Blog

  • ยอดจองโรงแรม ‘โลว์ซีซัน’ ร่วง 30% ธุรกิจคุมงบ หวั่นฉุดตลาดไมซ์ครึ่งปีหลัง

    ยอดจองโรงแรม ‘โลว์ซีซัน’ ร่วง 30% ธุรกิจคุมงบ หวั่นฉุดตลาดไมซ์ครึ่งปีหลัง

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อนานกว่า 2 เดือน ก่อวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นกว่าเท่าตัว สะเทือนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่งผ่านการฟื้นตัวจากยุคโควิด-19 ระบาดได้ไม่กี่ปี ตั้งแต่กลุ่มธุรกิจต้นน้ำอย่างสายการบิน ต้นทุนน้ำมันแพงถูกส่งผ่านมายังราคาตั๋วเครื่องบินปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเดินทางลดลง สายการบินต้องปรับลดเที่ยวบินให้สอดรับกับสถานการณ์ กลุ่มธุรกิจปลายน้ำอย่างโรงแรมสะท้อนถึงความกังวลหลังเห็นแนวโน้มการชะลอตัวของยอดจองห้องพักในช่วงที่เหลือของปีนี้

    4 เดือนแรก ต่างชาติเที่ยวไทย 11.68 ล้านคน ติดลบ 3.4%

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. พบว่ามีจำนวนสะสม 11,685,804 คน ลดลง 3.39% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 571,272 ล้านบาท ลดลง 3.21%

    เมื่อดูเป็นรายภูมิภาค พบว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (ไม่รวมอิสราเอลและอิหร่าน) มีจำนวนสะสม 103,053 คน ลดลง 32.17% นักท่องเที่ยวยุโรปมีจำนวน 3,599,834 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.32% ส่วนนักท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกมีจำนวน 7,328,229 คน ลดลง 4.80% และนักท่องเที่ยวอเมริกามีจำนวน 602,400 คน ลดลงเล็กน้อย 0.23%

    โดย 10 อันดับแรกของตลาดที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ได้แก่ จีน 1,907,004 คน เพิ่มขึ้น 15.67% เป็นการฟื้นตัวจากฐานที่ค่อนข้างต่ำในปีที่แล้ว รองลงมาคือ มาเลเซีย 1,268,965 คน ลดลง 16.30%, รัสเซีย 863,550 คน ลดลง 1.59%, อินเดีย 832,239 คน เพิ่มขึ้น 10.96%, เกาหลีใต้ 475,922 คน ลดลง 18.28%, สหราชอาณาจักร 438,586 คน ลดลง 1.52%, เยอรมนี 405,208 คน ลดลง 4.45%, สหรัฐ 400,244 คน ลดลง 0.22%, ฝรั่งเศส 378,566 คน ลดลง 0.97% และไต้หวัน 373,501 คน เพิ่มขึ้น 1.89%

    ยอดจองโรงแรม ‘โลว์ซีซัน’ ร่วง 30% ธุรกิจคุมงบ หวั่นฉุดตลาดไมซ์ครึ่งปีหลัง

    สถิติ เม.ย. ยอด “มิดเดิลอีสต์-ยุโรป” ร่วงแรง

    จากสถิติเฉพาะเดือน เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นเดือนที่ 2 หลังเกิดเหตุสู้รบเมื่อวันที่ 28 ก.พ. พบว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยมีจำนวน 2,368,895 คน ลดลง 7% เทียบเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว โดยนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีจำนวน 21,707 คน ลดลง 57.07% ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรป 549,123 คน ลดลง 15.79% นักท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก 1,664,779 คน ลดลง 2.47% และนักท่องเที่ยวอเมริกา 117,349 คน ลดลง 1.79%

    โดย 10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดในเดือน เม.ย. 2569 ได้แก่ จีน 418,291 คน เพิ่มขึ้น 31.86% รองลงมาคือ มาเลเซีย 309,942 คน ลดลง 14.53%, อินเดีย 206,641 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.17%, รัสเซีย 137,592 คน ลดลง 11.41%, สหราชอาณาจักร 85,059 คน ลดลง 22.84%, สหรัฐ 80,173 คน ลดลงเล็กน้อย 0.41%, ไต้หวัน 77,873 คน เพิ่มขึ้น 11.99%, ออสเตรเลีย 73,141 คน ลดลง 2.57%, ฝรั่งเศส 73,118 คน เพิ่มขึ้น 8.9% และเมียนมา 67,229 คน เพิ่มขึ้น 15.28%

    ยอดจองโรงแรม ‘โลว์ซีซัน’ ร่วง 30% ธุรกิจคุมงบ หวั่นฉุดตลาดไมซ์ครึ่งปีหลัง

    “โรงแรมไทย” ยอดจองโลว์ซีซันร่วง 20-30%

    นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภาคกลางและภาคใต้ โรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิตธานี กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาพรวมยอดจองโรงแรมในไทยช่วงโลว์ซีซันไตรมาส 2-3 ลดลง 20-30% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากการชะลอตัวของยอดจองใหม่มากกว่าการยกเลิกห้องพัก หากนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) ไม่มา ธุรกิจโรงแรมต้องปรับกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ (Short-haul) หรือในประเทศที่กำลังเจอปัญหาน้ำมันแพง ควบคู่กับการลดต้นทุน ประหยัดพลังงาน ไม่จ้างงานเพิ่ม เน้นใช้กำลังคนที่มีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และหาซัพพลายเออร์ที่ยืดหยุ่นเรื่องการชำระเงิน

    “หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่านมากว่า 2 เดือน คาดว่าธุรกิจโรงแรมยังประคองตัวได้อีกประมาณ 1-2 เดือน หากนานกว่านี้จะลำบากขึ้น”

    ด้านธุรกิจโรงแรมเครือดุสิตธานีในตะวันออกกลางซึ่งปัจจุบันมี 7 แห่ง เฉพาะโรงแรมในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตอนนี้มีอัตราการเข้าพักเหลือ 30% ลดลงจากภาวะปกติที่มีไม่ต่ำกว่า 80% โดยหลังจากเกิดความขัดแย้ง ทัวร์ซีรีส์ที่ต้องแวะพักแบบสต็อปโอเวอร์ (Stopover) หรือค้างคืนในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบหนัก เพราะประกันไม่คุ้มครอง แต่ถ้าเป็นการแวะพักแบบทรานสิต (Transit) เพียงอย่างเดียว ยังคงดำเนินการได้

    ยอดจองโรงแรม ‘โลว์ซีซัน’ ร่วง 30% ธุรกิจคุมงบ หวั่นฉุดตลาดไมซ์ครึ่งปีหลัง ประชุม ตันติประเสริฐสุข

    ตลาดองค์กรคุมงบเดินทาง “ประชุม-อินเซนทีฟกรุ๊ป”

    นางสาวประชุม ในฐานะนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ TICA กล่าวว่า จากปัญหาเที่ยวบินลดลงทั้งเส้นทางในประเทศและระหว่างประเทศเนื่องจากต้นทุนราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการเดินทางในประเทศ สายการบินมีการรวมเที่ยวบิน ทำให้ผู้ที่เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ไม่สามารถเดินทางต่อยังจังหวัดอื่นได้สะดวกเหมือนเดิม

    ด้านเที่ยวบินระหว่างประเทศ พอสายการบินตะวันออกกลางลดเที่ยวบินมากกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้นักท่องเที่ยวยุโรปชะลอตัว ล่าสุด โก วาเคชัน (Go Vacation) บริษัทนำเที่ยวที่เน้นทำตลาดกลุ่มพูดภาษาเยอรมัน ระบุว่าช่วงโลว์ซีซันลูกค้ากลุ่มเดินทางมาไทยหายไป 60-70% เทียบกับปีที่แล้ว เพราะส่วนใหญ่บินแบบแวะพักตรงฮับตะวันออกกลาง

    ส่วนเส้นทางบินระยะใกล้ในเอเชีย เช่น จีน และอินเดีย พบว่าค่าตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นกว่า 20% ทำให้นักเดินทางกลุ่มไมซ์ (MICE: ประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) เช่น กลุ่มเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Group) ขนาดใหญ่ต้องลดจำนวนคนเดินทางลง เช่น เคยมาเป็นทีมใหญ่ 200-300 คน อาจต้องลดเหลือ 150 คน

    อย่างไรก็ตาม อเมริกาเป็นตลาดเดียวที่ยังคงแข็งแกร่งและไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งมากนัก ทั้งในกลุ่มไมซ์และกลุ่มเลเชอร์ (ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน)

    “กลุ่มเดินทางเพื่อเป็นรางวัลได้รับผลกระทบโดยตรงจากงบประมาณบริษัทที่จำกัด เพราะเมื่อค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น บริษัทจำเป็นต้องคุมงบไม่ให้เกิน เช่น วางงบไว้ 2 ล้านบาทเท่าเดิม แต่อาจจะต้องลดคนเดินทาง ลดโปรแกรม ลดวัน หรือลดระดับดาวโรงแรมจากเคยพัก 5 ดาว ก็เปลี่ยนไปพัก 3 ดาวแทน เพื่อคุมให้อยู่ในงบ”

    แนวโน้มครึ่งปีหลัง “ตลาดไมซ์” น่ากังวล

    สำหรับแนวโน้มการจองเดินทางของกลุ่มไมซ์ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงการสอบถาม (Enquiry) เข้ามา แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาหรือยืนยันอย่างชัดเจน ส่วนงานแสดงสินค้า (Exhibition) ตอนนี้ทางผู้จัดงานเริ่มมีความกังวลว่าผู้ซื้อ (Buyer) กับผู้เข้าร่วมงานจะเดินทางมาน้อยลงเนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและไมซ์ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเด้งกลับมา (Bounce Back) ของธุรกิจ เพราะเมื่อสงครามจบลง เมืองไทยจะกลับมาได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแล้วดังกว่าเดิมด้วย โดยประเมินว่าสายการบินตะวันออกกลางจะทำสงครามราคา (Price War) เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินกลับมาถูกลงอีกครั้ง และไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวเลือกกลับมาเยือนอย่างรวดเร็วและแรงกว่าที่อื่นๆ

    “ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมในการเด้งกลับมา ทั้งเรื่องความปลอดภัย การยกระดับทักษะแรงงาน ทุกอย่างต้องพร้อมรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1232556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MBcmd96lEEfDq2zwnSGnC

  • กรมการท่องเที่ยว ชวนสมัครโครงการ Green Hotel Plus ร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    กรมการท่องเที่ยว ชวนสมัครโครงการ Green Hotel Plus ร่วมใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

    เปิดรับสมัครแล้ว! โครงการ Green Hotel Plus จากกรมการท่องเที่ยว โอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่พัก ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโรงแรมสีเขียว ที่ได้มาตรฐานระดับประเทศและสากล

    เพิ่มความน่าเชื่อถือ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

    รับจำนวนจำกัดเพียง 100 แห่ง ขอสงวนสิทธิ์ปิดรับสมัครเมื่อมีผู้สมัครครบตามจำนวน

    สมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ยิ่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สนใจสมัคร คลิก/สแกน QR Code ได้เลย

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2184 2728-32

    036

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962727&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13pdtCVcCXxije5Ac5wh3d

  • แอป “Long : ล่อง” ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

    แอป “Long : ล่อง” ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

    วันพุธ ที่ 06 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

    แอป “Long : ล่อง” ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็น “เรือธง” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2568 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.70 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้เม็ดเงินกระจายลงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มนักศึกษาจาก SMART LAB มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ล่อง (Long) ไกด์ท่องเที่ยวคู่ใจ ด้วยภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนการค้นหาสถานที่ให้สนุกเหมือนแอปหาคู่ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนแบบเฉพาะบุคคล ดึงนักท่องเที่ยวออกจากจุดยอดนิยมเดิม ๆ ในตัวเมืองไปสู่ร้านเล็กและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ช่วยทั้งกระจายรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเวที Thailand New Gen Inventors Award 2026 (I-New Gen Award 2026) ในงานวันนักประดิษฐ์ 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริ

    จุดเริ่มต้นของแอป “ล่อง” เกิดจากการลงพื้นที่ภาคเหนือและพบปัญหาชัดเจนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกลับมีนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงและมีรายได้ไม่มากพอ นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน โดย ศวิษฐ์ โกสียอัมพร (โฟล์ค) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุว่า Pain Point นี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทีมพัฒนาแอป “ล่อง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมระบบแนะนำการท่องเที่ยวด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ

    “จุดเด่นของแอปคือการใช้ AI จัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Travel) ตามสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น สายสังสรรค์หรือสายชอบความสงบ แล้วคำนวณเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจจริง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้การท่องเที่ยวสนุกและตรงใจมากขึ้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีตัวตนบนแพลตฟอร์มหลัก และตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้” นายศวิษฐ์ กล่าวถึงจุดแข็งของนวัตกรรม

    ในส่วนระบบหลังบ้าน นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ AI และกระบวนการคิดวิเคราะห์ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของแอปว่า “เราใช้ AI ที่เรียกว่า Multi-agent โดยนำโมเดลชื่อ Qwen จากประเทศจีนมาทำการปรับแต่งใหม่ เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเรายังเป็นแบบ Real-time หากระหว่างเดินทางเกิดฝนตกหรือมีอุบัติเหตุ เส้นทางจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติทันที ซึ่งเป้าหมายของผมคืออยากให้มันไปสู่ตลาดจริง เห็นคนไทยใช้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงต้นแบบ หรือ POC (Proof of Concept) เท่านั้น”

    โจทย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ “การเข้าถึงข้อมูลชุมชน” ที่ต้องอาศัยความละเอียดและการทำงานกับพื้นที่จริง โดยชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผู้รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประสานงานชุมชน เล่าว่า ความท้าทายคือการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแนวท้องถิ่นหรือร้านชาวบ้านจริง ๆ ทำได้ยาก เพราะข้อมูลบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่ดัง ทำให้ต้องใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงโฆษณา ขณะเดียวกันยังมองถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยลงรายละเอียดเรื่องระบบเหรียญสะสมและโปรโมชันต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้คนใช้แอป และช่วยให้ร้านค้าชุมชนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จริง

    แอป “ล่อง” ไม่ได้แค่แนะนำที่เที่ยว แต่ถูกออกแบบให้เกิดการใช้จ่ายจริงในชุมชนผ่านระบบ “แชะ-เช็ก-ช่วย” โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงจุดหมายและเช็กอินด้วยภาพผ่าน GPS จะได้รับเหรียญสะสมในแอปเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกระตุ้นให้คนไปถึงพื้นที่จริงและใช้จ่ายกับร้านเล็กจริง ขณะเดียวกันในระยะแรกโครงการยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้ารายย่อย เพื่อให้ชุมชนตั้งตัวและเรียนรู้การใช้ระบบก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บค่าคอมมิชชันในอัตราเล็กน้อยในอนาคต ทำให้แอป “ล่อง” มีบทบาทมากกว่าแพลตฟอร์มท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นทั้งเครื่องมือพานักท่องเที่ยวเข้าหาชุมชนและกลไกช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ร้านค้ารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

    รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษา  สะท้อนว่า “นวัตกรรมอย่างแอป ‘ล่อง’ จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทำงานกันเฉพาะวิศวกร แต่เพราะ SMART LAB เป็นพื้นที่ที่รวมนักศึกษาหลายคณะมาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการผสานความถนัดของแต่ละคน จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ และการใช้งานในภาคท่องเที่ยว”

    ขณะนี้แอป “ล่อง” เริ่มทดลองใช้แล้วในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ (ม่อนแจ่ม, แม่กำปอง) กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยทีมวิจัยเตรียมขอทุนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและพัฒนาระบบต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย และต่อยอดสู่ต่างประเทศในอนาคต

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/475020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bUeNSrG3q0LawDmbERSxr

  • –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AF8V1OQwDUQQSSRpcFNCf

  • Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s ยก ‘ไทย’ ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ‘มูดีส์” ชู ‘ประเทศไทย’ ติดท็อป 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด จากการ ‘ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจแต่เนิ่นๆ’ และ ‘ทุนสำรองที่แข็งแกร่ง’ แต่เตือนให้ระวังหนี้ภาครัฐ

    บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ออกบทความเชิงวิเคราะห์ล่าสุดว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง “ประเทศไทย” สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น โดยไม่เจอการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของต้นทุนความเสี่ยง (risk premium) หรือสูญเสียความสามารถการระดมทุนในตลาด เหมือนวิกฤติที่ผ่านๆ มา

    “ประเทศไทย” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ที่สามารถรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ดีขึ้น แม้ต้องเผชิญทั้งวิกฤติโควิด-19 วงจรขึ้นดอกเบี้ยทั่วโลก ความตึงเครียดในภาคธนาคาร และความขัดแย้งด้านการค้า 

    ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยให้รับมือวิกฤติได้ดีขึ้น มาจาก “การปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจตั้งแต่เนิ่นๆ” และการสะสม “กันชนทางการเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ” รวมถึงสภาพคล่องโลกที่ยังเอื้ออำนวยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันต่อตลาดสะท้อนผ่าน “การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน” หรือบอนด์ยีลด์เป็นส่วนใหญ่ มากกว่าจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความเสี่ยงเครดิตของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    Moody’s อธิบายว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายแห่งยังเผชิญความผันผวนด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินตามวัฏจักรดอกเบี้ยโลก แต่ส่วนต่างความเสี่ยงเครดิต หรือ risk premum ไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต สะท้อนว่าตลาดยังเชื่อมั่นต่อกรอบนโยบายเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารเสถียรภาพของประเทศเหล่านี้

    รายงานแบ่งประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง กลุ่มที่ยังยืดหยุ่นแต่มีเงื่อนไข และกลุ่มเปราะบาง โดย 5 ประเทศอย่าง อินเดีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด โดยมีการปฏิรูปนโยบายล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน การบริหารจัดการหนี้ และการพัฒนาตลาดเงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สามารถดูดซับแรงกระแทกผ่านกลไกตลาดได้ โดยไม่ลุกลามเป็นวิกฤติด้านเครดิตหรือการระดมทุน

    กราฟนี้แสดงให้เห็นผลงานที่ดีของ 5 ประเทศตลาดเกิดใหม่ดังกล่าว โดยวัดจากความสามารถในการรับแรงกระแทกผ่านตัวชี้วัดตลาด 4 ด้าน ได้แก่ 

    1. ความผันผวนของสเปรดความเสี่ยงพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign OAS)
    2. ความผันผวนของส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรเทียบกับสหรัฐ 
    3. การอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน 
    4. ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ขณะที่ตุรกี อาร์เจนตินา และไนจีเรีย อยู่ในกลุ่มเปราะบางที่สุดโดยเผชิญแรงกดดันตลาดสูงจากข้อจำกัดด้านนโยบาย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านต่างประเทศ

    ไทยติดกลุ่มท็อป 5 ปฏิรูปเร็ว-กันชนแกร่ง

    Moody’s ยกตัวอย่าง “ไทยและอินเดีย” (เครดิตเรตติ้ง Baa1 แนวโน้มมีเสถียรภาพ) อยู่ในกลุ่มประเทศที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือแรงกระแทกของโลกในอนาคต

    ปัจจัยสำคัญมาจาก “การดำเนินนโยบายสำคัญซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพมาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดความผันผวนในภายหลัง” นอกจากนี้ ยังมีกรอบนโยบายการเงินที่มีความชัดเจน และคาดการณ์ได้ เงินเฟ้ออยู่ภายในกรอบที่คาดการณ์เอาไว้ และอัตราแลกเปลี่ยนสามารถยืดหยุ่นตามสภาวะตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินจะลุกลามไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ หรือบีบให้ต้องเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลัน

    Moody’s ยก 'ไทย' ติด 5 ประเทศตัวอย่าง รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด

    ทั้งสองประเทศยังมีจุดเด่นเรื่อง “กันชนที่แข็งแกร่ง และเข้าถึงได้” อินเดียพึ่งพาแหล่งเงินทุนภายในประเทศ โดยมีตลาดภายในที่ลึก และทุนสำรองขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งภายนอก จากฐานะดุลการชำระเงินระยะยาวที่แข็งแรง และหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ 

    อย่างไรก็ตาม ภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูง และดุลการคลังที่อ่อนแอของอินเดีย จำกัดพื้นที่ในการตอบสนองต่อแรงกระแทกต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของไทยนั้น “ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น” มีความเสี่ยงที่จะลดทอนความสามารถในการรับมือกับวิกฤติในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1232661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dz5QiLBLJ3iBWrbzKhX6h

  • อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชาเผย อีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้

    วันที่ 6 พ.ค. 69 เคซีย์ บาร์เน็ตต์ อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชา กล่าวว่า ในอีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าไทยได้ หากกัมพูชาดำเนินนโยบายที่ถูกต้อง

    บาร์เน็ตต์กล่าวว่า หนึ่งในเหตุผลที่ไทยกล้ารุกรานกัมพูชาคือช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ แต่ช่องว่างนั้นกำลังแคบลง

    ปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.1% ในขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างน้อย 4.8% ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2025 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของกัมพูชาเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี ในขณะที่ GDP ไทยเติบโตเพียง 2% ต่อปี

    FB/Casey Barnett
    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย?

    บาร์เน็ตต์บอกว่า “เศรษฐกิจของกัมพูชาพึ่งพาแรงงานเป็นหลัก ในขณะที่ไทยมีประชากรมากกว่า แต่ช่องว่างด้านประชากรของกัมพูชากำลังแคบลง”

    ปีที่แล้ว ไทยมีอัตราการเกิด 1.2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ในขณะที่กัมพูชามี 2.5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน หากอัตราการเกิดของกัมพูชายังคงอยู่ที่ 2.5 ต่อไป กัมพูชาจะมีประชากรมากกว่าประเทศไทยในอีก 75 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เขากล่าวเสริมว่าอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงจาก 3.8 ในปี 2000 เหลือ 2.5 ในปี 2025

    องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า อัตราการเกิดของกัมพูชาจะลดลงเหลือ 1.8 ภายในปี 2100

    หากอัตราการเกิดของกัมพูชาลดลงตามที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ บาร์เน็ตต์เชื่อว่า กัมพูชาจะล้าหลังประเทศไทยไปตลอดกาล เขาชี้ว่า เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางดินแดน กัมพูชาต้องใช้มาตรการเพื่อรักษาอัตราการเกิด ตามประสบการณ์ของบางประเทศในยุโรป เมื่ออัตราการเกิดลดลงเหลือ 1.5 จะเป็นการยากที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    บาร์เน็ตต์เสนอมาตรการเชิงนโยบาย 6 ข้อที่เขาเชื่อว่าจะเพิ่มจำนวนประชากรและกำลังแรงงาน โดยการให้ลาคลอด 6 เดือน รัฐบาลสามารถขยายเวลาลาคลอดจาก 3 เดือนเป็น 6 เดือน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนสุขภาพและการพัฒนาสมองของเด็กผ่านช่วงเวลาการให้นมบุตรที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้หญิงอยู่ในกำลังแรงงานต่อไป และประเทศจะได้รับประโยชน์จากแรงงานและผลิตภาพของพวกเธอ

    การจัดหาคูปองมูลค่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 บาท) สำหรับค่าเลี้ยงดูเด็กก่อนวัยเรียน สำนักงานประกันสังคมแห่งชาติ (NSSA) ควรออกบัตรกำนัลดิจิทัลมูลค่า 100 ดอลลาร์สำหรับเด็กแรกเกิดทุกคน เดือนละ 1 ใบ และสำหรับเด็กอายุ 13 เดือนถึง 69 เดือน บัตรกำนัลเหล่านี้สามารถมอบให้กับศูนย์ดูแลเด็กเอกชนหรือโรงเรียนอนุบาล โดยผู้ปกครองสามารถยื่นบัตรกำนัลเหล่านี้ต่อ NSSA เพื่อชำระเงิน

    การอนุญาตให้ใช้บัตรกำนัลเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับการชำระค่าเลี้ยงดูเด็กเอกชน ในการทดลองก่อนหน้านี้ในกัมพูชา บัตรกำนัลถูกใช้สำหรับศูนย์ดูแลเด็กของรัฐบาลหรือเอกชน อย่างไรก็ตาม การใช้บัตรกำนัลมีเพียง 5.4% เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ในประเทศอื่น ๆ ที่อนุญาตให้ผู้ปกครองเลือกสถานที่ในโรงเรียนอนุบาลเอกชน การใช้บัตรกำนัลสูงกว่า 66%

    ผู้ปกครองควรได้รับอนุญาตให้เลือกศูนย์ดูแลเด็กเอกชนที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับพวกเขา หากนำวิธีการนี้ไปใช้ การใช้บัตรกำนัลอาจเพิ่มขึ้น 15%

    ขณะเดียวกัน แม้อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ให้การสนับสนุนสตรีมีครรภ์ในการคลอดบุตร แต่ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยากเพื่อช่วยให้สตรีตั้งครรภ์ได้ ปัจจุบันสตรีในกัมพูชามีการศึกษามากขึ้นและมีอาชีพการงานที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหมายความว่าสตรีจำนวนมากขึ้นมีบุตรในวัยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพสำหรับสตรีบางคน

    ดังนั้น กัมพูชาสามารถช่วยรักษาระดับอัตราการเจริญพันธุ์ของประชากรได้โดยการครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะมีบุตรยาก

    การให้เงินโบนัส 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 97,000 บาท) แก่คู่สมรสที่มีบุตรคนที่ 3 และ 4 ขึ้นไป งานวิจัยในประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า เงินโบนัสสำหรับบุตรคนแรกไม่ได้เพิ่มอัตราการเกิด แต่ทำให้พ่อแม่มีบุตรคนแรกเร็วขึ้น ในทางกลับกัน เงินโบนัสและการสนับสนุนสำหรับการมีบุตรคนที่ 2 หรือ 3 อาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มอัตราการเกิด

    นอกจากนี้ เพื่อรักษาระดับอัตราการเกิดและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ บาร์เน็ตต์มองว่า กัมพูชาควรหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หากชายชาวกัมพูชาอายุ 18 ปีทุกคนต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา  2 ปี จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงทันที 0.5% ต่อปี หากมีชาย 300,000 คนถูกดึงออกจากกำลังแรงงาน

    ไม่เพียงเท่านั้น การเกณฑ์ทหารยังส่งผลให้ผลิตภาพในชีวิตและรายได้ลดลง การเกณฑ์ทหารยังทำให้คนหนุ่มสาวพลาดโอกาสในการศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองต้องการ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับราชการทหารยังส่งผลให้การแต่งงานล่าช้าอีกด้วย

    การดึงดูดชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ต่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนให้กลับมายังกัมพูชา เนื่องจากอัตราการอพยพที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้กัมพูชาสูญเสียแรงงานไปมากถึง 30,000 คน ชาวกัมพูชาที่มีการศึกษาสูงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ต่างประเทศ โดยประมาณ 360,000 คนอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

    เพื่อดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมายังประเทศ สถานทูตกัมพูชาในต่างประเทศแต่ละแห่งควรกำหนดเป้าหมาย KPI ในการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งในแต่ละปี การทำเช่นนี้จะช่วยให้สถานทูตกัมพูชาสามารถดำเนินการเชิงรุกในการส่งเสริมและดึงดูดชาวกัมพูชาให้กลับมาได้

    กัมพูชายังต้องการดึงดูดแรงงานที่มีการศึกษาและทักษะสูงจากประเทศอื่น ๆ ด้วย โดยกัมพูชาอาจออกวีซ่า 10 ปีและวีซ่าถาวรสำหรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับการคัดเลือก

    ปัจจุบัน กัมพูชาออกวีซ่าได้เพียง 1 ปี และบางครั้งก็ยากที่จะขอวีซ่าสำหรับคู่สมรสหรือญาติคนอื่น ๆ

    ในขณะเดียวกัน กัมพูชาอาจยกเลิกโควตาแรงงานสำหรับชาวต่างชาติที่จัดตั้งธุรกิจในประเทศโดยมีพนักงานน้อยกว่า 20 คน

    บาร์เน็ตสรุปว่า เพื่อเป็นทุนสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ กัมพูชาอาจเพิ่มภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีและขยายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปทั่วประเทศ

    ปัจจุบัน ภาษีทรัพย์สินประจำปีอยู่ที่เพียง 0.1% ของ 80% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกา ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปีมีตั้งแต่ 0.5% ถึง 2%

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/274821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21vyLK5E_pl8FcF6SWClQs

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-8f33b36a1a”>

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 1 ปี 2569

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    rn

     

    rn

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    rn

     

    rn

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    rn

     

    rn

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    rn

     

    rn

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
    rn

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn

    rn

    6 พฤษภาคม 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”text-3777acced8″>

    รายได้เกษตรกร หดตัวต่อเนื่อง จากราคาอ้อยขั้นต้นลดลงมาก ตามผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้น และราคาข้าวเปลือกเจ้าหดตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการส่งออกที่ลดลง ส่วนผลผลิตขยายตัว ตามผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นเพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับผลผลิตบางส่วนเลื่อนมาเก็บเกี่ยวในไตรมาสนี้ หลังเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่เมื่อปลายปีก่อน

    ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัวมาก จากการผลิตน้ำตาลเป็นสำคัญ ตามปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น และเลื่อนมาเข้าหีบช่วงนี้ ด้านการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ สมาร์ทโฟน และรถยนต์ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มลดลงตามสต็อกที่สูง การผลิตสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

    การท่องเที่ยว หดตัวเล็กน้อย ตามความต้องการท่องเที่ยวที่ลดลงมากในช่วงปลายไตรมาส จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปัญหาฝุ่นควัน ขณะที่ช่วงต้นไตรมาสจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติขยายตัวได้ดี โดยชาวไทยขยายตัวตามกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น เช่น กีฬามหาวิทยาลัย และคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ ด้านชาวต่างเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงตรุษจีน

    การอุปโภคบริโภค หดตัวมาก จากการใช้จ่ายหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค หลังหมดมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ ประกอบกับกำลังซื้อยังอ่อนแอ หมวดยานยนต์หดตัว ตามยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 รวมทั้งหมวดบริการลดลงตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงในช่วงปลายไตรมาส จากความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว จากฐานต่ำในช่วงก่อนหน้า และยังไม่สะท้อนทิศทางที่ดีขึ้น โดยขยายตัวในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามการนำเข้าสินค้าทุน ในกลุ่มผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากฐานต่ำ ด้านการลงทุนก่อสร้างทรงตัวในระดับต่ำ แม้ยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากการเร่งซื้อก่อนปรับขึ้นราคา

    การค้าผ่านด่านศุลกากร หดตัว ตามการนำเข้าเหล็กและแร่จากเมียนมาหดตัว หลังจากเร่งไปในช่วงก่อน อย่างไรก็ดี การส่งออกขยายตัวได้ จากการส่งออกผลไม้ไปจีน และน้ำมันเชื้อเพลิงไปลาว ขณะที่การส่งออกไปเมียนมาหดตัวต่อเนื่องเกือบทุกหมวดสินค้า อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องสำอาง และเครื่องแต่งกาย จากผลของสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

    อัตราเงินเฟ้อ ติดลบมากขึ้น ตามราคาหมวดพลังงานและหมวดอาหารสดที่ลดลง โดยผลของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบเฉพาะช่วงปลายไตรมาส

    ตลาดแรงงาน กลับมาหดตัว สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 กลับมาหดตัว โดยความต้องการจ้างงานลดลงเกือบทุกจังหวัด ตามภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

    แนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการท่องเที่ยวลดลง รายได้เกษตรกรหดตัวต่อเนื่องจากด้านราคา การผลิตลดลงเล็กน้อยโดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอลง ทั้งนี้ ต้องติดตามประเด็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน รายได้เกษตรกรและการจ้างงาน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    6 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northern-economy/the-state-of-northern-economy/Northern_2569Q1_Press_All.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U5FKez8ROkzP1diYuk2DL

  • “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์”  90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” นำผลศึกษาเดิมมาอัปเดตใหม่ สะท้อนปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามที่กระทบเศรษฐกิจโลก  ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

    วันที่ 6 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการดังกล่าว ว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมในมิติทางเศรษฐกิจภาพรวม เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น 

    นายเอกนิติกล่าวว่า การที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานในครั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูมิติทางเศรษฐกิจและสังคมภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งสภาพัฒน์ได้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ 

    นายเอกนิติกล่าวว่า ในการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้มีโจทย์สำคัญคือการประเมินผลทุกมิติ ทั้งความเป็นไปได้ และผลกระทบในมิติต่างๆ ภายใต้กรอบเวลาดำเนินการ 90 วัน 

    สำหรับการดำเนินงานจะไม่ใช่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่คณะกรรมการจะนำผลการศึกษาเหล่านั้นมาปรับปรุงให้ทันสมัย อัปเดตมากขึ้น โดยนำบริบทโลกปัจจุบันมาเป็นสมมติฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รวมทั้งสถานการณ์สงคราม และปัญหาการเดินทางผ่านช่องแคบต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลการศึกษาในอดีตอาจยังไม่ได้นำปัจจัยเหล่านี้มาพิจารณาอย่างครบถ้วน รอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อประเทศ 

    “ผมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดยยึดหลักความโปร่งใสและตรงไปตรงมา เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2930937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ov0inLfT4ViieZctK5B2K

  • นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    ‘สมพงษ์ จิตระดับ’ นักวิชาการด้านการศึกษา แนะ ‘สกร.’ ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีส.ส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

     นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

     “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่”สมพงษ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1232648&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y1ulC937xTuMWDE_ttl39

  • นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    นักวิชาการ แนะ สกร. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ทันสมัย ยึดประโยชน์ผู้เรียน

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

    6 พ.ค. 2569 นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีสส.พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงความล้าหลังของหลักสูตร กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ล่าสุดนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้สั่งการให้ นางสาวเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร.ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ตนเห็นด้วยกับข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ปัจจุบัน สกร. ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน ซึ่งใช้กับทุกโรงเรียน และทุกระบบการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ปรับปรุงล่าสุด ปี พ.ศ.2551 ส่งผลให้ตัวหลักสูตรมีความล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นหลักสูตรที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพราะส่วนใหญ่จะวัดในเรื่องของความจำผู้เรียน เพื่อนำไปสอบและได้รับประกาศนียบัตร

    “สกร. มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มุ่งเน้นส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับการศึกษาให้ประชาชนทุกช่วงอายุ สามารถเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม อย่างมีคุณภาพตามกฎหมาย เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่น เรียนเพื่ออัพสกิล รีสกิล แต่หลักสูตรของ สกร.ตอนนี้อิงกับการศึกษาในระบบมากเกินไป หนังสือเรียนไม่มีความทันสมัย ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพ” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือเป็นโอกาศที่สำคัญ ให้สกร.ปรับปรุงหลักสูตรและหนังสือเรียนใหม่ เพราะว่าในอนาคตการศึกษาตลอดชีวิตที่มีความยืดหยุ่นจะเป็นแกนนำสำคัญของระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ โดยการแก้ไขปัญหานี้ ควรนำหลักสูตรปี พ.ศ.2551 สามารถเป็นพื้นฐานแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 80 เปอร์เซ็นต์ จะต้องมีการออกแบบหลักสูตรเองโดย ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเรียนเพื่อได้รับประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษาเท่านั้น

    “ผมเชื่อ นางเกศทิพย์ อธิบดีสกร. เป็นนักวิชาการที่ทันสมัยและเป็นคนรุ่นใหม่ จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ แต่อยากให้ลองยกเครื่องเรื่องระบบหลักสูตรของ สกร. ใหม่ เชื่อว่าจะทำให้คุณภาพการเรียนรู้สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ทั่งนี้จุดเด่นของ สกร. มีพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เป็นของตัวเอง และเป็นกฎหมายที่มีความทันสมัย นำหน้า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่ถ้าหนังสือเรียนยังไม่มีความทันสมัยตามไปด้วย ก็อาจทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษา ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่” สมพงษ์ กล่าว

    สมพงษ์ จิตระดับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/962712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aaadQTqZSVIx0bqwC4Ip1