Blog

  • ทรัมป์ปิดดีลคว้าสัมปทานน้ำมันเวเนซุเอลา 100 ปี ยึด 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

    ทรัมป์ปิดดีลคว้าสัมปทานน้ำมันเวเนซุเอลา 100 ปี ยึด 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

    วันนี้ (29 ส.ค.2569) CNN รายงาน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียลระบุ สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ด้านพลังงานร่วมกับเวเนซุเอลา ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐฯ เข้าไปมีอำนาจในการควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา เป็นจำนวนมากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น โดยไม่มีการใช้เงินงบประมาณจากผู้เสียภาษีชาวอเมริกันแม้แต่น้อย

    ทรัมป์ ระบุว่า ภารกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการมอบหมายให้ มาร์โก รูบิโอ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ และ พีท เฮกเซท รมต.กลาโหม ทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการเวเนซุเอลา และพันธมิตรจากภาคเอกชน

    การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว เพิ่มอุปทานพลังงานในระบบ และส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้เวเนซุเอลาเดินทางไปสู่ความสำเร็จและความมั่งคั่ง

    การประกาศข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 2 เดือนจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะที่ราคาน้ำมันเบนซิน เฉลี่ยทั่วประเทศของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 4 ดอลลาร์สหรัฐ/แกลลอน

    ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก จนทำให้สต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ทั่วโลก หายไปอย่างมหาศาล และส่งผลให้คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) ของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 จนสร้างความกังวลให้แก่ตลาดพันธบัตรและผู้คล้องแคล่วต่อภาวะครองชีพ

    สัมปทาน 100 ปี สหรัฐฯ คว้าผลผลิตร้อยละ 55 เติมคลังยุทธศาสตร์-กองทัพ

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ข้อตกลงที่มีการเจรจาร่วมกันนั้น สหรัฐฯ จะได้รับผลผลิตในสัดส่วนร้อยละ 55 จากบริษัทร่วมทุนเอกชนแห่งใหม่ ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นบริษัทน้ำมันเอกชนที่มีปริมาณน้ำมันสำรองใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยรัฐบาลชั่วคราวของเวเนซุเอลา อนุมัติสัมปทานการขุดเจาะ และบริหารจัดการแหล่งน้ำมันให้แก่บริษัทเอกชนรายนี้เป็นระยะเวลา 100 ปี

    สำหรับรูปแบบโครงสร้างของบริษัทใหม่ดังกล่าว เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และผู้ประกอบการภาคเอกชนในเวเนซุเอลา โดยรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถถือครองมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทพลังงานแห่งใหม่นี้ ผ่านสิทธิ์ในการถือหุ้นและข้อตกลง การรับซื้อน้ำมันดิบตามราคาต้นทุนที่รับประกันไว้

    โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้ จะถูกลำเลียงเข้าสู่คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ รวมถึงจัดสรรเพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแก่กองทัพสหรัฐฯ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในซีกโลกตะวันตก

    เวเนซุเอลาหวังเม็ดเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ด้าน เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการเวเนซุเอลา ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุว่า เป้าหมายสำคัญของเวเนซุเอลา คือการก้าวไปสู่การเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตพลังงาน โดยการนำทรัพยากรน้ำมันสำรองอันมหาศาลของชาติมาใช้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ การสร้างงาน เพิ่มรายได้ให้แก่แรงงาน และส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชน

    ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้ว่า ข้อตกลงนี้เป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของทั้งชาวอเมริกัน และชาวเวเนซุเอลา ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน เข้าสู่เวเนซุเอลาเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยสร้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงหลายพันตำแหน่ง และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

    ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในการควบคุมตัว นิโกลาส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยา ไปยังนครนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีอาญา

    หลังจากนั้น ทรัมป์ ประกาศแผนการนำบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยสภาผู้แทนราษฎรเวเนซุเอลา ลงมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายพลังงานในช่วงเดือนมกราคม เพื่อเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วม ในอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศได้สะดวกยิ่งขึ้น

    อ่านข่าว :

    “พริษฐ์” จี้ กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่ศาลอย่าตัดสินผิดถูกเอง

    “เนเน่ รอยัล” ถึงไทยหลังคว้า Golden Buzzer แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน

    อนุ กมธ.แก้สารพิษฯ จี้ตรวจสอบนำเข้าแร่ กระทบน้ำกก-สาย จ.เชียงราย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ky0nONj9Cr5HTDcZmsQhE

  • อว.-เกษตรฯ ลุย “เลิกเผา เป๋าตุง” เชียงราย ดันเศรษฐกิจพุ่ง 3,000 ล้าน | TOPNEWS

    อว.-เกษตรฯ ลุย “เลิกเผา เป๋าตุง” เชียงราย ดันเศรษฐกิจพุ่ง 3,000 ล้าน | TOPNEWS

    อว.-เกษตรฯ จับมือเอกชนเปิดโครงการ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ที่เชียงราย เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นเงิน หนุนเศรษฐกิจฐานรากพุ่ง 3,000 ล้าน แผ้วทางแก้ PM 2.5 ยั่งยืน

    วันที่ 29 ส.ค. 69 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือภาคเอกชน จัดงานใหญ่ “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง @ พื้นที่เชียงราย” ณ บ้านเล่าฝู่ ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เดินหน้าขับเคลื่อนกลไกการนำเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลังงานและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก มุ่งแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควัน PM 2.5 วิกฤตพลังงาน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงนามและแสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามกระทรวง ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคเอกชนชั้นนำ เช่น บมจ.พรีเซส คอร์ปอเรชั่น, บริษัท สเกลเจน กรีน จำกัด, บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด และ บริษัท อีพีพี พลังงานยั่งยืน จำกัด

    โครงการ “PMUC Zero Burn to Earn” ได้ลงนามข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากเอกชนส่งตรงถึงมือเกษตรกรแล้วมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท โดยภาคเอกชนเตรียมขยายผลต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปี เพื่อต่อยอดนวัตกรรมงานวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาด ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่ารวมให้ประเทศได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กระทรวง อว. และ บพข. ยังได้ส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อการเกษตรกรรมยั่งยืน ได้แก่ ชุดโซล่าเซลล์มือสองขนาด 1 kW พร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 20 ชุด (รวม 100 แผง) และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร ผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรฯ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันในการบริหารจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

    การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำการแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควันและฝุ่นละออง PM 2.5 เชิงรุก แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแต่การเตรียมความพร้อมยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภาคเหนือครอบคลุมถึง 40 หน่วยงาน ประกอบด้วย สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน SMEs ภาคประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรอย่างแท้จริง

    ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาการเผาเรื้อรังในพื้นที่ภาคเหนือจำเป็นต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์นำการจัดการ โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเห็นว่าการหยุดเผาและนำวัสดุการเกษตรไปต่อยอดสามารถสร้างรายได้ได้มากกว่า กระทรวง อว. โดย บพข. จึงได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ (Matching) ระหว่างเกษตรกรและภาคเอกชนในรัศมีขนส่งไม่เกิน 20 กิโลเมตร เพื่อลดภาระด้านโลจิสติกส์ พร้อมสนับสนุนงานวิจัยต่อยอดเพื่อดึงวัสดุเหลือใช้เข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

    หลังจากประสบความสำเร็จในการทดลองโมเดลนำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้นำกระบวนทัศน์ดังกล่าวมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่เชียงราย โดยใช้ข้อมูลจุดความร้อนเดิมจากกระทรวงมหาดไทยในการเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตฝุ่นปลายปี ทั้งนี้ ประชาชนและเกษตรกรสามารถสแกน QR Code ร่วมแจ้งเจตจำนงเข้าร่วมโครงการ “เลิกเผา เปาตัง” เพื่อรับการสนับสนุนเครื่องมือ นวัตกรรม และช่องทางการสร้างรายได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “เลิกเผา ได้เงิน อากาศดีขึ้น” อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ด้าน รศ. ดร.กานดา บุญโสธรรสถิตย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ บพข. ได้เริ่มทำข้อตกลงร่วมกับภาคเอกชนในการรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรจากเกษตรกรเพื่อนำไปแปรรูป ซึ่งเบื้องต้นมีความร่วมมือมูลค่ากว่า 30 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว โดยมีพื้นที่เป้าหมายต้นแบบใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน

    รศ. ดร.กานดา กล่าวต่อว่า ในระยะยาวหากมีการขยายผลโมเดลนี้ไปยังบริษัทอื่นและเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ จะสามารถเพิ่มมูลค่าการขายเศษวัสดุทางการเกษตร และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากนวัตกรรมได้สูงถึง 3,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งการนำนวัตกรรมมาใช้นี้นอกจากจะดึงดูดใจให้เกษตรกรลดการเผาแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของปริมาณฝุ่น PM 2.5 หากขยายผลครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภูมิภาคอื่นต่อไป

    ศ.ดร.ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละพื้นที่มาจากสาเหตุที่แตกต่างกัน สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ปัญหาหลักมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ามาปรับใช้ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ซึ่ง บพข. ตั้งเป้าหมายที่จะลดปริมาณฝุ่นลงให้ได้ราวครึ่งหนึ่ง และค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

    “การแก้ปัญหานี้ต้องทำร่วมกันทั้งประเทศ ทำเพียงกลุ่มเดียวหรือหมู่บ้านเดียวไม่ได้ผล จึงขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกันอย่างจริงจัง และอยากฝากสื่อมวลชนช่วยกันสื่อสารออกข่าวเรื่องนี้มากๆ เพราะฝุ่น PM 2.5 ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนในภาคเหนืออย่างมากในช่วงต้นของทุกปี” ศ.ดร.ยศนันท์ กล่าว

    นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศนันท์ ย้ำด้วยว่า โมเดลดังกล่าวมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์ หากชุมชนหรือหมู่บ้านใดสนใจนำแนวทางไปใช้ สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยจะมีทีมงานและนวัตกรรมเข้า ไปช่วยสนับสนุน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทันก่อนสิ้นปีและรองรับสถานการณ์ฝุ่นในฤดูกาลที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1677090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FdPViJVKgtmEttkgZ8NHd

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (29 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30tr9A6DiHjxZZIATfCV1b

  • “พิพัฒน์” ตรวจงานคมนาคมขอนแก่น เร่งยกระดับถนนสายหลัก แก้จุดเสี่ยง หนุนเศรษฐกิจอีสาน

    “พิพัฒน์” ตรวจงานคมนาคมขอนแก่น เร่งยกระดับถนนสายหลัก แก้จุดเสี่ยง หนุนเศรษฐกิจอีสาน

    ภูมิภาค

    “พิพัฒน์” ตรวจงานคมนาคมขอนแก่น เร่งยกระดับถนนสายหลัก แก้จุดเสี่ยง หนุนเศรษฐกิจอีสาน

    วันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ตรวจราชการและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง มุ่งยกระดับระบบทางถนน แก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และเร่งเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อตรวจราชการและติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ณ ห้องประชุมหงส์ยนต์ ท่าอากาศยานนานาชาติขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพระบบคมนาคมทางถนนให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และรองรับปริมาณการเดินทางของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วย นางฐานิต์ษา สลางสิงห์ ผู้ตรวจราชการกรมการขนส่งทางบก นายธีรนัย นพตลุง ขนส่งจังหวัดอุดรธานี นายธวัชชัย วิริยะจิตต์ ขนส่งจังหวัดขอนแก่น นายคณิตพงศ์ บัณฑิตเสาวภาคย์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการขนส่งผู้โดยสาร ข้าราชการสังกัดสำนักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่น และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อมูล

    นายพิพัฒน์ ได้รับฟังบรรยายสรุปภาพรวมโครงข่ายการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมติดตามการบริหารจัดการจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ รวมถึงความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์และการเดินทาง ตลอดจนเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับการขยายตัวของเมือง การขนส่งสินค้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยกระทรวงคมนาคมเร่งผลักดันระบบคมนาคมให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคจากหน่วยงานในพื้นที่ นำไปกำหนดแนวทางแก้ไขให้ตรงตามความต้องการของประชาชน และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/488581&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-vMYTYUiUmpiJOTYNhIcW

  • “ศุภจี” เปิดแผน “3 สมดุล” แก้จุดอ่อนส่งออกแกร่ง แต่ประชาชนรู้สึกเศรษฐกิจไม่ดี | เดลินิวส์

    “ศุภจี” เปิดแผน “3 สมดุล” แก้จุดอ่อนส่งออกแกร่ง แต่ประชาชนรู้สึกเศรษฐกิจไม่ดี | เดลินิวส์

    วันนี้ (29 ส.ค.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผ่านเพจ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยเติบโตได้ดีตัวเลขการส่งออกของไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 โดยสถิติในเดือนกรกฎาคม 2569 การส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 34,789.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.6% ส่งผลให้ภาพรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปี (มกราคม – กรกฎาคม 2569) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 231,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.2%

    อย่างไรก็ตามแม้ตัวเลขการส่งออกจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กลับมีคำถามสำคัญจากสังคมว่า เหตุใดประชาชนจึงยังไม่รู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย? ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงโครงสร้างการส่งออกของไทย จึงพบจุดอ่อนที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งแก้ไขผ่านการสร้างยุทธศาสตร์ “3 สมดุล” ได้แก่

    1.สมดุลตลาด (Market Balance) โดยลดการพึ่งพา กระจายความเสี่ยง ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาตลาดส่งออกหลักอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาค่อนข้างมาก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภาครัฐจึงต้องเร่งเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงฐานผู้บริโภคในประเทศต่างๆ ให้หลากหลายยิ่งขึ้น

    2.สมดุลสินค้า (Product Balance) โดยเน้นที่การเพิ่มมูลค่าท้องถิ่น (Local Content) สินค้าส่งออกหลายกลุ่มของไทยยังอยู่ในฐานะผู้รับจ้างผลิตหรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต โดยมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ต่ำ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การดันยอดส่งออก แต่ต้องทำให้ทุกการส่งออกสร้างมูลค่าเพิ่มกลับสู่ประเทศ โดยเฉพาะ “ภาคเกษตรและอาหาร” ที่เพิ่งกลับมาขยายตัวในรอบหลายปี

    กระทรวงพาณิชย์จะใช้จุดแข็งด้าน ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นแกนหลักในการเจรจาการค้า พร้อมปรับกระบวนทัศน์จากระบบ Just in Time สู่ Just in Case เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น (Resilient Supply Chain) รองรับภาวะฉุกเฉินระดับโลก ทั้งจากสงคราม ภัยธรรมชาติ และการขาดแคลนวัตถุดิบ

    3.สมดุลรายได้ (Income Balance) โดยมุ่งทลายทุนผูกขาด อุ้มคนตัวเล็ก ปัจจุบันไทยมีผู้ประกอบการส่งออกราว 30,000 ราย โดยเป็น SMEs ถึง 23,000 ราย และรายใหญ่ 7,000 ราย แต่ข้อเท็จจริงคือ รายได้กว่า 80% ของธุรกิจส่งออกตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่อธิบายว่าทำไมเม็ดเงินจากการส่งออกจึงไม่ถูกส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    “งานของกระทรวงพาณิชย์ต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขส่งออกโต แต่ต้องทำให้การเติบโตนั้นกระจายตัวมากขึ้น เพราะปลายทางที่เราอยากเห็น ไม่ใช่เพียงประเทศไทยส่งออกได้มากขึ้น แต่คือ ประเทศไทยและคนไทยทุกคน ต้องได้ประโยชน์จากการส่งออกอย่างแท้จริง นโยบายดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การขยายตลาดใหม่ เพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ และดึงกลุ่ม SMEs รวมถึงเกษตรกรให้เข้ามามีส่วนแบ่งในเค้กส่งออกก้อนนี้ให้มากขึ้น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป“ นางศุภจี ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6148938/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33fHxv-9QI9Q4bcAALvEFO

  • มท.4 “วรศิษฎ์” ลงพื้นที่ก่อนประชุม ครม.สัญจร สงขลา เดินหน้าหนุน “ความเห็นประชาชน” ศึกษาโครงการถนนเชื่อม 2 จังหวัด “พัทลุง – สตูล” เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์อ่าวไทย-อันดามัน ลดระยะทาง อำนวยความสะดวก มุ่งยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ – พรรคภูมิใจไท

    มท.4 “วรศิษฎ์” ลงพื้นที่ก่อนประชุม ครม.สัญจร สงขลา เดินหน้าหนุน “ความเห็นประชาชน” ศึกษาโครงการถนนเชื่อม 2 จังหวัด “พัทลุง – สตูล” เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์อ่าวไทย-อันดามัน ลดระยะทาง อำนวยความสะดวก มุ่งยกระดับเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ – พรรคภูมิใจไท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/119341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pyDYY26oprxroNV-TLfrc

  • พัทยารอต้อนรับ! ผู้ประกอบการหวังลูกเรือสหรัฐฯ 5 พันนาย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เข้มข่าวค่ำ | 29 ส.ค.69

    พัทยารอต้อนรับ! ผู้ประกอบการหวังลูกเรือสหรัฐฯ 5 พันนาย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ | เข้มข่าวค่ำ | 29 ส.ค.69

    พอทราบกำหนดการว่ากำลังพลของสหรัฐฯ บนเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) จำนวน 5,000 นาย จะมีกำหนดแวะพักผ่อนที่ท่าเรือแหลมฉบัง ช่วงระหว่างวันที่ 2-6 กันยายนนี้ ทำให้บรรดาผู้ประกอบการ พ่อค้า-แม่ค้า ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และอาจรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ด้วย ต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ รอการมาเยือนของกำลังพลสหรัฐฯซึ่งการมาเยือนครั้งนี้ ผู้ประกอบการก็คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่พัทยาให้คึกคัก จากการใช้จ่ายของกำลังพล

    #พัทยา #เรือลินคอล์น #กองทัพเรือสหรัฐฯ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/225713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0naHXrqiR3N5dFsLG7Gj4B

  • “สุขสมรวย” ถกบอร์ด กทบ. เคาะงบพันล้าน SML พลัส อัดฉีดไทยช่วยไทย 743 ล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    “สุขสมรวย” ถกบอร์ด กทบ. เคาะงบพันล้าน SML พลัส อัดฉีดไทยช่วยไทย 743 ล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    รมต.สุขสมรวย นั่งหัวโต๊ะบอร์ดกองทุนหมู่บ้านฯ เคาะงบพันล้าน “SML พลัส” พร้อมอัดฉีด “ไทยช่วยไทย” ต่อเนื่อง 3 รอบ รวมกว่า 743 ล้านบาท หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างประโยชน์ถึงมือประชาชน

    วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 7/2569 เพื่อผลักดันมติสำคัญ 2 เรื่อง เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งกองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบอนุมัติโครงการ SML พลัส เพิ่มเติมจำนวน 5,461 โครงการ วงเงินรวม 1,009,600,000 บาท ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง (อนุฯ SML พลัส) ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมสั่งการให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งตรวจสอบเล่มคำขอให้แล้วเสร็จเพิ่มขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินลงถึงพื้นที่และประชาชนได้เร็วที่สุด

    พร้อมกันนี้ บอร์ดฯ ยังอนุมัติจัดสรรเงินโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ครั้งที่ 3 รอบล่าสุด วงเงิน 460 ล้านบาท เพื่อลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ เมื่อรวมการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยฯ ทั้ง 3 รอบ มีกองทุนหมู่บ้านฯ ได้รับประโยชน์แล้วรวม 9,571 กองทุน คิดเป็นวงเงินสะสมทั้งสิ้น 743,870,000 บาท สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายภายใต้การผลักดันของนางสุขสมรวย ในการช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับประกอบอาชีพมากขึ้น

    นางสุขสมรวยได้กำชับให้ที่ประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเม็ดเงินถึงมือประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2956020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vfROx9v7VZGOSvLsS9yHO

  • ส่องแนวคิด ‘เอกนิติ’ สู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี  ย้อนความสำเร็จ ‘โชติช่วงชัชวาล’

    ส่องแนวคิด ‘เอกนิติ’ สู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ย้อนความสำเร็จ ‘โชติช่วงชัชวาล’

    “เอกนิติ” ถอดสูตรสำเร็จ “โชติช่วงชัชวาล” ใช้กลไก กรอ. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ให้เอกชนเป็นกองหน้า นำการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ใช้ภาครัฐหนุนปลดล็อกกฎระเบียบ-พัฒนาทักษะคน พร้อมรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังเคร่งครัด วางหมุดหมายสู่ยุคสมัยใหม่ ดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าประเทศไทยกำลังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่ขีดความสามารถในการแข่งขันเริ่มลดลงพร้อมกับการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ซ้ำยังต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้านในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าอาจถึงเวลาที่ไทยต้องเร่งยกเครื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยได้กล่าวไว้ในงาน 80th Anniversary Bangkok Post Forum ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: Fiscal Strategy for the future economy” ว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ยุคโชติช่วงชัชวาลคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2520-2530 จะเป็นยุคที่การแข่งขันทางการค้ามีความรุนแรงคล้ายคลึงกับปัจจุบัน แต่ไทยก็ได้คว้าโอกาสจากการย้ายฐานทุนของญี่ปุ่นและชาติตะวันตก ด้วยการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง, อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาบตาพุด, รวมถึงโครงข่ายถนนและสนามบิน

    อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริบทโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการมาถึงของกระแสดิจิทัลและ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นที่ในวันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำกลไกของ กรอ.กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักสำคัญ ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ให้เกิดขึ้น

    “โลกกำลังจะเปลี่ยนไป เราต้องเจอทั้งวิกฤตสงครามการค้าและการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ทุกวันนี้ใครใช้ AI ไม่เป็นก็จะตกรุ่น ส่วนคนที่ใช้เป็นก็จะมีโอกาสมากขึ้น รูปแบบเหล่านี้มันสะท้อนว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง นั่นคือ ‘ลงทุนเพิ่ม’ เพราะเราจะกินบุญเก่าต่อไปไม่ได้ และการจะเปลี่ยนได้เราต้องให้เอกชนเป็นตัวนำ” นายเอกนิติ กล่าว

    ทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีเอกชนเป็นกองหน้า                                       

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ระดับโลก ภาครัฐต้องจัดทัพเศรษฐกิจใหม่ให้เหมือน “ทีมฟุตบอล” โดยมีการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดย “กองหน้า” คือภาคเอกชน ที่จะรับหน้าที่เป็นผู้ทำประตูในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เช่น เกษตรอัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ดิจิทัลและ AI รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

    ส่วน “กองกลาง” คือภาครัฐ จะทำหน้าที่ส่งผ่านโอกาสและปลดล็อกอุปสรรคให้กองหน้าทำประตูได้ง่ายที่สุด ผ่านกลไก กรอ. โดยจะเร่งส่งเสริมการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง หลังก่อนหน้านี้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริงไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 530,000 ล้านบาท ผ่านการเร่งปลดล็อกกฎเกณฑ์ด้วยนโยบาย “Thailand FastPass”

    นอกจากนี้ ต้องเร่งขับเคลื่อนการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Direct PPA) รองรับทุนข้ามชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด และยกระดับความสามารถแรงงานผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มฝึกอบรมทักษะด้าน AI และดิจิทัลให้กับประชาชนทั่วไปกว่า 80,000 คนในเวลา 6 เดือน

    ท้ายที่สุด “กองหลัง” คือภาคการเงินและการคลังที่จะต้องมีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่รวมสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) สูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับการนำเข้าได้นานถึง 10 เดือน และมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่ต่ำกว่าทุนสำรองถึง 2 เท่า

    สิ่งนี้สะท้อนถึงวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่เป็นปราการหลังที่เข้มแข็งเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากลบเป็นคงที่ (Stable Outlook)

    สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    จากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่กล่าวมา รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของทั้งภาครัฐและเอกชนให้แตะระดับ 30% ของจีดีพี ภายในระยะเวลา 4 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 23% ของจีดีพี เพื่อสร้างฐานรากที่มั่นคงในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในการนี้ หากประเทศไทยสามารถเร่งเครื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน และปลดล็อกกฎกติกาที่ล้าหลังได้สำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ได้ภายใน 12 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปี

    “ปีนี้เรามีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ Worldbank-IMF เราจะโชว์ให้โลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ถ้าเราย้อนอดีตไปปี 2534 ที่เราเป็นเจ้าภาพจัด Worldbank-IMF ครั้งแรก วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ ดังนั้นถ้าเราช่วยกันทำ ทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายุคสมัยใหม่จะเริ่มต้นที่ปีนี้ครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1249276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lQ2RgYg1qhFGp5yuH-s7O

  • ไทยเข้า OECD เหมือนเข้า ‘ฟิตเนส’ ตรวจสุขภาพประเทศ ก่อนแข่งโลก

    ไทยเข้า OECD เหมือนเข้า ‘ฟิตเนส’ ตรวจสุขภาพประเทศ ก่อนแข่งโลก

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล กระทรวง หรือกฎระเบียบระหว่างประเทศที่ดูไกลตัว แต่หากมองให้ง่ายขึ้น การเข้า OECD อาจเปรียบได้กับการ “พาประเทศเข้าไปตรวจสุขภาพครั้งใหญ่” และเข้าฟิตเนสเพื่อปรับสมรรถภาพให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

    นี่คือมุมมองจาก “ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์” ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ Thailand Next ทางเพจ SPACEBAR โดยชี้ให้เห็นว่า การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เพียงการได้ “ป้ายสมาชิก” เพิ่มขึ้น แต่คือกระบวนการที่ประเทศไทยต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่า วันนี้ระบบเศรษฐกิจ กฎระเบียบ ภาครัฐ และภาคธุรกิจของไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล

    ดร.ธัชไท อธิบายภาพของ OECD ให้เข้าใจง่ายว่า หากเปรียบประเทศไทยเป็นนักเรียน OECD ก็เหมือนมหาวิทยาลัยที่เข้ามาช่วยยกระดับความสามารถของประเทศ การเข้า OECD จึงไม่ใช่การสมัครแล้วจะ “เก่งขึ้นทันที” แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ ปรับปรุง และพิสูจน์ว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมกำหนดมาตรฐานและกติกาสากลได้

    ถ้าไม่เข้าก็ไม่ผิด แต่จะเสียโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง

    — ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์

    นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการเข้า OECD จึงถูกมองว่าเป็น โอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศไทย มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องของการได้สถานะสมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งองค์กร

    OECD คืออะไร และต่างจาก IMF อย่างไร?

    เมื่อถามว่า OECD กับ IMF ต่างกันอย่างไร ทั้งที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศเหมือนกัน ดร.ธัชไท อธิบายว่า IMF มีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร และการให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือทางการเงิน ขณะที่ OECD จะเน้นเรื่อง นโยบาย มาตรฐาน และแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยมีแนวคิดสำคัญที่ว่า “Better Policies for Better Lives” หรือนโยบายที่ดีขึ้นเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

    ดังนั้น การเข้า OECD จึงไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับเงินช่วยเหลือจากองค์กร แต่หมายถึงการเข้ามาอยู่ในเวทีที่ประเทศสมาชิกแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมาตรฐานร่วมกัน ที่สำคัญ ประเทศที่จะเข้าเป็นสมาชิกต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า มีศักยภาพในการปฏิบัติตามมาตรฐาน และพร้อมที่จะร่วมกำหนดกติกาสากล

    ไทยต้องทำการบ้านกว่า 25 ด้าน ก่อนเข้า OECD

    กระบวนการเข้า OECD ไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ครอบคลุมหลายมิติของประเทศ โดยมีคณะกรรมการ OECD เข้ามาประเมินประเทศไทยประมาณ 25 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข เกษตรกรรม การแข่งขันทางการค้า ภาษี สิ่งแวดล้อม แรงงาน การต่อต้านคอร์รัปชัน และอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งไม่ใช่ “การตรวจสอบ” ประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินศักยภาพ และค้นหาว่าไทยมีจุดอ่อนอะไรที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้สามารถยกระดับมาตรฐานของประเทศได้

    thailand-oecd-technical-review-part-2-2.jpg

    ไทยเร่ง ‘สร้างกล้ามเนื้อ’ รับ OECD

    เมื่อถามว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนไหน ดร.ธัชไท กล่าวว่า ตอนนี้ไทยผ่านขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญอย่าง Technical Review หากเปรียบกระบวนการทั้งหมดเป็นการเข้าฟิตเนส ก็อาจมองภาพได้ว่า:

    ในช่วง Technical Review ทาง OECD จะเข้ามาพิจารณาข้อมูลของไทยในรายละเอียดมากขึ้น ทั้งการส่งคำถามให้หน่วยงานไทย การพูดคุยกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสีย จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดไปวิเคราะห์และนำเสนอในคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุว่า ประเทศไทยต้องปรับปรุงอะไรบ้าง เมื่อพบจุดที่ยังไม่ผ่านมาตรฐาน ไทยก็ต้องกลับไปปรับกฎหมาย นโยบาย ระบบ หรือแนวปฏิบัติ ก่อนเข้าสู่การประเมินอีกครั้ง นี่จึงเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเริ่ม “สร้างกล้ามเนื้อ” อย่างจริงจัง

    thailand-oecd-technical-review-part-2-4.jpg

    thailand-oecd-technical-review-part-2-3.jpg

    OECD ยกระดับมาตรฐานไทย ธุรกิจต้องพร้อมแข่งขัน

    ส่วนการเข้า OECD จะทำให้สินค้าไทยส่งออกได้ง่ายขึ้นเพราะลดภาษีโดยตรงนั้น ดร.ธัชไท ระบุว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่จะช่วยยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าโลกมากขึ้น ทั้งมาตรฐานสินค้า สิ่งแวดล้อม แหล่งกำเนิดสินค้า แรงงาน และความรับผิดชอบของธุรกิจ

    เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ “สินค้าไทยเพื่อส่งออก” มีคุณภาพสูง แต่ต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าที่จำหน่ายในประเทศด้วย เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพในระดับเดียวกับตลาดโลก

    สำหรับ SME สิ่งสำคัญคือการเริ่มทำความรู้จัก OECD และประเมินธุรกิจของตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่า หากมาตรฐานใหม่ถูกนำมาใช้ จะกระทบต่อธุรกิจในด้านใดบ้าง ขณะที่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนทั้งห้องปฏิบัติการ งานวิจัย เทคโนโลยี และบริการทางเทคนิค เพื่อไม่ให้ต้นทุนการยกระดับมาตรฐานตกอยู่กับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว

    ขณะเดียวกัน การยกระดับไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสินค้า แต่รวมถึง “การจ้างงาน” และการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งสิทธิแรงงาน สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสังคม ปัญหาที่เคยถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมหรือการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย จะต้องถูกนำกลับมาจัดการอย่างเป็นระบบมากขึ้น

    ดังนั้น OECD จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการส่งออก แต่คือแรงผลักให้ทั้งบริษัทใหญ่และ SME ปรับมาตรฐานธุรกิจไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thailand-oecd-technical-review-part-2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vUlkeCsnGLQ-Vtxwu3CBS