Blog

  • ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11 พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย


    7/05/2569 | 14 |

    ทส. เดินหน้าขับเคลื่อนความหลากหลายทางชีวภาพ ชู “ดอยอินทนนท์” สู่มรดกอาเซียนแห่งที่ 11   พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานชีวภาพไทย

    วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 202 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ

    การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมีมติสำคัญโดยเห็นชอบให้เสนอ “อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์” เป็น อุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park) แห่งที่ 11 ของประเทศไทย เพื่อยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยสู่การยอมรับในระดับภูมิภาค โดยโอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อเสนอให้ครบถ้วน โดยต้องแสดงจุดเด่นของระบบนิเวศตั้งแต่พื้นที่ราบถึงยอดเขา สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการเป็นพื้นที่ต้นแบบ ควบคู่กับการเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะได้รับอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ ให้พิจารณานำข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิไปประกอบการดำเนินงาน โดยเฉพาะการพัฒนา “ดอยอินทนนท์” ให้เป็น พื้นที่ต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีอาเซียน

    ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังเน้นย้ำอีกว่า การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และต้องเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio Economy) เพื่อเปิดมิติใหม่ของการพัฒนาประเทศ โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการความร่วมมือ และเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนอย่างรวดเร็ว
    นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกลไก การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit Sharing: ABS) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำทรัพยากรชีวภาพไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และคืนประโยชน์กลับสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับในส่วนของวาระอื่น ๆ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เห็นชอบมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จำนวน 31 ชนิด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจ ตลอดจนเห็นชอบสนับสนุนการพัฒนา “บางกะเจ้า” เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมไปถึงเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานในภาพรวม ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเร่งผลักดันมติที่ประชุมสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยื


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UDKtuUSdBFFTxvYonC6zH

  • ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ความมั่นคงเหตุผลใหม่แลนด์บริดจ์ ความพยายามครั้งใหม่ของภูมิใจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zwxfi1qSuduVcwzT5djQN

  • ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    ‘ส.อ.ท.’ หนุนรัฐกู้ 4 แสนล้าน แก้วิกฤติพลังงาน แนะอัดงบแบบค่อยเป็นค่อยไป

    นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจวิชาการ กล่าวว่า เอกชนสนับสนุนในหลักการกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้แก้ไขวิกฤตพลังงานและประคับประคองเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะค่อนข้างย่ำแย่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนของภาคธุรกิจ และภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ

    ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเข้าไปแก้ไขปัญหาด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นปัจจัยพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นว่า รัฐบาลควรดำเนินการในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เปรียบเสมือนน้ำตกที่ไหลลงมาทีละชั้น ไม่ควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในคราวเดียวทั้งหมด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย และไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดในระยะยาว

    “หัวใจสำคัญในเวลานี้ คือการประคับประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถอยู่รอดได้ ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน หากเอสเอ็มอีฟื้นตัว จะช่วยรักษาการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้” นายมนตรี กล่าว

    ขณะเดียวกัน ได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับวินัยทางการคลังว่า กระทรวงการคลังจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการงบประมาณและการใช้เงินกู้ให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาครัฐจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังเข้ามาดูแลเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น

    ในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ มองว่า การที่รัฐบาลแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และมีศักยภาพในการผลักดันโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง

    อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมทั้งทางราง ทางถนน และทางเรือ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ และทิศทางการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    นายมนตรี ยังได้สะท้อนภาพต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมประมาณ 12% เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 26% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก กรณีที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันบริบทเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับในอดีตที่ประเทศต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงกันในเชิงความร่วมมือมากกว่านี้ แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศเริ่มแยกตัวและแข่งขันกันมากขึ้น

    ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะทวิภาคี เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยสามารถขยายตลาดและค้าขายได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกนั้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไทยต้องอยู่ให้เป็น และบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1232743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GxWNY-FNfzvatlKR-gyq5

  • การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) หลักเกณฑ์การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว

    สรุปสาระสำคัญ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว ผ่านหน้าเว็บไซต์ ธปท. และระบบกลางทางกฎหมาย

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    rn

     

    rn

    7 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569

    rn

     

    rn

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

    rn

     

    rn

          ในปัจจุบันภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและอุปทานคงค้างยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม (shock) ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถหดตัวได้รุนแรงและกลับมาฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น ดังนั้น ธปท. จึงเห็นสมควรออกประกาศ เรื่อง การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว (เกณฑ์ LTV) เป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผ่านการบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง โดยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากภาวะการเงินตึงตัว สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจระมัดระวังในการให้สินเชื่อ รวมถึงยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

    rn

          การผ่อนคลายหลักเกณฑ์เป็นการชั่วคราวมีสาระสำคัญดังนี้

    rn

          1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

    rn

          2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ช่วงเวลาในการเปิดรับฟังความคิดเห็น

    7 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569

    วัตถุประสงค์/หลักการ/เหตุผล

          ในปัจจุบันภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและอุปทานคงค้างยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม (shock) ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถหดตัวได้รุนแรงและกลับมาฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น ดังนั้น ธปท. จึงเห็นสมควรออกประกาศ เรื่อง การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว (เกณฑ์ LTV) เป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี เพื่อช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผ่านการบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง โดยการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากภาวะการเงินตึงตัว สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจระมัดระวังในการให้สินเชื่อ รวมถึงยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

          การผ่อนคลายหลักเกณฑ์เป็นการชั่วคราวมีสาระสำคัญดังนี้

          1. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็นร้อยละ 100 สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

          2. การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/laws-and-rules/public-hearing/public-hearing-20260410-LTV.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvOk454dGlpbzNgOJJHIj

  • “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัด จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวนราธิวาสในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

    “พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวขาว มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด และสินค้าขาดแคลน มาจำหน่ายในงาน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จ.นราธิวาส”ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้สนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนลดค่าครองชีพให้กับประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจจากผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาสมดุล กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าครองชีพประชาชนผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งทั่วประเทศ ดังนั้น กรมการค้าภายใน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลช่วยเหลือและลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณลานคนเดินสนามกีฬามหาราช อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท ข้าวขาว (5 กก.) ถุงละ 80 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ฟักทอง กิโลกรัมละ 18 บาท มาภายในงานได้อีกด้วย

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวนราธิวาส มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว

    กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 8 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017386&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18Zi522zybtR5CxbdYw4tB

  • ท่องเที่ยวจีนคึกคัก! ยอดเดินทางหยุดยาว “วันแรงงาน”

    ท่องเที่ยวจีนคึกคัก! ยอดเดินทางหยุดยาว “วันแรงงาน”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงคมนาคมของจีนเปิดเผยยอดผู้โดยสารเดินทางระหว่างภูมิภาคในช่วงหยุดยาววันแรงงาน ระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 1-5 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 1.52 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    กระทรวงคมนาคมจีนระบุว่า การเดินทางบนท้องถนนยังคงเป็นรูปแบบการขนส่งหลัก โดยมีปริมาณการเดินทาง 1.39 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การเดินทางด้วยรถไฟเพิ่มขึ้น 4.6% อยู่ที่ 106.38 ล้านครั้ง

    ส่วนการเดินทางทางน้ำลดลง 1.37% อยู่ที่ 8.49 ล้านครั้ง ขณะที่การบินพลเรือนรองรับการเดินทาง 10.54 ล้านครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ลดลง 5.74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ทั้งนี้ รายงานระบุว่า บรรยากาศการเดินทางที่คึกคักในช่วงหยุดยาววันแรงงานของจีน ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางด้านการท่องเที่ยว การเยี่ยมเยียนครอบครัว และการพักผ่อนหย่อนใจที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

    (แฟ้มภาพซินหัว : ผู้โดยสารที่ชานชาลาของสถานีรถไฟหนานจิงในเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน วันที่ 5 พ.ค.69)

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/829600&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KjWwX95gcGLIp-7dM7B5i

  • รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย เผยช่วง ต.ค. 68 – พ.ค. 69 สามารถตรวจยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท

    รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย เผยช่วง ต.ค. 68 – พ.ค. 69 สามารถตรวจยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท

    รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ และสารเอโทมิเดตผิดกฎหมาย เผยช่วง ต.ค. 68 – พ.ค. 69 สามารถตรวจยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 409 ล้านบาท


    7/05/2569 | 125 |

    วันนี้ (7 พ.ค. 69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการเข้มงวดการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด  ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569) รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือสกัดกั้นเครือข่ายการลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) และสารเอโทมิเดต อย่างเป็นระบบครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สามารถตรวจยึดบุหรี่ได้ถึง 49,064,878 มวน รวมมูลค่าของกลางกว่า 225 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ 548,577 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางกว่า 71 ล้านบาท ก๊าซไนตรัสออกไซด์จำนวน 140,200 กระบอก คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท และสารเอโทมิเดต ปริมาณ 28 กิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 18 ล้านบาท 

    นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้กระทำความผิดได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการลักลอบนำเข้าเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยในส่วนของบุหรี่ไฟฟ้าใช้วิธีแยกชิ้นส่วนประกอบ เช่น ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา และสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ซุกซ่อนมากับตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ ช่วงเดือนเมษายน 2569 กรมศุลกากรได้ตรวจสอบใบขนสินค้าขาเข้า ต้นทางประเทศจีน พบสินค้าไม่ได้สำแดง เป็นบุหรี่ไฟฟ้าครบชุดสมบูรณ์ จำนวน 52,000 ชิ้น น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 100 แกลลอน มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท และได้ตรวจค้นพัสดุไปรษณีย์ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ประกอบ จำนวน 52,742 ชิ้น มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท รวมถึงสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ทำการตรวจค้นจับกุมผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางมาจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 21 เครื่อง และไส้บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 165,600 มวน มูลค่ากว่า 9 แสนบาท

    ขณะที่บุหรี่มวนผิดกฎหมายพบพฤติการณ์หันมาทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และอาศัยการจัดส่งผ่านระบบพัสดุไปรษณีย์ด่วนพิเศษมากขึ้น พบว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถอายัดพัสดุต้องสงสัยว่าเป็นบุหรี่ต่างประเทศลักลอบนำเข้าได้กว่า 4,000 หีบห่อมีต้นทางจากจังหวัดในภาคใต้ พร้อมกันนี้ ในพื้นที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ได้ตรวจยึดบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศที่มิได้ปิดอากรแสตมป์และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 14,028 คอตตอน (จำนวน 2,805,520 มวน) มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจับตาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมคือ การลักลอบนำเข้า “สารเอโทมิเดต” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถยึดได้ จำนวนกว่า 28 กิโลกรัม จากต้นทางประเทศอินเดีย พร้อมขยายผลจับกุมเครือข่ายชาวไทยที่นำสารดังกล่าวมาผสมกับน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า หรือที่รู้จักในวงการตลาดมืดว่า “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ซึ่งเป็นสารเสพติดอันตรายรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันก๊าซหัวเราะก็ถูกปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบกระป๋องขนาดย่อม ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 – เดือนเมษายน 2569 ได้ตรวจยึดก๊าซไนตรัสออกไซด์ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดก๊าซปริมาณรวม 135,936 กระบอก มูลค่าของกลางกว่า 24 ล้านบาท 

    “รัฐบาลย้ำเตือนให้ตระหนักถึงภัยอันตรายและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และก๊าซหัวเราะ ที่มีสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะสารเอโทมิเดตที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ครอบครอง หรือจำหน่ายโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุนสินค้าดังกล่าว และช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบการลักลอบนำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย สามารถแจ้งข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163770


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500719&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q5cPbv3KsJ-9upKzJju6H

  • รวบอดีตแอดมินแก๊งคอลฯ สวมรอย ‘นายอำเภอ’ หลอกโอน 187 ครั้ง ฟัน 8.6 ล้านนาน 2 ปี | เดลินิวส์

    รวบอดีตแอดมินแก๊งคอลฯ สวมรอย ‘นายอำเภอ’ หลอกโอน 187 ครั้ง ฟัน 8.6 ล้านนาน 2 ปี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 พ.ค. พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ รอง ผบช.ภ.6 , พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 , สั่งการให้ พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.สส.ภ.6 ,พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผบก.สส.ภ.6 ,พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 , พ.ต.ท.อลงกต ทับชม สว.กก.สืบสวน2 จับกุม นายนพรัตน์ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสวรรคโลก

    หลังก่อเหตุหลอกลวงผู้เสียหายรายหนึ่งใน จ.สุโขทัย โดยเริ่มจากการอ้างตัวเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด ชักชวนลงทุนทำภารกิจผ่านแอปพลิเคชันเพื่อรับผลตอบแทน ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. 67 จนถึงม.ค. 69 ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปรวมทั้งสิ้น 187 ครั้ง มูลค่าความเสียหายสูงถึง 8,605,788.86 บาท จนกระทั่งลูกชายผู้เสียหายทราบเรื่อง จึงพากันเข้าแจ้งความ

    จากการสอบสวน นายนพรัตน์ ให้การรับสารภาพอย่างหมดเปลือก ว่า เดิมทีตนเคยทำงานเป็นแอดมินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตึก 25 ชั้น ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และได้รับมอบหมายให้หลอกลวงผู้เสียหายรายนี้โดยเฉพาะ แต่ต่อมาเมื่อที่ทำงานไม่จ่ายค่าจ้างตามตกลง ตนจึงฉวยโอกาสสวมรอยนำบัญชีธนาคารส่วนตัวไปเปลี่ยนแทนบัญชีแก๊ง และเมื่อหนีกลับไทยในเดือน ม.ค. 68 ก็ได้นำโทรศัพท์เครื่องที่ใช้ก่อเหตุติดตัวมาด้วยเพื่อหลอกต่อ และเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเองคนเดียวเรื่อยมา จนกระทั่งรู้ตัวว่าผู้เสียหายเริ่มสงสัยจึงพยายามทำลายหลักฐานและล้างเครื่องโทรศัพท์ก่อนจะถูกจับกุมได้ในที่สุด

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5840774/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ruxa3you-bNoiJjjGGHHl

  • ‘มาดามเก่ง’ ร่ำไห้ยกมือไหว้ขอโทษทำ ‘บิ๊กเต่า’ เดือดร้อน ยันแค่เจรจาอยากได้เงินคืน | เดลินิวส์

    ‘มาดามเก่ง’ ร่ำไห้ยกมือไหว้ขอโทษทำ ‘บิ๊กเต่า’ เดือดร้อน ยันแค่เจรจาอยากได้เงินคืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นางสาวดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีถูกนายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายน 2569

    โดยเริ่มแถลงข่าว มาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ ว่า “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” ก่อนจะฝากบอกถึงนายโทนทองว่า ตนไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

    “มาดามเก่ง” บุก บช.ก. เปิดหมดเปลือก! แฉขบวนการหนี้มหึมา บ่ายวันนี้

    ส่วนไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนายโทนทอง มาดามเก่ง เล่าว่า ปี 65 ตนต้องการขายรถเบนท์ลีย์ 35 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อนายอรรณพ ล้วนพร ซึ่งเป็นเซียนพระ ที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง เนื่องจากอ้างว่านายโทนทองมีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะมีการดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญา อีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่านายโทนทองเป็นคนดี หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทองก็มาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

    ต่อมานายโทนทองก็นำเงินไปทำธุรกิจและอ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้อง จึงทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่า ไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่ก็พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท แต่นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดสภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

    ต่อมาในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทองรู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทนทองเป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางเป็นป๋อง สุพรรณ ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาฯ ของตน และอัยการซึ่งเป็นน้องสาว การเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา ว่า “โทน พี่งานยุ่งมากเลย พี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว

    ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เมษายน กลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่ สน.พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่ สน.พหลโยธิน มีการแจ้งความตน, บิ๊กเต่า โดยรวมทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ

    ส่วนอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้นเวิร์กฟรอมโฮม มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมายแต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนเพิ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจเพื่อให้ได้สืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าเป็นการยืมมือตำรวจ เพราะมาดามเก่งถูกฉ้อโกง ส่วนจะทำเป็นขบวนการหรือไม่ ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่งเดิมทีตั้งแต่ปี 65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมากน้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืน แต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน พร้อมทิ้งท้ายหากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”

    ด้านนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ในฐานเซียนพระ บอกว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เมษายน จึงทำให้ไม่ถูกแจ้งความ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมทีคู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและนายโทนทองเท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ อั๋น โอกิ และอื่นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5839978/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XaUd08FlvA3uapOZY8YIK

  • วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ผลการศึกษาพบว่า การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบหรือการเข้าเรียน แต่ครูส่วนใหญ่ยืนยันการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    • ผลการศึกษาในสหรัฐฯ ชี้ว่าการห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนแทบไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบ การเข้าเรียน หรือการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน
    • แม้ไม่ส่งผลด้านวิชาการ แต่มาตรการดังกล่าวช่วยลดการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนได้จริง และทำให้ครูมีความสุขในการทำงานมากขึ้น
    • บางโรงเรียนพบว่าการบังคับใช้กฎอย่างเข้มงวดในช่วงแรก ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านวินัยอื่นๆ เพิ่มขึ้นจากความไม่พอใจของนักเรียน

    ผลการศึกษาพบว่า การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนไม่มีผลกระทบต่อคะแนนสอบหรือการเข้าเรียน แต่ครูส่วนใหญ่ยืนยันการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายรัฐในอเมริกา ได้พยายามจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองและครูหวังว่าการลดการใช้โทรศัพท์จะช่วยปรับปรุงผลการสอบ ส่งเสริมสุขภาพจิต และช่วยให้นักเรียนตั้งใจเรียนในห้องเรียนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้นั้นค่อนข้างหลากหลาย

    แม้ว่าการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือจะช่วยลดการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาตในโรงเรียนลงได้ แต่ผลดีทางด้านวิชาการกลับมีน้อยมาก จากผลการศึกษาที่เผยแพร่โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบว่าห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน แทบไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนสอบ การเข้าเรียน การรับรู้เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเลย

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นหนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า ผลลัพท์จากงานวิจัยชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่า การแก้ปัญหาการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายและมีวิธีที่ได้ผลจริง แต่การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์อย่าง ‘คะแนนสอบ’ นั้นทำได้ยาก

    แม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาด้านผลการเรียนได้ แต่ครูหลายคนยืนยันว่า มาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเข้มงวดส่งผลให้มีการใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนน้อยลงจริง และทำให้ครูรู้สึกมีความสุขในการทำงานมากขึ้น

    หนึ่งในมาตรการที่ได้รับความนิยมในโรงเรียนเกือบ 5,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ คือการใช้ ‘กระเป๋าใส่โทรศัพท์มือถือแบบล็อกได้’ เพื่อลดการใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างชั่วโมงเรียน โดยนักเรียนทุกคนจะต้องล็อกอุปกรณ์ของตนไว้ในกระเป๋าทันทีที่มาถึงโรงเรียน และจะไม่สามารถนำออกมาใช้งานได้จนกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    หลายโรงเรียนยังสังเกตว่า การห้ามใช้โทรศัพท์อย่างเข้มงวด ได้ทำพฤติกรรมที่ผิดวินัยอื่นๆ มากขึ้น เนื่องมาจากความไม่พอใจกับกฎใหม่หรือการเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้นจากครู

    อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดการณ์ว่า ความไม่พอใจดังกล่าวจะค่อยๆ จางหายไป เมื่อกฎถูกบังคับใช้เป็นระยะเวลานาน 

    นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ระบุว่า วัยรุ่นที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์โทรศัพท์มากกว่าการทำกิจกรรมในโรงเรียนเรียน ก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้ามากกว่าด้วย พวกเขาจึงคาดหวังว่ามาตรการที่เข้มข้นนี้ จะช่วยให้เด็กๆ มีสมาธิในห้องเรียน ลดการพึ่งพาหน้าจอและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้น และได้ประโยชน์จากการเงยหน้ามองโลกแทนที่จะก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือทั้งวัน

    วิจัยชี้ การห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนไม่ส่งผลอะไรต่อการเรียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iHnA8BMWju0U3–O1d69M