Blog

  • บริษัทไทยเร่งปรับตัว รับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ-สีเขียว เปิดบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจจีน | เดลินิวส์

    บริษัทไทยเร่งปรับตัว รับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ-สีเขียว เปิดบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจจีน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มขนาดใหญ่ในอดีตมักอาศัยแรงงานคนและประสบการณ์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันฟาร์มหลายแห่งเริ่มหันมาพึ่งพาข้อมูล อุปกรณ์ และการบริหารจัดการด้วยระบบอัจฉริยะเพิ่มมากขึ้น

    เช่นที่ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ( ซีพี ) ในเขตผิงกู่ ของกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีระบบอัตโนมัติทำหน้าที่ให้อาหาร จ่ายน้ำ และเก็บไข่ โดยมีหุ่นยนต์รับหน้าที่เดินตรวจตราตามโรงเรือน ทั้งยังบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) มาใช้รวมถึงวางแนวทางการใช้ระบบผู้ดูแลฟาร์มดิจิทัลและระบบตรวจสอบอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ” 1 คน ดูแลไก่ 1.68 แสนตัว” ได้สำเร็จ

    สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไทยในจีนกำลังมองหาโอกาสใหม่ จากการปรับเปลี่ยนและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีน และกำลังกำหนดบทบาทใหม่ให้ตนเอง จากนักลงทุนและผู้ผลิต สู่ผู้ใช้เทคโนโลยี ผู้ร่วมมือในอุตสาหกรรม และผู้ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ในช่วงที่จีนกำลังเร่งเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม อาทิ เกษตรกรรม พลังงาน และการผลิต ไปสู่ระบบอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นกับโรงงานของบริษัท บ้านปู จำกัด ( มหาชน ) ผู้นำด้านพลังงานระดับนานาชาติของไทย ที่เมืองสือเจียจวง ในมณฑลเหอเป่ย์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของบ้านปูกำลังสำรวจโครงการการใช้ชีวมวลร่วมเผาไหม้ โดยอัตราการใช้ชีวมวลทดแทนสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 และคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 24,000 ตันต่อปี สะท้อนถึงการเปลี่ยนจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแบบเดิมไปสู่ผู้ให้บริการพลังงานแบบบูรณาการ

    นับตั้งแต่เข้ามาดำเนินธุรกิจในจีนเมื่อปี 2546 บ้านปูดำเนินการขยายธุรกิจในภาคพลังงาน ครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน สร้างระบบธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งด้านทรัพยากร การผลิต และเทคโนโลยี
    ปัจจุบัน บ้านปูดำเนินธุรกิจใน 6 มณฑลของจีน ประกอบด้วยเหมืองถ่านหิน 2 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังความร้อน 4 แห่ง โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 แห่ง และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน 1 แห่ง

    ไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนเดินหน้าเพิ่มการเปิดกว้างในระดับสูงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสและพื้นที่สำหรับการดำเนินธุรกิจให้กับบริษัทต่างชาติ รวมถึงบริษัทไทย โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีของจีนกับไทยอยู่ที่ราว 153,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 5.08 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบปีต่อปี ในจำนวนนี้ จีนนำเข้าสินค้าจากไทย 49,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.64 ล้านล้านบาท ) เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6149251/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f6J-nrjlBavzpMkQT6aFW

  • วิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 31/08/69 – สยามรัฐ

    วิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 31/08/69 – สยามรัฐ

    ตลาดน้ำมันดิบในช่วงก่อนเปิดตลาดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีแนวโน้ม แกว่งตัวในกรอบขาลง แต่ยังมีแรงพยุงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน โดยราคาน้ำมันถูกกดดันจากทั้งแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง

    ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ปิดที่ 83.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 13 เซนต์ หรือ 0.16% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนต.ค. ปิดที่ 89.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 39 เซนต์ หรือ 0.43% โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา WTI ลดลงมากกว่า 4% และเบรนท์ลดลงมากกว่า 5% สะท้อนว่านักลงทุนลดสถานะในตลาดน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

    เฟดเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ

    ประเด็นที่ตลาดให้น้ำหนักมากที่สุดในระยะสั้นคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังเควิน วอร์ช ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

    สัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดกลับมากังวลว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินและอาจชะลอการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในรูปดอลลาร์ รวมถึงน้ำมัน มีความน่าสนใจลดลงสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น

    ดังนั้น หากตลาดยังเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ราคาน้ำมันมีโอกาสเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจาก WTI และเบรนท์ปรับตัวลงแรงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นตัวแปรสำคัญ

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงสุดสัปดาห์คือ ข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    หากมีความคืบหน้าไปสู่การเปิดเส้นทางขนส่งอย่างชัดเจน ตลาดจะมองว่าเป็นการลดความเสี่ยงด้านอุปทานและการขนส่งน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งอาจทำให้ ค่าพรีเมียมจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง และเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันเพิ่มเติมในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์

    ในทางกลับกัน หากข่าวดังกล่าวไม่เกิดขึ้นจริง หรือการเจรจาไม่มีความคืบหน้า ความเสี่ยงที่การขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญจะสะดุดยังสามารถกลับมาเป็นแรงหนุนราคาน้ำมันได้อย่างรวดเร็ว

    ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันยังช่วยพยุงราคา

    แม้ราคาน้ำมันดิบจะถูกกดดัน แต่ภาพของ ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกยังค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากสถานการณ์การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียในยูเครนที่เพิ่มขึ้น

    ความเสียหายหรือการหยุดชะงักของโรงกลั่นอาจส่งผลให้ปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปลดลง และทำให้ตลาดน้ำมันกลั่นตึงตัวขึ้น ปัจจัยนี้จึงมีส่วนช่วยจำกัดการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ แม้แรงกดดันจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะยังคงอยู่

    จุดนี้ถือเป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง ตลาดน้ำมันดิบกับตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพราะแม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลง แต่หากตลาดน้ำมันสำเร็จรูปยังตึงตัว ก็อาจช่วยประคองความต้องการใช้น้ำมันดิบของโรงกลั่นและจำกัดแรงขายในตลาดได้

    แนวโน้มก่อนเปิดตลาด 31 ส.ค.

    สำหรับการซื้อขายในวันที่ 31 สิงหาคม มุมมองระยะสั้นยังให้น้ำหนักไปทางลบถึงทรงตัว เนื่องจากราคาน้ำมันเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐฯ และการลดลงของค่าความเสี่ยงด้านอุปทาน หากตลาดได้รับการยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งได้ ความเสี่ยงที่ราคาจะถูกขายต่อมีมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับลงมากกว่า 4% สำหรับ WTI และมากกว่า 5% สำหรับเบรนท์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดอาจมีแรงซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามาช่วยพยุงราคาได้ โดยเฉพาะหากสถานการณ์โรงกลั่นของรัสเซียยังสร้างความตึงตัวให้กับตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมัน

    ตลาดน้ำมันในช่วงเปิดสัปดาห์ใหม่ยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดัน โดยมีแนวรับจากปัจจัยอุปทานและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ทิศทางของเฟดและข่าวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นตัวกำหนดว่าราคาจะ ฟื้นตัวเพื่อลดช่วงการปรับลง หรือเดินหน้าปรับฐานต่อ หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงลงแรงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uFRETkl8v2WS8XrF5PcUN

  • เตือนแรง ดึงแม่บ้าน-แผงลอย เข้าประกันสังคม ม.33 ทุบภาระนายจ้าง-ค่าครองชีพ

    เตือนแรง ดึงแม่บ้าน-แผงลอย เข้าประกันสังคม ม.33 ทุบภาระนายจ้าง-ค่าครองชีพ

    ประกันสังคม

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายหน่วยงานได้นำเสนอความคิดเห็นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ฉบับใหม่ เพื่อขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้างเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 เพิ่มเติม ทั้งลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์, แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และผู้ค้าแผงลอย โดยขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ทั้งค่าครองชีพ และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    สำหรับหน่วยงานที่เสนอความคิดเห็น เริ่มต้นจากกระทรวงการคลัง เห็นว่า การบังคับใช้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ จะส่งผลให้รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวมีภาระทางการเงินจากการจ่ายเงินสมทบในส่วนนี้ โดยนายจ้างมีภาระในการขึ้นทะเบียน และต้องดำเนินการนำส่งเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมทุกเดือน กระทรวงแรงงาน จึงควรพิจารณาถึงผลกระทบในภาพรวมของประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสวัสดิการแรงงาน พร้อมทั้งการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกในการส่งเงินสมทบสำหรับนายจ้างกลุ่มดังกล่าวที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทของลูกจ้างและนายจ้างกลุ่มดังกล่าว

    ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการตรากฎหมาย การออกกฎ หรือการดำเนินการใด ๆ ของรัฐที่มีผลผูกพันทรัพย์สินหรือก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังแก่รัฐ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งต้องพิจารณาความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วย

    ส่วน สำนักงบประมาณ เสนอว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และวิกฤติพลังงาน จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประกอบกับแรงงานกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีรายได้น้อยและมีรายได้ไม่แน่นอน รวมทั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าว การกำหนดการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม จึงอาจเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้างรายย่อยในช่วงที่ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างงาน ลดจำนวนวันทำงาน และการหลีกเลี่ยงการจ้างงานในระบบ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชน 

    ดังนั้น หากกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว ก็ควรคำนึงถึงสถานการณ์ในปัจจุบันและทบทวนกระบวนการขั้นตอนให้มีความรอบคอบและรัดกุม เพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ประกันตน นายจ้าง และงบประมาณของรัฐในอนาคต รวมทั้งสร้างการรับรู้แก่แรงงานกลุ่มเป้าหมายในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม 

    พร้อมทั้งพิจารณาตามความสมัครใจของแรงงานผู้ที่ต้องการจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับวางแผนการดำเนินการทางการเงินของกองทุนประกันสังคมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยคำนึงถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสภาพคล่องและเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคม รวมถึงภาระการเงินการคลังที่อาจเกิดขึ้นแก่รัฐในอนาคต

    ขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอว่า สำนักงานประกันสังคมควรเร่งออกแบบกระบวนการขึ้นทะเบียนนายจ้าง และอำนวยความสะดวกในการแจ้งการจ้างงาน การคำนวณเงินสมทบ และการเชื่อมโยงข้อมูลเงินเดือนกับระบบประกันสังคม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีสาระสำคัญเป็นการขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

    ทั้งนี้ในการขยายความคุ้มครองดังกล่าว หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

    สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1.05 ล้านคน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/667680&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H8W3u3oCNoIdOQ717asxn

  • “ดร.สามารถ” ฉะวิกฤตกรุงเทพฯ! รถไฟฟ้าก็เอาไม่อยู่-ทางด่วนโดนคัดค้าน จี้รัฐเลิกลอยตัว ดันทางด่วนขั้นที่ 3 แก้อัมพาตเมือง – สยามรัฐ

    “ดร.สามารถ” ฉะวิกฤตกรุงเทพฯ! รถไฟฟ้าก็เอาไม่อยู่-ทางด่วนโดนคัดค้าน จี้รัฐเลิกลอยตัว ดันทางด่วนขั้นที่ 3 แก้อัมพาตเมือง – สยามรัฐ

    “ดร.สามารถ” ฉะวิกฤตกรุงเทพฯ! รถไฟฟ้าก็เอาไม่อยู่-ทางด่วนโดนคัดค้าน จี้รัฐเลิกลอยตัว ดันทางด่วนขั้นที่ 3 แก้อัมพาตเมือง

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า

    ทางด่วนก็ถูกค้าน รถไฟฟ้าก็ยังแก้รถติดไม่ได้

    แล้วกรุงเทพฯ จะไปทางไหน?

    ลองจินตนาการง่ายๆ ว่า… ถ้าวันนี้กรุงเทพฯ ไม่มีทางด่วนเลย รถจะติดหนักกว่านี้แค่ไหน? คำตอบคงไม่ต้องอธิบายกันมาก

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากกรุงเทพฯ มีแต่ทางด่วน แล้วไม่มีรถไฟฟ้าเลย รถบนถนนก็คงติดหนักไม่แพ้กัน นี่คือเหตุผลว่า กรุงเทพฯ ไม่ควรเลือกว่าจะเอา “ทางด่วน” หรือ “รถไฟฟ้า” แต่ต้องมีทั้งสองระบบ

    รถไฟฟ้าเหมาะกับการขนส่งคนจำนวนมากตามแนวเส้นทางที่กำหนด ส่วนทางด่วนทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ และรองรับการเดินทางที่รถไฟฟ้าไม่สามารถตอบโจทย์ได้ โดยเฉพาะการเดินทางแบบ Door-to-Door

    ลองดูชีวิตจริงของคนกรุงเทพฯ บ้านอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า สถานีอยู่ไกลจากที่ทำงาน บางพื้นที่ไม่มีทางเท้าที่เดินสะดวก ไม่มี Feeder ที่เชื่อมบ้านกับสถานี หรือแม้มีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ใกล้ๆ แต่ค่าโดยสารกลับสูงกว่าการขับรถเอง คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยจึงยังต้องใช้รถยนต์ ไม่ใช่เพราะไม่อยากใช้รถไฟฟ้า แต่เพราะรถไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบโจทย์การเดินทางของเขาได้ทั้งหมด

    ดังนั้น การสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มแม้เป็นเรื่องจำเป็น แต่การสร้างรถไฟฟ้าอย่างเดียว โดยหวังว่าจะทำให้รถยนต์หายไปจากถนนทั้งหมด ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน

    1. กรุงเทพฯ เดินทางมาไกลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้า

    กรุงเทพฯ เริ่มมีทางด่วนสายแรก ช่วงดินแดง-ท่าเรือคลองเตย ระยะทาง 8.9 กิโลเมตร เปิดให้บริการในปี 2524 จากวันนั้น โครงข่ายทางด่วนก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงข่ายทางด่วนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 224.6 กิโลเมตร

    ขณะที่รถไฟฟ้าสายแรกของกรุงเทพฯ คือสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร เปิดให้บริการในปี 2542 จากนั้นเราก็เดินหน้าสร้างรถไฟฟ้าอีกหลายสาย ถึงปัจจุบันมีโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 280 กิโลเมตร

    ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กรุงเทพฯ ขาดไม่ได้

    แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ในขณะที่เรายังเดินหน้าขยายรถไฟฟ้า ทางด่วนกลับไม่ได้ขยายตัวในพื้นที่ที่มีรถติดอย่างหนัก และหนึ่งในพื้นที่ที่เห็นปัญหาชัดเจนที่สุดคือ ด้านเหนือของกรุงเทพฯ

    2. รถจากตะวันตกไปตะวันออก… ทำไมต้องอ้อมเข้าเมือง?

    ปัจจุบันโครงข่ายทางด่วนด้านเหนือของกรุงเทพฯ ยังขาดเส้นทางสำคัญที่สามารถเชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกได้โดยตรง

    ผลคือ รถจำนวนมากต้องพึ่งพาถนนระดับพื้นดิน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความจุและมีจุดตัดกับกระแสจราจรจำนวนมาก เมื่อการจราจรหนาแน่นขึ้น ถนนรัตนาธิเบศร์บริเวณแคราย ถนนงามวงศ์วานด้านข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) บริเวณหลายทางแยกจึงกลายเป็นคอขวดสำคัญ

    คนที่ต้องการหลีกเลี่ยงรถติดบางส่วนจึงต้องใช้วิธี “อ้อมเข้าเมือง แล้ววนออกนอกเมือง” ทั้งที่จุดหมายอยู่คนละฝั่งของกรุงเทพฯ และจริงๆ แล้วควรมีเส้นทางเชื่อมถึงกันได้โดยตรง ผลที่ตามมาคือเสียทั้งเวลา น้ำมัน และค่าทางด่วน

    3. ทางด่วนขั้นที่ 3 จึงยังมีความจำเป็น

    การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เคยวางแผนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 เป็นทางด่วนยกระดับบนถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ แนวคิดสำคัญของโครงการคือการสร้างโครงข่ายทางด่วนด้านเหนือ เพื่อเชื่อมพื้นที่ฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ให้เดินทางได้โดยไม่จำเป็นต้องอ้อมเข้าเมือง

    โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการก่อสร้างตอม่อจำนวนมากบนถนนประเสริฐมนูกิจเพื่อรองรับทางด่วน ตั้งแต่ช่วงปี 2539-2541

    แต่เมื่อแนวเส้นทางข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถูกคัดค้าน โครงการก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เวลาผ่านไปหลายสิบปี กทพ.พยายามหาทางออกใหม่ โดยเสนอแนวคิดทางด่วนใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพื้นที่ด้านบน

    แต่เมื่อศึกษารายละเอียดแล้วพบว่า การก่อสร้างใต้ดินมีต้นทุนสูงมาก รวมทั้งมีภาระด้านการบำรุงรักษาและระบบความปลอดภัยที่สูงขึ้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ท้ายที่สุด แนวทางดังกล่าวจึงไม่สามารถเดินหน้าได้ตามที่คาดหวัง

    4. แล้วเราจะทำอย่างไร?

    คำตอบอาจไม่ใช่ “สร้างตามแบบเดิม” และก็ไม่ควรเป็น “คัดค้านแล้วเลิกสร้าง” แต่ควรเป็น “หาทางออกใหม่ เพื่อให้ทางด่วนขั้นที่ 3 เกิดขึ้น โดยลดผลกระทบให้มากที่สุด”

    รัฐบาล กทพ. และผู้มีส่วนได้เสียควรเจรจากันอย่างจริงจัง อาจต้องปรับแนวเส้นทาง หรือปรับรูปแบบโครงสร้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    อย่าปล่อยให้ทางด่วนขั้นที่ 3 เป็น Missing Link ของโครงข่ายทางด่วนด้านเหนือของกรุงเทพฯ

    5. สรุป

    เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่เลือกสร้างรถไฟฟ้าแทนทางด่วน แต่คือเมืองที่รู้ว่าตรงไหนควรใช้รถไฟฟ้า และตรงไหนจำเป็นต้องมีทางด่วน

    ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องหยิบ “ทางด่วนขั้นที่ 3” กลับมาหาทางออกอีกครั้ง เพื่อเติม Missing Link ของโครงข่ายทางด่วนให้สมบูรณ์

    #ดรสามารถราชพลสิทธิ์ #ทางด่วนขั้นที่3 #รถติดกรุงเทพ #รถไฟฟ้า #การทางพิเศษแห่งประเทศไทย #กทพ #คมนาคม #จราจรกทม #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #ข่าวเด่น #ถนนงามวงศ์วาน #เกษตรนวมินทร์ #แคราย #รัตนาธิเบศร์ #MissingLink #ขนส่งมวลชน #โครงสร้างพื้นฐาน #ข่าวโซเชียล #ปัญหารถติด #การเดินทาง #ข่าวกรุงเทพ #กรุงเทพมหานคร #กทม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/318112&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XNuHAjru4lNGTROd3wcuB

  • “พาณิชย์” ปิดฉาก “DFT+” ดัน SMEs ไทย 80 รายสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้ากว่า 460 ล้านบาท

    “พาณิชย์” ปิดฉาก “DFT+” ดัน SMEs ไทย 80 รายสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้ากว่า 460 ล้านบาท

    “พาณิชย์” ปิดฉาก “DFT+” ดัน SMEs ไทย 80 รายสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้ากว่า 460 ล้านบาท


    29/08/2569 | 161 |

    กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีปิดโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ พร้อมประกาศความสำเร็จในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย 80 ราย ให้พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก ผ่านการอบรม การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการเจรจาธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวม กว่า 460 ล้านบาท

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้น เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีกล่าวแสดงความยินดีและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่สำเร็จโครงการ พร้อมด้วย นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวรายงานผลสำเร็จของโครงการ DFT+ เติมความรู้ สร้างเครือข่าย เปิดตลาดโลก โครงการ DFT+ ดำเนินการโดยกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ 2569 โครงการมุ่งยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “DFT+ บวกโอกาสให้ SMEs ไทย” โดยต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Young Entrepreneur Network Development (YEN-D) และ Business Enterprises Networking Forum (BenF) เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569 ผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 80 ราย จากกลุ่มธุรกิจอาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์ และธุรกิจอื่น ๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

    •Upskill ความรู้ ผ่านการอบรมเชิงลึก 5 ครั้ง ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศ การใช้สิทธิประโยชน์ FTA การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในธุรกิจ
    •สร้างเครือข่ายในประเทศ ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและ Business Matching ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 10 ล้านบาท
    •เปิดตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมงาน HKTDC Hong Kong Food Expro Pro 2026 และกิจกรรม Business Matching ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง พบผู้ซื้อและพันธมิตรธุรกิจกว่า 60 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 120 คู่ มูลค่าการซื้อขายภายในงานกว่า 101 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อภายใน 1 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท

    กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้าง SMEs ไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลกนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลสำเร็จของโครงการ DFT+ สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้ประกอบการได้รับองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสที่เหมาะสม ก็สามารถต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง พร้อมย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับ SMEs ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพแข่งขันในเวทีการค้าโลก ผ่านการพัฒนาทักษะ การขยายตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ“เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก แต่คือการสร้างผู้ประกอบการไทยที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก”

    DFT พร้อมเดินเคียงข้าง SMEs ทุกก้าวสู่ Global ด้านนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ผู้ประกอบการทั้ง 80 รายได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง และสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นโอกาสทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ได้แก่ สสว. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมศุลกากร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมผลักดันให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

    กรมการค้าต่างประเทศย้ำว่า DFT+ จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมพิธีปิดในวันนี้ แต่จะต่อยอดเป็นเครือข่ายความร่วมมือและพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดต่างประเทศ และตอกย้ำบทบาทของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่พร้อม “ยืนเคียงข้าง SMEs ไทย จาก Local สู่ Global” อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a5XhkL80YXk0VIlMWDuJ7

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 28.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 38.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.39 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 33.39 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (30 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/667707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rkkYAHKo9nbyzoHE3mkNa

  • กทบ. ไฟเขียวงบ “SML พลัส” พันล้าน พร้อมอัดฉีด “ไทยช่วยไทย” อีก 460 ล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานราก  : อินโฟเควสท์

    กทบ. ไฟเขียวงบ “SML พลัส” พันล้าน พร้อมอัดฉีด “ไทยช่วยไทย” อีก 460 ล้าน หนุนเศรษฐกิจฐานราก  : อินโฟเควสท์

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 7/2569

    โดยที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติโครงการ SML พลัส เพิ่มเติม จำนวน 5,461 โครงการ วงเงินรวม 1,009,600,000 บาท ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง (อนุฯ SML พลัส) ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 

    พร้อมสั่งการให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งตรวจสอบเล่มคำขอให้แล้วเสร็จเพิ่มขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินลงถึงพื้นที่และประชาชนได้เร็วที่สุด

    พร้อมกันนี้ บอร์ดฯ ยังอนุมัติจัดสรรเงินโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ครั้งที่ 3 รอบล่าสุด วงเงิน 460 ล้านบาท เพื่อลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และเสริมความมั่นคงทางการเงินให้กองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ เมื่อรวมการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยฯ ทั้ง 3 รอบ มีกองทุนหมู่บ้านฯ ได้รับประโยชน์แล้วรวม 9,571 กองทุน คิดเป็นวงเงินสะสมทั้งสิ้น 743,870,000 บาท สะท้อนความต่อเนื่องของนโยบายภายใต้การผลักดันของนางสุขสมรวย ในการช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับประกอบอาชีพมากขึ้น

    ทั้งนี้ นางสุขสมรวย ได้กำชับให้ที่ประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเม็ดเงินถึงมือประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gtwD2hGer49c7-pl9_UT1

  • บอร์ด กทบ. เคาะงบ ‘SML พลัส-ลดดอกเบี้ย’ มุ่งต่อลมหายใจเศรษฐกิจชุมชน อัดฉีด 1.4 พันล้าน

    บอร์ด กทบ. เคาะงบ ‘SML พลัส-ลดดอกเบี้ย’ มุ่งต่อลมหายใจเศรษฐกิจชุมชน อัดฉีด 1.4 พันล้าน

    สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ (บอร์ด กทบ.) ครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ ห้องประชุมอาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมได้มีมติผลักดัน 2 โครงการสำคัญ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ

    ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการ SML พลัส เพิ่มเติมจำนวน 5,461 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 1,009.6 ล้านบาท ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการสนับสนุนเสริมสร้างศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอย่างมั่นคง เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของชุมชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้ สุขสมรวย ได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งดำเนินการตรวจสอบเอกสารคำขอให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินดังกล่าวสามารถกระจายลงสู่พื้นที่และถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

    สำหรับวาระที่สอง บอร์ด กทบ. ได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณในโครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นรอบล่าสุดในวงเงิน 460 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อลดภาระดอกเบี้ย เติมสภาพคล่อง และสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่กองทุนหมู่บ้านฯ ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ หากนับรวมการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยฯ ทั้ง 3 ระยะ พบว่ามีกองทุนหมู่บ้านฯ ที่ได้รับประโยชน์ไปแล้วถึง 9,571 กองทุน คิดเป็นวงเงินสะสมสะพัดในระบบรวมทั้งสิ้น 743.87 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ในการช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนฯ มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับต่อยอดการประกอบอาชีพในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

    ในช่วงท้ายของการประชุม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมั่นใจได้ว่าเม็ดเงินทุกบาทจะสามารถต่อลมหายใจ สร้างความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานรากได้อย่างแท้จริง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/village-fund-approves-sml-plus-interest/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YeXKXr3m0RALEnqSAYrJK

  • มท.4 ลุย ครม.สัญจร หนุนศึกษาถนนเชื่อม“พัทลุง-สตูล” เชื่อมโลจิสติกส์อ่าวไทย-อันดามัน ดันเศรษฐกิจใต้ : อินโฟเควสท์

    มท.4 ลุย ครม.สัญจร หนุนศึกษาถนนเชื่อม“พัทลุง-สตูล” เชื่อมโลจิสติกส์อ่าวไทย-อันดามัน ดันเศรษฐกิจใต้ : อินโฟเควสท์

    นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามโครงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงข่ายถนนเชื่อมต่อ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง กับ อ.มะนัง จ.สตูล โดยกล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามโครงการในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน เริ่มต้นที่จังหวัดพัทลุง มาที่จังหวัดสตูล เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านการคมนาคมของพี่น้องประชาชน 

    สืบเนื่องจากปัจจุบันเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสตูลต้องเดินทางอ้อม มีระยะทางไกลตั้งแต่ 145 ถึง 243 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางนานถึง 2 ถึง 4 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกและมีต้นทุนการขนส่งที่สูง ซึ่งหากโครงข่ายถนนเชื่อมต่อสายใหม่นี้ดำเนินการสำเร็จ จะสามารถร่นระยะทางเหลือเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร ลดเวลาเดินทางเหลือเพียง 1 ชั่วโมง

    นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่รอยต่อจังหวัดสตูลและพัทลุงดังกล่าว เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขาบรรทัด จึงต้องดำเนินการขออนุญาตและศึกษาตามขั้นตอนของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    ซึ่งขณะนี้จังหวัดสตูลบูรณาการร่วมกับแขวงทางหลวงชนบทสตูล ได้ตั้งงบประมาณในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงข่ายถนนเชื่อมต่อระยะทางรวมประมาณ 21.3 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมการสำรวจเส้นทางเดินระหว่างสตูล – พัทลุง ระยะทาง 7.6 กิโลเมตร 

    และเส้นทางถนนภายในโครงการอ่างเก็บน้ำป่าบอน จังหวัดพัทลุง ระยะทาง 6.3 กิโลเมตร โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงานศึกษารวม 270 วัน เริ่มต้นสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 และมีกำหนดสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 6 พ.ค.70

    นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า โครงการนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากประชาชนในพื้นที่ ที่มีความต้องการความสะดวกในการสัญจรเดินทาง แต่ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องพูดคุยหารือและหาแนวทางร่วมกัน และมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความเหผ้นและร่วมดำเนินการ สิ่งสำคัญคือประชาชนในพื้นที่ “เป็นเจ้าของบ้าน” เราต้องรับฟังความต้องการของประชาชน 

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้เกิดความเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3g97-WKbvl6SjAmXIyz5Ab

  • Gen Y “พ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยว” ยุคใหม่ ภาระเศรษฐกิจ-ชีวิตคู่ Toxic ทำสถิติพุ่ง

    Gen Y “พ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยว” ยุคใหม่ ภาระเศรษฐกิจ-ชีวิตคู่ Toxic ทำสถิติพุ่ง

    สถานการณ์โครงสร้างครอบครัวไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยวและแม่เลี้ยงเดี่ยว ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนถึงวิถีชีวิต ค่านิยม รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน

    1. ตอนนี้มีมากแค่ไหน? (สถานการณ์ปัจจุบัน)

    จากข้อมูลทางการแพทย์ สถิติประชากร และองค์กรด้านสังคม พบว่าจำนวนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีอัตราส่วนเฉลี่ยดังนี้:

    • สัดส่วน ในกลุ่มครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมด “แม่เลี้ยงเดี่ยว” (Single Mother) ยังคงมีสัดส่วนสูงที่สุด คิดเป็นประมาณ 75% – 80% ขณะที่ “พ่อเลี้ยงเดี่ยว” (Single Father) มีสัดส่วนราว 20% – 25%
    • สถิติการหย่าร้าง อัตราการจดทะเบียนหย่าในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วมีคู่รักที่จดทะเบียนหย่าคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้จดทะเบียนสมรสในแต่ละปี ไม่นับรวมคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อายัดความสัมพันธ์และแยกทางกัน

    2. ส่วนใหญ่เป็นคนช่วง Gen ไหน?

    กลุ่มพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวในปัจจุบันส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน Gen Y (Millennials) และเริ่มขยับเข้าสู่ Gen Z ตอนต้น:

    • Gen Y (อายุประมาณ 28 – 43 ปี) ครองสัดส่วนมากที่สุด

    เป็นช่วงวัยสร้างครอบครัว แต่ก็เป็นวัยที่เผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความเครียดจากการทำงานสูงที่สุด คน Gen Y มีค่านิยมเรื่องความสุขส่วนตัวและความเด็ดขาด หากชีวิตคู่ไม่ตอบโจทย์หรือไร้ความสุข การเลือกเดินออกมาเลี้ยงลูกคนเดียวจึงไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป

    • Gen Z (อายุประมาณ 18 – 27 ปี) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

    ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือความสัมพันธ์ช่วงวัยรุ่นที่ยังไม่มั่นคง ทำให้ต้องกลายมาเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวตั้งแต่อายุยังน้อย

    • Gen X (อายุ 44 ปีขึ้นไป) มักจะเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ลูกเริ่มเติบโตเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่แล้ว โดยสาเหตุหลักในกลุ่มนี้มักเกิดจากการหย่าร้างหลังชีวิตคู่ระยะยาว หรือการสูญเสียคู่ชีวิต

    3. ต้นเหตุการณ์เลิกรา อะไรทำให้ต้องเดินคนเดียว?

    ปัจจัยที่ทำให้คู่รักตัดสินใจแยกทางกันจนต้องกลายมาเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ประกอบด้วย 4 สาเหตุหลัก:

    1. ปัญหาเศรษฐกิจและภาระหนี้สิน ความเครียดจากค่าครองชีพ ปัญหาเงินไม่พอใช้ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว จนนำไปสู่การแตกหัก
    1. ค่านิยมที่ไม่ยอมทนความสัมพันธ์ Toxic ยุคนี้สังคมยอมรับการหย่าร้างมากขึ้น ผู้คน (โดยเฉพาะผู้หญิง) พึ่งพาตัวเองทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ให้เกียรติกัน การเปรียบเทียบชีวิตคู่ในโซเชียลมีเดียก็มีส่วนทำให้มาตรฐานความสัมพันธ์สูงขึ้น
    1. การนอกใจและการหมดรัก ทัศนคติการทนอยู่เพื่อลูกเริ่มลดลง พ่อแม่ยุคใหม่มองว่าการแยกทางกันเพื่อไปโตในเส้นทางของตัวเอง ดีกว่าการทะเลาะกันให้ลูกเห็น
    1. ความไม่พร้อมในการมีบุตร การตั้งครรภ์โดยไม่ได้วางแผน นำไปสู่การปฏิเสธความรับผิดชอบจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    4. แบกอะไรไว้บ้าง? ภาระที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว

    การเป็นพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องแบกรับภาระหนักหน่วงใน 3 มิติหลัก

    • ภาระด้านการเงิน 

    ต้องหาเงินคนเดียวเพื่อจ่ายค่านม ค่าเทอม ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในบ้าน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูตามที่ตกลง ภาระทั้งหมดจะตกอยู่ที่คนที่เลี้ยงลูกทันที

    • ภาระด้านเวลาและการทำงาน 

    ไม่มีคนช่วยสลับเวรเลี้ยงลูก ต้องทำหน้าที่ทั้งหาเงินนอกบ้านและดูแลความสะอาด/ทำอาหารในบ้าน สภาพร่างกายมักเหนื่อยล้าสะสม ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

    • ภาระด้านจิตใจและอารมณ์

    ต้องรับบทเป็นทั้ง “พ่อและแม่” ในคนเดียวกัน ต้องรับมือกับคำถามของลูกเมื่อโตขึ้น ความกังวลเรื่องกลัวลูกปมด้อย รวมถึงความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และความเครียดสะสมที่ไม่มีที่ระบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2956164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DEvP4hi9Xf-uzKDNNmuqr