เสริมความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค และช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกอีกด้วย”

    — โรดริเกซ กล่าว 

    เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว CBS News ว่า “รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าถือหุ้นใหญ่ 55% ในบริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นร่วมกับบริษัทเอกชนในเวเนซุเอลา โดยได้รับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันยาวนานถึง 100 ปี” 

    อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงเวเนซุเอลานี้จะเผชิญกับข้อท้าทายทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญภายในประเทศแถบอเมริกาใต้อีกหรือไม่ นอกจากนี้ เอกสารข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาก็ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ 

    เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก โดยคาดว่ามีอยู่ราว 303,000 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตได้ลดดิ่งลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงที่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในปลายทศวรรษ 1990 

    อย่างไรก็ดี ทรัมป์ได้สั่งให้บริษัทน้ำมันอเมริกันลงขันเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) เข้าไปช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบขุดเจาะน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยทรัมป์อ้างสิทธิ์ในการเข้าควบคุมน้ำมันครั้งนี้ว่า “เพื่อเป็นการทวงคืนความเสียหายในอดีต ที่รัฐบาลเวเนซุเอลาเคยยึดทรัพย์สินและแท่นขุดเจาะของสหรัฐฯ ไปขายฝ่ายเดียว จนทำให้สหรัฐฯ สูญเงินไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ” 

    (Photo by WIN MCNAMEE / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/trump-hails-historic-deal-for-us-to-control-65bn-barrels-of-venezuela-oil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C5LifA1zg4_0_FVxFpdRg

  • วิเคราะห์หุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 31/08/69 – สยามรัฐ

    วิเคราะห์หุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 31/08/69 – สยามรัฐ

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มเปิดการซื้อขายภายใต้แรงกดดันจากการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลัง เควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เฟดยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ และอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังไม่ปรับตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างชัดเจนและรวดเร็ว

    แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้จากการปิดตลาดวันที่ 28 สิงหาคม โดย ดาวโจนส์ปิดที่ 53,559.99 จุด ลดลง 9.45 จุด หรือ 0.02% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.25% และ Nasdaq ลดลง 0.52% สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย

    เฟดกลายเป็นปัจจัยชี้นำตลาดมากที่สุด

    ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับการซื้อขายสัปดาห์นี้คือ ทิศทางดอกเบี้ยเดือนกันยายน เพราะถ้อยแถลงของวอร์ชทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หากข้อมูลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังไม่แสดงสัญญาณชะลอตัวเพียงพอ

    ข้อมูลตลาดสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังอย่างชัดเจน โดยโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 35% ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ เป็นราว 60% หลังวอร์ชแสดงจุดยืน ตามข้อมูลที่รายงานโดยรอยเตอร์

    ดังนั้น นักลงทุนในวันที่ 31 สิงหาคมมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับ ตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มากกว่าปัจจัยด้านผลประกอบการเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลทุกชุดสามารถเปลี่ยนความคาดหวังต่อดอกเบี้ยได้ทันที

    หุ้นเทคโนโลยีและ Nasdaq มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดโดยรวม

    Nasdaq มีแนวโน้มเผชิญแรงขายมากกว่าดาวโจนส์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตมีมูลค่าที่อ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร หากตลาดเชื่อว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้นและมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตจะถูกกดดัน

    หลังวอร์ชส่งสัญญาณแข็งกร้าว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น และหุ้นเทคโนโลยีถูกกดดัน โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าสูงและมีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยบวกจาก ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฟดเองระบุว่าการลงทุนในอุปกรณ์และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเติบโตสูง และบริษัทใน S&P 500 มีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่าพื้นฐานของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์อาจรับแรงกดดันได้ดีกว่า Nasdaq

    สำหรับดาวโจนส์ ภาพรวมมีโอกาส ผันผวนน้อยกว่า Nasdaq เนื่องจากโครงสร้างดัชนีมีบริษัทขนาดใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูงมากเท่ากับ Nasdaq

    แต่หากตลาดเริ่มเชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง นักลงทุนอาจโยกเงินเข้าสู่หุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กระแสเงินสดดี และมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิด Sector Rotation หรือการหมุนกลุ่มลงทุนอย่างชัดเจนมากขึ้น

    S&P 500 ยังมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบสูง

    S&P 500 ปิดลดลง 0.25% ในวันศุกร์ แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.49% ในรอบสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวลงล่าสุดยังไม่ถือเป็นการกลับทิศของตลาดอย่างสมบูรณ์

    ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทและการลงทุนใน AI ขณะที่ความผันผวนของตลาดโดยรวมยังอยู่ในระดับไม่สูงมากตามมุมมองของวอร์ช

    ดังนั้น S&P 500 มีโอกาสเปิดตลาดแบบ ระมัดระวังและแกว่งตัวผันผวน มากกว่าจะเกิดแรงเทขายรุนแรงทันที เว้นแต่ตลาดพันธบัตรจะปรับตัวแรงหรือมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตัวเลขการจ้างงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเฟดมีเหตุผลมากน้อยเพียงใดในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายน

    ตลาดจึงมีโอกาสเกิดภาวะ “ข่าวดีต่อเศรษฐกิจอาจกลายเป็นข่าวร้ายต่อตลาดหุ้น” หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่งจนทำให้ตลาดมองว่าเฟดจำเป็นต้องคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อไป

    ในทางกลับกัน หากข้อมูลเงินเฟ้อและตลาดแรงงานชะลอตัวลงมากกว่าคาด ก็อาจช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย และเปิดทางให้หุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตฟื้นตัวได้

    มุมมองก่อนเปิดตลาด 31 ส.ค.

    โดยภาพรวม ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดสัปดาห์ใหม่ในโหมด “ระวังความเสี่ยง” มากกว่าจะเป็นการเปิดตลาดเชิงบวกอย่างชัดเจน เนื่องจากประเด็นเฟดกลับมาเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง

    จุดที่น่าสนใจคือ แม้ดัชนีทั้ง 3 ตลาดจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ ผลตอบแทนรายสัปดาห์ยังเป็นบวกทั้งหมด โดยดาวโจนส์เพิ่ม 0.53% S&P 500 เพิ่ม 0.49% และ Nasdaq เพิ่ม 0.85% จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าตลาดเข้าสู่แนวโน้มขาลง

    มุมมองระยะสั้น: ดาวโจนส์มีโอกาสเคลื่อนไหวทรงตัวถึงอ่อนตัว ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq มีความเสี่ยงถูกกดดันมากกว่า โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่มีมูลค่าสูง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับขึ้นต่อ

    ปัจจัยชี้ขาด: ตลาดจะจับตาว่า ข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานในช่วงต่อจากนี้จะสนับสนุนหรือหักล้างมุมมองของวอร์ช เพราะขณะนี้ความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว

    สรุป: ก่อนเปิดตลาด 31 สิงหาคม นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากตลาดกำลังเปลี่ยนจากการคาดหวังว่าเฟดอาจผ่อนคลายนโยบาย ไปสู่การตั้งคำถามว่า “เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่” ซึ่งทำให้ความผันผวนของหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย Nasdaq ถือเป็นดัชนีที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ขณะที่หุ้นกลุ่ม Defensive และหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอาจได้รับความสนใจมากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00ytlVTgBLTc2Z_-Lrxd2l

  • ดัชนีการเมือง ส.ค. ร่วงรัฐสอบตกแก้ทุจริต-เศรษฐกิจ

    ดัชนีการเมือง ส.ค. ร่วงรัฐสอบตกแก้ทุจริต-เศรษฐกิจ

    30 สิงหาคม 2569 – สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,107 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม เฉลี่ย 3.63 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ได้ 3.71 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.28 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.00 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 31.94 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 25.66  ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 32.46 รองลงมาคือ พริษฐ์ วัชรสินธุร้อยละ 22.68 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือไทยช่วยไทย พลัส ร้อยละ 57.60 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 39.74

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมที่ลดลง สะท้อนผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การทุจริต ภัยพิบัติ และความมั่นคง แม้รัฐบาลจะรับมือและมีมาตรการออกมา แต่หลายเรื่องยังไม่เห็นผลชัดเจน ขณะที่ฝ่ายค้านใช้บทบาทตรวจสอบและการสื่อสารทางการเมืองต่อเนื่อง จึงทำให้ผลงานฝ่ายค้านและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียง 2 ตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น

    อาจารย์ภิญโญ คูวัฒนาเสนีย์ หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าคะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงแทบทุกด้าน สะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส และการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่มีคะแนนรั้งท้าย  อีกประเด็นสำคัญคือความถดถอยของความชอบธรรมทางกฎหมายของฝ่ายบริหาร ส่งผลให้คะแนนผลงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลลดลงเหลือเพียง 3.57 คะแนนเท่ากัน แม้มาตรการเยียวยาอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” จะได้รับความนิยมสูงสุดจากฝ่ายรัฐบาล (ร้อยละ 57.60) แต่ก็ไม่อาจชดเชยความล้มเหลวในภาพรวมของดัชนีราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวลดลงทุกด้าน ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนกลับมีคะแนนอยู่ในอันดับต้น ๆ  จึงเป็นสัญญาณเตือนทั้งทางกฎหมายและการเมืองว่า หากโครงสร้างรัฐบาลขาดความโปร่งใสและหลักนิติธรรม  ความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการปกครองและสถาบันการเมืองไทยย่อมเสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1060316/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DYZbEcQ8ER7Q9G6gFSg5v