Blog

  • นายกฯรับฟัง5 จังหวัดใต้ สั่งเรื่องไหนทำได้ทำทันที ดันข้อเสนอพื้นที่เข้าครม.แก้ปัญหาให้ตรงจุด

    นายกฯรับฟัง5 จังหวัดใต้ สั่งเรื่องไหนทำได้ทำทันที ดันข้อเสนอพื้นที่เข้าครม.แก้ปัญหาให้ตรงจุด

    วันนี้, 18:02น.

              15.15 น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรับฟังปัญหาจากพื้นที่โดยตรงและนำไปสู่การกำหนดแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

               นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การพัฒนาจะต้องตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น การนำเสนอและการหารือในวันนี้ ขอให้มุ่งเน้นการระบุปัญหาให้มีความชัดเจน เสนอแนวทางแก้ไขที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง รวมทั้งพิจารณาข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีความจำเป็น โดยครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน และการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาในระยะยาว 

               ขณะเดียวกัน ขอให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาข้อเสนอจากพื้นที่อย่างรอบด้าน เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ ขอให้เร่งดำเนินการ เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกัน ลดข้อจำกัดและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ตลอดจนกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้มีความชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอจากพื้นที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชน

              สำหรับประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือในวันนี้ รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ปัญหาและความต้องการของพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล และผลักดันเรื่องที่มีความพร้อมให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยเร็ว

              วันนี้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดเห็น สะท้อนสภาพปัญหา อุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอจากพื้นที่ ก่อนนำมาหารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และวันนี้เป็นการนำผลจากกระบวนการดังกล่าวมาเสนอในที่ประชุม เพื่อร่วมกันพิจารณาและให้ข้อคิดเห็นใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ

              โดยข้อเสนอจากการ Workshop ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่

              1. ด้านเศรษฐกิจ – การส่งเสริมการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและโลจิสติกส์ การวางผังเมือง และการส่งเสริมการลงทุนและการค้าชายแดน

              2.ด้านสังคม – การแก้ปัญหาความแออัดของบริการสาธารณสุข การรองรับสังคมสูงวัย การดูแลสุขภาพจิต การพัฒนาทักษะแรงงาน ที่อยู่อาศัย และปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

              3.ด้านความมั่นคง – ความมั่นคงชายแดน ความมั่นคงภายใน การดูแลพื้นที่ชายแดน การปรับเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหา “การข่าว ความปลอดภัย เยาวชน ความร่วมมือระหว่างประเทศ”และ

              4.ด้านภัยพิบัติ – การบริหารจัดการน้ำ ทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์และบุคลากร การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยและรวบรวมระบบข้อมูล และการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ

              “มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทุกหน่วยประสานงาน บูรณาการข้อมูลร่วมกัน ขอให้มีความรอบคอบ ดำเนินการทุกอย่างด้วยประสิทธิภาพ”

               นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ต้องการให้เกิดการรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เรื่องใดดำเนินการได้เลย ขอให้ดำเนินการโดยเร็ว เรื่องใดต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และเรื่องใดรัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุน ขอให้นำเสนอมาโดยเร็ว เพื่อให้ข้อเสนอสามารถผลักดันไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้ถอดบทเรียนต่างๆ ในทุกด้าน โดยยังมีแนวทางที่ทำได้ให้ภาระต่างๆ ของประชาชนได้รับการเยียวยาแก้ไข โดย ครม. มีความห่วงใยได้ลงพื้นที่มาติดตาม ซึ่งมีความคืบหน้ามากมาย จะใช้ทุกกลไกทุกอย่างประกอบไปด้วยกันในทุกมิติ ขอให้ร่วมกันขับเคลื่อนพื้นที่ไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

     #ครมสัญจรสงขลา

    Cr:เพจรัฐบาลไทย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N7lrc2AX0O1rQ_J8SZn_3

  • “อนุทิน” ถก 5 จังหวัดใต้ จัดเต็มฟื้นเศรษฐกิจ อัดงบภัยพิบัติ ชงครม.สัญจร

    “อนุทิน” ถก 5 จังหวัดใต้ จัดเต็มฟื้นเศรษฐกิจ อัดงบภัยพิบัติ ชงครม.สัญจร

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

    วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี

    ภายใต้นโยบายรัฐบาล ประเด็นการพัฒนา 4 ด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีรองนายกฯ รัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงทุกกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมประชุม

    นายอนุทิน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนา ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ซึ่งเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญของการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

    “ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อสะท้อนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ โดยการหารือในวันนี้จะนำผลดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกันใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคง และด้านภัยพิบัติ ซึ่งการพัฒนาจะต้องตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนและสอดคล้องกับศักยภาพความต้องการของแต่ละพื้นที่

    ดังนั้น การนำเสนอจึงควรมุ่งเน้นการระบุปัญหาให้ชัดเจน เสนอแนวทางแก้ไขที่ปฏิบัติได้จริง และมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนไปจนถึงการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาระยะยาว” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาข้อเสนออย่างรอบด้าน โดยเรื่องใดที่สามารถทำได้ให้เร่งดำเนินการทันที ส่วนเรื่องที่เกี่ยวโยงกับหลายหน่วยงานขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อลดข้อจำกัดและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

    ข้อสรุปจากการหารือในช่วงบ่ายจะถูกนำไปประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ในวันพรุ่งนี้ (1 ก.ย. 69) เพื่อนำความต้องการของพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลและผลักดันสิ่งที่พร้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

    จากนั้น นายกฯ เปิดโอกาสให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มย่อย ที่ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หอการค้าจังหวัด ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้นำเสนอปัญหา และแนวทางแก้ไข โดยเริ่มจากนางนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    สำหรับประเด็นการนำเสนอ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

    ด้านเศรษฐกิจ 

    มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและมาตรฐานความปลอดภัย ควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากอุทกภัยในสงขลาและการเชื่อมโยงเส้นทางสตูล-เปอร์ลิส ภาคการเกษตรและประมงต้องเร่งลดต้นทุนการผลิต จัดตั้งตลาดกลาง พัฒนาระบบห้องเย็น และแก้ไขข้อจำกัดด้านกฎหมายประมงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์จำเป็นต้องขุดลอกร่องน้ำสงขลาและปัตตานี เร่งรัดถนนสายสำคัญ และพัฒนาโครงข่ายแบบไร้รอยต่อ 

    นอกจากนี้ยังต้องเร่งปรับปรุงผังเมืองให้ยืดหยุ่นสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรม ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดขั้นตอนด้วย One Stop Service การยกเลิกค่าธรรมเนียมนอกเวลาของนักท่องเที่ยว และการแก้ปัญหาช่องทางด่านสะเดาเพื่อกระตุ้นการค้าชายแดนอย่างยั่งยืน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

    ด้านสังคม

    ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการจัดตั้งศูนย์บำบัดและฟื้นฟูแบบครบวงจร รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตเชิงรุกในกลุ่มนักเรียน โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เร่งด่วนคือการก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 เพื่อยกระดับเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Med Hub) ลดความแออัดและป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย การพัฒนาแรงงานเน้นการทำข้อตกลง (MOU) กับมาเลเซียเพื่อลดต้นทุนและดูแลแรงงานไทยที่อยู่นอกระบบ 

    พร้อมยกระดับทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาดผ่านวิทยาลัยชุมชน การแก้ปัญหาความยากจนต้องทำควบคู่ไปกับการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ดูแลผู้สูงอายุระดับพื้นที่ในรูปแบบ Day Care นำเด็กนอกระบบและโรงเรียนตาดีกาเข้าสู่ระบบการศึกษา บูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐที่ติดข้อจำกัด PDPA และยกระดับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของพื้นที่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นปัญหาอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

    ด้านความมั่นคง

    ภายในพื้นที่ต้องพัฒนาด่านตรวจเกาะหม้อแกง จังหวัดปัตตานี ให้เป็นด่านอัจฉริยะ (Smart Checkpoint) ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิด อุโมงค์ X-Ray และระบบยืนยันตัวตนทางชีวมิติ (Biometrics) ที่เชื่อมข้อมูลกับฐานข้อมูลกลางของรัฐ การรับมือความไม่สงบต้องสนับสนุนยุทโธปกรณ์มาตรฐานแก่ชุดคุ้มครองตำบล ผลักดันกฎหมายปราบปรามอาชญากรรมรุนแรง และสร้างเครือข่ายข่าวภาคประชาชนแบบยั่งยืน

    รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยบูรณาการ ศอ.บต. กอ.รมน. และกระทรวงมหาดไทยเข้าด้วยกัน และให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามามีบทบาทร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อประเมินสถานศึกษาและป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกบ่มเพาะเข้าสู่ขบวนการ

    ด้านภัยพิบัติ 

    จากปัญหาหลัก 4 ประการ ได้แก่ ระบบระบายน้ำไม่เพียงพอรองรับฝนตกหนัก ข้อจำกัดด้านเครื่องจักรและกำลังบุคลากรเมื่อเกิดภัยพร้อมกัน ระบบแจ้งเตือนภัยที่ไม่แม่นยำและข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน และความล่าช้าซ้ำซ้อนในกระบวนการเยียวยาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีข้อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลางรวม 3 ส่วน

    ประกอบด้วย สำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำเทศบาลนครหาดใหญ่และบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติเทศบาลเมืองควนลังในจังหวัดสงขลา ของกรมทางหลวงเพื่อเร่งซ่อมแซมถนน 45 โครงการที่เสียหายจากภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2568 และงบประมาณ 20 ล้านบาท สำหรับให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานีเร่งก่อสร้างอาคารศูนย์พักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/667861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uKoZhLHocaPiOcQmIDwGO

  • “นายกฯอนุทิน” ลุยฟื้นเศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ ดันลงทุน-ท่องเที่ยว-ค้าชายแดน สั่ง ครม.สัญจรต้องแก้ปัญหาได้จริง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “นายกฯอนุทิน” ลุยฟื้นเศรษฐกิจ 5 จังหวัดใต้ ดันลงทุน-ท่องเที่ยว-ค้าชายแดน สั่ง ครม.สัญจรต้องแก้ปัญหาได้จริง – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/119504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Db7CjVMYhjnklNq2M1LTO

  • กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    วันนี้ ( 31 ส.ค.2569) ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากผลกระทบสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว รวมถึงการนำเข้าที่เร่งตัวจนทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังขยายตัวดีกว่าที่คาด โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการสะสมสินค้าคงคลัง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    โดยในช่วงครึ่งหลังของปี69 ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ มองว่าการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ Thailand FastPass ที่จะช่วยเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นจริง

    ดังนั้นศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.1% จากเดิมคาด 1.9% สะท้อนปัจจัยสำคัญจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ที่ขยายตัวดีกว่าคาด ประกอบกับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก รวมถึงมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    ทั้งนี้ แม้โครงการลงทุนภาครัฐจะช่วยหนุนเศรษฐกิจ แต่ผลบวกอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากโครงการด้านพลังงาน เช่น โซลาร์เซลล์และส่วนประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีสัดส่วนการนำเข้าค่อนข้างสูง ขณะที่อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในแต่ละปีงบประมาณมักอยู่ในระดับไม่สูงนัก นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญอาจกระทบผลผลิตและรายได้ภาคเกษตร ซึ่งจะส่งผลลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ด้านการส่งออกคาดว่าจะยังขยายตัวในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่การส่งออกโดยรวมมีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้งในด้านอัตราภาษีและจำนวนสินค้าที่ครอบคลุม

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    ส่วนภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ต้นทุนการเดินทางยังอยู่ในระดับสูง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนและตะวันออกกลางเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาสสุดท้ายของปี แม้จะมีมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส แต่มีวงเงินเพียง 3.5 พันล้านบาท เทียบกับมาตรการไทยช่วยไทยพลัสในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน ซึ่งมีวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท

    ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง รายได้ภาคเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปีตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้ออาจปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายในไตรมาสสุดท้าย แต่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 ขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและอุปสงค์ในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้แรงส่งเงินเฟ้อรอบสองยังอยู่ในวงจำกัด ส่วนการเติบโตของสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ยังคงอ่อนแอ ทำให้นโยบายการเงินมีแนวโน้มเอื้อต่อภาวะการเงินและช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป

    เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีตามมาตรา 301 และความเสี่ยงที่ไทยอาจถูกตรวจสอบการส่งออกเข้มงวดขึ้นจากความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1%  รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    กรุงศรีปรับเป้าจีดีพีทั้งปีโต 2.1% รับแรงส่งลงทุน-ส่งออกพุ่ง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านการคลัง ความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่ายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และกำลังแรงงานที่หดตัว

    อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะกระทบหลายประเทศ แต่ภาวะเอลนีโญและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอาจทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงมากกว่าบางประเทศ ดังนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย เพื่อรองรับความไม่แน่นอน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    อ่านข่าว:

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ GDP Q2 โต 1.9% อานิสงส์ลงทุนเอกชน-ส่งออก ปรับเป้าทั้งปีขยายตัว 2.2%

    กกร.ปรับเป้าส่งออกโต 8-10% หนุนจีดีพีไทยขยายตัว 1.6-2%

    ส่งออก “พระเอก”ดันเศรษฐกิจไทย จับตาบาทผันผวน-น้ำมันพุ่ง-กดดันครึ่งปีหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SkUadraI4QA2YwkyqYRwV

  • แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนกรกฎาคม 2569

    แถลงข่าวเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนกรกฎาคม 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคใต้ เดือนกรกฎาคม 2569

    xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวดี

    rn

    จากราคาปาล์มน้ำมันและยางพาราที่ยังขยายตัว จากความกังวลต่อปริมาณผลผลิตที่อาจลดลงจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบมากขึ้น แม้ในเดือนนี้รายได้เกษตรกรจะขยายตัวชะลอลงบ้าง จากราคาทุเรียนที่ลดลงตามการแข่งขันจากเวียดนามที่รุนแรงขึ้น

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    rn

    ตามการผลิตไม้ยางพาราแปรรูปที่ใกล้เคียงเดือนก่อน โดยเฉพาะไฟเบอร์บอร์ด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น ขณะที่การผลิตยางพาราแปรรูปหดตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่ลดลง ด้านการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวจากความต้องการคู่ค้าที่มีต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้ขยายตัว

    rn

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป และตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น ตามปัจจัยสนับสนุนจากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนการเดินทางที่ชะลอลง สำหรับนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นจากวันหยุดยาวปลายเดือนและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    rn

    ตามการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และยอดจดทะเบียนยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะในพื้นที่เกษตร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้ภาคเกษตรและท่องเที่ยวที่ขยายตัว

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวเล็กน้อย

    rn

    จากกิจกรรมก่อสร้างที่ปรับดีขึ้นทั้งที่อยู่อาศัยและโครงการเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มขึ้นในธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์ม บรรจุภัณฑ์พลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่การลงทุนหมวดยานพาหนะหดตัวเล็กน้อยตามยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถจักรยานยนต์ที่ลดลง

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    rn

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัวเล็กน้อย จากการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์ สินค้าเกษตร แปรรูป ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ยางแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋อง

    rn

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว จากการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่ลดลงเป็นสำคัญหลังจากเร่งไปในเดือนก่อน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง ตามราคาหมวดพลังงาน ขณะที่ราคาอาหารสดเพิ่มขึ้นจากผักและผลไม้ ด้านราคาอาหารสำเร็จรูป และของใช้อื่น ๆ ยังเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    rn

    จากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ทรงตัว ทั้งในและนอกพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ความต้องการแรงงานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตในจังหวัดสงขลา สะท้อนจากตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    rn

    • ผลดีจากมาตรการภาครัฐ  

    rn

    • พัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    rn

    • สภาพอากาศร้อนแล้งช่วงครึ่งหลังปี 69

    rn

     

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn31 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

     

    rn

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    rnโทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    rnE-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    rn”}}” id=”text-19a43f0156″>

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวดี

    จากราคาปาล์มน้ำมันและยางพาราที่ยังขยายตัว จากความกังวลต่อปริมาณผลผลิตที่อาจลดลงจากสภาพอากาศร้อนแล้ง ทำให้โรงงานแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบมากขึ้น แม้ในเดือนนี้รายได้เกษตรกรจะขยายตัวชะลอลงบ้าง จากราคาทุเรียนที่ลดลงตามการแข่งขันจากเวียดนามที่รุนแรงขึ้น

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม ทรงตัว

    ตามการผลิตไม้ยางพาราแปรรูปที่ใกล้เคียงเดือนก่อน โดยเฉพาะไฟเบอร์บอร์ด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น ขณะที่การผลิตยางพาราแปรรูปหดตัวตามปริมาณผลผลิตยางพาราที่ลดลง ด้านการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวจากความต้องการคู่ค้าที่มีต่อเนื่อง

    ภาคบริการท่องเที่ยว รายได้ขยายตัว

    ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งจีน ยุโรป และตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น ตามปัจจัยสนับสนุนจากช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนการเดินทางที่ชะลอลง สำหรับนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นจากวันหยุดยาวปลายเดือนและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่

    การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว

    ตามการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และยอดจดทะเบียนยานพาหนะโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะในพื้นที่เกษตร โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงรายได้ภาคเกษตรและท่องเที่ยวที่ขยายตัว

    การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวเล็กน้อย

    จากกิจกรรมก่อสร้างที่ปรับดีขึ้นทั้งที่อยู่อาศัยและโครงการเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการลงทุนเครื่องจักรเพิ่มขึ้นในธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์ม บรรจุภัณฑ์พลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่การลงทุนหมวดยานพาหนะหดตัวเล็กน้อยตามยอดจดทะเบียนรถกระบะและรถจักรยานยนต์ที่ลดลง

    การค้าผ่านด่านศุลกากร 

    มูลค่าการส่งออก ขยายตัวเล็กน้อย จากการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์ สินค้าเกษตร แปรรูป ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ยางแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋อง

    มูลค่าการนำเข้า หดตัว จากการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่ลดลงเป็นสำคัญหลังจากเร่งไปในเดือนก่อน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลง ตามราคาหมวดพลังงาน ขณะที่ราคาอาหารสดเพิ่มขึ้นจากผักและผลไม้ ด้านราคาอาหารสำเร็จรูป และของใช้อื่น ๆ ยังเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว

    จากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่ทรงตัว ทั้งในและนอกพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ความต้องการแรงงานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตในจังหวัดสงขลา สะท้อนจากตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ที่เพิ่มขึ้น

    ประเด็นที่ต้องติดตาม

    • ผลดีจากมาตรการภาครัฐ  

    • พัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    • สภาพอากาศร้อนแล้งช่วงครึ่งหลังปี 69

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    31 สิงหาคม 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม : ส่วนเศรษฐกิจการเงิน 1-3 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
    โทรศัพท์ : 0 7443 4890 
    E-mail : FinancialEconomic1-SRO@bot.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/southern-economy/the-state-of-southern-economy/press-so-jul-69.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f-oXeZTRCD2UJhJUSAU41

  • แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนกรกฎาคม 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนกรกฎาคม 2569

    แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนกรกฎาคม 2569

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
    rn 

    rn

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    rn

    ตามรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขยายตัว จากการแข่งขันกันรับซื้อวัตถุดิบของโรงงานที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตตามฤดูกาลที่อยู่ในเกณฑ์ดี รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังขยายตัว จากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นตามผลผลิตในประเทศที่ลดลงและผลของการปิดด่านฯ ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้าขยายตัว จากความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร

    rn

     

    rn

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม กลับมาหดตัว

    rn

    ตามการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หดตัวหลังจากเร่งผลิตและส่งออกในเดือนก่อน การผลิตแป้งมันสำปะหลังหดตัวตามผลผลิตที่ลดลงช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว และการผลิตเครื่องดื่มหดตัวตามการผลิตสุราเป็นสำคัญ

    rn

     

    rn

    ภาคบริการท่องเที่ยว ขยายตัวต่อเนื่อง

    rn

    ตามผู้เยี่ยมเยือนคนไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้เยี่ยมเยือนจากภูมิภาคอื่นที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนหนึ่งจากจำนวนเที่ยวบินที่ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ประกอบกับผลดีจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา และกิจกรรมประเพณีสำคัญที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี งานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช จ.นครพนม ส่งผลให้รายได้ภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    การบริโภคภาคเอกชน ทรงตัว

    rn

    ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ปรับดีขึ้น จากภาวะการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มอาหารที่ปรับดีขึ้น จากผลดีของมาตรการภาครัฐ ขณะที่กลุ่มของใช้ครัวเรือนหดตัวหลังเร่งไปมากในเดือนก่อน

    rn

     

    rn

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    rn

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ขยายตัวเล็กน้อย ตามพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้าง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ขณะที่การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์หดตัวเล็กน้อย ตามยอดการนำเข้าสินค้าทุนและยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว 

    rn

     

    rn

    การค้าผ่านด่านศุลกากร กลับมาขยายตัว

    rn

    จากการส่งออกที่ขยายตัว ตามชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีน และการส่งออกผลไม้ไปเวียดนาม ขณะที่การนำเข้าหดตัว ตาม
    rn การนำเข้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์จากจีน และโทรศัพท์มือถือจากจีนและเวียดนาม หลังจากเร่งไปมากในเดือนก่อน

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงจากเดือนก่อน ตามราคาหมวดพลังงานเป็นสำคัญ ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว การจ้างงานในภาคการค้าและบริการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น สอดคล้องกับภาวะการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บางส่วนเป็นการจ้างงานชั่วคราว ขณะที่ภาคการผลิตปรับลดลงต่อเนื่อง ด้านการจ้างงานในภาคเกษตรทรงตัว

    rn

     

    rn

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    rn

    – ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    rn

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    rn

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    rn31 สิงหาคม 2569

    rn

     

    rn

    หมายเหตุ : 

    rn

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ภาวะเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้ว)
     

    รายได้เกษตรกร ขยายตัวต่อเนื่อง (เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน)

    ตามรายได้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขยายตัว จากการแข่งขันกันรับซื้อวัตถุดิบของโรงงานที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตตามฤดูกาลที่อยู่ในเกณฑ์ดี รายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังขยายตัว จากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นตามผลผลิตในประเทศที่ลดลงและผลของการปิดด่านฯ ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกเจ้าขยายตัว จากความต้องการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหาร

    การผลิตภาคอุตสาหกรรม กลับมาหดตัว

    ตามการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่หดตัวหลังจากเร่งผลิตและส่งออกในเดือนก่อน การผลิตแป้งมันสำปะหลังหดตัวตามผลผลิตที่ลดลงช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว และการผลิตเครื่องดื่มหดตัวตามการผลิตสุราเป็นสำคัญ

    ภาคบริการท่องเที่ยว ขยายตัวต่อเนื่อง

    ตามผู้เยี่ยมเยือนคนไทยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้เยี่ยมเยือนจากภูมิภาคอื่นที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนหนึ่งจากจำนวนเที่ยวบินที่ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ ประกอบกับผลดีจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา และกิจกรรมประเพณีสำคัญที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อาทิ ประเพณีแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี งานบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช จ.นครพนม ส่งผลให้รายได้ภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

    การบริโภคภาคเอกชน ทรงตัว

    ตามการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ปรับดีขึ้น จากภาวะการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มอาหารที่ปรับดีขึ้น จากผลดีของมาตรการภาครัฐ ขณะที่กลุ่มของใช้ครัวเรือนหดตัวหลังเร่งไปมากในเดือนก่อน

    การลงทุนภาคเอกชน ทรงตัว

    ตามการลงทุนด้านการก่อสร้างที่ขยายตัวเล็กน้อย ตามพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้าง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ขณะที่การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์หดตัวเล็กน้อย ตามยอดการนำเข้าสินค้าทุนและยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่หดตัว 

    การค้าผ่านด่านศุลกากร กลับมาขยายตัว

    จากการส่งออกที่ขยายตัว ตามชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไปจีน และการส่งออกผลไม้ไปเวียดนาม ขณะที่การนำเข้าหดตัว ตาม
    การนำเข้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์จากจีน และโทรศัพท์มือถือจากจีนและเวียดนาม หลังจากเร่งไปมากในเดือนก่อน

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ลดลงจากเดือนก่อน ตามราคาหมวดพลังงานเป็นสำคัญ ขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับเพิ่มขึ้น

    ตลาดแรงงาน ทรงตัว การจ้างงานในภาคการค้าและบริการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น สอดคล้องกับภาวะการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บางส่วนเป็นการจ้างงานชั่วคราว ขณะที่ภาคการผลิตปรับลดลงต่อเนื่อง ด้านการจ้างงานในภาคเกษตรทรงตัว

    ปัจจัยที่ต้องติดตาม

    – ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    – สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    – ความเสี่ยงภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร  

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    31 สิงหาคม 2569

    หมายเหตุ : 

    สาขาเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ได้แก่ การอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการค้าผ่านด่านศุลกากร ตามลำดับ

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/thai-economy/regional-economy/northeastern-economy/the-state-of-northeastern-economy/2026-m07-press-and-table.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z5jJMlL5PC_F3uRK0Vodi

  • พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ   

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้า ก.ค.โตชะลอ  

    วันนี้ (31 ส.ค.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้าของไทยเดือน ก.ค.2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาพลังงานและทองคำที่อยู่ในระดับสูง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป สินค้าทุน และวัตถุดิบเพื่อรองรับภาคการผลิตและการลงทุน ยังช่วยสนับสนุนให้ราคาสินค้าในหลายหมวดปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงตามอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน ตลอดจนผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น อาจกดดันราคาสินค้าบางกลุ่มในระยะต่อไป

    สำหรับดัชนีราคาส่งออกเดือน ก.ค.2569 อยู่ที่ 114.2 ขยายตัว 2.7% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยจากต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่ยังสูง ภาวะอุปทานตึงตัวในบางอุตสาหกรรม และผลผลิตเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับเพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้า

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน  สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 25.1% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่หมวดสินค้าเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 6.3% จากราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ปรับสูงขึ้นตามผลผลิตในประเทศที่ลดลง ขณะที่ความต้องการจากอุตสาหกรรมแปรรูปและตลาดส่งออกยังมีต่อเนื่อง ส่วนยางพาราและข้าวยังขยายตัว แต่เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านราคา

    หมวดสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.7% ตามราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า จากภาวะอุปทานหน่วยความจำที่ตึงตัว รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ขณะที่เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบปรับตัวตามราคาทองแดงและอะลูมิเนียมที่อยู่ในระดับสูง

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน  สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    ส่วนหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 0.5% จากราคาอาหารสัตว์เลี้ยง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รวมถึงไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มและถั่วเหลืองในตลาดโลกด้านดัชนีราคานำเข้าเดือน ก.ค.2569 อยู่ที่ 126.1 ขยายตัว 9.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ยังขยายตัวต่อเนื่องแต่เป็นอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการลงทุน ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับเพิ่มขึ้นทุกหมวด

    หมวดสินค้าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 24.9% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ขณะที่หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 8.6% ตามราคาทองคำ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ รวมถึงปุ๋ย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน  สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    หมวดสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 6.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เสื้อผ้า รองเท้า และสิ่งทอ ขณะที่หมวดสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 4.5% จากเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ตามการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ขยายตัว

    ส่วนหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งเพิ่มขึ้น 1.5% ตามความต้องการรถยนต์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รวมถึงการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะรถยนต์นั่งและ EV ยังเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของราคา

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน  สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    พลังงาน-ทองคำ-เทคโนโลยีหนุน สนค.เผยราคาส่งออก-นำเข้าก.ค.โตชะลอ

    สำหรับแนวโน้มเดือน ส.ค.2569 สนค.คาดว่าดัชนีราคาส่งออกและนำเข้ายังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก ความต้องการชิป หน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูง ความต้องการอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป และความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่อาจกระทบผลผลิตอาหารโลก

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มลดลงจากอุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ขยายตัวจำกัด ราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวลงจากการผลิตเพิ่มขึ้นและความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน รวมถึงอุปทานธัญพืชและวัตถุดิบอาหารที่อาจเพิ่มขึ้นตามฤดูเก็บเกี่ยวของประเทศผู้ผลิตสำคัญ จะเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวของดัชนีราคาในระยะต่อไป

    อ่านข่าว:

    สนค.ชี้ส่งออก ก.ค.ทุบสถิติ อิเล็กทรอนิกส์-เกษตรหนุน

    ส.อ.ท.หนุนเร่งปิดดีล ART ดันการค้า-ลงทุนไทย-สหรัฐฯ

    เปลี่ยน “ขี้ยาง” ราคาหลักสิบ สู่ “หวายเทียมรักษ์โลก” เพิ่มมูลค่ายางไทยกว่า 30 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/510118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DVch7YhphxAuo_AzIKpml

  • ‘วุฒิสภา’ ไฟเขียว พรก.กู้เงิน ‘เอกนิติ’ การันตีทุกโครงการไม่มีโกง โปร่งใส ตรวจสอบได้

    ‘วุฒิสภา’ ไฟเขียว พรก.กู้เงิน ‘เอกนิติ’ การันตีทุกโครงการไม่มีโกง โปร่งใส ตรวจสอบได้

    “วุฒิสภา” 135 เสียง อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน “เอกนิติ”ยืนกรานพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน สู้วิกฤติเศรษฐกิจโลก กางตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาสองอ่อนแอ ขาดดุลเกือบ 6แสนล้าน เปรียบบ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ ถ้าเปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำ เหมือนกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา ชี้ต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยัน ทุกโครงการมีความโปร่งใส -ตรวจสอบได้ -ไม่มีโกง

    31 สิงหาคม 2569 – ต่อมาเวลา 13.00 น.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า ขอบคุณทุกความเห็น ทุกข้อสังเกตของสมาชิกที่มีทั้งความเห็นที่แตกต่าง และสอดคล้องกัน ยืนยันว่าพ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต เพราะตัวเลขเศรษฐกิจ ไตรมาส2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มีพ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤติจะหนักมาก เพราะวิกฤติรอบนี้มาเป็นระลอกๆ เป็นวิกฤติพลังงาน ไม่รู้จะจบเมื่อไร โดยระลอกแรก วิกฤติน้ำมันตลาดโลกที่สูงขึ้น60-70% ระลอกสอง วิกฤติของแพง จากค่าขนส่งแพงขึ้น เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3% ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนติดลบ ทำให้คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว เริ่มเห็นสัญญาณกันแล้ว วิกฤติระลอกนี้จะหนักมาก จะเป็นแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลบไม่ออก

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 2ข้อ คือ 1.เยียวยาประชาชน ช่วยลดค่าครองชีพ จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงมากเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย จนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาสสองขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว เป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    “วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราซ่อมหลังคา เปลี่ยนหลังคา ก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนการกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา หรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยไม่รู้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบเมื่อไร ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอก ก็ต้องไปซื้อถังมารอง ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หันมาใช้ของที่มาจากสินค้าเกษตรแทน”นายเอกนิติกล่าว

    นายเอกนิติกล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าในโครงการต่างๆ ได้ย้ำตลอดว่า การใช้เงินในพ.ร.ก.ฉบับนี้ ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ วันนี้เราเข้มงวด ไม่เอาโครงการเก่ามาตัดแปะให้เกิดการรั่วไหล ทุกโครงการต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า ช่วยสร้างการจ้างงาน การพัฒนาทักษะให้คนไทย

    “ทั้งหมดเป็นความตั้งใจให้เกิดความโปร่งใส ถ้าทุกคนช่วยกัน จะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ ไม่มีใครรู้ว่ามรสุมเศรฐกิจโลกจะมาอีกเมื่อไร แต่วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง ไม่ให้เปียกฝน ต้องเปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม”นายเอกนิติ กล่าว

    จากนั้นที่ประชุมลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทด้วยคะแนน 135 เสียง ไม่เห็นด้วย11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1060887/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DakIa6XBFyLYCTh7Mi8NW

  • เพราะ “หาดใหญ่” คือหัวใจเศรษฐกิจแดนใต้ เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง นายกฯ อนุทิน เตรียมเช็กความพร้อม “คลอง ร.1 หาดใหญ่” ปราการด่านแรก รับมรสุมปลายปี

    เพราะ “หาดใหญ่” คือหัวใจเศรษฐกิจแดนใต้ เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง นายกฯ อนุทิน เตรียมเช็กความพร้อม “คลอง ร.1 หาดใหญ่” ปราการด่านแรก รับมรสุมปลายปี

    เพราะ “หาดใหญ่” คือหัวใจเศรษฐกิจแดนใต้ เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง นายกฯ อนุทิน เตรียมเช็กความพร้อม “คลอง ร.1 หาดใหญ่” ปราการด่านแรก รับมรสุมปลายปี


    31/08/2569 | 61 |

    เพราะ “หาดใหญ่” คือหัวใจเศรษฐกิจแดนใต้ เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของภาคใต้ตอนล่าง นายกฯ อนุทิน เตรียมเช็กความพร้อม “คลอง ร.1 หาดใหญ่” ปราการด่านแรก รับมรสุมปลายปี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญของการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ คือการลงพื้นที่ตรวจความพร้อม คลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญในการบริหารจัดการน้ำและป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่จากมวลน้ำในช่วงฤดูมรสุมปลายปี
    เป้าหมายสำคัญ คือ “ลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย และทำให้หาดใหญ่พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน และรักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจภาคใต้

    #ครมสัญจรสงขลา69
    #สงขลาเมืองมรดกโลก
    #จังหวัดสงขลา
    #สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่6
    #กรมประชาสัมพันธ์


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/537013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17cmXsjIkOo4_INOGfXmQv

  • รัฐทมิฬนาฑูครองอันดับ 1 ของอินเดียด้านจำนวนเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เปิดดำเนินการ สะท้อนศักยภาพฐานการผลิต การลงทุน และการส่งออกของอินเดียใต้

    รัฐทมิฬนาฑูครองอันดับ 1 ของอินเดียด้านจำนวนเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เปิดดำเนินการ สะท้อนศักยภาพฐานการผลิต การลงทุน และการส่งออกของอินเดียใต้

    รัฐทมิฬนาฑูยังคงครองอันดับ 1 ของอินเดียในด้านรัฐที่มีจำนวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) เปิดดำเนินการมากที่สุด โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 รัฐทมิฬนาฑูมี SEZs ที่เปิดดำเนินการจำนวน 49 แห่ง มากที่สุดในประเทศ รองลงมา ได้แก่ รัฐกรณาฏกะ 38 แห่ง รัฐเตลังคานา 38 แห่ง และรัฐมหาราษฏระ 36 แห่ง โดยอินเดียมี SEZs ที่เปิดดำเนินการรวม 277 แห่ง จาก SEZs ที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด 436 แห่ง และได้รับการประกาศจัดตั้งแล้ว 372 แห่ง

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของรัฐทมิฬนาฑูในฐานะฐานการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของอินเดีย โดยรัฐมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ วิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการที่เกี่ยวเนื่อง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงภาคการผลิตและบริการด้านโลจิสติกส์

    ด้านการจ้างงาน SEZs ในรัฐทมิฬนาฑูมีการจ้างงานประมาณ 627,000 คนในปีงบประมาณ 2568–69 (FY2025–26) สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากรัฐมหาราษฏระซึ่งมีประมาณ 652,000 คน สะท้อนบทบาทของ SEZs ในการสนับสนุนการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของรัฐ

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐทมิฬนาฑูจะมีจำนวน SEZs ที่เปิดดำเนินการมากที่สุด แต่กำลังเผชิญการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากรัฐคุชราตและรัฐกรณาฏกะในด้านการส่งออกจาก SEZs โดยในปี FY2025–26 รัฐคุชราตมีมูลค่าการส่งออกจาก SEZs ประมาณ 4.06 ล้านล้านรูปีอินเดีย และรัฐกรณาฏกะประมาณ 2.69 ล้านล้านรูปีอินเดีย ขณะที่รัฐทมิฬนาฑูมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 2.12 ล้านล้านรูปีอินเดีย สะท้อนให้เห็นว่า จำนวน SEZs ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดขีดความสามารถด้านการส่งออก แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับการลงทุน ขนาดและประเภทของการผลิต การเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลก ประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

    สถานการณ์ SEZ ของอินเดีย

    ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อินเดียมี SEZs ที่ได้รับอนุมัติจำนวน 436 แห่ง ในจำนวนนี้ 372 แห่งได้รับการประกาศจัดตั้ง (notified) และ 277 แห่งเปิดดำเนินการ ขณะที่ 95 แห่งยังไม่เปิดดำเนินการ

    รัฐบาลอินเดียระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ SEZs บางแห่งยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ ได้แก่ ระยะเวลาในการขอรับอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐและระดับรัฐ การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิประโยชน์ทางการคลัง และสภาวะทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการยกเลิกสถานะ SEZs บางแห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์จากพื้นที่และส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก

    ในภาพรวม อินเดียมีการส่งออกจาก SEZs ในปี FY2025–26 มูลค่าประมาณ 16.36 ล้านล้านรูปีอินเดีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.8 จากประมาณ 14.64 ล้านล้านรูปีอินเดียในปีก่อนหน้า สะท้อนว่า SEZs ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกของประเทศ แม้แต่ละรัฐจะมีผลการดำเนินงานแตกต่างกัน

    สถานการณ์ SEZ ในรัฐทมิฬนาฑูและพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของ MEPZ

    MEPZ Special Economic Zone (MEPZ SEZ) เป็นหน่วยงานภายใต้ Department of Commerce, Ministry of Commerce & Industry, Government of India ทำหน้าที่ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ตลอดจนกำกับดูแลการดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) และหน่วยงานส่งออก (Export Oriented Units: EOUs) ในพื้นที่ รัฐทมิฬนาฑู ดินแดนสหภาพปูดูเชร์รี (Puducherry) และหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (Andaman & Nicobar Islands) ซึ่งเรียกรวมกันว่า TAP Region (Tamil Nadu, Andaman & Nicobar Islands and Puducherry)

    ในระดับ TAP Region ภายใต้การกำกับดูแลของ MEPZ มี SEZs ที่เปิดดำเนินการ 50 แห่ง* จากทั้งหมด 62 แห่ง และมีหน่วยงานหรือกิจการภายใน SEZs ที่เปิดดำเนินการ 749 แห่ง รวมทั้ง Export Oriented Units (EOUs) อีก 288 แห่ง โดยในปีงบประมาณ FY2025–26 มีมูลค่าการส่งออกจาก SEZs ประมาณ 2.22 ล้านล้านรูปีอินเดีย เงินลงทุนสะสมประมาณ 8.28 แสนล้านรูปีอินเดีย และการจ้างงานประมาณ 626,000 คน สะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะฐานการผลิต การลงทุน และการส่งออกที่สำคัญของอินเดียใต้

    SEZs ในรัฐทมิฬนาฑูมีฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ วิศวกรรม การผลิต สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนโลจิสติกส์และบริการสนับสนุนการส่งออก การกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบ แรงงานที่มีทักษะ โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และเครือข่ายโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ

    หมายเหตุ * ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เฉพาะรัฐทมิฬนาฑู มี SEZs ที่เปิดดำเนินการ 49 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในบรรดารัฐต่าง ๆ ของอินเดียทั้ งนี้ ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างจากข้อมูลของ TAP Region ซึ่งครอบคลุมรัฐทมิฬนาฑู ดินแดนสหภาพปูดูเชร์รี และหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์

    โอกาสทางการค้าสำหรับผู้ประกอบการไทย

    การที่รัฐทมิฬนาฑูมี SEZs ที่เปิดดำเนินการมากที่สุดในอินเดีย ประกอบกับมีฐานอุตสาหกรรมที่หลากหลายและการจ้างงานในระดับสูง ทำให้รัฐมีศักยภาพเป็นฐานสำหรับผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าสู่ตลาดอินเดียใต้ ทั้งในรูปแบบการส่งออก การร่วมทุน การจัดตั้งฐานการผลิต และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

    สำหรับสาขาอุตสาหกรรมที่มีโอกาสและศักยภาพ ได้แก่

    1) อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน

    การขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตในรัฐทมิฬนาฑูอาจสร้างโอกาสสำหรับผู้ผลิตไทยในการจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์ ชิ้นส่วน และวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต

    2) ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์

    รัฐทมิฬนาฑูมีฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่สำคัญ ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาความร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้จัดหาชิ้นส่วนในท้องถิ่น รวมถึงการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตรายใหญ่

    3) เครื่องจักรและสินค้าอุตสาหกรรม

    การขยายตัวของภาคการผลิตและการลงทุนในเขตอุตสาหกรรมก่อให้เกิดความต้องการเครื่องจักร อุปกรณ์ และสินค้าอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ

    4) อาหารและอาหารแปรรูป

    ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของรัฐทมิฬนาฑู ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและการส่งออก สามารถสร้างโอกาสสำหรับสินค้าอาหารและอาหารแปรรูปของไทย รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น

    5) โลจิสติกส์และการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

    การกระจุกตัวของธุรกิจส่งออกและอุตสาหกรรมใน SEZs ช่วยสร้างความต้องการด้านการขนส่ง คลังสินค้า การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และบริการสนับสนุนทางธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาที่ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาขยายความร่วมมือ

    แหล่งที่มา

    1. Department of Commerce, Ministry of Commerce & Industry, Government of India: List of Operational Special Economic Zones (SEZs) as of 31 July 2026.

    2. Ministry of Commerce & Industry, Government of India: Data on Special Economic Zones (SEZs), as reported to Parliament.

    3. MEPZ Special Economic Zone, Government of India: MEPZ SEZ Exports Remain Flat at ₹2.22 Lakh Crore in FY2025–26.

    4. The Times of India, 24 August 2026: State Leads in SEZs and Jobs, but Export Gap Widens.

    5. The New Indian Express: Report on India’s Special Economic Zones, citing data from the Ministry of Commerce & Industry, Government of India.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nmf2of69f8g2zp73gh1erfk2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ys8KR9zbTfJA2exZY8OaV