Blog

  • สิงคโปร์จะใช้การ

    สิงคโปร์จะใช้การ

    นักเรียนที่ชอบรังแกผู้อื่น ‘บูลลี่’ ในโรงเรียนในสิงคโปร์อาจถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนภายใต้แนวทางใหม่ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวเมื่อวันอังคารว่า การลงโทษดังกล่าวจะใช้ก็ต่อเมื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น โดยมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด

    กลุ่มสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์สิงคโปร์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้การลงโทษทางร่างกาย ซึ่งยังคงเป็นส่วนหนึ่งของทั้งระบบการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ทางการได้ปกป้องการลงโทษดังกล่าวว่าเป็นมาตรการป้องปรามอาชญากรรมและการประพฤติมิชอบร้ายแรง

    การเฆี่ยถูกนำมาอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันอังคาร หลังจากที่สมาชิกสภานิติบัญญัติสอบถามถึงวิธีการนำมาใช้กับการรังแกในโรงเรียน

    การอภิปรายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยแนวทางที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบร้ายแรงของนักเรียน รวมถึงการรังแก เมื่อเดือนที่แล้ว

    ภายใต้แนวทางดังกล่าว ผู้กระทำผิดอาจถูกเฆี่ยนระหว่างหนึ่งถึงสามครั้ง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดสมอนด์ ลี กล่าวเมื่อวันอังคารว่า “โรงเรียนของเราใช้การเฆี่ยนเป็นมาตรการลงโทษหากมาตรการอื่นๆ ไม่ได้ผล เนื่องจากความร้ายแรงของการกระทำผิด”

    “พวกเขามีระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตัวอย่างเช่น การเฆี่ยนตีต้องได้รับการอนุมัติจากครูใหญ่และดำเนินการโดยครูที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น” เขากล่าว

    “โรงเรียนจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น วุฒิภาวะของนักเรียน และว่าการเฆี่ยนตีจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้จากความผิดพลาดและเข้าใจความร้ายแรงของสิ่งที่เขาทำหรือไม่”

    ลีกล่าวว่า การลงโทษนี้ใช้กับนักเรียนชายเท่านั้น ตาม “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งระบุว่าห้ามลงโทษผู้หญิงด้วยการเฆี่ยนตี”

    การเฆี่ยน หรือ caning ในสิงคโปร์เป็นมรดกจากยุคอาณานิคมของอังกฤษ แต่สหราชอาณาจักรได้ยกเลิกการลงโทษทางร่างกายมานานแล้ว

    หลังจากเฆี่ยนแล้ว โรงเรียนจะ “ติดตามความเป็นอยู่และความก้าวหน้าของนักเรียน” รวมถึงให้คำปรึกษาด้วย ลีกล่าว

    จากรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่แล้วระบุว่า “ขณะนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่แสดงให้เห็นว่าการลงโทษทางร่างกายต่อเด็กก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออันตรายหลายประการและไม่มีประโยชน์ใดๆ”

    Agence France-Presse

    Photo – (ภาพประกอบข่าว) ชายคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชารีอะห์เฆี่ยนตีต่อหน้าสาธารณชนในบันดาอาเจะห์ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2025 ชายสองคนถูกเฆี่ยนตีคนละ 76 ครั้งในจังหวัดอาเจะห์ซึ่งเป็นจังหวัดอนุรักษ์นิยมของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากศาลซึ่งดำเนินการภายใต้กฎหมายอิสลามอย่างเคร่งครัดตัดสินว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ทางเพศกัน การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสิ่งต้องห้ามในอาเจะห์ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายอิสลาม แต่ไม่ผิดกฎหมายในที่อื่นๆ ในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมมากที่สุดในโลก (Photo by CHAIDEER MAHYUDDIN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42523&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BlxUj8nR5OTZUwR9XoWVH

  • ‘หมอม็อด’ เผยสัญญาณเตือนการล่มสลาย ‘ระบบบัตรทอง’ ที่กำลังกลายเป็นวิกฤติ | เดลินิวส์

    ‘หมอม็อด’ เผยสัญญาณเตือนการล่มสลาย ‘ระบบบัตรทอง’ ที่กำลังกลายเป็นวิกฤติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 “นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์” หรือ “หมอม็อด” หมอเด็กเฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและผู้ป่วยวิกฤติ เจ้าของเพจ “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” ได้ออกมาโพสต์ถึงสัญญาณเตือน การล่มสลายของระบบบัตรทอง ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด พร้อมเผยว่า ประชาชนอย่างเราควรตาสว่างกับทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เชื่อสิ่งที่ถูกพูด แต่ต้องมองให้เห็นว่า อะไร คือ ปัญหาจริง และอะไร คือ ภาพที่ถูกสร้างขึ้น

    โดย หมอม็อด ได้โพสต์ข้อความโดยสรุปใจความได้ว่า “สัญญาณเตือนการล่มสลายของระบบบัตรทองกำลังกลายเป็นวิกฤติ ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยกว่า 70% อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อโรงพยาบาลเอกชนเริ่มแห่ถอนตัวออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับสภาวะขาดทุนได้อีกต่อไป โดยต้นเหตุสำคัญมาจากปัญหาการบริหารจัดการเงินของ สปสช. ในฐานะคนคุมงบมากกว่า 200,000 ล้านบาท/ปี ที่มักจ่ายเงินคืนให้โรงพยาบาลไม่ครบ จ่ายช้า หรือบางกรณีไม่จ่ายเลย ทั้งที่โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายค่ารักษา ค่ายา และค่าบุคลากรไปก่อนล่วงหน้า”

    นอกจากนี้ “เมื่อโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นธุรกิจที่เลือกถอนตัวได้ตัดสินใจลาออก ภาระทั้งหมดจึงไหลไปตกอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐที่ไม่สามารถถอนตัวได้ จนนำไปสู่ภาวะเงินไม่พอซื้อยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ขาดแคลน และต้องจำใจล้างอุปกรณ์ที่ควรใช้ครั้งเดียวทิ้งนำกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อให้ระบบยังเดินต่อไปได้ แม้จะมีความพยายามจากบางฝ่ายเช่นทีม สว. ที่ต้องการปฏิรูปองค์กรบริหารจัดการเงินอย่าง สปสช. เพื่อให้ระบบอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน แต่กลับถูกบิดเบือนด้วยกระแสข่าวปลอมหรือ IO ว่าเป็นการพยายามล้มล้างบัตรทอง ทั้งที่ในความจริงคือการ “แก้คนคุมเงิน” ไม่ใช่การยกเลิกสิทธิประชาชน ดังนั้น ประชาชนจึงต้องตาสว่างและแยกแยะให้ออกระหว่างปัญหาการจัดการกระเป๋าเงินกับการรักษาทางการแพทย์ เพราะหากระบบยังไม่ได้รับการแก้ไขจนโรงพยาบาลแบกรับไม่ไหว วันหนึ่งสิทธิรักษาฟรีอาจจะยังอยู่แต่จะไม่มีทั้งยา และอุปกรณ์เหลือให้รักษาชีวิตพวกคุณได้จริงอีกต่อไป”

    อย่างไรก็ตาม ยังมี “หมอเเล็บแพนด้า” ก็ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีบัตรทอง ระบุว่า “บัตรทอง ก็คือ รพ. เป็นผู้ออกเงินให้คนไข้ไปก่อน แล้ว รพ. ค่อยไปเบิกจาก สปสช. ที่เป็นคนถือเงิน แต่ สปสช. ติดปัญหา จ่ายช้า จ่ายไม่ครบ เมื่อ รพ.เอกชนขาดทุนก็ทยอยขอถอนตัว แต่ รพ.รัฐถอนตัวไม่ได้ แบกค่ายา ค่าอุปกรณ์ จนหลังหัก ขาดแคลนสภาพคล่อง เตรียมพัง”

    ขอบคุณข้อมูล : หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า และหมอเเล็บแพนด้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5838585/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cXR7gBtHATBjNdPFRaa-j

  • ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้…  ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ผลักดันแลนด์บริดจ์ภาคใต้… ประเทศไทยได้อะไร-แลกกับอะไร-คุ้มค่าไหม

    ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความพิเศษวิเคราะห์ถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล แลนด์บริดจ์ ‘ชุมพร–ระนอง’ โดยบทความระบุว่า

    อภิโปรเจ็กต์แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนองมูลค่าลงทุนมากกว่า 1.0 ล้านล้านบาท กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในสื่อทั้งกระแสหลักและออนไลน์ โครงการนี้ผลักดันมาหลายรัฐบาล กลับมาฟื้นคืนชีพพร้อมกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เดิมพันภาคใต้จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือข้ามทวีประดับโลก (Marine Global Hub) โดยมีท่าเรือขนาดใหญ่กว่าแหลมฉบังเกือบสองเท่าทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน คาดหวังว่าจะเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุนและสร้างงาน 2.8 แสนตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานจังหวัดชลบุรี มูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 5.0 แสนล้าน รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศเป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเร่งผ่านครม.เพื่อเปิดเฟสแรกปีพ.ศ. 2573 หากโครงการเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.5 และภาคใต้เศรษฐกิจอาจขยายตัวร้อยละ 9 -10 จากปัจจุบันร้อยละ 2.0

    สถานะของท่าเรือด้วยขนาดและปริมาณสินค้าผ่านท่าตามที่โครงการระบุจะเป็นครึ่งหนึ่งของท่าเรือสิงคโปร์ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลกและขนาดเกือบสองเท่าของท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันจะทำให้ท่าเรือระนองเป็นอันดับ 3 ของโลก เป้าหมายจะเป็นทางเลือกของสายการเดินเรือไม่ต้องผ่านช่องแคบ

    มะละกาสามารถร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน ประเด็นคือการที่เส้นทางเดินเรือข้ามทวีปจะเปลี่ยนมาใช้แลนด์บริดจ์ของไทยผู้ที่ตัดสินใจคือผู้ประกอบการหรือเจ้าของสายเดินเรือ (Vessel Owner) ปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับอุปสงค์เชิงปริมาณสินค้าในพื้นที่ต้องมากพอที่จะรองรับเรือขนาดใหญ่ตั้งแต่เรือประเภท Super Post Panamax บรรทุกสินค้า 10,000 ตู้/TEU เรือเส้นทางยาวข้ามทวีปประเภทนี้สินค้าต้องเต็มลำทั้งเที่ยวเข้าและออก

    คำถามที่ข้องใจคือความสมดุลของปริมาณตู้สินค้าของท่าเรือ 2 ฝั่งควรจะสมดุลกันเพราะเป็นลักษณะสินค้าถ่ายลำ จุดหมายปลายทางไม่ใช่ประเทศไทยซึ่งท่าเรือแลนด์บริดจ์ทำหน้าที่เป็น “Transshipment Port” กล่าวคือท่าเรือชุมพรตามข้อมูลรองรับตู้สินค้าปีละ 13.8 ล้านตู้ ขณะที่ท่าเรือระนองมีพิสัยรองรับสินค้าปีละ 19.4 ล้านตู้ ปริมาณต่างกันถึง 5.6 ล้านตู้/TEU ซึ่งจะเป็นปัญหาเรือที่เข้ามาเทียบท่าบรรทุกสินค้าไม่เต็มลำทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น

    สำหรับหวังว่าส่วนที่ขาดหายจากท่าเรือชุมพรสามารถใช้อุปสงค์ในประเทศมาทดแทน ปัจจัยที่ต้องเข้าใจคือไทยค้าขายนำเข้า-ส่งออกกับซีกโลกตะวันออกสัดส่วนร้อยละ 73.9 คู่ค้าหลัก เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และประเทศในแถบอาเซียนซึ่งอยู่ในกลุ่ม “Intra-Asia” ยกเว้นเมียนมาที่อยู่ฝั่งอันดามัน เรือสินค้าที่เป็นเรือแม่รวมถึงเรือฟีดเดอร์จะไม่ใช้แลนด์บริดจ์เพราะจะขนส่งผ่านอ่าวไทยสู่ทะเลจีนใต้ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกประเด็นที่กล่าวจะต้องนำมาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ

    ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดและไม่เกิดของโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ คือสามารถร่นระยะเวลาเดินทางผ่านช่องแคบมะละกามากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เกิดการประหยัดต่อเวลา (Time Economy) เกี่ยวข้องกับต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ จากข้อมูลของโครงการระบุว่าร่นระยะเวลาได้มากกว่า 4 วัน แต่ข้อเท็จจริงซึ่งผู้เขียนเคยศึกษาดูงานจับเวลาผ่านช่องแคบมะละกาพบว่าไม่เกิน 2 วัน จากข้อมูลทางวิชาการระบุว่าการเดินทางในช่องแคบมะละกาโดยนำปัจจัยด้านจราจรและสภาพอากาศค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 48 ชั่วโมง ขณะที่การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์เป็นลักษณะขนถ่ายข้ามลำเรือจากท่าหนึ่งไปอีกท่าและต้องมีการขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ทำให้ใช้เวลาประมาณ 54 ชั่วโมงใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงขึ้นไป ทำให้การประหยัดต่อเวลาไม่ใช่จุดแข็งของไทย

    ข้อด้อยของการขนถ่ายสินค้าแบบสองท่าเรือหรือ “One Port Two Side” ซึ่งโครงการถือเป็นหัวใจสำคัญแต่ในความเห็นกลับเป็นข้อด้อย เพราะจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตามมากล่าวคือค่าใช้จ่ายหน้าท่าที่นำตู้ขึ้น-ลงต้องเสียเพิ่มถึงมากกว่า 1 เท่า จากการศึกษาโดยเทียบเคียงแหลมฉบังมีค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวเรือประมาณ 16.325 ล้านบาทหรือ 502,307 USD/VOY และยังต้องเสียค่าขนส่งข้ามแลนด์บริดจ์ที่เรียกว่า “Landbridge Shift Mode” ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตรด้วยรถบรรทุกและ/หรือรถไฟเป็นค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวประมาณ 730,769 USD/VOY จากการประเมินคร่าวๆ การใช้ท่าเรือแลนด์บริดจ์อาจมีต้นทุนหรือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าใช้ท่าเรือบนช่องแคบมะละกาประมาณตู้ละ 252.3 เหรียญสหรัฐ

    ข้อมูลที่กล่าวข้างต้นเป็นการศึกษาส่วนบุคคลความน่าเชื่อถือต้องใช้ดุลยพินิจเป็นเพียง น้ำจิ้มเพื่อให้มีการศึกษาเชิงลึกถึงความคุ้มค่าโครงการ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานบอร์ดกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อย่าศึกษาแบบปักธงไว้ก่อน มีเวลา 90 วันควรไปศึกษาเชิงลึกทั้งด้านความคุ้มค่าของโครงการอย่าใช้ข้อมูลทางวิชาการเพียงด้านเดียวหรือบุคคลที่ไม่เข้าใจธุรกิจ คณะกรรมการแลนด์บริดจ์เกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐควรเชิญบริษัทเรือรายใหญ่มาสอบถามถึงความคิดเห็นว่าสร้างแล้วเขามาใช้หรือไม่ หากศึกษารอบด้านชั่งน้ำหนักได้อะไร-เสียอะไรและต้องเสี่ยงอะไรหากรับได้โครงการก็เดินหน้า ในความเห็นเชิงพาณิชย์ของโครงการอย่างไรก็ไม่คุ้มค่าแต่หากจะทำรัฐไม่ควรลงทุนเพราะมีความเสี่ยงหรือลงทุนเป็นหุ้นเล็กๆ พอให้เห็นข้อมูลอินไซด์

    ประเด็นที่ฝากบอร์ดแลนด์บริดจ์ต้องดูว่าไทยจะต้องลงทุนอะไร เช่น ค่าเวนคืนที่ดินอาจเป็นหลายหมื่นไร่ ค่าทำถนนมอเตอร์เวย์ ค่าระบบราง การทำสัญญาต้องรัดกุมหากไม่สร้างตามเวลาหรือหาเหตุไม่ทำเหมือนโครงการรถไฟ 3 สนามบินหรือทำครึ่งๆ กลางๆ แล้วทิ้งงานเหมือนโครงการ “โฮปเวลล์”ในอดีตที่มีแต่ตอม่อทางรถไฟทิ้งไว้ทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งต้องศึกษาผลกระทบของชุมชนระบบนิเวศทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมชายฝั่งไปถึงแนวปะการังรวมถึงผลกระทบด้านประมงและการท่องเที่ยวทั้งฝั่ง

    อันดามันและอ่าวไทย ประเด็นเหล่านี้ต้องศึกษาให้ดีว่าคุ้มค่าไหมกับสิ่งที่เสียไปตลอดกาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/land-bridge-sec-business&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WXVMm91Z1cfcmgWxYgsj-

  • “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    “ตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต” บุกจับ “ชาวรัสเซีย” ลักลอบทำทัวร์เถื่อนกลางทะเล หลังซุ่มสืบหลายเดือน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145927&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rS9muWCf_5lk6DaG_45NM

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • อย่ากู้มาโกง!

    อย่ากู้มาโกง!

    ขณะที่พรรคส้มดูเหมือนจะยังฝึกงานการเป็นฝ่ายค้านไม่ครบหน่วยกิจ ยังคิดไม่ออกว่าหน้าที่ฝ่ายค้านต้องทำอะไรบ้าง

    แต่ด้วยนิสัยชื่นชอบการเลือกตั้ง จึงไปมะรุมมะตุ้มอยู่กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หวังจะเบียด “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ให้ตกคลองแสนแสบ

    ก็ว่ากันไปครับ บุญทํากรรมแต่ง คงคาดหวังคนกรุงจะเอ็นดูเหมือนตอนเลือกตั้ง สส.

    ทำไมต้องออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๔ แสนล้านบาท

    ในมุมรัฐบาล “เอกนิติ ​นิติทัณฑ์​ประภาศ​” มองว่า ที่ผ่านมาดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ได้ไม่เกิน ๕ หมื่นล้านบาท

    ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๗๐ จะเริ่มวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

    เหลือระยะเวลาอีก ๕ เดือน

    แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ

    ฉะนั้นยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน

    “…ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ก็ถูกฟ้อง ก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ…”

    “เอกนิติ” เท้าความไปถึง พ.ร.ก.กู้เงิน ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อปี ๒๕๕๒ วงเงินกู้ ๔ แสนล้านบาทเท่ากันเป๊ะ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

    รัฐบาลอภิสิทธิ์จำเป็นต้องกู้ เพื่อรับมือกับผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจโลก ยุคนั้นคือ “แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส” 

    ถ้าไม่กู้ประเทศทรุด!

    ชื่อเต็ม พ.ร.ก.ฉบับนี้คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒

    หมายเหตุแนบท้าย พ.ร.ก.ฉบับนี้ระบุว่า…

    “…เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ของระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง

    แม้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ยังไม่เพียงพอ

    ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำกว่าที่ประมาณการไว้อย่างมาก ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ไม่อาจดำเนินการให้บรรลุผลได้

    ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง

    แต่เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดบางประการ ฉะนั้นเพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน หรือเพื่อดำเนินมาตรการที่สำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้…”

    ครับ…เมื่อรัฐบาลมองเห็นอนาคตว่า ถ้าไม่กู้ประเทศฉิบหายแน่เนื่องจากประเทศมีเงินไม่พอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    รัฐบาลเพื่อไทยหลังจากนั้น เอามาอ้างในการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เรียกว่าโครงการ ๒.๒ ล้านล้านบาท หลังถูกฝ่ายค้านซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดกฎหมายหรือไม่

    ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตีตก เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ

    อีกประการขณะนั้นเศรษฐกิจโลกมิได้อยู่ในภาวะวิกฤตหนักแต่อย่างใด

    มาครั้งนี้รัฐบาลอนุทิน อ้างมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ว่าเมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่นแล้ว สิ้นหนทาง นอกจากต้อง “กู้เงิน”

    ประเด็นข้อกฎหมายมันอยู่ที่กฎหมายกำหนดเพดานการกู้เงินชดเชยการขาดดุลไว้อย่างเข้มงวด โดยผูกโยงกับตัวเลขงบประมาณรายจ่ายและการเติบโตของ GDP

    เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ รายได้รัฐก็จำกัด ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่กู้เงินน้อยลงตามไปด้วย

    เงื่อนไขตามงบประมาณปี ๒๕๖๙ จึงเพิ่มขึ้นได้เพียง ๐.๗% จากปีก่อน

    ช่องว่างกู้จึงได้แค่หลักหมื่นล้านเท่านั้นเอง

    ก็ต้องไปสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญครับ     

    มาตรา ๑๗๒ ใช้กันมาทุกครั้งในการกู้ ล่าสุดรัฐบาลลุงตู่ก็กู้มาเพื่อสู้กับวิกฤตโควิด-๑๙

    กู้ ๒ รอบกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท 

    ไทยเข้มแข็งของประชาธิปัตย์ก็มาตรา ๑๗๒ นี่แหละครับ

    แล้ววิกฤตแค่ไหนถึงต้องกู้

    สงครามในตะวันออกกลางคงไม่มีใครคิดว่าเป็นภาวะปกติของโลกนะครับ วันนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจปั่นป่วนไปหมด

    ไม่เฉพาะไทย แต่เป็นกันทั่วโลก

    ผลกระทบจากสงครามตอนนี้ยังไม่ถือว่าเผาจริงด้วยซ้ำ

    เฉพาะผลกระทบด้านพลังงานจะอยู่กับโลกอีกเป็นปี

    สายป่านยาวอยู่ได้ สายป่านสั้นฉิบหาย ดู ศรีลังกา บังกลาเทศ เป็นตัวอย่าง

    ก็ไปลุ้นกันในศาลรัฐธรรมนูญ

    แต่จะฝากให้พิจารณาประเด็นหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวรัฐบาลอนุทินสามารถกู้ ๔ แสนล้านได้ ขอความกรุณา ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส

    เรื่องคอร์รัปชันต้องไม่มี

    อย่าให้ซ้ำรอยการกู้เงินของรัฐบาลอื่น ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะมีการโกงกินงบประมาณแผ่นดินจากการกู้

    คงจำกันได้นะครับ “ไทยเข้มแข็ง” มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง

    อย่าย่ำรอยเดิมเด็ดขาด

    มาช่วยกันทำให้ประเทศไทยไม่มีที่ยืนสำหรับคนโกง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/991921/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xznYTwhBlR3FVaZUTh78e

  • เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 5 อันดับแรกของประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม จากรายงาน GMTI 2025 (Global Muslim Tourism Index)

    สะท้อนถึงศักยภาพและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านความปลอดภัย ระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานระดับสากล การปรับตัวของภาคบริการที่ใส่ใจต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวมุสลิม (อาหารฮาลาล พื้นที่ละหมาด และการให้บริการที่เคารพในวิถีชีวิต) รวมถึงความมีอัธยาศัยไมตรีของคนไทย

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เจะหนุ ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) หรือ CICOT ได้จัดทำมาตรฐานสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว บริการและที่พักที่เป็นมิตรต่อมุสลิม หรือ Muslim Friendly  ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่กำหนดขึ้นโดยมีใบรับรองและโลโก้เฉพาะ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจ และส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้าประเทศ

    “สำหรับมาตรฐานและแนวทางปฎิบัติขณะนี้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพ่ียงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เพื่อดำเนินการในส่วนกลุ่มนำร่องก่อนกำหนดใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อมูลเพื่อจัดทำแอปพลิเคชั่นเพื่อการใช้งานได้ทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับบริการ ส่วนโลโก้เบื้องต้นอยู่ระหว่างการออกแบบ” 

    คาดว่า ภายในปีนี้  ประเทศไทยจะมีมาตรฐาน Muslim Friendly สำหรับธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว และที่พัก ที่ชัดเจน ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว อ้างอิงกับองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of the Islamic Cooperation: OIC) ดังนั้นมาตรฐานี้จะเป็นที่ยอมรับจากมุสลิมทั่วโลกที่จะมาเยือนไทย 

    ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวอีกว่า  มาตรฐาน Muslim Friendly จะแยกต่างหากจากมาตรฐานฮาลาล ทั้งโลโก้ และวิธีการตรวจสอบก่อนให้การรับรอง โดย   Muslim Friendly  ใช้สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ แต่จะไม่ใช้กับกลุ่มอาหาร แบ่งเป็น ส่วนที่พัก หากธุรกิจใดต้องการได้รับ มาตรฐาน Muslim Friendly ก่อนอื่นต้องผ่านมาตรฐาน ครัวฮาลาลก่อน เพราะอาหารเป็นเรื่องสำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องกินและดื่มสิ่งที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามหลักศาสนาเท่านั้น 

    เมื่อธุรกิจนั้นๆ มีครัวฮาลาลแล้วและต้องการจะยกระดับมาตรฐานเพิ่มขึ้นไปอีก ก็จะมีหลักการไม่กี่ข้อ หากเป็นห้องพักต้องมีสายฉีดชำระ มีเครื่องหมายบอกทิศทำละหมาด มีพื้นที่ทำละหมาดเพียงพอ ก็จะเป็นมาตรฐานในส่วนห้องพัก 

    จากนั้น หากจะขยับเพิ่ม เป็น บริการห้องประชุมที่ได้มาตรฐาน Muslim Friendly ก็จะเพิ่มในส่วนของ พื้นที่ทำละหมาดรวม (ห้องละหมาด) สำหรับผู้มาร่วมประชุมแต่ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมนั้น ๆ ซึ่งมาตรฐานนี้จะช่วยขยายตลาดการประชุมสัมมนาที่มีมูลค่ามหาศาลแยกต่างหากจากภาคการท่องเที่ยวได้อีก ในส่วนมาตรฐาน ด้านบริการอื่นๆ เช่น สระว่ายน้ำ ต้องแบ่งชายหญิง คนละส่วนหรือกำหนดแบ่งแยกโดยใช้ช่วงเวลาการเข้าใช้บริการ

    ดร.มูหัมหมัดอามีน เล่าอีกว่าการกำหนดมาตรฐาน Muslim Friendly มีเป้าหมายเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจฮาลาลของประเทศไทย ผ่านภาคการท่องเที่ยวและบริการที่ได้มีศักยภาพอยู่แล้ว ดังนั้น จึงกำหนดมาตรฐานสำหรับบริการสปาซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางอย่างมาก 

    หลักการสำหรับบริการสปาที่สำคัญคือการให้บริการแบ่งแยกชายหญิงชัดเจน คือ ผู้นวดต้องเป็นเพศเดียวกับผู้รับบริการนวด และแบ่งส่วนพื้นที่ชายหญิงที่ชัดเจน 

    ในส่วนธุรกิจนำเที่ยว กำหนดให้มัคคุเทศก์ต้องมีความรู้ความเข้าใจหลักการอิสลามเบื้องต้น เพื่อกำหนดแพ็คเกจท่องเที่ยวที่เหมาะสม เช่น ไม่พาไปแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่สมควร ผิดหลักศาสนา ต้องเข้าใจและจัดหาอาหารและบริการที่ถูกต้องให้นักท่องเที่ยวได้ด้วย  ซึ่งการมีพนักงานที่เป็นมุสลิม ก็จะเป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้ธุรกิจนั้นๆ มีความเป็นมิตรต่อมุสลิมได้ เช่น ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องสวมฮิญาบ  ต้องมีอาหารที่ฮาลาล สามารถทำละหมาดและถือศีลอดได้ 

    “คือทำอย่างไรให้มุสลิมที่มาแล้วรู้สึกเป็นมิตร สบายใจที่จะท่องเที่ยวแบบไม่ผิดหลักศาสนา มันเป็นเรื่องของความรู้สึกและการใส่ใจที่คนไทยมีอยู่แล้วเพียงแต่เราบอกหลักการและทิศทางให้เพื่อช่วยกันพาเศรษฐกิจประเทศเติบโตไปได้ร่วมกัน”

    ทั้งนี้ ธุรกิจที่สนใจมาตรฐาน Muslim Friendly สามารถแจ้งที่ CICOT หรือ คณะกรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดที่ธุรกิจตั้งอยู่ได้ จากนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมาตรฐานที่กำหนดไว้และให้คะแนนแต่ละภาคส่วน เมื่อรวมกันแล้วสอบผ่านก็จะส่งเรื่องมาที่ CICOT เพื่อออกหนังสือรับรองและมอบโลโก้เพื่อนำไปใช้ได้ 

    สำหรับเครื่องหมายรับรองจะมีอายุ 2 ปี จากนั้นจะมีการตรวจสอบใหม่ หากผ่านก็ได้รับมาตรฐานเหมือนเดิม ทั้งนี้ไม่ควรการนำเครื่องหมายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือผ่านการตรวจสอบ

    “ผมคิดว่าไม่ได้ยากอะไรนะ ถ้าจะทำให้ได้มาตรฐานMuslim Friendly เพราะการปรับเปลี่ยนเพียงบางส่วนก็จะช่วยให้ธุรกิจนั้นขยายเพดานกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการได้มากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย ” ดร.มูหัมหมัดอามีน กล่าวทิ้งท้าย 

    เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’ เปิดขั้นตอนธุรกิจท่องเที่ยวยกระดับ  บุกตลาดศักยภาพด้วย‘Muslim Friendly’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw086knugyd6YnnDrnNck-9X

  • กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้อในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของกลุ่มเปราะบางและต้นทุนการผลิตของ SME จากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4% ในปีนี้ กระทรวงการคลังออกมาประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศปีนี้อยู่ที่ราว 1.6%

    ในขณะที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณมีอย่างจำกัด เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการวิกฤต ได้นำไปสู่การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาเป็นงบประมาณส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว โดยรัฐบาลยืนยันว่าการกู้เงินครั้งนี้จะยังคงรักษาดุลยภาพทางการคลัง ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับใกล้แต่ไม่เกินเพดาน 70% ของ GDP จากระดับล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ 66.38%

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…หรือ “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน” เพื่อเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทยจากความผันผวนของสถานการณ์โลก และหยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูง และเศรษฐกิจชะลอตัว หรือStagflation ในระยะถัดไป

    วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะประกอบด้วย 2 ภารกิจหลักที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ได้แก่

    1. ช่วยเหลือและบรรเทา มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายเปราะบาง ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย และต้นทุนพลังงานในภาคการผลิต

    2. ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน โดยใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่พลังงานสมัยใหม่ที่มั่นคงและราคาเป็นธรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    กู้ 4 แสนล้านฟื้นเศรษฐกิจ ดึง 1.7 แสนล้านแจก 43 ล้านคน ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่าการกู้เงินครั้งนี้ทำภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่า เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และยังคงยึดมั่นในวินัยการเงินการคลังอย่างสูงสุด ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงที่จะรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อความยั่งยืน

    วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงและรวดเร็ว โดยมาเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวตาม จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในที่สุด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

    “วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคานํ้ามันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานะงบประมาณปัจจุบัน พบว่างบประมาณปี 2569 ที่จะดำเนินการเกลี่ยงบประมาณมีเงินเหลือไม่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นรวบรวมได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางก็เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน

    ผ่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

    สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลได้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.วงเงิน 200,000 ล้านบาท ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ

    2.วงเงิน 200,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพานํ้ามันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสูงถึง 7-8% ของ GDP

    ยึดวินัยการคลัง กู้ในประเทศไร้เสี่ยง

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับการกำหนดวงเงิน รัฐบาลได้ปรับลดจากก่อนหน้าที่ 500,000 ล้านบาท เหลือเพียง 400,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง โดยจากการประเมินของกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้ครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP

    นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่มีสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับตํ่าทำให้ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงจนเกินไป

    “วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นยํ้าถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ

    ถกใช้พ.ร.ก.เงินกู้ 14 พ.ค.นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย

    ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

    อัดไทยช่วยไทยพลัส 1.7 แสนล้าน

    ทั้งนี้ จากการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ในส่วนของงบเพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะดึงงบมาให้สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ราว 1.72 แสนล้านบาท โดยจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยกระทรวงการคลัง จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน

    ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่างๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท เพื่อใช้จับจ่ายในร้านค้าสวัสดิการแห่งรัฐด้วย

    ในขณะที่กลุ่มประชาชนทั่วไปจะครอบคลุมกว่า 30 ล้านคน ด้วยวงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เพื่อประคองกำลังซื้อและสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลกที่ยังคงผันผวน โดยรัฐจะจ่ายให้ในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสัดส่วน 40%

    นอกจากนี้ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมจัดหาแหล่งเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามนโยบายของรัฐบาล เบื้องต้นมีแผนจะดึงเงินฝากขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีอยู่ราว 7-8 แสนล้านบาท มาดำเนินโครงการลงทุนด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน การพัฒนาแหล่งนํ้า เพื่อป้องกันภัยแล้งและนํ้าท่วม เป็นต้น ซึ่งจะจะมีการออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอีกครั้ง และจะออกมาเป็นแมชชิ่งฟันด์ กับภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนงบประมาณลงไปเพิ่มเติม ซึ่งน่าจะช่วยให้การบริหารจัดการโครงการต่างๆ ของรัฐบาลดำเนินการได้นอกเหนือจากงบประมาณปกติที่มีอยู่อย่างจำกัด

    คนละครึ่งช่วยกระตุ้นศก.โต 0.2%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินว่า การเพิ่มสัดส่วนภาครัฐช่วยจ่ายเป็น 60% ประชาชนจ่าย 40% ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ คนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่ามาตรการคนละครึ่งพลัสเดิมในรอบก่อน ส่วนตัวประเมินว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2% จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 0.1% แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก แต่ถือเป็นการขยับในทิศทางบวก

    อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลังของรัฐบาล เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษียังตํ่ากว่าเป้าหมาย ส่งผลให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่อาจต้องพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งมีแนวโน้มแตะระดับ 5 แสนล้านบาท และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาในระยะยาวซึ่งอาจไปลดทอนงบประมาณในส่วนของการพัฒนาด้านอื่น ๆ ลง

    ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลเข้าไปกำกับดูแลเรื่อง “ค่าการตลาด” หรือส่วนต่างราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานในสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ปัจจุบันพบว่า เมื่อราคาวัตถุดิบลดลง เช่นราคายางพารา ลดลง แต่ราคาผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่นยางล้อรถยนต์ กลังไม่เคยลดลงเลย เพราะมีค่าการตลาดที่ไม่มีใครควบคุม ดังนั้นภาครัฐจึงควรเข้ามาดูแลความเหมาะสมของราคาสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

    จี้เร่งปรับโครงสร้าง ศก.ไปพร้อมกัน

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในระยะสั้น และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนในช่วง 4 เดือนของโครงการ แต่ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต้องสร้างงานและสร้างโอกาสใหม่ควบคู่กันไป ไม่ใช่เพียงอัดเงินเข้าระบบชั่วคราว รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณด้านการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน

    งบมีจำกัดใช้เท่าที่จำเป็น

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐบาลจะจ่ายให้ 60% ประชาชนออก 40% เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชนนั้น ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลในด้านกระตุ้นการบริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    ส่วนข้อกังวลด้านฐานะการคลัง จากการออก พ.ร.ก. กู้เงิน เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการคลังเดิม โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 66.6% จากเพดาน 70% จึงยังมีช่องว่างเหลืออีกประมาณ 4-5% ซึ่งคิดเป็นวงเงินหลายแสนล้านบาทที่ยังสามารถใช้ได้

    นอกจากนี้ รัฐบาลอาจใช้งบประมาณจากการประหยัดรายจ่ายภาครัฐ เช่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น งดการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ รวมถึงนำงบกลางจากส่วนราชการต่าง ๆ มารวมกันเพื่อจัดสรรช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากหลายปัจจัย

    อย่างไรก็ดี มองว่าเม็ดเงินของรัฐมีจำกัด ดังนั้นอาจต้องพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิตามความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

    อีกทั้ง รัฐบาลต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำหรับสถานการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต เพราะหากใช้เม็ดเงินจนเต็มเพดาน 70% แล้วเกิดวิกฤตซํ้าซ้อน การจะไปขออนุมัติขยายเพดานหนี้จากสภาฯ ให้เป็น 75% จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ยังพอมีความหวังเติบโตจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ามูลค่าสูงที่ยังมีแนวโน้มขยายตัว

    ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐยังเดินหน้าได้ภายใต้อัตราภาษี 10% และอยู่ระหว่างการเจรจามาตรการทางการค้าเพิ่มเติม ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดแต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าและการขนส่ง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหารซึ่งยังสามารถส่งออกได้ เพียงแต่ต้นทุนภายในประเทศยังอยู่ในระดับสูง

    แนะเจาะกลุ่มรายได้ตํ่า

    นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ควรถูกพัฒนายกระดับมาตรการช่วยเหลือจากเดิมที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้าง ไปสู่การช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่มมากขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ มองว่ามาตรการในลักษณะดังกล่าวควรให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีรายได้ตํ่าถึงปานกลาง โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จากการประเมินพบว่ากลุ่มรายได้ระดับ 12,000-20,000 บาทต่อเดือน มีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000-5,000 บาทต่อเดือน

    หากภาครัฐจะพัฒนามาตรการเพิ่มเติม อาจพิจารณารูปแบบการสนับสนุนวงเงินในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และประคองกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ แม้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด แต่จะช่วยลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพในระยะสั้น

    พร้อมกันนี้ เสนอว่า การออกแบบมาตรการควรพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยอาจมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ แต่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ซึ่งจะสามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้ต่อเนื่องมากกว่า

    นอกจากนี้ เห็นว่าภาครัฐอาจพิจารณาเชื่อมโยงมาตรการเข้ากับภาคธุรกิจและชุมชน เช่น ร้านอาหารหรือผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศ หรือสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสามารถกระจายไปยังห่วงโซ่อุปทาน และช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตาม มองว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นเพียงเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น ไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากปัจจัยหลักยังอยู่ที่ระดับรายได้ของประชาชนที่ไม่เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนยังคงอยู่ในกรอบของการใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีพเป็นหลัก

    มั่นใจกระตุ้นคนจับจ่าย

    นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด สะท้อนว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็วที่สุดในตอนนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากและสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้ประชาชน เหมือน “คลื่นลูกเล็ก” ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้างและเข้าถึงชุมชนโดยตรง เช่น การจัดรถพุ่มพวง นำสินค้าไปวิ่งขาย, การทำโปรโมชั่นสินค้าไทย กระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสินค้าภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    สิ่งเหล่านี้จะสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดได้ เมื่อมีกิจกรรมหนึ่งเกิดขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดต้องขยับตัวตาม เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น ช่วยการสร้างกลไกการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค สร้างบรรยากาศการต่อสู้ในตลาดผ่านการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีระหว่างภาครัฐและเอกชน

    “โครงการนี้น่าสนใจมากในสภาวะปัจจุบัน ถือเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคที่เดิมอาจจะชะลอการใช้จ่าย กลับออกมาจับจ่ายใช้สอยอีกครั้ง อาจคล้ายกับคนละครึ่งที่มีมาตรการเติมเงินของรัฐบาลให้ประชาชน แต่เงินเหล่านี้หมุนเวียนในระบบได้จริง ทั้งยังลดภาระค่าครองชีพทางอ้อม ซึ่งทุกคนกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ถือว่าช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ให้ชาวบ้านได้”

    ขณะที่ความท้าทายหลัก ๆ ยังเป็นเรื่องวิกฤตพลังงาน ค่าใช้จ่ายเรื่องนํ้ามันและค่าไฟฟ้า ภาครัฐควรส่งเสริมเรื่อง โซล่าเซลล์ อย่างจริงจังเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีเงินเหลือมากกว่าเงินที่ใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/658425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oa86akfCrIR5H4U5uj3OC

  • รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายสำคัญ เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

    ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลอมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มอบนโยบายให้ที่ประชุมทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการ พณฯ นายกรัฐมตรี ดังนี้
    ▫️1. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ ของชาติ

    ▫️2. การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับการท่องเที่ยวและกีฬา เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ▫️3. การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์

    ▫️4. การเก็บภาษีคนเดินทางเที่ยวต่างประเทศเพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ ทั้งนี้ อยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย

    ▫️5. การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน

    📍ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูง ร่วมรับฟังความรับฟังความคิดเห็น มีสาระสำคัญได้แก่

    การ Rebranding พระนครศรีอยุธยา และการปรับเปลี่ยนอยุธยาสู่เมืองที่ต้องพักค้าง (อยุธยา วันเดียวเที่ยวไม่หมด) พบว่าภาคเอกชน มีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ภายในพระนครศรีอยุธยา (VOS) ประกอบด้วย :

    🔺️ ยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล

    🔺️ จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือ กิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    🔺️สร้างสรรค์กิจกรรมกลางคืน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพักค้าง

    🔺️บูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลก ออกไปยังชุมชน/ แหล่งท่องเที่ยวรอบนอก รวมถึงการเชื่อมโยงท่องเที่ยวสายมูภายในจังหวัดอยุธยา การจองตั๋วรถไฟที่เอื้อให้เกิดการพักค้างและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวอื่น

    🔺️ยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน ด้วยท่าเรือ จุดขึ้นลงเรือที่ได้มาตรฐาน ท่าเทียบเรือ การติดตั้งไฟฟ้าในเส้นทางล่องเรือ ท่าเทียบเรือในสถานที่ท่องเที่ยวและจุดสำคัญ มีการดูแลเรื่องการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นของท่าเทียบเรือ

    🔺️บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว (การเปิดศูนย์ให้บริการข้อมูล) และการใช้ดิจิตอลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism)

    🔺️ ท่องเที่ยวโดยชุมชน เน้นการกระจายตัว และสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

    🔺️ส่งเสริมทักษะ Upskill/ Reskill มัคคุเทศก์

    🔺️สนับสนุนการตลาดเชิงรุก อาทิ การนำเสนออยุธยาในกิจกรรมส่งเสริมการขาย Roadshow เป็นต้น

    🔺️สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี

    🔺️จัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถนำไปเสนอขายต่อ

    ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมตอกย้ำความพร้อม มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #ทันทีที่เที่ยวพระนครศรีอยุธยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017359&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zPI0HDo1QbWz_b34LxjvJ

  • อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย? | เข้มข่าวค่ำ | 6 พ.ค. 69

    อีก 75 ปี เศรษฐกิจ-ประชากรกัมพูชามีโอกาสแซงหน้าไทย? | เข้มข่าวค่ำ | 6 พ.ค. 69

    อดีตประธานหอการค้าอเมริกันในกัมพูชาเผย อีก 75 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจและประชากรของกัมพูชาอาจแซงหน้าประเทศไทยได้

    #ไทยกัมพูชา #หอการค้า #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/217848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rnf4jMyQ1PqTkHuknIfQZ