Blog

  • สาธารณรัฐเช็กติดอันดับ 19 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

    สาธารณรัฐเช็กติดอันดับ 19 ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก

    จากดัชนี “HelloSafe Prosperity Index 2026” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเปรียบเทียบทางการเงิน HelloSafe มีเป้าหมายที่จะก้าวข้ามการจัดอันดับแบบดั้งเดิมที่อิงตาม GDP เพียงอย่างเดียว ที่ระบุว่าอาจทำให้คลาดเคลื่อนเมื่อวัดความมั่งคั่งที่แท้จริง แต่ดัชนีนี้พิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวที่ปรับค่าครองชีพแล้ว รายได้ประชาชาติ ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และอัตราความยากจน ซึ่งการวัดนี้ไม่เพียงแต่วัดผลผลิตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระจายความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียมกันและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งสาธารณรัฐเช็กถูกจัดให้อยู่อันดับที่ 19 จาก 31 ประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วทั่วโลก และอันดับที่ 13 ในยุโรปแซงหน้าฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ด้วยความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำและตัวชี้วัดทางสังคมที่แข็งแกร่ง ทั้งด้าน“คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียม” การจัดอันดับสะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจของเช็กจะมีขนาดเล็กกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตก แต่ก็มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในด้านต่างๆ เช่น ความเท่าเทียมกันทางรายได้และอัตราความยากจนต่ำ ตามรายงานระบุว่า แต่ละปัจจัยจะถูกถ่วงน้ำหนักเพื่อสะท้อนทั้งความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและผลลัพธ์ทางสังคม โดยคะแนนสุดท้ายจะรวม “อำนาจทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการกระจายรายได้” เข้าไว้ในมาตรวัดเดียว วิธีการนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความบิดเบือนในการจัดอันดับโดยใช้เฉพาะ GDP เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ไอร์แลนด์ที่มีความมั่งคั่งในทางทฤษฎีเนื่องจากกิจกรรมของบริษัทข้ามชาติ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ไม่ได้แปลงเป็นรายได้ครัวเรือนโดยตรง ดังที่ดัชนีระบุไว้ว่า “GDP ต่อหัวคือการจัดอันดับที่ทุกคนอ้างถึง และยังเป็นสิ่งที่บิดเบือนได้ง่ายที่สุด” ซึ่งชี้ ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยรวมกับมาตรฐานการครองชีพที่แท้จริง โดยอันดับที่ค่อนข้างสูงของสาธารณรัฐเช็กนั้นเกิดจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในตัวชี้วัดทางสังคมมากกว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโดยรวม จากข้อมูลของ Eurostat ที่ใช้ในการจัดทำดัชนี สาธารณรัฐเช็กมีระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป นอกจากนี้ยังมีอัตราความยากจนค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.4 ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้สาธารณรัฐเช็กมีผลงานดีกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส ซึ่งมีระดับรายได้โดยรวมสูงกว่า แต่มีคะแนนต่ำกว่าในด้านความเหลื่อมล้ำและความยากจน นอกจากนี้ สาธารณรัฐเช็กยังได้คะแนนดีในด้านตัวชี้วัดการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษา สุขภาพ และมาตรฐานการครองชีพโดยทั่วไป ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของประเทศในยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม ดัชนีระบุว่าสาธารณรัฐเช็กยังคงล้าหลังประเทศที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดในแง่ของระดับรายได้โดยรวม ทำให้ยังคงอยู่นอกกลุ่มประเทศชั้นนำของโลก โดยอันดับหนึ่งของโลกคือ นอร์เวย์ ตามมาด้วยไอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่ง 10 อันดับแรกเกือบทั้งหมดเป็นประเทศในยุโรป โดยมีสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวที่ไม่ใช่ประเทศในยุโรปที่อยู่ในอันดับต้นๆ สหรัฐอเมริกาอยู่อันดับที่ 17 สะท้อนให้เห็นถึงผลผลิตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่มีระดับความเหลื่อมล้ำและความยากจนสูงกว่าเมื่อเทียบกับยุโรป แคนาดาอยู่ในอันดับที่ 18 สาธารณรัฐเช็กอยู่หลังแคนาดาและอยู่เหนือฝรั่งเศสซึ่งอยู่ในอันดับที่ 20 โดยรวม แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเช็กยังคงได้รับประโยชน์จากการกระจายรายได้ที่ค่อนข้างสมดุลและระบบสังคมที่มั่นคง แม้ว่าระดับค่าจ้างจะยังคงต่ำกว่ายุโรปตะวันตกมากก็ตาม

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการที่สาธารณรัฐเช็กมีความเหลื่อมล้ำต่ำ หมายความว่า “คนส่วนใหญ่” ในประเทศมีรายได้ในระดับที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนรวยเพียงกลุ่มเดียว ประกอบกับอัตราความยากจนที่ต่ำส่งผลให้สภาพสังคมมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ซึ่งเอื้อต่อการทำธุรกิจในระยะยาว ถึงแม้ว่าค่าแรงจะยังต่ำกว่าเยอรมนี แต่คุณภาพชีวิตและมาตรฐานการบริโภคขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับยุโรปตะวันตกอย่างมาก ดังนั้น สินค้าไทยไม่ควรเน้นเรื่อง “ราคาถูก” แต่ควรเน้น “คุณภาพในราคาที่คุ้มค่า” สินค้ากลุ่มของใช้ในบ้าน ของตกแต่ง และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีดีไซน์จะตอบโจทย์คนชั้นกลางในสาธารณรัฐเช็ก นอกจากนี้ ผู้บริโภคในประเทศที่มั่งคั่งและมีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) สูง มักจะใส่ใจเรื่องสุขภาพ ดังนั้น สินค้าออร์แกนิก อาหารจากพืช (Plant-based) และอาหารพร้อมทานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงจากไทยรวมถึงธุรกิจนวดไทย สปา และผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จึงมีโอกาสในการเจาะตลาดเพิ่มเติม นอกเหนือจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม/ความยั่งยืน (Sustainability) ที่ตลาดยุโรปและสาธารณรัฐเช็กให้ความสำคัญ โดยสินค้าไทยที่ใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือมีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ จะได้รับการยอมรับและมีแต้มต่อในการวางจำหน่ายมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qunryanrhx77ctksoifuh1no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ppmygojyYTUY2I2MObbIw

  • BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    BH ส่ง”ไวทัลไลฟ์”จับมือ”หัวเว่ย”ศึกษาการประเมินความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูงผ่านนาฬิกาอัจฉริยะ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ [BH] ประกาศความร่วมมือกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดศักยภาพของเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ผ่านโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกและขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพใน ประเทศไทย

    ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการยกระดับเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ให้ ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามสุขภาพประจำวัน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสุขภาพดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการ ผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากพันธมิตรชั้นนำ โครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็น อีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาเสริมศักยภาพให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

    โดยเป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายได้แก่ หัวเว่ย ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสุขภาพ เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนการเข้าร่วมโครง การการจัดการอุปกรณ์ ฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงและบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่มีมาตรฐาน การดูแลรักษาในระดับสากล เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพของข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ในการสนับสนุน การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในเบื้องต้น รวมถึงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการรวมถึงการประเมินข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน

    โครงการนี้เกิดมาจากการที่หัวเว่ยได้ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน Huawei Research Platform ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติ อาทิ สุขภาพหัวใจ การหายใจ สุขภาพตับ ความดันโลหิตสูง และหัวข้อด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยหัวเว่ยได้ร่วมมือกับองค์กรวิจัยมากกว่า 170 แห่ง และเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 17 ล้านรายซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการติดตามการออก กำลังกาย และยังสามารถต่อยอดสู่การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต และต่อยอดจากความสำเร็จของงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศจีนโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาล ในเลือดสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของหัวเว่ยในการนำการศึกษาด้านสุขภาพรูปแบบนี้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยให้การคัดกรอง ความเสี่ยงเบื้องต้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น

    สำหรับการทำงานของโครงการเมื่อผู้ใช้งานกดเข้าร่วมโครงการและให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่กำหนด ระบบจะเริ่ม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมิน ระดับความเสี่ยงในเบื้องต้น โดยผลการประเมินอาจแสดงในรูปแบบระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่พบความเสี่ยงในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที เพื่อสนับสนุนความแม่นยำและคุณค่าทางวิชาการของการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายอาจได้รับการติดต่อจาก โรงพยาบาลเพื่อขอความร่วมมือในการเข้ารับการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มเติม โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูก นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการศึกษาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะกับผลการตรวจทาง คลินิกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความแม่นยำของโมเดลให้มากกว่า 90% ในอนาคต

    ความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้จากผลการศึกษาไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับระบบนิเวศ เทคโนโลยี สุขภาพ ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยอุปกรณ์รุ่นแรกที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษานี้คือ HUAWEI WATCH FIT 5 Pro ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในโครงการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในการพัฒนา อุปกรณ์สวมใส่ให้เป็นมากกว่าสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสุขภาพ ดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ ข้อมูลสุขภาพ และแพลตฟอร์มการวิจัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่

    ทั้งนี้ อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเชิงสังเกตและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590445&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33avh9FxzeMLncEpNVGjXI

  • ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    ตร.ท่องเที่ยวภูเก็ตบุกจับกลางทะเล รัสเซียทำทัวร์เถื่อน เตรียมเพิกถอนวีซ่า-ผลักดันนอกประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bGZKfIwTmLmMVhyvWtafr

  • มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี

    มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมพัฒนาชุมชน และจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา

    วันนี้ ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา นายสุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา รักษาการแทนกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ตามที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์และประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดสมุทรสงคราม

    ดำเนินงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในชุมชนอัมพวา ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และสนับสนุนการเป็นเมืองสร้างสรรค์ทางด้านอาหาร มีในกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี โดยกำหนดแผนแม่บทเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม พุทธศักราช 2569 – 2573 และก้าวสู่การเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/exclusive/royalnews/462422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FY9yvTGC9aJX3AXDjrTaF

  • เศรษฐกิจฮ่องกงแข็งแกร่งกลับมามีงบเกินดุลหลังขาดดุลต่อเนื่องสามปี

    เศรษฐกิจฮ่องกงแข็งแกร่งกลับมามีงบเกินดุลหลังขาดดุลต่อเนื่องสามปี

    Mr. Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Financial Secretary) ประกาศปรับตัวเลขงบเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงในปีที่ผ่านมาเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงถึง 8,100 ล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงไม่มากนัก และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยังคงเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาสแรก

    Mr. Paul Chan กล่าวว่าบัญชีรวมของรัฐบาลกลับมาเกินดุลเป็นบวกในปีงบประมาณการเงิน 25682569 หลังจากขาดดุลต่อเนื่องสามปี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ต่างๆ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจฮ่องกงมีโครงสร้างหลักเป็นภาคบริการ และการส่งออกไปยังตะวันออกกลางมีสัดส่วนค่อนข้างเล็ก   จึงทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัด อย่างไรก็ตามภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาอย่างมั่นคงของประเทศจีนยังคงเป็น “เสาหลักสร้างความมั่นคงที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฮ่องกง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฮ่องกงมีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับผลกระทบจากภายนอกด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการคลังที่แข็งแกร่ง

    Mr. Paul Chan ได้เปิดเผยนโยบายหลายประการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเมือง รวมถึงการโอนเงินจำนวน 150,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากกองทุน Exchange Fund เพื่อสนับสนุนโครงการ Northern Metropolis และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ AI+ ในการปฏิรูปอุตสาหกรรม  โดยโครงการ Northern Metropolis ของฮ่องกงมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ (74,132 เอเคอร์) ให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะรองรับประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน และสร้างงานราว 650,000 ตำแหน่งภายในปี 2577  ระหว่างการอภิปรายงบประมาณ สมาชิกสภาบางรายได้แสดงความกังวลต่อการใช้เงินจาก Exchange Fund ซึ่งถือเป็นเสาหลักของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เชื่อมโยงและเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกง รวมถึงการออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม Mr. Paul Chan ย้ำว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะไม่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกงหรือสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยได้ปฏิเสธความกังวลที่ว่า การออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis จะสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยเขากล่าวว่าเป็น “การตีความที่เกินจริง”         ทั้งนี้งบประมาณประจำปีของเขาได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติเมื่อวันพุธที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา

    image.png

    Mr. Paul Chan กล่าวโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อการพัฒนาเมืองฮ่องกงในระยะยาว “หากเราล้มเหลวในการใช้โอกาสในการดึงดูดบริษัทและวิสาหกิจจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (I&T) และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมอบโอกาสการจ้างงานที่ดีกว่าและมากขึ้นแก่คนรุ่นต่อไป นั่นจึงจะถือเป็นความไม่รับผิดชอบอย่างแท้จริง” ทั้งนี้ร่างจัดสรรงบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติด้วยการยกมือเสียงข้างมาก เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี Mr. Junius Ho Kwan-yiu สมาชิกสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่สนับสนุนงบประมาณ Mr. Paul Chan ได้กล่าวขอบคุณเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบต่อแผนงานของเขา พร้อมระบุว่าการลงคะแนนเสียงของ Mr. Ho ไม่มีผลกระทบต่อผลการพิจารณา

    ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    การเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทางการเงินที่มีเสถียรภาพ แม้จะอยู่ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลฮ่องกงยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis และ      การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (AI) เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักธุรกิจไทยและผู้ประกอบการที่ทำการค้าส่งออกมายังฮ่องกง เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในด้านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และนวัตกรรมสินค้า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่โครงการ Northern Metropolis จะสร้างความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งผู้ส่งออกไทยสามารถเข้ามามีบทบาทได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวน แต่ความต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบคุณภาพยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน ฮ่องกงยังคงต้องการสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงจากประเทศไทย

    ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าหรือทำธุรกิจกับฮ่องกงควรบริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงในฮ่องกงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการจัดการซัพพลายเชนและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การแข่งขันในตลาดฮ่องกงสูง ผู้ประกอบการไทยควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมเพื่อสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง ฮ่องกงยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากจีน การใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาดจีนจึงยังเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและโครงการลงทุนของฮ่องกงอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ การเสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและนักลงทุนในฮ่องกงสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงมีเสถียรภาพและมุ่งสู่การพัฒนาเชิงนวัตกรรม ยังคงมีโอกาสนี้ในการขยายตลาด โดยเน้นสินค้าที่มีคุณภาพสูง นวัตกรรม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hyoev81z62rnj5cc14jbnasp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W3XfDkom8zSsD2IFrDpG9

  • “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์” ชี้แก้ปัญหานักโทษล้นเรือนจำ ต้องเปลี่ยน “การลงโทษ” เป็น “การฟื้นฟู”

    “ศศินันท์”  ยกเคส “บุ้ง เนติพร-เอกชัย” สะท้อนระบบรักษาพยาบาลในเรือนจำเป็นคอขวด เสนอเพิ่มสิทธิสุขภาพ-ฝึกงาน-การศึกษา คืนคนปกติกลับสู่สังคมอย่างมีศักยภาพ 

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด โดย นาง ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะผู้เสนอญัตติ ได้อภิปรายถึงหลักการและเหตุผลสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำไทย

    นางศศินันท์ระบุว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน พบว่าถึงแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มาหลายสมัย แต่ปัญหานักโทษล้นเรือนจำยังคงวิกฤต โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ขณะที่ความจุรองรับได้เพียง 200,000 คน อีกทั้งเรือนจำหลายแห่งมีอายุกว่า 100 ปีโดยขาดการปรับปรุง ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับสากล สิ่งที่ตนเสนอจึงไม่ใช่การศึกษาซ้ำรอยเดิม แต่เป็นการมองในมิติ “เชิงคุณภาพ” ทั้งระบบการรักษาพยาบาลและกระบวนการคืนคนสู่สังคม

    นางศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า สิทธิในสุขภาพคือสิทธิพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติระบบส่งต่อผู้ป่วยในเรือนจำยังเป็น “คอขวด” จนนำมาซึ่งความสูญเสีย เช่นกรณีของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึกและมีปัญหาเรื่องการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉิน รวมถึงกรณีของเอกชัย หงส์กังวาน ที่ป่วยหนักแต่กลับได้รับการปฏิบัติไม่เหมือนนักโทษการเมืองคนอื่นที่สามารถออกไปรักษานอกเรือนจำได้ ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ต้องเร่งหาทางแก้ไข

    นอกจากนี้ นางศศินันท์ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 33.87% โดยมองว่าเป้าหมายของเรือนจำต้องเปลี่ยนจาก “จองจำ” เป็น “ฟื้นฟู” ปัจจุบันวิธีคิดของกรมราชทัณฑ์ยังเน้นเพียงการฝึกระเบียบวินัย หรือโครงการคืนคนดีสู่สังคมที่ขาดการเชื่อมโยงกับโลกความจริง เช่น การทำโคกหนองนาซึ่งนักโทษส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินรองรับ หรือการฝึกสมาธิและเรียนบาลี ในขณะที่ต่างประเทศใช้การทำ MOU กับสภาอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดการฝึกอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการจริง

    นางศศินันท์กล่าวต่อไปว่า ภายใต้สภาวะที่เด็กเกิดต่ำและแรงงานลดลง รัฐควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงโทษให้เข็ดหลาบหรือการตัดสิทธิพลเมือง มาเป็นการทำให้รัฐแบกรับภาระน้อยที่สุดผ่านมาตรการขังนอกเรือนจำ การให้สิทธิประกันตัว และการสร้างความเข้าใจกับชุมชนเพื่อรับผู้พ้นโทษกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยต้องเปลี่ยน “ห้องขังเป็นโอกาส” ผ่านการฝึกงานในเรือนจำ การเรียนออนไลน์ หรือการทำ MOU กับมหาวิทยาลัยเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงการศึกษาและจัดสอบได้ตามสิทธิ

    นางศศินันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ได้ผูกพันแค่กระทรวงยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ถ้าทำงานอย่างเป็นระบบ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่ไม่ใช่เป็นเพียงการคุมขัง แต่เป็นการสร้างคนมากขึ้น เราสามารถคืน “คนปกติ” ไม่ใช่แค่คนดีอย่างเดียว กลับสู่สังคมไทยได้อย่างสง่างามและปลอดภัยสำหรับทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2931048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wXbxxEprgnf9wXs142ESx

  • สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ฯ

    สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ฯ

    สพม.เชียงใหม่ ประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลังระดับเขตพื้นที่ ยึดหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ.

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ดร.เทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารอัตรากำลัง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 4 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่

    การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางการบริหารอัตรากำลังในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพความต้องการของสถานศึกษา และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลอัตรากำลังครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวม วิเคราะห์ความเหมาะสมของการจัดสรรกำลังคนในแต่ละสถานศึกษา ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดความสมดุล อันจะส่งผลต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3929378/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uBta7wG6pDzJkZ9k1fc6M

  • “สิริพงศ์” ชูแลนด์บริดจ์คุ้มกว่าคลองไทย ดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP

    “สิริพงศ์” ชูแลนด์บริดจ์คุ้มกว่าคลองไทย ดึงเอกชนร่วมลงทุน PPP

    6 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” ของคณะกรรมการชุดที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน จะนำผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มาร่วมพิจารณาด้วยหรือไม่ โดยบอกว่า รัฐบาลจะนำรายงานของ สนข. เข้ามาประกอบการพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา สนข. ได้มีรายงานฉบับเดิมและรายงานฉบับใหม่ ซึ่งรายงานฉบับใหม่ได้นำที่ปรึกษาเอกชนมาช่วยในการศึกษาด้วย 

    ที่ผ่านมาโครงการแลนด์บริดจ์อาจจะพูดถึงเพียงระบบรางเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดถึงระบบท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเดิมทีเรามีการขนส่งน้ำมันและก๊าซเฉพาะฝั่งตะวันออก แต่ถ้ามีโครงการดังกล่าว เราจะมีในฝั่งตะวันตกด้วย ซึ่งผลการศึกษาล่าสุดจะทำให้เห็นประโยชน์ของท่าเรือน้ำลึก การขนส่งที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

    สำหรับข้อเสนอให้ทำเฟสย่อยของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเริ่มจากท่าเรือบางฝั่งก่อน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ มีความเป็นไปได้ทั้งหมด โดยการลงทุน รัฐไม่ได้เป็นผู้ลงทุนแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (แบบ PPP) โดยการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นการลงทุนเฉพาะต่างชาติหรือนักลงทุนจากไทย ซึ่งเป็นเอกชนรายใดก็ได้ทั้งไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจในโครงการนี้ ซึ่งเอกชนจะเข้ามาศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ สิ่งที่รัฐบาลจะพิจารณาเมื่อดูตัวเลขทั้งหมด รัฐบาลจะกำหนดรูปแบบของการลงทุนแบบ PPP ว่าการลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน

    “การลงทุนจะเป็นรูปแบบไหน รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยลำพัง จะต้องมีทั้งบริษัทที่ปรึกษา ผู้ที่สนใจลงทุน มาดำเนินการศึกษาเรื่องนี้ร่วมกัน ซึ่งเราก็ฟังข้อเสนอของทุกฝ่าย

    ส่วนข้อกังวลที่มองว่าหากโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน แล้วจะมีการขุดคลองไทยเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเล เหมือนโครงการคลองปานามาหรือไม่ นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า คงไม่มีการดำเนินการในรูปแบบนั้น เนื่องจากผลการศึกษาที่ออกมาพบว่าโครงการคลองไทย ใช้งบประมาณมากกว่าโครงการแลนด์บริดจ์มากกว่าหนึ่งเท่าตัว โดยโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 900,000 ล้านบาท ส่วนโครงการคลองไทยใช้โครงการ 2,000,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาพบว่าโครงการแลนด์บริดจ์ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (FIRR) ดีกว่า 

    เมื่อถามย้ำว่า โครงการคลองไทย ปิดประตูไปเลยใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ บอกว่า ณ วันนี้เท่าที่ดู เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง 2 โครงการ แลนด์บริดจ์ มีความคุ้มค่ามากกว่า และถ้าต้องเลือกโครงการคลองไทย ถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะมีความคุ้มค่าน้อยกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977021&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oUldMSgouoo8u7ZR0vMpP

  • TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนงาน “ใต้เงาเขา” ดันเมืองคอนสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรี | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงดนตรีภายใต้ชื่องานคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” ที่กำหนดจัดขึ้น ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สำหรับงาน “ใต้เงาเขา” ถูกออกแบบในรูปแบบคอนเสิร์ตแนวธรรมชาติ ที่ผสมผสานกิจกรรมแคมป์ปิ้งเข้ากับดนตรีสดอย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา อากาศเย็นสบาย และธรรมชาติอันสวยงาม พร้อมตกแต่งพื้นที่ด้วยแสงไฟสไตล์แคมป์ กองไฟ และบรรยากาศยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้รักเสียงเพลง

    ภายในงานพบกับศิลปินและวงดนตรีชื่อดังหลากหลายแนว นำโดย “ตุด นาคอน” ศิลปินไฮไลต์เจ้าของเอกลักษณ์ด้านการแสดงและพลังเสียงสุดมันส์ ร่วมด้วย “ชาลี สมหวัง”, “น้องรวงข้าว & เก๋ นาโพธิ์”, “สมยศ นวลศรี” กับบทเพลงสากลยอดนิยม รวมถึง “วงบ้านนอกเมือง” และ “วงจิปาถะ” ที่พร้อมมอบความสุขและความสนุกสนานตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมรองรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน ทั้งลานกางเต็นท์สำหรับสายแคมป์ โซนอาหารและเครื่องดื่ม มุมถ่ายภาพเช็กอิน รวมถึงกิจกรรมสันทนาการอีกมากมาย เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอทุ่งสง

    ทั้งนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่า รายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมจะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนวัดเขาโร และโรงเรียนบ้านวังหิน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของเยาวชนในพื้นที่ และสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม สำหรับคอนเสิร์ต “ใต้เงาเขา” จะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ โคกหนองนาชายเขาแหล ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยมี TOPNEWS ทั่วไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้พื้นที่ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงดนตรีอย่างยั่งยืน

    วิริทธิ์พล รักษ์พงศ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1567490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_EYAWJWnlDNubAsszx09V

  • กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว


    6/05/2569 | 34 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ชูอัตลักษณ์ นครพนม ด้วยคอนเซปต์ “5 Must” ปักหมุดสามย่านมิตรทาวน์ ดึงเสน่ห์เมืองริมโขงกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ บริเวณลาน PO1 และ PO3 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง (DNA) และ Marketing ภายใต้ 5 Must (Visit, Eat, Shop, Mu, Rest) โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประธานกรรมการมูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ดร.มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 4 นายธนพัต ทีฆธนานนท์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พร้อมด้วย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดนครพนม ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้แทนภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการ OTOP นักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าร่วมงานฯ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาแบรนด์และสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของจังหวัดนครพนมสู่ระดับสากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ได้กำหนดดำเนินโครงการนี้โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาแบรนด์ รวมถึงกลยุทธ์การใช้อัตลักษณ์ของจังหวัดนครพนม ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความชัดเจนและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานมหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 2 โดยมุ่งเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์และกลยุทธ์การสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านการจัดนิทรรศการทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครพนม ภายใต้แนวคิดทางการตลาด 5 Must ซึ่งประกอบด้วย Visit (ต้องไปเที่ยว), Eat (ต้องไปกิน), Shop (ต้องไปช้อป), Mu (ต้องไปมู) และ Rest (ต้องไปพัก) เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและมนต์เสน่ห์ของจังหวัดนครพนมมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการจัดงานมหกรรมในครั้งนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการอัตลักษณ์เมืองนครพนม การแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีความโดดเด่น ซึ่งคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับแบรนด์จังหวัดนครพนมให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญทางการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึง DNA ของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

    #นครพนม

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/359308&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KBUpVS3yl-3FoBvHAvKJ