Blog

  • เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,198 ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 โดย …กาแฟขม

    ***  ครม.ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีระกูล ตัดสินใจกดปุ่มเดินหน้าออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลสุดคลาสสิก แก้ “วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง” และ “ค่าครองชีพประชาชน” ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ การกู้รอบนี้ผลักดันให้ยอดหนี้สาธาณะวิ่งไปที่ 69% แทบชนเพดาน 70% ที่ขยายกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงสำคัญ จะกู้เท่าไร ชนเพดานหรือไม่ แต่จะใช้เงินอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่างหาก ที่ผู้คุมเกมอย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต้องรอบคอบ ไม่ให้เงินตกหล่นไปอยู่กับเสือหิว เสือโหยมากนัก

    *** หลายคนเริ่มออกมาตั้งข้อสังเกต ดูกันหยาบๆ อย่าง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีตรมว.คลังถึงกับออกปาก นี่เป็นการตีเช็กเปล่าทางการเมือง ไม่ได้เพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศ แต่เป็นการแบ่งเค้กให้พรรคการเมืองเอาไปทำโครงการที่ตรวจสอบได้ยาก เอาอนาคตลูกหลานไปตกอยู่วังวนความเสี่ยงกับหนี้ของประเทศหรือไม่

    *** แลกันในเบื้องต้น รัฐบาลแบ่งเงินกู้ 4 แสนล้าน ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกครึ่งหนึ่ง 2 แสนล้าน ประมาณว่าเอามา “เยียวยา” ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (หรือคนละครึ่งเวอร์ชันอัปเกรด) ฟังดูเหมือนการโปรยทานให้คนตัวเล็ก แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า นี่คือ การฉีดมอร์ฟีนประคองชีพไปวันๆ ไม่ได้ช่วยให้ SME รายย่อยหลุดพ้นจากหล่มหนี้ได้อย่างยั่งยืนเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ SME รายย่อยกำลังหายใจไม่ออก เพราะเข้าไม่ถึงแหล่งทุน รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาอุดหนุนการบริโภคชั่วครั้งชั่วคราว 

    *** เนื้อใน พ.ร.ก. เน้นไปที่การ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” ก็หวั่นเกรงมิใช่น้อยว่า ท้ายที่สุดเม็ดเงินก้อนใหญ่ มักจะไหลไปสู่นักลงทุนรายใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีพร้อม มากกว่าจะตกถึงมือร้านค้าแผงลอย ที่กำลังจะถูกยึดที่ทำกินพฤติกรรม “ใจใหญ่” กู้เงินแสนล้านมาแก้ปัญหารายวัน จะเป็นการถนัดการ “บริหารหนี้” มากกว่าการ “บริหารรายได้” หรือไม่ สุดท้าย 4 แสนล้านที่กู้มา จะเป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชนจริงๆ หรือจะเป็นเพียง “นํ้าเลี้ยง” ที่สูบฉีดเข้าสู่เครือข่ายการเมืองหรือไม่ 

                            เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ยาแก้ปวดเศรษฐกิจ เดิมพันอนาคตชาติ

    *** ว่าก็ว่า รัฐบาลอาจกำลังคิดอยู่ก็ได้ แทนที่จะกู้เงินมาหว่านโปรยผ่านโครงการประเภท “คนละครึ่ง” หรือ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นเพียงการกระตุ้นชั่วคราว อาจแบ่งงบก้อนนี้มาเสริมเขี้ยวเล็บให้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย) อย่างจริงจัง ทำหน้าที่เป็น “หลังพิง” ให้ SME รายย่อยที่ติด Blacklist หรือไม่มีหลักประกันได้เดินเข้าสู่ประตูธนาคารอีกครั้ง รัฐต้องกล้า “คํ้าประกันความเสี่ยง” ให้คนตัวเล็กเหมือนที่กล้าคํ้าให้บริษัทนํ้ามันและโรงไฟฟ้า

    ถ้ากล้ากู้มาแจก ต้องกล้าคํ้าประกันอนาคตให้รายย่อยด้วย อาจคิดทำควบคู่ไปพร้อมกันอีกทาง โดยออกมาตรการทางภาษีหรือบังคับใช้กฎหมายผูกขาดที่เข้มงวด บีบให้ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ต้องเปิดพื้นที่ให้สินค้า SME รายย่อยในท้องถิ่นเข้ามาวางขายโดย “ฟรีค่าธรรมเนียม” (GP) ในสัดส่วนที่ชัดเจนมากขึ้น สร้าง “ตลาด” ที่ยั่งยืนกว่าการแจกเงินสด  

    *** หรือรัฐบาลอาจจะคิดเปลี่ยนหนี้เปลี่ยนเป็นทุน แทนที่จะไล่จับเจ้าหนี้นอกระบบโชว์ รัฐสร้างกลไก “ตัวกลาง” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ในการเจรจาประนอมหนี้ โดยใช้เงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนนี้ มาจัดตั้งกองทุนพิเศษเพื่อ “ซื้อหนี้” จากรายย่อยที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่อง แล้วเปลี่ยนจากเจ้าหนี้หน้าเลือดมาเป็น “หุ้นส่วน” หรือ  เจ้าหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยเป็นธรรม เพื่อให้เขามีลมหายใจกลับมาจ้างงานและเสียภาษีให้รัฐได้อีกครั้ง

    *** จะทำอะไรก็รีบทำ รายงานล่าสุดออกมาแล้ว SME เจอภาวะต้นทุนสูง ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนให้ผู้บริโภค การเงินตึงตัว SME 92% ยังไม่มีแนวทางบริหารต้นทุนทางการเงินหรือ หนี้สิน มีเพียง 8% ที่ดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินโดยตรง สถานการณ์การเงินที่น่ากังวลสะท้อนผ่านพฤติกรรม ได้แก่ 42.6% ขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้, 26.5% กู้เพิ่ม, 15.2% ปรับโครงสร้างหนี้, 13% ปิดกิจการชั่วคราว และ 2.7% ขายสินทรัพย์เพิ่มสภาพคล่อง การปรับตัวของเขาเองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการ Soft Loan ต้องเดินคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพ …คาบนี้เริ่มนับถอยหลังกันแล้ว นับถอยหลังไปสู่การปิดกิจการ นำมาซึ่งการตกงานกันถ้วนหน้า ฯพณฯ ทั่นขอรับ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/658317&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BdrdCWi0bZNQOWw_VphLq

  • รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

    รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

    รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นด้านการศึกษา

    วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

    Tag :

    รองผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ  เข้าพบเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ภราดาพัชรปกรณ์ ลังบุบผา รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ และ มาสเตอร์พชร จันทร์ศิริ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายวิชาการ  โรงเรียนอัสสัมชัญ และพันธมิตรด้านทางการศึกษา เข้าพบ นายณัฐวัฒน์ กฤษณามระ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยใน ลอนดอน

    ในการเข้าพบครั้งนี้ มีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ ได้แก่ นางสาวกฤษณา ชลวีระวงศ์ อัครราชทูต นางอรวิจิตร์ จันทรังสี ที่ปรึกษา นายมานากรณ์ เมฆประยูรทอง ที่ปรึกษา

    โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะผู้แทนจากโรงเรียนอัสสัมชัญเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับและส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง ประเทศไทย และ สหราชอาณาจักร โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตรไทยศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร

    ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญของสถานเอกอัครราชทูตในการผลักดันปี พ.ศ. 2569 ให้เป็น “ปีแห่งการศึกษา (Year of Thai-UK Education Partnership)” เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางการศึกษาในทุกระดับระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้แสดงความยินดีในการให้การดูแลและสนับสนุนนักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญที่เข้ามาศึกษาและทำกิจกรรมใน สหราชอาณาจักร อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีแนวทางในการพัฒนา โครงการความร่วมมือทางด้านการศึกษาในอนาคต ร่วมกับโรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียล เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาสู่ระดับสากล
    ในส่วนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักเรียนสู่เวทีนานาชาติ ผ่านโครงการสำคัญในปีการศึกษา 2569 ได้แก่

    โครงการระยะสั้น: Summer และ October Camp

    โครงการระยะกลาง: โครงการแลกเปลี่ยนระยะเวลา 1 ปี

    โครงการระยะยาว: AC-UK Foundation Pathway

    การเข้าพบในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของโรงเรียนอัสสัมชัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางการศึกษาระดับนานาชาติ และการพัฒนานักเรียนสู่การเป็นพลเมืองโลกอย่างมีคุณภาพต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/962835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yjTqHHjSoZ94s-unc7D4y

  • อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/social-videos/watch/gPvSQqF9KwI&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27FxqTSP9NvfyZGt4eg9r5

  • คมนาคม จ่อดันผลศึกษา “แลนด์บริดจ์” ฉบับใหม่ รวมระบบท่อขนส่งก๊าซ-น้ำมัน ชงบอร์ดชุด “เอกนิติ” : อินโฟเควสท์

    คมนาคม จ่อดันผลศึกษา “แลนด์บริดจ์” ฉบับใหม่ รวมระบบท่อขนส่งก๊าซ-น้ำมัน ชงบอร์ดชุด “เอกนิติ” : อินโฟเควสท์

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ภาพ: Thaigov)

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การศึกษาโครงการ “แลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังเป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข.ได้มีรายงานฉบับเดิม และรายงานฉบับใหม่ ซึ่งในรายงานฉบับใหม่นี้ ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย

    โดยที่ผ่านมา โครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว จะทำให้มีการขนส่งน้ำมันและก๊าซในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุด จะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก และการขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    ส่วนข้อเสนอให้ทำเฟสย่อยของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อนนั้น รมช.คมนาคม กล่าวว่า ข้อเสนอต่าง ๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากในการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติ หรือนักลงทุนจากไทย สามารถเป็นเอกชนรายใดก็ได้ที่มีความสนใจในโครงการนี้ โดยรัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบใด

    “การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย” นายสิริพงศ์ กล่าว

    สำหรับข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อม 2 ฝั่งทะเล เหมือนเช่นคลองปานามาหรือไม่นั้น รมช.คมนาคม กล่าวว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 9 แสนล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยต้องใช้เงินลงทุนถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้ว จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า

    ส่วนจะเป็นการปิดประตู “โครงการคลองไทย” เลยหรือไม่นั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ณ ปัจจุบัน เท่าที่ได้เปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โครงการจะพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย จะถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590374&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OBQRTWlqR34p3loBRT7z4

  • สมุทรสงคราม///มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล | TOPNEWS

    มูลนิธิชัยพัฒนาจับมือกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนามความร่วมมือยกระดับชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล


    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสมุทรสงคราม


    การลงนามครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี และชุมชนท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ให้กระจายสู่ประชาชนในชุมชนบนพื้นฐานของเสน่ห์ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารของจังหวัดสมุทรสงครามในระดับสากล


    ในการดำเนินงานครั้งนี้ มูลนิธิชัยพัฒนาจะทำหน้าที่ผ่านโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมรวมถึงวิถีชีวิตพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนอัมพวา โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมผ่านพื้นที่เชิงสร้างสรรค์และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนและขยายโอกาสสู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ต่อไป


    ขณะที่กรมการพัฒนาชุมชนจะมุ่งเน้นภารกิจในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง โดยการยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP และชุมชนท่องเที่ยวให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ผ่านโปรแกรมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ดึงดูดใจ เพื่อสร้างความสุขและความเข้มแข็งจากภายในสู่ชุมชนอย่างแท้จริง


    ด้านจังหวัดสมุทรสงคราม จะดำเนินการตามแผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร พ.ศ. 2569–2573 เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาจังหวัดในระยะกลางและระยะยาว โดยมุ่งยกระดับ “อาหาร” จากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาสู่การเป็น “เมืองอาหารที่กลมกลืนกับวิถีชีวิตและระบบนิเวศลุ่มน้ำแม่กลอง” และก้าวสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: Gastronomy) ต่อไป


    โดยทั้ง 3 หน่วยงานจะร่วมกันประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการพิจารณาคัดเลือกชุมชนต้นแบบเพื่อพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมคุณภาพสินค้า OTOP โดยเฉพาะด้านอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ ตลอดจนการสื่อสารประชาสัมพันธ์และการตลาดทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและกระจายโอกาสไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดสมุทรสงครามอย่างยั่งยืนสืบไป

    ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์ และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ดำเนินงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา บนพื้นฐานแห่งเสน่ห์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม ในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี


    การดำเนินงานโครงการฯ ได้สนองพระราชดำริในการพัฒนาและอนุรักษ์วิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของชุมชนอัมพวา โดยนำหลักการพัฒนาในเรื่อง “ภูมิสังคม” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวทางสำคัญ อีกทั้งได้พัฒนาพื้นที่ให้เกิดศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้พื้นเมือง

    และเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชนอัมพวา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแบบบูรณาการ ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการพัฒนาและการพึ่งพาตนเองของชุมชน ให้สามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เรียบง่าย ยั่งยืน และมีความสุข

    สำหรับ “โครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์” มูลนิธิชัยพัฒนา เกิดขึ้นจากการน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินของนางสาวประยงค์ นาคะวะรังค์ ซึ่งประกอบด้วยสวนผลไม้ เรือนแถวไม้ริมคลองอัมพวา และบ้านพักอาศัย พื้นที่รวมประมาณ 21 ไร่

    เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินไปพัฒนาและอนุรักษ์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และได้พระราชทานนามโครงการแห่งนี้ว่า “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์”

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าว Top news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567453&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vKnuGr1_mEVWiyXbGLCKs

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” ระดับสากล


    6/05/2569 | 25 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและจังหวัดสมุทรสงคราม ลงนาม MOU ยกระดับท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีอัมพวา ชูอัตลักษณ์ลุ่มน้ำแม่กลองสู่ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” ระดับสากล

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา เพื่อสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม” โดยได้รับเกียรติจาก นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา และ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในฐานะภาคีเครือข่ายสำคัญ ในการนี้ นายดนุชา สินธวานท์ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทั้งส่วนกลางและจังหวัดสมุทรสงคราม และองค์กร ภาคี เครือข่ายพัฒนาชุมชน ได้ร่วมลงนามเป็นพยานในพิธี ซึ่งการลงนามครั้งนี้ได้รับพระราชทานพระราชานุมัติจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมดำเนินการเพื่อบูรณาการการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

    ในการนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าว ได้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างรายได้ให้กระจายสู่ประชาชนบนพื้นฐานของเสน่ห์ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้วัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมอัมพวาผ่านโครงการ “อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์” ควบคู่ไปกับการยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุน “แผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2569 – 2573” เพื่อยกระดับอาหารจากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมุ่งสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network: Gastronomy) ต่อไปในอนาคต

    ในส่วนของกรมการพัฒนาชุมชนได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงการ “เที่ยวสุขใจ ไปอัมพวา” เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างหมู่บ้าน OTOP นวัตวิถี กับแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและการจัดการผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเฉพาะประเภทอาหารที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมของสมุทรสงครามให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลอดจนการขยายช่องทางการสื่อสารและการตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวในวงกว้าง ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดตามยุทธศาสตร์ชาติในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38WhMiQtnxjbK9qKQ8l-rE

  • นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    นายกฯ สั่งบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับ นทท.ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ด้านตม.สั่งเนรเทศ-เตรียมขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ

    วันนี้, 18:48น.

               นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคู่หนึ่ง ที่กระทำการอนาจารบนรถตุ๊กตุ๊ก บริเวณพื้นที่สาธาระในตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

              เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่บูรณาการความร่วมมือ เร่งดำเนินสืบสวนเชิงลึกและการประสานงานร่วมกับชุดสืบสวน สภ.ป่าตอง สามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 รายได้เมื่อคืนวันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 20.30 น. ทราบชื่อคือ นายรูเบน (MR.RUBEN) อายุ 41 ปี สัญชาติสเปน และ นางซินเทีย (MRS.CYNTHIA) อายุ 43 ปี สัญชาติเปรู ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้น โดยการนำภาพหลักฐานให้ดู ทั้งคู่ยอมรับสารภาพว่าเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปจริง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา “ร่วมกันกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำอนาจารประการอื่น” ซึ่งได้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและเปรียบเทียบปรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              ความคืบหน้าล่าสุด ตม.จว.ภูเก็ต ได้พิจารณาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งศีลธรรมอันดี ขัดต่อขนบธรรมเนียมไทย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ได้บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างเด็ดขาด โดยดำเนินการ ผลักดันนักท่องเที่ยวทั้งสองรายออกนอกราชอาณาจักรทันที พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีบุคคลต้องห้าม (Blacklist) เพื่อป้องกันไม่ให้กลับเข้ามาสร้างความเสื่อมเสียในประเทศไทยได้อีก

             ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้มงวดกวดขันนักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวทั่วโลก  สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

    #นักท่องเที่ยวทำอนาจาร

    #ป่าตองภูเก็ต

    Cr:เพจรัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161237&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E9da7VvVgWWUesS8Xaywa

  • ดาเมจเกินต้าน! “น้ำตาล-ฟิล์ม” ควงคู่แชร์โมเมนต์หวานฉ่ำ – INN News

    ดาเมจเกินต้าน! “น้ำตาล-ฟิล์ม” ควงคู่แชร์โมเมนต์หวานฉ่ำ – INN News

    ดาเมจเกินต้าน! “น้ำตาล-ฟิล์ม” ควงคู่แชร์โมเมนต์หวานฉ่ำขึ้นแท่น SUPALAI Couple เปลี่ยนวันธรรมดาในคอนโดฯ ให้เป็นเรื่องมหัศจรรย์.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1028344/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kWAY6WV5ebCqweRO_ir4B

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา – ผู้ว่าฯ กกท. ตอบข้อสงสัย ทำไมจัดโมโตจีพีต่อได้ แต่กลับล้มเลิกชิงจัดยูธโอลิมปิก 2030

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา – ผู้ว่าฯ กกท. ตอบข้อสงสัย ทำไมจัดโมโตจีพีต่อได้ แต่กลับล้มเลิกชิงจัดยูธโอลิมปิก 2030

    โดย ดิถดนัย สิริประทีปสุข

    เขียนเมื่อ 06/05/2026 20:37 | อัพเดทล่าสุด 06/05/2026 20:37 37

    หลังจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันแล้วว่า ประเทศไทยไม่พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ เนื่องจากการจัดต้องใช้เงินกว่า 5,000 ล้านบาท แม้ โอลิมปิกสากล หรือ IOC คัดเลือก ไทย ได้ผ่านคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 ชาติสุดท้าย ในการลุ้นจัดรายการนี้

    อย่างไรก็ตาม หลังจากประเด็นดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็เกิดคำถามบนโลกโซเชียลตามมาว่าเหตุใดการแข่งขันโมโตจีพี ที่เพิ่งต่อสัญญาเมื่อปีที่แล้ว ออกไป 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) ด้วยมูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาท จึงมีงบประมาณเพียงพอพร้อมจัดต่อได้ และมีความคุ้มค่าจริงหรือไม่ กับการลงทุนในอีเวนต์ระดับโลกครั้งนี้

    ล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นดังกล่าวว่า “โครงการที่เราจะพิจารณาเข้ามาใหม่นั้น ทุกๆ โครงการเราต้องพิจารณาจริงๆ อย่างยูธโอลิมปิกเราไม่เคยจัด เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เข้ามาใหม่ เราต้องดูทั้งหมดทั้งเรื่องความคุ้มค่า เรื่องความพร้อมของการเงินที่รัฐบาลมี และช่วงนี้เราก็ต้องยอมรับว่าประเทศเรายังต้องกู้เงิน ดังนั้นตอนนี้ต้องรอบคอบทุกอีเวนต์ ต้องรอบคอบมากๆ”

    ขณะเดียวกัน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า “อย่างโมโตจีพี เราได้ตัวเลขที่ชัดเจน เพราะเราไม่ได้จัดปีแรก และเป็นตัวเลขที่มันมีผลพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าต่าง ๆ ที่มันชัดเจน รวมถึงเรามีประสบการณ์ในการจัด อีกทั้งเรายังได้รับเลือกให้เป็นสนามที่ดีที่สุดของโลกอย่างต่อเนื่อง มูลค่าของเศรษฐกิจก็มีการประเมินและเห็นผลจริงมาแล้ว ดังนั้นมันไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของการที่จะประสบความสำเร็จ ประกอบกับการตัดสินใจในช่วงเวลานั้นที่ยังไม่ได้มีเรื่องวิกฤตเหมือนในปัจจุบัน”

    “ในโมโตจีพีเป็นการต่อสัญญา 5 ปี เพราะฉะนั้นตัวเลขโดยรวมยังไม่ได้เป็นการอนุมัติใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่เป็นเรื่องของการให้หลักการ เพื่อที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตั้งงบประมาณในปีนั้น ๆ ซึ่งปีหนึ่งที่ผ่านมา ก็ใช้เงินหลักร้อยล้าน ไม่ใช่ 4 พันล้านในทีเดียว ดังนั้นมันจะเป็นการกระจายในงบประมาณแต่ละปี ซึ่งเกิดประโยชน์ในเรื่องมูลค่าเศรษฐกิจในการจัดการแข่งขันไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านจากการใช้งบประมาณตรงนี้” ผู้ว่าฯ กกท. ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mainstand.co.th/th/news/9/article/25150&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L3U2cuRK6jBgmERcJxcKL

  • ศูนย์สิริกิติ์ ผนึก ททท. – ISMED ปักหมุดไทย ‘ฮับท่องเที่ยวพรีเมียมระดับโลก’  | เดลินิวส์

    ศูนย์สิริกิติ์ ผนึก ททท. – ISMED ปักหมุดไทย ‘ฮับท่องเที่ยวพรีเมียมระดับโลก’  | เดลินิวส์

    นายสุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) จัดงาน “Thailand Golf & Dive Expo plus Outdoor Fest 2026”   มหกรรมแสดงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์   จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสหลักของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบัน

    การจัดงาน Thailand Golf & Dive Expo plus Outdoor Fest 2026 ครั้งนี้ เป็นการต่อยอดผลสำเร็จของการจัดงานท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ในปีที่ผ่านมา โดยรวบรวมกิจกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกอล์ฟ ดำน้ำ และกิจกรรมกลางแจ้งเข้าด้วยกันภายในงานเดียว เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางระดับพรีเมียมจากทั่วโลกที่กำลังมองหาประสบการณ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพ และยังช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ยกระดับการท่องเที่ยวของไทยไปสู่การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงตามเป้าหมายของรัฐบาล

    นอกจากนี้ ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ  เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการจัดงานและเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้เข้าชมงาน  โดยภายในงานจะมีการนำเสนอ  เทรนด์และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสบรรยากาศของคนรักความตื่นเต้น ได้พบปะเพื่อนใหม่และสังคมใหม่ที่มีความชอบเหมือนกัน ซึ่งมีความหมายมากกว่าการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์อยู่ที่บ้าน โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน หรือประมาณ 65,000 คน  เกิดเงินสะพัดจากการซื้อขายสินค้าและบริการภายในงานกว่า 200 ล้านบาท

    ด้านนางสาวพิมพกานต์ พิพิธธนานันท์ รองผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์และกิจกรรมกลางแจ้งของประเทศไทยในปัจจุบัน มีแนวโน้มขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ในปี 2569 ผ่านการต่อยอดแคมเปญ “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ภายใต้แนวคิด Value over Vulume ที่เน้นสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ มอบประสบการณ์แบบ Holistic Travel ส่งต่อช่วงเวลาแห่งความสุขที่มากความหมายและประสบการณ์เดินทางที่นอกเหนือจากการพักผ่อน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ Premium Destination ที่ช่วยสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืนในทุกมิติ

    สำหรับตลาดการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ เช่น กีฬากอล์ฟ การดำน้ำ การเดินป่า และการตั้งแคมป์ปิ้ง ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) ที่มีศักยภาพและมีอัตราการเติบโตสูง โดยนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อซื้อหรือเช่าอุปกรณ์ที่มีราคาสูง มีระยะเวลาพำนักนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าการท่องเที่ยวปกติ โดยเฉพาะตลาดดำน้ำ ประเทศไทยมีจุดดำน้ำที่สวยงามเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก สามารถดึงดูดนักดำน้ำทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาชมความงดงามของโลกใต้ทะเลอย่างต่อเนื่อง

    นายปรัชญา เพิ่มทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานวัตกรรมความรู้ธุรกิจ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) กล่าวว่า งาน Thailand Golf & Dive Expo plus Outdoor Fest 2026 เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวกีฬากอล์ฟ การดำน้ำ และกิจกรรมกลางแจ้งที่ครบครันที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจทุกกลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5840149/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1srGhBCJzq5ZeAmF22Q72X