ส่องแนวคิด ‘เอกนิติ’ สู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ย้อนความสำเร็จ ‘โชติช่วงชัชวาล’

ส่องแนวคิด-‘เอกนิติ’-สู่ประเทศรายได้สูงใน-12-ปี-ย้อนความสำเร็จ-‘โชติช่วงชัชวาล’

“เอกนิติ” ถอดสูตรสำเร็จ “โชติช่วงชัชวาล” ใช้กลไก กรอ. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ให้เอกชนเป็นกองหน้า นำการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ใช้ภาครัฐหนุนปลดล็อกกฎระเบียบ-พัฒนาทักษะคน พร้อมรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังเคร่งครัด วางหมุดหมายสู่ยุคสมัยใหม่ ดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าประเทศไทยกำลังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ที่ขีดความสามารถในการแข่งขันเริ่มลดลงพร้อมกับการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้ประเทศไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ซ้ำยังต้องรับมือกับความท้าทายรอบด้านในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าอาจถึงเวลาที่ไทยต้องเร่งยกเครื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยได้กล่าวไว้ในงาน 80th Anniversary Bangkok Post Forum ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: Fiscal Strategy for the future economy” ว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ยุคโชติช่วงชัชวาลคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวจากประเทศเกษตรกรรมสู่ประเทศอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2520-2530 จะเป็นยุคที่การแข่งขันทางการค้ามีความรุนแรงคล้ายคลึงกับปัจจุบัน แต่ไทยก็ได้คว้าโอกาสจากการย้ายฐานทุนของญี่ปุ่นและชาติตะวันตก ด้วยการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง, อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาบตาพุด, รวมถึงโครงข่ายถนนและสนามบิน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริบทโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการมาถึงของกระแสดิจิทัลและ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นที่ในวันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องนำกลไกของ กรอ.กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักสำคัญ ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ให้เกิดขึ้น

“โลกกำลังจะเปลี่ยนไป เราต้องเจอทั้งวิกฤตสงครามการค้าและการมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ทุกวันนี้ใครใช้ AI ไม่เป็นก็จะตกรุ่น ส่วนคนที่ใช้เป็นก็จะมีโอกาสมากขึ้น รูปแบบเหล่านี้มันสะท้อนว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง นั่นคือ ‘ลงทุนเพิ่ม’ เพราะเราจะกินบุญเก่าต่อไปไม่ได้ และการจะเปลี่ยนได้เราต้องให้เอกชนเป็นตัวนำ” นายเอกนิติ กล่าว

ทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีเอกชนเป็นกองหน้า                                       

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่ระดับโลก ภาครัฐต้องจัดทัพเศรษฐกิจใหม่ให้เหมือน “ทีมฟุตบอล” โดยมีการแบ่งบทบาทอย่างชัดเจนและเป็นระบบ โดย “กองหน้า” คือภาคเอกชน ที่จะรับหน้าที่เป็นผู้ทำประตูในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต เช่น เกษตรอัจฉริยะ, อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ดิจิทัลและ AI รวมไปถึงการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ส่วน “กองกลาง” คือภาครัฐ จะทำหน้าที่ส่งผ่านโอกาสและปลดล็อกอุปสรรคให้กองหน้าทำประตูได้ง่ายที่สุด ผ่านกลไก กรอ. โดยจะเร่งส่งเสริมการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง หลังก่อนหน้านี้ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริงไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 530,000 ล้านบาท ผ่านการเร่งปลดล็อกกฎเกณฑ์ด้วยนโยบาย “Thailand FastPass”

นอกจากนี้ ต้องเร่งขับเคลื่อนการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Direct PPA) รองรับทุนข้ามชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด และยกระดับความสามารถแรงงานผ่านโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มฝึกอบรมทักษะด้าน AI และดิจิทัลให้กับประชาชนทั่วไปกว่า 80,000 คนในเวลา 6 เดือน

ท้ายที่สุด “กองหลัง” คือภาคการเงินและการคลังที่จะต้องมีเสถียรภาพ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่รวมสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) สูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับการนำเข้าได้นานถึง 10 เดือน และมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่ต่ำกว่าทุนสำรองถึง 2 เท่า

สิ่งนี้สะท้อนถึงวินัยทางการคลังที่เข้มแข็ง ทำหน้าที่เป็นปราการหลังที่เข้มแข็งเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจากลบเป็นคงที่ (Stable Outlook)

สู่เป้าหมายประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

จากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่กล่าวมา รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของทั้งภาครัฐและเอกชนให้แตะระดับ 30% ของจีดีพี ภายในระยะเวลา 4 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 23% ของจีดีพี เพื่อสร้างฐานรากที่มั่นคงในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในการนี้ หากประเทศไทยสามารถเร่งเครื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน และปลดล็อกกฎกติกาที่ล้าหลังได้สำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ได้ภายใน 12 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปี

“ปีนี้เรามีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ Worldbank-IMF เราจะโชว์ให้โลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย ถ้าเราย้อนอดีตไปปี 2534 ที่เราเป็นเจ้าภาพจัด Worldbank-IMF ครั้งแรก วันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของยุค ‘โชติช่วงชัชวาล’ ดังนั้นถ้าเราช่วยกันทำ ทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับเศรษฐกิจไทย ผมเชื่อว่ายุคสมัยใหม่จะเริ่มต้นที่ปีนี้ครับ”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1249276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lQ2RgYg1qhFGp5yuH-s7O