Blog

  • TikTok Shop เผยเทรนด์เกษตรดิจิทัลโต ชี้นักช้อปอุปกรณ์เกษตรพุ่ง 111%

    TikTok Shop เผยเทรนด์เกษตรดิจิทัลโต ชี้นักช้อปอุปกรณ์เกษตรพุ่ง 111%

    ภาคเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยเกี่ยวข้องกับครัวเรือนเกษตรกรมากกว่า 7.68 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจการเกษตรของไทยจะขยายตัว 2–3% ในปี 2569 ขณะที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรมากขึ้น TikTok Shop พบสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวบนแพลตฟอร์ม โดยจำนวนนักช้อปและเกษตรกรที่ซื้ออุปกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้น 111% เมื่อเทียบกับปีก่อน* การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้บริโภคที่ซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรไทย แต่เกษตรกรและชุมชนเกษตรยังใช้แพลตฟอร์มเพื่อค้นหาความรู้ เลือกซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ ตลอดจนจำหน่ายสินค้าและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เพื่อสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว TikTok Shop จึงจัดแคมเปญตลอดเดือน “สิงหาหั่นราคา ช่วยเกษตรกร” พร้อมมอบส่วนลดมากกว่า 50% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในราคาคุ้มค่า พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น

    จากคอมมูนิตี้ความรู้ สู่ตลาดเกษตรดิจิทัลครบวงจร

    ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย ปัจจุบันเกษตรกรและชาวสวนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนความรู้และค้นหาเครื่องมือ ไปจนถึงการจำหน่ายผลผลิตและเข้าถึงตลาด สะท้อนผ่านวิดีโอสั้นภายใต้ #เกษตร มากกว่า 268,000 คลิป ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่เทคนิคการเพาะปลูก การเลือกใช้ปุ๋ย และการดูแลผลผลิต ไปจนถึงการแนะนำและสาธิตอุปกรณ์ทางการเกษตร การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ การค้นพบ และการซื้อขาย สะท้อนถึงการเปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลตลอดห่วงโซ่การเกษตร และสอดคล้องกับทิศทางของภาครัฐในการส่งเสริมเกษตรดิจิทัล เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทยอย่างทั่วถึง

    อีโคซิสเต็มเกษตรบน TikTok Shop เติบโตครบทุกด้านเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำนวนร้านค้าและครีเอเตอร์ที่สร้างยอดขายจากกลุ่มสินค้าและอุปกรณ์การเกษตรเพิ่มขึ้น 68%* และ 150%* ตามลำดับ สอดรับกับจำนวนนักช้อปสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์การเกษตรที่เพิ่มขึ้นถึง 111%* ขณะที่มีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวสร้างยอดขายแล้วกว่า 2.1 ล้านรายการ* สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรไทยใช้ TikTok Shop ตั้งแต่การซื้อขายเครื่องมือทางการเกษตร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในคอมมูนินี้ ตลอดจนเป็นช่องทางในการขายผลผลิตทางการเกษตร

    3 แนวทางเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยบนโลกดิจิทัล

    เพื่อตอบรับการเติบโตของคอมมูนิตี้เกษตรกรบนแพลตฟอร์มและความต้องการสินค้าในช่วงฤดูกาลสำคัญ TikTok Shop วาง 3 แนวทางเพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยบนโลกดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “เรียนรู้อย่างถูกต้อง – ขายอย่างมั่นใจ – เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น”

    • เรียนรู้อย่างถูกต้อง: TikTok Shop ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรจัดสัมมนาออนไลน์หัวข้อ “เคลียร์ทุกข้อสงสัย ขายสินค้าเกษตรอย่างไรให้ถูกกฎหมาย” เพื่อให้ความรู้แก่ร้านค้าและครีเอเตอร์เกี่ยวกับกฎหมายการจำหน่ายสินค้าเกษตรออนไลน์ ประเภทสินค้าและผู้ขายที่ต้องมีใบอนุญาต รวมถึงขั้นตอนการอบรมและขอรับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง โดยมีร้านค้าและครีเอเตอร์เข้ารับการอบรมหลายร้อยราย
    • ขายอย่างมั่นใจ: TikTok Shop สนับสนุนร้านค้าและครีเอเตอร์กลุ่มสินค้าเกษตรให้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “ผู้ควบคุมการขายวัตถุอันตรายทางการเกษตร” กับกรมวิชาการเกษตรหรือสถาบันที่ได้รับการรับรอง โดยผู้ที่ผ่านการอบรมและส่งประกาศนียบัตรภายในกำหนดจะได้รับคูปองส่วนลดสำหรับสนับสนุนการไลฟ์ เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและรับผิดชอบบนแพลตฟอร์ม
    • เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น: TikTok Shop จัดแคมเปญ “สิงหาหั่นราคา ช่วยเกษตรกร” ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รวบรวมอุปกรณ์ทำสวน เครื่องมือช่าง เครื่องมือไฟฟ้า ปั๊มน้ำ อุปกรณ์ประปา และสินค้าที่จำเป็นต่อการทำเกษตร พร้อมส่วนลดสูงสุดกว่า 50% เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นในราคาคุ้มค่า พร้อมเปิดโอกาสให้ร้านค้าและครีเอเตอร์เชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

    ทัพครีเอเตอร์ร่วมไลฟ์ ช่วยเกษตรกรไทยเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมเร่งการปรับตัวสู่ดิจิทัล

    ครีเอเตอร์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้นพบสินค้า สร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมการปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยในแคมเปญทุเรียนล่าสุดของ TikTok Shop มีการจัด LIVE ที่เกี่ยวข้องกับทุเรียนมากกว่า 89,000 ครั้งภายในสามเดือน ขณะที่ยอดขายทุเรียนในสัปดาห์แรกของแคมเปญสูงถึง 10.6 เท่าของยอดขายเฉลี่ยต่อสัปดาห์ก่อนเริ่มแคมเปญ

    เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว TikTok Shop ผนึกกำลังกับบุคคลที่มีชื่อเสียงและครีเอเตอร์ชั้นนำที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมในชุมชนเกษตรและพื้นที่ต่างจังหวัด นำโดย กัน จอมพลัง, ปอยฝ้าย มาลัยพร และ โกสินทร์ ราชกรม รวมถึงครีเอเตอร์สายเกษตรตัวท็อปอย่าง กัญญนันทน์ กุลสมบัติพุฒิชัย เจ้าของช่อง mamanowd, สมยศ พลายพันธุ์ เจ้าของช่อง yos888889 และ ภูก้อง บุญไชย เจ้าของช่อง phulita07 เพื่อทำให้การค้นหาและเลือกซื้ออุปกรณ์การเกษตรสนุกและน่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อผสานกับส่วนลดมากกว่า 50% ไลฟ์ของเหล่าครีเอเตอร์ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นในราคาคุ้มค่ามากขึ้น พร้อมสร้างโอกาสในการเติบโตให้แก่ผู้จำหน่ายสินค้าและอุปกรณ์การเกษตร

    เกษตรยุคใหม่สนใจพลังงานทางเลือก รับเทรนด์เกษตรยั่งยืน

    นอกจากนี้ TikTok Shop ยังพบสัญญาณความสนใจด้านพลังงานทางเลือกในกลุ่มสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นกว่า 2.8 เท่า โดยสินค้าขายดีในหมวดหมู่พลังงานทดแทนโซลาร์เซลล์ ได้แก่

    • ไฟโซลาร์เซลล์: ช่วยเพิ่มแสงสว่างในพื้นที่เพาะปลูก โรงเรือน และบริเวณรอบฟาร์ม โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และช่วยลดค่าไฟในระยะยาว
    • แผงโซลาร์เซลล์: เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารพลังงานและต้นทุน
    • ชุดปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์พร้อมแผง: ใช้สูบและกระจายน้ำสำหรับการเพาะปลูกหรือปศุสัตว์ โดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก เหมาะกับพื้นที่เกษตรห่างไกลและช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน

    สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานกำลังมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานและบริหารต้นทุนในระยะยาว โดยเพียงหนึ่งไลฟ์สามารถจำหน่ายโคมไฟโซลาร์เซลล์ได้กว่า 4,000 ชิ้น แสดงให้เห็นถึงพลังของครีเอเตอร์ในการเปลี่ยนการค้นพบสินค้าให้กลายเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นจริงแก่ร้านค้าไทย

    ช้อปสนั่น! ตั้งแต่พีทมอส 30 บาท ถึงรถไถ 54,000 บาท—เกษตรกรช้อปครบจบบนออนไลน์

    สินค้าเกษตรบน TikTok Shop ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่พีทมอสสำหรับปลูกและเพาะต้นกล้า ราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาท ไปจนถึงรถไถพรวนดินราคา 54,000 บาท ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสุดที่มีการสั่งซื้อบนแพลตฟอร์ม ความหลากหลายดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมการซื้อที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อเกษตรกรไม่ได้เลือกซื้อเพียงอุปกรณ์ชิ้นเล็กทางออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเปิดรับการลงทุนในเครื่องมือและเครื่องจักรมูลค่าสูงผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น

    TikTok Shop จะเดินหน้าขยายโอกาสทางดิจิทัลตลอดห่วงโซ่การเกษตรของไทย โดยช่วยให้เกษตรกรค้นพบและเข้าถึงเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิต ผ่านคอนเทนต์และ LIVE Commerce เกษตรกรสามารถเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ ค้นหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ และตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้จำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรและครีเอเตอร์ก็สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ อีโคซิสเต็มที่กำลังเติบโตนี้สะท้อนให้เห็นว่า Discovery Commerce สามารถช่วยเร่งการนำเทคโนโลยีมาใช้ และขยายโอกาสให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของไทยได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

    ที่มา:

    *ข้อมูลภายในของ TikTok Shop เปรียบเทียบระหว่างปี 2568–2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/115342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lv70Q-EpLYCtNG3atCmAn

  • In Focus: ประชุม G20 จบไม่สวย ทิ้งรอยร้าวรอบด้าน ไร้แถลงการณ์ร่วม : อินโฟเควสท์

    In Focus: ประชุม G20 จบไม่สวย ทิ้งรอยร้าวรอบด้าน ไร้แถลงการณ์ร่วม : อินโฟเควสท์

    การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 ปิดฉากลงแล้วในวันอังคารที่ 1 กันยายน ซึ่งสหรัฐอเมริการับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ณ The Omni Grove Park Inn รีสอร์ตอันสวยงามซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา

    การประชุม G20 แบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือการประชุมระดับรองผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 สิงหาคม ตามด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน โดย สต็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมร่วมกับ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม โดยปล่อยให้มือขวาที่เขาไว้วางใจอย่างเบสเซนต์ทำหน้าที่ดูแลการประชุมอย่างเต็มที่

    เบสเซนต์ตัดสินใจเลือกเมืองแอชวิลล์เป็นสถานที่จัดการประชุม เพื่อแสดงให้เห็นว่าคณะบริหารของทรัมป์ทำตามคำมั่นสัญญาที่จะฟื้นฟูเมืองแอชวิลล์และรัฐนอร์ทแคโรไลนาให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากเผชิญความเสียหายรุนแรงจากพายุเฮอริเคนเฮลีน (Helene) เมื่อสองปีก่อน นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางไปสู่การจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ในเดือนธันวาคมนี้ด้วย

    ประชุม G20 … เจ็บ แต่ไม่จบ!

    การที่สหรัฐฯ ได้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม G20 ครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการวางทุ่นระเบิด โดยเฉพาะกับประเทศที่สหรัฐฯ ตั้งตัวเป็นศัตรูทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร อย่าง อิหร่าน ซึ่งกำลังห้ำหั่นในสมรภูมิรบ และ จีน ซึ่งเป็นไม่เบื่อไม้เมาในสงครามการค้า

    เบสเซนต์ใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ผลักดันให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 ร่วมกันโดดเดี่ยวและตัดขาดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เขากล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมแผนเชิงรุกเพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่านให้ย่อยยับ ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน และเร่งให้โครงข่ายท่อส่งน้ำมันทางบกสามารถลดการพึ่งพาการใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสิ้นเชิงภายในเวลา 24 เดือน ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็จะทำให้อิหร่านสูญเสียหนึ่งในเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของตน

    ตลอดช่วงเวลาที่การประชุม G20 ยังดำเนินอยู่นั้น สหรัฐฯ ต้องรับศึกทั้งสองด้าน ด้านแรกคือการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองให้ดีที่สุด และอีกด้านคือการใช้กำลังทหารฟาดฟันอิหร่าน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการสร้างภาพให้ดูสมจริงเพื่อให้อิหร่านเป็น “วายร้าย” ในช่วงการประชุม G20 โดยศึกระลอกใหม่นี้ สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนด้วยการโจมตีแท่นยิงจรวด 2 แห่งของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม โดยอ้างข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการยิงจรวดที่บรรจุทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ค. ขณะที่อิหร่านตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน และล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายของ IRGC ซ้ำอีกในวันอังคาร โดยอ้างว่า IRGC พยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ

    การรุกคืบโจมตีอิหร่านครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของสหรัฐฯ เพราะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง และเป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 6 จะยืดเยื้อและลุกลาม จึงพากันกระหน่ำขายพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งการทุบขายพันธบัตรในลักษณะเช่นนี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540 นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้นักลงทุนหวาดผวาเรื่องเงินเฟ้อและเสี่ยงที่จะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ขึ้นดอกเบี้ย …และมากกว่านั้นคือ สหรัฐฯ เองที่กลับกลายเป็น “วายร้าย” ในสายตานักลงทุนทั่วโลก แทนที่จะได้เครดิตในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม G20

    ประชุมปิดฉากโดยไร้แถลงการณ์ร่วม พ่วงศึกการค้า “จีน” ที่ยังไร้ทางออก

    นอกจากอิหร่านแล้ว สหรัฐฯ ยังทิ้งทุ่นระเบิดใส่จีนด้วยการเรียกร้องให้ชาติสมาชิก G20 เร่งทบทวนเงื่อนไขทางการค้ากับจีน โดยเบสเซนต์กล่าวว่า โลกไม่ควรปล่อยให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึงมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และยังเหน็บแนมว่าจีนกำลังดิ้นรนส่งออกสินค้าเพื่อหาทางรอดให้กับเศรษฐกิจของตนเองที่กำลังย่ำแย่

    การประชุม G20 ซึ่งปิดฉากลงในวันอังคารนั้น ประเทศสมาชิกเกือบทั้งหมด ยกเว้นจีน เห็นพ้องร่วมกันว่าชาติสมาชิกกลุ่ม G20 ควรยกเลิกนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากเกินไป

    เบสเซนต์อ้างว่า จีนขัดขวางไม่ให้กลุ่ม G20 ออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุม เนื่องจากไม่พอใจที่มีการระบุถึงการเกินดุลการค้ามูลค่ามหาศาลของจีน ส่งผลให้ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกได้

    ในการแถลงข่าวหลังการประชุม เบสเซนต์เอ่ยชื่อ “จีน” โดยไม่อ้อมค้อมว่า “ประเทศที่คัดค้านการออกแถลงการร่วม ก็คือจีนซึ่งมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากที่สุดในโลก เศรษฐกิจใดก็ตามที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดและหวังทุ่มส่งออกสินค้าราคาถูกออกมาอย่างไม่สิ้นสุดนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

    หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวไม่นาน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของเบสเซนต์ตามมา โดยระบุว่า จีนได้คัดค้านอย่างเจาะจงเกี่ยวกับเนื้อหาในย่อหน้าที่เน้นเรื่องการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ, การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและบรรเทาความไม่สมดุลทางการค้าเพิ่มเติม ตลอดจนประเด็นเรื่องอำนาจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการตรวจสอบความไม่สมดุลทางการค้า และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้

    จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 ซึ่งเบสเซนต์ได้หยิบยกประเด็นนี้ให้เป็นวาระสำคัญตลอดการประชุม G20 ขณะที่ข้อมูลตารางการจัดอันดับดุลการค้ารายปีของสหรัฐฯ จากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568

    นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังแสดงท่าทีไม่พอใจที่การหารือเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับเจ้าหน้าที่ตัวแทนของจีนเป็นไปอย่างจำกัด และยังกล่าวด้วยว่า เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นคู่เจรจาหลักของเขานั้น ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในรอบรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของ G20 ทั้งที่เขาหมายมั่นไว้ว่า เรื่อง AI จะเป็นหนึ่งในหัวข้อหารือสำคัญเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางมายังสหรัฐฯ เพื่อพบปะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้

    กดดัน BOJ เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชนวนเหตุทำบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งพรวด

    ขุนคลังสหรัฐฯ ใช้เวที G20 กดดันไปทั่ววงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในเอเชีย โดยสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า เบสเซนต์ได้บอกกับ ซัตสึเกะ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น และคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกรอบการประชุม G20 อย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วที่ BOJ ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นการยกระดับการกดดันญี่ปุ่น จากเดิมที่เคยกล่าวอย่างอ้อม ๆ ว่า BOJ ควรดำเนินนโยบายการเงินให้ถูกต้อง

    ข่าวดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า BOJ อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ และได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 3% ในวันอังคาร ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนในการชำระหนี้ในญี่ปุ่นที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีหนี้ค้างชำระถึงสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

    การกดดันญี่ปุ่นครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่เบสเซนต์ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมองว่าญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ อีกทั้งเป็นคู่ค้าสำคัญและพันธมิตรของสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญา ดังนั้น เงินเยนที่อ่อนค่ามากเกินไปอาจทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกไม่มีเสถียรภาพ และท้ายที่สุดอาจจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ เองปรับตัวสูงขึ้น

    ยุโรปไม่พอใจ สหรัฐฯ เชิญ “รัสเซีย” ร่วมประชุม G20

    ในการประชุม G20 ครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการเชิญ อันตอน ซิลูอานอฟ รัฐมนตรีคลังของรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า ซึ่งทันทีที่ซิลูอานอฟปรากฎตัวในที่ประชุม บรรดาชาติยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ต่างก็แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่ารัสเซียสมควรต้องถูกกดดันและโดดเดี่ยวหลังจากใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนในปี 2565 นอกจากนี้ ชาติยุโรปยังมองว่าการต้อนรับรัฐมนตรีคลังรัสเซียเหมือนผู้เข้าร่วมการประชุมทั่วไปนั้น อาจส่งสัญญาณว่า รัสเซียกำลังได้รับการยอมรับให้กลับเข้าสู่เวทีโลกได้ตามปกติ ทั้งที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่

    ผู้แทนจากยุโรปยังแสดงออกถึงความไม่พอใจด้วยการไม่ยอมถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียมของการประชุม G20 หากซิลูอานอฟอยู่ในเฟรมด้วย โดยลาร์ส คลิงเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี กล่าวว่า บรรดาผู้แทนจากยุโรปได้แจ้งจุดยืนนี้ต่อสหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าในฐานะเจ้าภาพ …ซึ่งท้ายที่สุด ภาพหมู่ของรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 ครั้งนี้ ไม่มีรัฐมนตรีคลังรัสเซียร่วมเฟรม

    คลิงเบลกล่าวว่า ยุโรปเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซียและต้องการความร่วมมือจากสหรัฐฯ แต่การต้อนรับซิลูอานอฟในการประชุมครั้งนี้ทำให้ยุโรปต้องตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังแสดงท่าทีที่ผ่อนปรนต่อรัสเซียหรือไม่

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้แจงในภายหลังว่า รัสเซียยังคงเป็นสมาชิกกลุ่ม G20 และรัฐบาลสหรัฐฯ เล็งเห็นว่า การรักษาช่องทางการเจรจาระหว่างกันยังมีความสำคัญ แม้จะอยู่ในภาวะสงคราม พร้อมกับอธิบายว่า การที่ยูเครนไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม G20 ส่วนกรณีประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะได้เข้าร่วมการประชุมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำเชิญของประเทศเจ้าภาพในแต่ละปี

    รายงานระบุว่า นอกจากซิลูอานอฟจะได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม G20 แล้ว เขายังได้หารือนอกรอบกับเบสเซนต์ โดยทั้งสองพูดคุยกันเกี่ยวกับแผนสันติภาพยูเครนของทรัมป์ รวมถึงการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ G20

    สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์หนัก หลังจำกัดสื่อเข้าประชุม G20

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังปฏิเสธคำขอของผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักที่ต้องการเข้าทำข่าวการประชุม G20 โดยบลูมเบิร์ก, วอลล์สตรีท เจอร์นัล และนิวยอร์ก ไทมส์ รวมอยู่ในสื่อที่ไม่ได้รับอนุญาต

    โฆษกของสำนักข่าวบลูมเบิร์กกล่าวว่า การไม่อนุญาตให้สื่อเข้าทำข่าวการประชุม G20 ถือเป็นการกระทบต่อเสรีภาพสื่อและการตรวจสอบจากสาธารณชน

    ขณะที่คลิงเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี แสดงความไม่พอใจเช่นกัน โดยกล่าวว่าสื่อมวลชนมีสิทธิรายงานการประชุม G20 อย่างเปิดเผยและเสรี การกีดกันผู้สื่อข่าวหรือสำนักข่าวออกจากการประชุมถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้

    การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ปิดม่านลงอย่างไม่สวยงามและไร้เสียงปรบมือ นอกจากนี้ ยังเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและทิ้งร่องรอยความบาดหมางทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า ซึ่งประเทศเจ้าภาพอย่างสหรัฐฯ จะต้องตามแก้ไข

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/641627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D3DxYPlFuL4flcQCUybfm

  • รัฐบาลอัดฉีด 2.2 แสนล้าน ปักหมุด 10 เมกะโปรเจ็กต์ บูมใต้

    รัฐบาลอัดฉีด 2.2 แสนล้าน ปักหมุด 10 เมกะโปรเจ็กต์ บูมใต้

    รัฐบาลฉีด 2.2 แสนล้าน ปักหมุด 10 เมกะโปรเจ็กต์บูมใต้

    รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ยกคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่ครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ประเดิมเดือนกันยายน 2569 หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อยู่ในโฟกัส นั่นคือ การผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์เพื่อปลุกเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ โดยกระทรวงคมนาคม จัดเต็มนำเสนอ10 โครงการ วงเงินกว่า 224,435 ล้านบาท

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครม.สัญจร จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ รัฐบาลได้มีการนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาและสะพานเชื่อมเกาะลันตา จำนวน 2 โครงการ ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ถือเป็นการนำร่องโครงการแรกของกระทรวงคมนาคมที่ได้เริ่มดำเนินการเตรียมก่อสร้างเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคใต้ 

    สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ระยะทางรวม 2.240 กิโลเมตร วงเงิน 1,781 ล้านบาท หลังลงนามสัญญาก่อสร้างในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ร่วมกับ บริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd สัญชาติมาเลเซีย คาดว่าเอกชนจะเข้าพื้นที่ก่อสร้างตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ และก่อสร้างภายในปลายปี 2569 กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน ก่อนเปิดบริการปลายปี 2572  
     

    ทั้งนี้โครงการนี้ได้รับอนุมัติในหลักการจาก ครม. มาตั้งแต่ปี 2565 โดยมีการจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็นเงินกู้จากต่างประเทศ 1,260 ล้านบาท และงบประมาณแผ่นดินสมทบอีก 540 ล้านบาท โดยเบิกเงินตั้งงบประมาณปี 2568 ซึ่งงวดแรกจะใช้เงินลงทุนจากงบประมาณ 30% ประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนอีก70% เป็นเงินกู้จาก World Bank 

    ขณะที่โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลาและพัทลุง วงเงิน 4,600 ล้านบาท ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายในการขอเพิกถอนพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวงในแนวเส้นทางก่อสร้าง ปัจจุบันรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้รับจ้างคือ กิจการร่วมค้า CMC ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท CHEC Construction (M) Sdn Bhd และเชียงรายแลนด์ คาดว่าจะสามารถเริ่มเข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการก่อสร้างได้ในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน 2569 ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี เปิดให้บริการปี 2572 

    โครงการดังกล่าวยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการอนุรักษ์โลมาอิรวดีซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 10 ตัวสุดท้ายในทะเลสาบสงขลา โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเงินกู้ให้เปล่าจากธนาคารโลก (World Bank) จำนวน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำแผนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตลอดระยะเวลา 10 ปี ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
     

    ดันทางคู่สายใต้ 1.3 แสนล้าน  

    ด้านแหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ปัจจุบันรฟท.มีแผนผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ 4 เส้นทาง วงเงินรวม 131,751 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง ระยะทาง 110 กม. วงเงินลงทุน 27,287 ล้านบาท

    ที่ผ่านมารฟท.มีการศึกษาออกแบบรายละเอียด (Detail Design) เส้นทางดังกล่าวแล้ว ในระหว่างที่รอเตรียมเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ตามขั้นตอน รฟท.จะต้องผลักดันโครงการฯเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) พิจารณาก่อนส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาตามลำดับ โดยประเมินว่าอีไอเอจะผ่านความเห็นชอบจาก กก.วล. ก่อนเปิดประมูลก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี

    ทั้งนี้ยังมีโครงข่ายรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รฟท.เร่งผลักดัน จำนวน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท

    รายงานข่าวจากรฟท. ระบุว่า ทั้งนี้เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมครม.สัญจร ขั้นตอนต่อไปจะเตรียมจัดทำร่างเอกสารการประกาศประกวดราคา ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเปิดประมูลทั้ง 3 เส้นทาง พร้อมกันภายในต้นปี 2570 ส่วนการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2570

    หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,232 วันที่ 3 -5 กันยายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/667977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R_EuwCI7iyuGi1fciwfMI

  • สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น      ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

    สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

    เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางปี 2569 จากการเติบโตของจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ 1.9% แม้จะเป็นอัตราที่ชะลอตัว แต่ก็สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เผยแพร่รายงานเรื่อง THAILAND MONTHLY ECONOMIC MONITOR ประจำเดือน ส.ค. 2569 ระบุถึงการที่รัฐบาลปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตจีดีพีในปี 2569 เป็น 2.2-2.5% แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดคาดการณ์แต่ก็อยู่ที่อัตราเติบโต 2.3% เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

    “เหตุผลหลักที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย คือ การส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง”

    อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ถึงความเสี่ยงด้านลบต่อการส่งออกที่เพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศใช้ภาษีใหม่ แม้ว่าสถานการณ์จริงของการเก็บภาษีจะพบว่า มีการยกเว้นภาษีให้สินค้าในวงกว้าง ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยได้มาก แต่นั่นอาจเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้น

    ส่งออกไปสหรัฐกว่าครึ่งได้ยกเว้นภาษี

    ทั้งนี้ สหรัฐได้กำหนดภาษีใหม่ตามมาตรา 301 กับคู่ค้า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อแทนที่มาตรการชั่วคราวตามมาตรา 122 ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอัตราภาษีที่สูงกว่าที่ 12.5% เทียบกับ 10% สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา เนื่องจากยังไม่ได้ออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ หรือ legislation prohibiting imports of goods made with forced labor ซึ่งอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนสินค้าไทยในสหรัฐสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม การยกเว้นภาษีในวงกว้างนี้ได้ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงลงอย่างมาก โดยมีอัตราภาษีที่บังคับใช้จริงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 13.7% เป็น 14.7% และการยกเว้นภาษีก็ครอบคลุมสินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐมากกว่าครึ่งหนึ่ง รวมถึงวงจรรวม (circuits) และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์

    รายงานชี้ว่า ประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 คือ “เครือข่ายการขนส่งสินค้าผ่านแดนแบบลับ” หรือ “Shadow Transshipment Network” ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐเกี่ยวกับการส่งผ่านสินค้าจีนจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรของสหรัฐ ดังนั้น อาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น และต้องปฏิบัติตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าตามหน่วยงานของสหรัฐ

    “พบว่า การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 24% ในครึ่งแรกของปี 2569 ทำให้สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยการส่งออกเติบโต 44.3% ในเดือน มิ.ย. นับเป็นเหตุผลที่ไทยปรับเพิ่ม

    คาดการณ์การเติบโตของจีดีพีปี 2569 รวมถึงความต้องการจากต่างประเทศ การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง”

    แบงก์ชาติชี้สินค้านอกMPIสอดคล้องภาคส่งออก

    รายงานระบุถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่า ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มภาคส่วนที่มุ่งเน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศเพียงไม่กี่ภาคส่วน ขณะที่ภาคการผลิตยังคงอ่อนแอ โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ยังคงหดตัวลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือน มิ.ย.          ขณะที่ ธปท. เห็นต่างโดยประเมินว่า อุตสาหกรรมนอกเหนือจาก MPI แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่แข็งแกร่ง

    ด้าน เงินเฟ้อทั่วไป พบว่า ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.ค. ขณะที่แรงกดดันด้านราคาพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ค. ลดลงเหลือ 1.95% จาก 2.4% ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันที่มีอัตราเงินเฟ้อเป็นบวกแต่มีอัตราชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว โดยธปท.เงินเฟ้อเป้าหมายยังคงอยู่ที่ 1-3%

    “แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง แต่แรงกดดันจากราคาสินค้าพื้นฐานยังคงเพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยที่ 1.3% yoy สาเหตุมาจากราคาอาหารสำเร็จรูป ค่าเช่า และค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ ราคาไฟฟ้าลดลง 1.2% เนื่องจากการควบคุมราคา ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ยังคงแบกรับต้นทุนเงินอุดหนุนสะสมจำนวน 35.9 พันล้านบาท”

    ดังนั้น ในช่วงปลายเดือน มิ.ย. ธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% และส่งสัญญาณว่าจะติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อและการส่งผ่านต้นทุนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากแรงกดดันยังคงมาจากด้านอุปทาน และความคาดหวังเงินเฟ้อระยะกลางยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    ทุนเอไอหนุนเศรษฐกิจไทย

    นอกจากภาคส่งออกแล้ว โมเมนตัมที่กระตุ้นเศรษฐกิจไทยคือ การยื่นขออนุมัติการลงทุนพบว่า  ปี 2569 ในครึ่งแรก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)รายงานว่า โครงการ 1,300 โครงการได้รับการอนุมัติเพื่อส่งเสริมการลงทุน มีมูลค่ารวม 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง โครงการที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเน้นย้ำถึงการบูรณาการอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านดิจิทัลและพลังงานเข้มข้น

    รายงานระบุถึง ด้านนโยบายการคลัง แม้ว่าการขาดดุลการคลังของรัฐบาลขยายตัวในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เป็น 4.4% ของจีดีพี สูงกว่า 3.9% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่การใช้จ่ายระยะสั้นและระยะยาวมีทิศทางเร่งตัวขึ้น 

    เนืื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ยืนยันข้อกำหนดการกู้ยืมหลัก (มาตรา 172) ของพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ให้ยืนยันการจัดสรรงบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และยังคงมีผลบังคับใช้สองงวด ได้แก่ 200,000 ล้านบาท ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” และ 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นการวางรากฐานทางกฎหมายที่มั่นคงสำหรับ

    สแกนสุขภาพเศรษฐกิจไทย ‘เวิลด์แบงก์’ ชี้ฟื้นตัวระยะสั้น      ผลสหรัฐเว้นภาษีหนุนภาคส่งออก-ทุนเอไอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nmw-XETs3kzdeVc99NaSF

  • ททท. ชู “เสน่ห์สงขลา” รับ ครม.สัญจร ดันฮับเฟสติวัลปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    ททท. ชู “เสน่ห์สงขลา” รับ ครม.สัญจร ดันฮับเฟสติวัลปลุกเศรษฐกิจท่องเที่ยวภาคใต้

    ททท. โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวรับ ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ชูแนวคิด “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” ดันสู่ Festival Hub พร้อมโชว์ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภาคใต้ตอนล่าง

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในงานประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำทีมเปิดบูธนิทรรศการโชว์ศักยภาพการท่องเที่ยวต้อนรับคณะรัฐมนตรี 

    ททท. ชูความหลากหลาย ดัน “เสน่ห์สงขลา” สู่สายตานักท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “เวที ครม.สัญจร จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ ททท. จะได้นำเสนอและประชาสัมพันธ์ “เสน่ห์สงขลา” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เราต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของสงขลาในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย ทั้งเสน่ห์ด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต และแหล่งท่องเที่ยวที่มีเรื่องราวเล่าขาน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวลงพื้นที่จริง อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้สู่ชุมชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    สำหรับการจัดบูธนิทรรศการในครั้งนี้ ททท. นำเสนอภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” เน้นให้ผู้เข้าร่วมงานได้ “สัมผัสจริง – เรียนรู้จริง – เก็บความประทับใจกลับไป” โดยดึงเอาซอฟต์พาวเวอร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาโชว์อย่างครบครัน เริ่มตั้งแต่การเชิญชวนลิ้มลอง “กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อย” เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโปรโมตสงขลาสู่การเป็น “Festival Hub” ที่เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์อย่างงาน Ultraman Hero Run 2026 ในวันที่ 26 กันยายนนี้

    ชูซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น ก้าวสู่ “Festival Hub”

    สำหรับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ททท. นำเสนอภายใต้แนวคิด “เสน่ห์ไทย เสน่ห์สงขลา” โดยเน้นประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ “สัมผัสจริง เรียนรู้จริง และเก็บความประทับใจกลับไป” ผ่านการนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่โดดเด่น ได้แก่:

    • เสน่ห์ด้านรสชาติ ชวนลิ้มลอง “กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อย” สะท้อนศักยภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชนที่กำลังเติบโต

    • เสน่ห์ทางวัฒนธรรม นำเสนอ “Sound of Healing” มนต์เสน่ห์เสียงร้องของ “นกเขาชวา” ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตลักษณ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวสงขลา

    • Photo Booth เสน่ห์สงขลา พื้นที่รวบรวมภาพจำและจุดเด่นของจังหวัดให้ผู้ร่วมงานถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมกรอบภาพ “ครม.สัญจร สงขลา 2569”

    นอกจากนี้ ททท. ยังเดินหน้าโปรโมตจังหวัดสงขลาสู่การเป็น “Festival Hub” ระดับภูมิภาค โดยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดบิ๊กอีเวนต์อย่างงาน “Ultraman Hero Run 2026” ในวันที่ 26 กันยายน 2569 เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาและครอบครัว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2956919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mLEnMcx53SIiA09ZGNIP7

  • กองทุนน้ำมัน เคาะอัตราใหม่ชดเชยดีเซล 5 บาท/ลิตร มีผล 2 ก.ย.69

    กองทุนน้ำมัน เคาะอัตราใหม่ชดเชยดีเซล 5 บาท/ลิตร มีผล 2 ก.ย.69

    02 กันยายน 2569, 13:47น.

                 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกประกาศฉบับที่ 141 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

                ในประกาศระบุว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้กำหนดกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้สามารถบริหารกองทุนได้อย่างต่อเนื่องและรักษาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงกรณีราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับราคาที่เหมาะสมมากกว่า 30 บาทต่อลิตร รวมถึงการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนต้องเป็นมาตรการระยะสั้น สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม

                อัตราใหม่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาได้รับเงินชดเชยจากกองทุน 5.00 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ได้รับเงินชดเชย 9.43 บาทต่อลิตร  น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาพรีเมียม กำหนดให้ส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1.50 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ได้รับความเห็นชอบลักษณะและคุณภาพเรื่องไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันจากกรมธุรกิจพลังงานให้มีสัดส่วนผสมต่ำกว่าเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด ส่งเงินเข้ากองทุน 1.00 บาทต่อลิตร 

                น้ำมันดีเซลหมุนช้ากำหนดส่งเงินเข้ากองทุน 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตาส่งเงินเข้ากองทุน 0.06 บาทต่อลิตร

                ด้านกลุ่มเบนซิน กำหนดอัตราส่งเงินเข้ากองทุน 6.14 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ได้รับเงินชดเชยจากกองทุน 0.98 บาทต่อลิตร เท่ากัน แก๊สโซฮอล์ E20 ได้รับเงินชดเชย 4.62 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E85 ได้รับเงินชดเชย 2.77 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันก๊าดส่งเงินเข้ากองทุน 0.10 บาทต่อลิตร   มีผลตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

    #ชดเชยราคาน้ำมัน

    #กองทุนน้ำมัน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164140&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3flLdtwh2G8s901cccXslx

  • เอเชียจะซ้ำรอย ‘วิกฤติปี 40’ หรือไม่ HSBC เตือน 3 สัญญาณคล้ายก่อนต้มยำกุ้ง

    เอเชียจะซ้ำรอย ‘วิกฤติปี 40’ หรือไม่ HSBC เตือน 3 สัญญาณคล้ายก่อนต้มยำกุ้ง

    วิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งในปี 2569 หรือไม่? หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ HSBC มองเห็น 3 สัญญาณเสี่ยงคล้ายช่วงก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ‘บอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเยนอ่อนค่า-กระแสเทคโนโลยีบูม’

    • HSBC ชี้ 3 สัญญาณที่คล้ายกับช่วงก่อนวิกฤติปี 2540 คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูง, เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่ารุนแรง และกระแสความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี (AI boom)
    • อย่างไรก็ตาม สถานะทางเศรษฐกิจของเอเชียเปลี่ยนไป โดยปัจจุบันเป็น “ผู้ส่งออกเงินทุน” ต่างจากในอดีตที่เป็น “ผู้นำเข้าเงินทุน” ทำให้มีความเปราะบางทางการเงินน้อยลง
    • ความเสี่ยงสำคัญของเอเชียในปัจจุบันไม่ใช่ด้านการเงิน แต่เป็น “ความเปราะบางด้านอุปสงค์” ที่พึ่งพาการส่งออกสินค้ากลุ่ม AI ไปยังสหรัฐเป็นหลัก

    “วิกฤตการณ์การเงินเอเชีย” ปี 2540 ฉุดให้หลายประเทศทั่วภูมิภาคเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังค่าเงินทรุดตัวลงอย่างหนัก เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง และสถาบันการเงินหลายแห่งล้มละลาย จนนำไปสู่ความปั่นป่วนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินทั่วทั้งโลก

    ขณะนี้ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ในมุมมองของ “เฟรเดอริก นอยมันน์” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร HSBC สภาพแวดล้อมทางการเงินของเอเชียกำลังมี “ความคล้ายคลึง” หลายอย่างเมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤติดังกล่าว

    นอยมันน์ ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน ซึ่งคล้ายคลึงกับช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติ ปี 40 ว่าได้แก่

    1. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้น
    2. เงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่า
    3. กระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี

    เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ครอบงำสภาพแวดล้อมทางการเงินในช่วงก่อนเกิดวิกฤติครั้งนั้น

    บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่งสูง

    สถานการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐในระดับสูง เป็นหนึ่งในความคล้ายคลึงสำคัญกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงของตลาด เพิ่มขึ้นจาก 5% ในเดือนต.ค.2536 ไปอยู่ที่ประมาณ 8% ในเดือนพ.ย.2537 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดแตกตื่นเพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในยุค อลัน กรีนสแปน กำลังเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ

    แต่ผ่านมาหลายปีกระทั่งในเดือนเม.ย.2540 บอนด์ยีลด์ 10 ปี ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 7% ซึ่งสูงกว่าระดับเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าราว 200 จุดเปอร์เซ็นต์

    ปัจจุบัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุด 0.5% ในเดือนส.ค.2563 ไปอยู่ที่ประมาณ 4.79% เมื่อวันอังคาร 

    “จริงอยู่ที่การปรับขึ้นดังกล่าวใช้เวลาถึง 6 ปี แต่เฉพาะปี 2569 นี้เพียงปีเดียว อัตราผลตอบแทนก็พุ่งขึ้นประมาณ 80 จุดเปอร์เซ็นต์แล้ว จากระดับ 3.9% ในเดือนก.พ.” นอยมันน์ กล่าว

    เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงการคลังสหรัฐประกาศว่าจะมุ่งซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-30 ปี โดยกระทรวงการคลังจะเพิ่มวงเงินสูงสุดในการซื้อคืน “อย่างน้อยสองเท่า” จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์

    ค่าเงินเยนร่วงแรง

    ความคล้ายคลึงประการที่ 2 คือ ความเคลื่อนไหวของ “ค่าเงินเยนญี่ปุ่น” ในช่วงที่ผ่านมา

    ในเดือนเม.ย.2538 เงินเยนยังอยู่ในระดับแข็งค่าที่ประมาณ 80 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่ามากที่สุดในรอบหลายปี ก่อนที่จะอ่อนค่าลงอย่างหนักหลังจากนั้น จนลงไปแตะ 130 เยนต่อดอลลาร์ ภายในเดือนเม.ย.2540 หรืออ่อนค่าลงประมาณ 55%

    ปัจจุบัน เงินเยนอ่อนค่าลงไปแล้วราว 57% จากระดับประมาณ 103 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนม.ค.2564 ไปแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์ในเดือนก.ค. ก่อนที่เซอร์ไพรส์การเข้าแทรกแซงตลาดร่วมกันระหว่างสหรัฐ และญี่ปุ่น จะช่วยให้เงินเยนแข็งค่ากลับมาอยู่ที่ระดับปัจจุบันประมาณ 160 เยนต่อดอลลาร์ และตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเข้าแทรกแซงอีกครั้ง

    กระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี

    ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 ตลาดถูกครอบงำด้วยกระแสความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี จากการถือกำเนิดของอินเทอร์เน็ต ขณะที่ปัจจุบัน นอยมันน์ ระบุว่ากระแส “AI boom” กำลังสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะคล้ายกัน

    รายงานของ HSBC ไม่ได้ให้รายละเอียดในส่วนนี้เพิ่มเติม แต่หากย้อนไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990 การเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเทอร์เน็ตได้จุดกระแสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี และสร้างความคาดหวังว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยยกระดับผลิตภาพและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะเร่งตัวขึ้นจนกลายเป็นยุค “ดอตคอมบูม” ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 และนำไปสู่การแตกของฟองสบู่ดอตคอมในเวลาต่อมา

    จากความเสี่ยงการเงิน สู่ความเสี่ยงด้านอุปสงค์

    อย่างไรก็ตาม นอยมันน์ มองว่าหากเทียบกันจริงๆ ระหว่างปี 2540 กับปี 2569 สภาพการณ์ต่างๆ มีความ “แตกต่างกัน” มากกว่าความคล้ายคลึงกัน

    ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่เป็น “ผู้นำเข้าเงินทุน” (capital importers) โดยรับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ และมี “เงินออม” ไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้จ่ายของตนเอง

    “ต้นทุนการระดมทุนในสกุลดอลลาร์ที่เพิ่มสูงขึ้น และเงินเยนที่ผันผวนจนสร้างความกังวลแก่นักลงทุน จึงเป็นตัวเร่งสำคัญที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาค” นอยมันน์ กล่าว

    แต่ปัจจุบัน เศรษฐกิจเอเชียเป็นผู้ส่งออกเงินทุน (capital exporters) “ดังนั้นต้นทุนการระดมทุนในสหรัฐที่สูงขึ้น และเงินเยนที่อ่อนค่า จึงไม่ใช่จุดเปราะบางสำคัญเหมือนในอดีต”

    อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเอเชียจะไม่ได้รับผลกระทบ ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับเอเชียในเวลานี้คือ การพึ่งพากระแสการเติบโตของฮาร์ดแวร์ AI ในสหรัฐ ซึ่งกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาค

    การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI คือ หัวใจหลักที่ช่วยพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสิงคโปร์

    “แทนที่จะเผชิญกับความเปราะบางทางการเงินเหมือนในทศวรรษ 1990 ปัจจุบันเอเชียกำลังเผชิญกับ ‘ความเปราะบางด้านอุปสงค์’ (demand vulnerability) แทน” นอยมันน์ กล่าว

    หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ HSBC เตือนว่า หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และต้นทุนการระดมทุนที่เพิ่มสูงขึ้น กดดันกระแสการลงทุนในฮาร์ดแวร์ AI หรือหากความเคลื่อนไหวของเงินเยนสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการระดมทุนทั่วโลก อุปสงค์ต่อสินค้าจากเอเชียอาจทรุดตัวลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาจสูญเสียแรงส่งสำคัญไป

    ที่มา: CNBC

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38fEKUssnegTclA9h7ZoOS

  • นายกฯไทย-สิงคโปร์จับมือยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง-อาเซียน

    นายกฯไทย-สิงคโปร์จับมือยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง-อาเซียน

    นายกฯไทย-สิงคโปร์จับมือยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ-พลังงาน-ความมั่นคง-อาเซียน

    วันนี้, 20:19น.

               นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ แถลงข่าวร่วมระหว่างสองประเทศ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Thailand-Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

               โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และคณะ พร้อมระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งแรกในรอบ 11 ปี และมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน

               ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อ Joint Statement on the Thailand-Singapore Forward-Looking Strategic Partnership ซึ่งจะเป็นแนวทางกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต และสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ ยังยินดีต่อการลงนาม บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาสังคม และเห็นพ้องที่จะจัดทำความตกลงเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ครอบคลุมด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

               โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือ ภายใต้ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

               1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน-อาหาร เดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุน ASEAN Power Grid รวมถึงความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมเป็นแหล่งอาหารที่เชื่อถือได้ของสิงคโปร์ โดยจะต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี และขยายไปสู่สินค้าอาหารอื่นๆ

               2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย

               3. กลาโหมและความมั่นคง เสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ภาคธนาคาร และบริษัทเทคโนโลยี

              4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไทยพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย รวมทั้งร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของภูมิภาคและโลก

             สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยืนยันบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสนับสนุนให้เมียนมามีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง พร้อมทั้งได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ทราบถึงแนวทางของไทยในการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับเมียนมาอย่างเหมาะสม โดยไทยจะมีบทบาทช่วยเป็นสะพานเชื่อม ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา (calibrated re-engagement) เพื่อสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสิงคโปร์และเมียนมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อไป

              ในส่วนของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นายอนุทิน ยืนยันว่าไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า เพื่อผลักดันผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าในอนาคตอันใกล้ พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ สำหรับการหารือที่มีสาระสำคัญ และแสดงความมุ่งหวังที่จะเดินทางเยือนสิงคโปร์อีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งต่อไป

               ทางด้าน นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า การประชุม Leaders’ Retreat ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์กับไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมระบุว่า ทั้งสองประเทศได้กำหนดวาระความร่วมมือที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

    #ไทยสิงคโปร์

    #นายกสิงคโปร์เยือนไทย

      Cr:เพจรัฐบาลไทย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03qJTv7PRRGNRnaDa402Xi

  • กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีเป็น 2.1-2.5% หลังคาดส่งออกโต 12-16%

    กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีเป็น 2.1-2.5% หลังคาดส่งออกโต 12-16%

    กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีเป็น 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% หลังคาดส่งออกโต 12-16% หนุนสูงจากเดิมคาดโต 8-10% หวังดาต้าเซ็นเตอร์ขับเคลื่อนธุรกิจ

    2 ก.ย. 2569 – นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยว่าที่ประชุมได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2569 อยู่ที่ 2.1-2.5% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.6-2.0% จากเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้

    ทั้งนี้ เนื่องจากแรงส่งของการส่งออกขยายตัวสูงกว่าคาด โดยเติบโตเฉลี่ยราว 14% ที่ประชุมจึงปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ขณะที่แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจนที่เติบโต 10% สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้น้อยลง จากการพึ่งพาการนำเข้าที่สูง

    ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต อีกทั้งจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ ตัวอย่างเช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งทุกการลงทุน 100 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท

    นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจให้เกิดเชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ ขยายการลงทุนอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่การผลิตอัจฉริยะ (smart manufacturing)

    ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น ที่ประชุมจึงแต่งตั้งคณะทำงานดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1062337/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uyG981nzhDSuaT1EbX2Nw

  • พัทยาคึกคัก! “ทหารสหรัฐฯ” ชุดแรกเดินทางถึงแล้ว นายอำเภอบางละมุง-นายกเมืองพัทยาร่วมต้อนรับ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พัทยาคึกคัก! “ทหารสหรัฐฯ” ชุดแรกเดินทางถึงแล้ว นายอำเภอบางละมุง-นายกเมืองพัทยาร่วมต้อนรับ คาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว | TOPNEWS

    โดยมี นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมมอบ “พวงมาลัยผ้าพันคอลายไทย” เป็นของที่ระลึกจากเมืองพัทยาแก่กำลังพลที่เดินทางมาถึง สร้างสีสันและบรรยากาศการต้อนรับแบบไทย ก่อนที่กำลังพลจะแยกย้ายไปยังที่พักและสถานที่ต่าง ๆ เพื่อพักผ่อนและท่องเที่ยวในพื้นที่

    สำหรับโรงแรมฮาร์ดร็อค พัทยา ถูกใช้เป็นหนึ่งในจุดรับ–ส่งกำลังพลจากท่าเรือเข้าสู่พื้นที่พัทยากลาง ก่อนกระจายตัวไปยังโรงแรม เกสต์เฮาส์ และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ โดยไม่ได้หมายความว่ากำลังพลที่เดินทางมายังจุดดังกล่าวทั้งหมดจะเข้าพักภายในโรงแรมแห่งนี้

    ขณะเดียวกัน มีการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับกำลังพล โดยเฉพาะบริการด้านการเงิน ซึ่งหลังลงจากรถบัสพบว่ากำลังพลบางส่วนเข้าใช้บริการตู้เอทีเอ็ม ก่อนทยอยออกไปพักผ่อน จับจ่ายใช้สอย และท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองพัทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1680353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17yPymoqhnGGWXsJ0RWBZ8