Blog

  • ปัสสาวะระหว่างร่วมเพศ… อันตรายไหม? (ตอนจบ) | เดลินิวส์

    ปัสสาวะระหว่างร่วมเพศ… อันตรายไหม? (ตอนจบ) | เดลินิวส์

    หากหลั่งในทวารหนักความเสี่ยงสูงกว่าที่คิด บริเวณทวารหนักมีเยื่อบุที่บาง เกิดรอยถลอกได้ง่าย แม้ไม่รู้ตัว นี่จึงเป็นช่องทางสำคัญที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะ เอชไอวี (HIV), ความเสี่ยงสูง หนองใน / หนองในเทียม รวมถึงซิฟิลิส ยิ่งมีการสอดใส่ร่วมด้วยโดยไม่ป้องกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    ส่วนการหลั่งบนผิวหนัง ดูปลอดภัย แต่ก็มีข้อยกเว้น ผิวหนังปกติสามารถป้องกันเชื้อได้ดี ความเสี่ยงโดยรวมจึง “ต่ำ” แต่ควรระวังหากมีแผลเปิด ผิวหนังอักเสบ หรือสัมผัสใกล้เยื่อบุ เช่น อวัยวะเพศ โดยทั่วไป ปัสสาวะที่ไม่มีการติดเชื้อ ไม่เป็นอันตรายต่อคู่นอน แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการกระตุ้นบริเวณกระเพาะปัสสาวะ หรือการควบคุมกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

    อย่างไรก็ตาม หากมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ อาจมีเชื้อปนออกมาได้ และควรหลีกเลี่ยง

    ป้องกันอย่างไร ให้ปลอดภัยกว่าเดิม ใช้ถุงยางอนามัย, ใช้สารหล่อลื่นเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หลีกเลี่ยงการพ่นเข้าสู่ดวงตา เลี่ยงเมื่อมีแผลในปาก อวัยวะเพศ หรือทวารหนัก ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นระยะ

    ถ้าเผลอสัมผัสไปแล้วล่ะ? เข้าปาก/ผิวหนัง ล้างทำความสะอาด เข้าตา ล้างน้ำทันที ห้ามขยี้ มีอาการผิดปกติ พบแพทย์

    บทสรุป เรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความไม่รู้ คือความเสี่ยง การเข้าใจให้ถูก ไม่ใช่เพื่อจำกัดความสุข แต่เพื่อให้ความสุขนั้น…ปลอดภัยมากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5838385/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oEJ93OCAuOpbMBv1rMID6

  • อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    อ.ปานเทพ สรุปผลเปรียบเทียบผลการศึกษาแลนด์บริจด์ คุ้มหรือไม่? (06/05/69) #news1 #แลนด์บริดจ์

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/gPvSQqF9KwI&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b24RlQKYt72ZuBnAOhX4S

  • เอเซีย พลัส เปิดโผดักหุ้นรับสงครามสงบ “ท่องเที่ยว-ค้าปลีก” บาทแข็ง-Fund Flow ไหลเข้า : อินโฟเควสท์

    เอเซีย พลัส เปิดโผดักหุ้นรับสงครามสงบ “ท่องเที่ยว-ค้าปลีก” บาทแข็ง-Fund Flow ไหลเข้า : อินโฟเควสท์

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ในช่วงที่เกิดสงครามตั้งแต่ 1 มี.ค. – 6 พ.ค. 69 ตลาดหุ้นไทยถือว่าแกร่ง ปรับตัวลดลงเพียง -0.3% เท่านั้น เนื่องจากได้แรงหนุนจากหุ้นบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้น อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี (PETRO), บรรจุภัณฑ์ (PKG) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) รวมถึงน้ำหนักของตลาดหุ้นไทย (Market Cap) ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี (ETRON, ICT) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน, ปิโตรเคมี, อาหาร, เกษตร) รวม 57%

    อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ SET มีความแข็งแกร่ง เนื่องจาก Earning Surprise ไตรมาส 1/69 ล่าสุดประกาศมา 46 บริษัท ดีกว่าที่ตลาดคาดถึง 10.7% โดยช่วงไหนที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ประกาศงบออกมาแล้วมี Earning Surprise ในทางบวก (กำไรดีกว่าคาด) SET มักจะมีแรงส่งให้วิ่งขึ้นไปได้ โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลในอดีต กลุ่มอุตสาหกรรมใดที่สามารถทำกำไรได้โตกว่าที่ตลาดคาด ราคาหุ้นของอุตสาหกรรมนั้น ๆ ในช่วง 5 วันถัดมา มักจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น

    ส่วนวานนี้มีรายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน เม.ย. 69 +2.89% YoY (สูงกว่าคาด +2.2%) สูงสุดในรอบ 38 เดือน หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ประกอบการสูงขึ้น ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า เงินเฟ้อไทยที่ยืนอยู่ในระดับสูง ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวอยู่บริเวณ 1.0% แต่คาดหวังนโยบายการคลังเพิ่มเติม อาทิ ไทยช่วยไทยพลัส, เปลี่ยนผ่านพลังงาน, TFFIF ฯลฯ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในยุควิกฤตพลังงาน รวมถึงความเสี่ยงสงครามคลี่คลายลง

    กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำหุ้นที่เคยถูกกดดันจากประเด็นสงคราม และได้ประโยชน์จากนโยบายการคลังที่เตรียมเข้ามา อาทิกลุ่มค้าปลีก: CPALL, BJC, CPAXT, COM7 กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: CBG, OSP, ICHI กลุ่มท่องเที่ยว: MINT, AOT, CENTEL, ERW กลุ่มนิคม-ก่อสร้าง: CK, STECON, WHA

    เมื่อประเด็นสงครามจางไป ประเด็นการโยกย้ายเม็ดเงินจะตามมา จากนโยบายการเงินหลายประเทศที่ทยอยตึงตัว กดดันดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วง 1 – 2 เดือนข้างหน้า หนุน Fund Flow ต่างชาติที่ซื้อหุ้นไทยอยู่แห่งเดียวในภูมิภาค ให้ยังคงไหลเข้าและช่วยประคอง SET Index ต่อ อีกทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยให้ต่างชาติได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม

    แม้เม็ดเงิน Fund Flow ยังมีโอกาสทยอยไหลเข้าต่อ แต่ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าน่าจะเห็นการขายทำกำไรกลุ่มหุ้นที่ขึ้นแรงในช่วงสงคราม (ช่วง 1 มี.ค. – 6 พ.ค. 69) เช่น หุ้นส่งออกเทคโนโลยีไทยที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อนอย่างกลุ่ม ETRON +16%, PETRO +24% และจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่มหุ้นที่ถูกกดต่ำแทน เช่น Tourism -20%, Health -13%, Comm -10%

    กลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้นระยะ 1 – 2 เดือนข้างหน้า: แนะนำทยอยสะสมหุ้นท่องเที่ยว ERW, CENTEL, MINT, หุ้นโรงพยาบาล BH, BDMS, หุ้นอาหารค้าปลีก CBG, COM7, CPAXT รวมถึงกลุ่มหุ้นต้นทุนพลังงานที่รับอานิสงส์บาทแข็งค่าต่อ ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/590531&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NSOkg-9DmaWUSThCXzNF-

  • ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ครม.อนุทิน2 เข็นพรก.กู้4แสนล้าน สกัด5วิกฤตเศรษฐกิจ วางรากฐานพลังงานสะอาด

    ยุทธศาสตร์ “สกัด” วิกฤตเศรษฐกิจ 5 ระลอก

    รัฐบาลประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่าปัจจุบันประเทศได้ผ่านวิกฤต 3 ระลอกแรกมาแล้ว คือภาวะสงคราม ราคาน้ำมันพุ่งสูง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20-30 การออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งไม่ให้เศรษฐกิจไทยถลำลึกเข้าสู่ระลอกที่ 4 คือวิกฤตค่าครองชีพสูง และระลอกที่ 5 ซึ่งอันตรายที่สุดคือ “วิกฤตกำลังซื้อหดตัว” อันเนื่องมาจากรายได้คงที่แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โครงสร้างงบประมาณ: แบ่งสองส่วนเพื่อการพยุงและเปลี่ยนผ่าน

    วงเงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท ถูกจัดสรรออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 

    200,000 ล้านบาทแรก (Short-term Relief): มุ่งเน้นการเยียวยาและพยุงค่าครองชีพ

    200,000 ล้านบาทหลัง (Long-term Transformation): มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์

    มาตรการเยียวยาและลดภาระภาคการผลิต 30 ล้านคน

    งบประมาณส่วนแรก จะถูกนำไปใช้เพื่อสิทธิประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางและผู้ได้รับสิทธิ์ตามระเบียบปกติ รวมกว่า 30 ล้านคน โดยครอบคลุมการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตร เช่น การจัดหาปุ๋ยและเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพของฐานรากทางเศรษฐกิจไม่ให้เกิดภาวะหยุดชะงักจากการแบกรับต้นทุนที่สูงเกินไป

    พลังงานสะอาด: หัวใจสำคัญของการดึงดูด New S-Curve

    งบประมาณส่วนที่สองเปรียบเสมือนการวางเสาเข็มใหม่ให้ประเทศ โดยจะใช้ปรับปรุงโครงสร้างจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจนวัตกรรมระดับโลก เช่น Data Center และ AI Hub ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้วกว่า 80 ราย การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต

    กลไกการพิจารณาและธรรมาภิบาลการคลัง

    รัฐบาลกำหนดแผนงานที่ชัดเจน โดยจะนำ พ.ร.ก. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม และตั้งเป้าเริ่มเบิกจ่ายเงินงวดแรกในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ทั้งนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการโดยเฉพาะ เพื่อกำกับดูแลการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการวินิจฉัยความ “จำเป็นเร่งด่วน” ตามกฎหมาย

    สรุปภาพรวมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

    แผนการกู้เงินครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนในเชิงหลักการจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่าการมุ่งเน้นพลังงานสะอาดจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างมั่นคง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลดความเป้าบางและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลสืบไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741986&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZtviGCtYTO2kEWEocdAC

  • ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย


    7/05/2569 | 14 |

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11   พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

    การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติสำคัญโดยเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” เป็น อุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยสู่การยอมรับในระดับภูมิภาค โดยโอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอให้ครบถ้วน โดยต้องแสดงจุดเด่นของระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่ราบถึงยอดเขา สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ควบคู่กับการเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ให้พิจารณานำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปประกอบการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพัฒนา “ดอยอินทนนท์” ให้เป็น พื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียน

    ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำอีกว่า การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio Economy) เพื่อเปิดมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศ โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการความร่วมมือ และเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว
    นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไก การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit Sharing: ABS) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำทรัพยากรชีวภาพไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนประโยชน์กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับในส่วนของวาระอื่น ๆ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เห็นชอบมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จำนวน 31 ชนิด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ ตลอดจนเห็นชอบสนับสนุนการพัฒนา “บางกะเจ้า” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมไปถึงเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานในภาพรวม ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งผลักดันมติที่ประชุมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยื


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UDKtuUSdBFFTxvYonC6zH

  • ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwxfi1qSuduVcwzT5djQN

  • ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า เอกชนสนับสนุนในหลักการกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนของภาคธุรกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ

    ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในคราวเดียวทั้งหมด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในระยะยาว

    “หัวใจสำคัญในเวลานี้ คือการประคับประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หากเอสเอ็มอีฟื้นตัว จะช่วยรักษาการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้” นายมนตรี กล่าว

    ขณะเดียวกัน ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลังว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาครัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังเข้ามาดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น

    ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่า การที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

    อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน และทางเรือ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ และทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    นายมนตรี ยังได้สะท้อนภาพต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก กรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันบริบทเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันในเชิงความร่วมมือมากกว่านี้ แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มแยกตัวและแข่งขันกันมากขึ้น

    ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายตลาดและค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็น และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxWNY-FNfzvatlKR-gyq5

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว ผ่านหน้าเว็บไซต์ ธปท. และระบบกลางทางกฎหมาย

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    7 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

          ในปัจจุบันภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและอุปทานคงค้างยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม (shock) ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถหดตัวได้รุนแรงและกลับมาฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น ดังนั้น ธปท. จึงเห็นสมควรออกประกาศ เรื่อง การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว (เกณฑ์ LTV) เป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผ่านการบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง โดยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากภาวะการเงินตึงตัว สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจระมัดระวังในการให้สินเชื่อ รวมถึงยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

    rn

          การผ่อนคลายหลักเกณฑ์เป็นการชั่วคราวมีสาระสำคัญดังนี้

    rn

          1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

    rn

          2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    7 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

          ในปัจจุบันภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและอุปทานคงค้างยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม (shock) ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถหดตัวได้รุนแรงและกลับมาฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น ดังนั้น ธปท. จึงเห็นสมควรออกประกาศ เรื่อง การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว (เกณฑ์ LTV) เป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผ่านการบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง โดยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากภาวะการเงินตึงตัว สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจระมัดระวังในการให้สินเชื่อ รวมถึงยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

          การผ่อนคลายหลักเกณฑ์เป็นการชั่วคราวมีสาระสำคัญดังนี้

          1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

          2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260410-LTV.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvOk454dGlpbzNgOJJHIj

  • “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวขาว มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จ.นราธิวาส”ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจจากผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาสมดุล กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ ดังนั้น กรมการค้าภายใน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณลานคนเดินสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวขาว (5 กก.) ถุงละ 80 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ฟักทอง กิโลกรัมละ 18 บาท มาภายในงานได้อีกด้วย

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว

    กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 8 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Zi522zybtR5CxbdYw4tB

  • ท่องเที่ยวจีนคึกคัก! ยอดเดินทางหยุดยาว “วันแรงงาน”

    ท่องเที่ยวจีนคึกคัก! ยอดเดินทางหยุดยาว “วันแรงงาน”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงคมนาคมของจีนเปิดเผยยอดผู้โดยสารเดินทางระหว่างภูมิภาคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.52 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    กระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า การเดินทางบนท้องถนนยังคงเป็นรูปแบบการขนส่งหลัก โดยมีปริมาณการเดินทาง 1.39 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การเดินทางด้วยรถไฟเพิ่มขึ้น 4.6% อยู่ที่ 106.38 ล้านครั้ง

    ส่วนการเดินทางทางน้ำลดลง 1.37% อยู่ที่ 8.49 ล้านครั้ง ขณะที่การบินพลเรือนรองรับการเดินทาง 10.54 ล้านครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ลดลง 5.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ รายงานระบุว่า บรรยากาศการเดินทางที่คึกคักในช่วงหยุดยาววันแรงงานของจีน ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางด้านการท่องเที่ยว การเยี่ยมเยียนครอบครัว และการพักผ่อนหย่อนใจที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

    (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้โดยสารที่ชานชาลาของสถานีรถไฟหนานจิงในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 5 พ.ค.69)

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/829600&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjWwX95gcGLIp-7dM7B5i