Blog

  • “ประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์” คว้า มอก.S ยกระดับมาตรฐานงานติดฟิล์มรถยนต์

    “ประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์” คว้า มอก.S ยกระดับมาตรฐานงานติดฟิล์มรถยนต์

    (นครราชสีมา – 6 พฤษภาคม 2569) – ร้านประเสริฐแอร์แอนด์ซาวด์ ศูนย์บริการติดตั้งฟิล์มกรองแสงและเครื่องเสียงรถยนต์ครบวงจรชั้นนำของจังหวัดนครราชสีมา ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bangkok-today.com/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2590%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2594/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw338YNFBwwGtSY7BaptTVn5

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rEiXX8bQUMbC6HKhbxQ7f

  • วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วุฒิสภาหนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

    กมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา ยกคณะล่องใต้ หนุนยกระดับ 3 จังหวัดอันดามัน “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับอาเซียน

    พังงา – 7 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นำโดยนายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน ลงพื้นที่จังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคมนาคมขนส่งในระดับภูมิภาคอาเซียน

    นายชวภณ กล่าวว่าจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวคุณภาพ หากโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ “สองจังหวัดนี้คือประตูสำคัญของไทยสู่อาเซียนด้านอันดามัน หากเราลงทุนอย่างถูกทิศทาง จะเกิดผลทวีคูณต่อทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่”

    ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญสกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวบรรยายสรุปทิศทางการพัฒนาจังหวัดในภาพรวม โดยเน้นย้ำว่าพังงามุ่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังวางตำแหน่งจังหวัดให้เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และดิจิทัลของฝั่งอันดามัน ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทั้ง Wellness Tourism การท่องเที่ยวชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและวิถีชีวิตท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมทางบก ทางเรือ และทางอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมวางแนวทางจัดการขยะและมลพิษ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

    นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามสถานการณ์โลกที่มีผลกระทบต่อไทยและอาเซียน เสนอให้ยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันให้ทัดเทียมระดับโลก โดยยกตัวอย่างการท่องเที่ยวด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยอร์ชที่เกาะไหหลำของจีน ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้นำโมเดลการท่องเที่ยวแบบล่องเรือชมอ่าวของฮาลองเบย์ เวียดนาม มาประยุกต์ใช้กับทะเลอันดามันที่มีความงดงามไม่แพ้กัน

    “เราต้องกล้าคิดใหม่ว่าการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมคืออะไร และออกแบบประสบการณ์ที่คู่แข่งในภูมิภาคยังทำไม่ได้ ขอเสนอให้จัดกระบี่ พังงา และภูเก็ตอยู่ในคลัสเตอร์การท่องเที่ยวเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและส่งเสริมการตลาดร่วมกันอย่างมีเอกภาพ แทนที่จะพัฒนาแบบแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา” นายชิบกล่าว

    นายชิบ กล่าวว่า ข้อมูลและข้อสังเกตทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกรวบรวมสังเคราะห์เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อวุฒิสภาและรัฐบาล เป้าหมายของเราชัดเจนคือให้กลุ่มจังหวัดอันดามันก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียนอย่างมีรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การพัฒนาระยะสั้นเพื่อตัวเลข แต่ต้องเป็นการเติบโตที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

    รองศาสตราจารย์แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการการต่างประเทศ ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ว่า หากอันดามันมุ่งเน้นการท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจ การศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานท้องถิ่นได้จริงหรือไม่ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ถูกมองข้ามคือประเทศไทยผลิตบัณฑิตแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่คำนึงถึงบริบทและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างอันดามันไม่มีทักษะที่ภาคเอกชนต้องการจริง พร้อมตั้งคำถามว่าภาครัฐผลิตบริการและบุคลากรป้อนตลาด แต่ตลาดต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้งานได้จริงเพียงใด

    ด้านนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการการต่างประเทศ หยิบยกประเด็นปัญหาขยะในพื้นที่ท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามว่าประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติอย่างไรต่อมาตรการจัดการขยะของภาครัฐ และมีการต่อต้านจากชุมชนหรือไม่ นอกจากนี้ยังหยิบยกปัญหากลิ่นกัญชาในพื้นที่ท่องเที่ยวของภูเก็ตที่กำลังส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบุว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มบนหลีกเลี่ยงภูเก็ต และตั้งคำถามว่าพังงามีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่

    ทั้งนี้ในเวทีอภิปรายยังมีการหยิบยกประเด็นน่าเป็นห่วงว่าไทยกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีการอ้างถึงเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระบุว่ามาไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และกลับมาวันนี้ก็ยังพบบริการและประสบการณ์แบบเดิม ไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงใดให้เห็น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมาอาจยังไม่เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และรัฐจำเป็นต้องทบทวนการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/475257&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30K_INpTcaD9ocUWeWs4vK

  • สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสเกาะพยาม สวรรค์เมืองไทย ที่เที่ยวระนองแนวอนุรักษ์ที่คุณต้องลอง

    สัมผัสความเงียบสงบที่หาได้ยากที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง เกาะที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมมีธรรมชาติอันสมบูรณ์ ใครชอบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สโลว์ไลฟ์ต้องมา!

    สโลว์ไลฟ์บนเกาะพยาม หลีกหนีความวุ่นวาย

    หากคุณกำลังมองหาสถานที่พักผ่อนที่แท้จริง บรรยากาศเงียบสงบ ไร้เสียงเครื่องยนต์รบกวน “เกาะพยาม” จังหวัดระนอง คือคำตอบที่คุณตามหา เกาะขนาดกะทัดรัดแห่งนี้ตั้งอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดคือ “ความเรียบง่าย” ที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น บนเกาะไม่มีรถยนต์ รถโดยสารหลักคือมอเตอร์ไซค์รับจ้างและจักรยาน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเงียบสงบและปลอดภัย เหมาะสำหรับการเดินเล่น พักผ่อน หรือปั่นจักรยานสำรวจวิถีชีวิตชาวเกาะที่เรียบง่ายและเป็นกันเอง การมาเยือนเกาะพยามจึงไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือการพาตัวเองกลับไปสัมผัสธรรมชาติและความสงบอย่างแท้จริง

    วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้านเกาะพยามที่ผูกพันกับทะเลและธรรมชาติ เป็นภาพความงามที่น่าหลงใหลในทุกช่วงเวลา

    ธรรมชาติที่สมบูรณ์ สวนกาหยูและป่าชายเลน

    เกาะพยามไม่ได้มีดีแค่ชายหาดขาวและน้ำทะเลใส แต่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และน่าสนใจ “สวนกาหยู” หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ คือพืชเศรษฐกิจหลักของเกาะ คุณจะเห็นต้นกาหยูขึ้นอยู่ทั่วเกาะ โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายนที่จะออกดอกสะพรั่ง นอกจากนี้ เกาะพยามยังมีพื้นที่ป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์บริเวณอ่าวเขาควาย ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและนกนานาชนิด การนั่งเรือหางยาวชมป่าชายเลนหรือพายคายัคสำรวจเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนรักธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ทำให้เกาะพยามเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศที่สำคัญ

    กิจกรรมอนุรักษ์ ปั่นจักรยานรอบเกาะและเก็บขยะชายหาด

    การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการมาเยือนเกาะพยาม กิจกรรมยอดนิยมคือการเช่าจักรยานปั่นรอบเกาะ เส้นทางปั่นจักรยานจะพาคุณผ่านสวนกาหยู หมู่บ้านชาวเกาะ และชายหาดต่างๆ ทำให้คุณได้สัมผัสวิถีชีวิตและธรรมชาติอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวหลายคนยังเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะชายหาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเกาะ การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การปฏิบัติตามกฎกติกาของชุมชน เช่น การลดใช้พลาสติก ก็เป็นสิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวควรพิจารณา

    ภาพมุมสูงแสดงความงดงามของเกาะพยามที่มีรูปร่างโดดเด่นท่ามกลางธรรมชาติสมบูรณ์และน้ำทะเลสีฟ้าคราม สวรรค์แห่งระนองที่น่าค้นหา

    พักผ่อนแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โฮมสเตย์และรีสอร์ทสีเขียว

    ที่พักบนเกาะพยามมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่โฮมสเตย์ของชาวบ้านไปจนถึงรีสอร์ทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่เน้นความเรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยใช้พืชพรรณท้องถิ่นและวัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง หลายแห่งมีการจัดการขยะและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกพักในที่พักที่ยั่งยืนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น การได้พักผ่อนในบรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเติมพลังได้อย่างเต็มที่

    ความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยว เที่ยวอย่างไรให้ยั่งยืน

    การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเริ่มต้นที่ตัวเรา การมาเยือนเกาะพยามควรเป็นการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ นักท่องเที่ยวควรลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง พกขยะกลับขึ้นฝั่ง ประหยัดน้ำและไฟ และเคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวเกาะ การปฏิบัติตามกฎกติกาและคำแนะนำของชุมชนช่วยให้เกาะพยามยังคงความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ต่อไป การเป็นนักท่องเที่ยวที่รับผิดชอบช่วยรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

    สรุป 6 วิธีเที่ยวเกาะพยามอย่างยั่งยืน ฉบับเข้าใจง่ายในภาพเดียว! มาร่วมกันดูแลธรรมชาติ งดพลาสติก และอุดหนุนชุมชน เพื่อรักษาสวรรค์แห่งระนองให้งดงาม

    บทสรุป

    เกาะพยามไม่ได้เป็นแค่ที่เที่ยว แต่คือประสบการณ์การเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ การมาเยือนเกาะนี้ช่วยให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวที่ให้มากกว่าความสนุกสนาน เกาะพยามคือสถานที่ที่คุณไม่ควรพลาด สัมผัสความเงียบสงบ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และธรรมชาติอันสมบูรณ์ และเรียนรู้วิธีการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/travel/thailand/274624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ab2SHhRqFh4SZl4tmN2f

  • ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    ธ.ก.ส. ดึง ‘เต้ย พงศกร’ ลุย Vlog ท่องเที่ยววิถีเกษตรสุดฟิน ‘หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร’

    วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าสานต่อความสำเร็จของรายการน้ำดีที่อยู่คู่คนไทย เตรียมส่งรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ซีซั่นใหม่ลงจอ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัวพระเอกหนุ่มหน้าคม ” เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ” รับหน้าที่พิธีกรแบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก เตรียมพาแฟนๆ แบกเป้ตะลุยเที่ยวเมืองไทยในรูปแบบ Vlog ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

    สำหรับรายการ ” หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร”  ในซีซั่นล่าสุดนี้  ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัย  และเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น  โดยนำเสนอเรื่องราวผ่านรูปแบบ Vlog  ท่องเที่ยว(Travel Vlog) สุดชิล ที่หนุ่มเต้ยจะอาสาพาคุณผู้ชมเดินทางไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ของจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย

    นอกจากจะได้ท่องเที่ยวอย่างเต็มอิ่มแล้ว ธ.ก.ส. ยังมีผลิตภัณฑ์ดีๆ มาแนะนำเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชนผ่านการแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่รับรองว่าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และผ่านการคัดเลือกอย่างดีจาก ธ.ก.ส. ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคประเดิมความสนุกเทปแรก ลุยเมืองปราสาทหิน “บุรีรัมย์” จ.บุรีรัมย์ หนุ่มเต้ยพาแบกเป้ไปลุยสัมผัสเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนและลงมือทำกิจกรรมสนุกๆ สไตล์เกษตรกร แต่งานนี้ไม่ได้ไปคนเดียว ยังควงแขกรับเชิญสายฮา  “ปอ อรรณพ” มาร่วมสร้างสีสันเรียกเสียงหัวเราะตลอดทริป โดยเคมีของทั้งคู่ทำให้การท่องเที่ยววิถีเกษตรครั้งนี้สนุกสนาน มันส์ ฮา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เต็มอิ่มกับผลิตภัณฑ์เด็ดของบุรีรัมย์ “โจ๊กภูเขาไฟ” หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มีที่นี่..ที่เดียว

    “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” ทริปนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสนุกสนานของการเดินทาง และความงดงามของวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและอยากเห็นบทบาทใหม่ของหนุ่ม  เต้ย พงศกร ห้ามพลาด!  เตรียมเก็บกระเป๋าและออกเดินทางไปพร้อมกันในรายการ “หอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร” พบกันอีพีแรกวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.20 – 20.45 น. ทางช่อง  9  MCOT HD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/963036&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25l1k11be7QgY-wa2T-6G4

  • กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ (ที่ 3 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการชั้นนำในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว เข้าร่วมงานสัมมนา “Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026 – Trends, Tech & Sustainability” ซึ่งจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “เจาะลึกอินไซต์ ปลดล็อกเทคโนโลยี สู่มิติใหม่ของธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืน” เพื่อถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และประเด็นความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ คอนเซียร์จพลัส (KONCIERGE+) แพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมแบบครบวงจรที่พัฒนาโดยธนาคารกสิกรไทย ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เมื่อเร็วๆ นี้

    กสิกรไทยจัดงานสัมมนาถอดรหัสทิศทางอุตสาหกรรมโรงแรมไทยในปี 2569

    บุคคลในภาพจากซ้ายไปขวา:

    1. นางสาววาริธร ศิริสัตยะวงศ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
    2. นายศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า โฮเทลแอนด์รีสอร์ท จำกัด
    3. ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
    4. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    5. นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมไทย และรองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มโรงแรมเครือสุโกศล
    6. นางสาวประชุม ตันติประเสริฐสุข รองประธานฝ่ายปฏิบัติการประจำภาคกลางและภาคใต้ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือดุสิต และนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) – TICA
    7. นางสาวอลิสรา ศิวยาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ
    8. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย วาระปี 2569-2571

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieot14dlw32ocp2m1ecsppdam7te2byg&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CWuV7EXf8qN_aLOLlXNnR

  • “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    “บอร์ด กสทช.” ให้ สนง.แจ้ง“ไอทียู”ขยายเวลาการ “พักใช้” วงโคจรหลังดาวเทียมใหม่ส่งขึ้นไม่ทันกำหนด | เดลินิวส์

    รายงานข่าวจาก สำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ได้เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู  (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.69 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้วงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 66 ถึง 69 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน แต่ปัจจุบันการส่งดาวเทียมทดแทนคาดว่าจะไม่ทันกำหนด ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU ที่คาดว่าเริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บมจ. ไทยคม ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

     สำหรับ บมจ.ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 68-69 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 66 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้โดยทาง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 67 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 ก.ย.70 เพราะเป็นหตุสุดวิสัย จากผู้ผลิต 

    ทั้งนี้ที่ประชุม  กสทช. ได้ถกเถึยง ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 69 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้วหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตามทาง เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่  ประการที่สาม กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน   และจะพิจารณาอีกครั้งในการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปวันที่ 12 พ.ค. 69 

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 69 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5843201/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Os8XWZUql7p2MAuFxQTDA

  • ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ‘ไทยคม 9’ สะดุดขึ้นสู่วงโคจรไม่ทัน กสทช.ถกต่อเวลา ‘พักใช้คลื่น’ หวั่นไทยเสียสิทธิ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ (7 พ.ค.) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. เร่งดำเนินการยื่นขอขยายระยะเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ในวงโคจรดาวเทียมตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ไอทียู ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิในการใช้ย่านความถี่ดังกล่าว หลังไม่สามารถจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ทันตามกรอบเวลาเดิม

    รศ.ดร.สมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้ยื่นคำร้องต่อไอทียู เพื่อขอ “พักใช้” ความถี่ในวงโคจรดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2566-2569 เพื่อรอการนำส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิม

    อย่างไรก็ตาม การส่งดาวเทียมล่าช้าในครั้งนี้ แม้อาจไม่กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของไทยโดยตรง แต่มีความเสี่ยงที่ไทยจะสูญเสียสิทธิการใช้ย่านความถี่ในตำแหน่งดังกล่าว หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขของ ไอทียูภายในกำหนดเวลา

    ด้วยเหตุนี้ บอร์ดกสทช. จึงเร่งให้สำนักงานจัดทำเอกสารชี้แจง พร้อมยื่นคำร้องขอขยายเวลาการพักใช้คลื่นความถี่ หรือ Suspension ให้ทันก่อนการประชุม Radio Regulations Board ของไอทียูซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569

    รายงานข่าวระบุว่า การพิจารณาเรื่องดังกล่าวมีขึ้นอย่างเร่งด่วน หลังบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด (STI) บริษัทลูกของ บมจ.ไทยคม ยื่นหนังสือถึง กสทช. เพื่อขอขยายเวลาการนำส่งดาวเทียม “ไทยคม 9” ขึ้นสู่วงโคจร 119.5E

    STI ชี้แจงว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหาการผลิตของบริษัท Astranis ผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิตดาวเทียมล็อตเดียวกันจำนวน 5 ดวง แต่เกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในระบบเมนบอร์ดของดาวเทียมหนึ่งดวง ส่งผลให้ต้องตรวจสอบและสร้างระบบใหม่ทั้งหมด ทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าเกินแผน

    เดิมไทยคมวางแผนส่งดาวเทียมไทยคม 9 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาดเล็กและใช้ระยะเวลาสร้างสั้น ขึ้นทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตารื ที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2568-2569 ตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้สำหรับผู้ได้รับสิทธิใช้วงโคจรชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก

    เงื่อนไขดังกล่าวระบุให้ผู้รับใบอนุญาตต้องนำส่งดาวเทียมใหม่ขึ้นสู่วงโคจรภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 พร้อมวางหลักประกันการดำเนินงานไว้ต่อ กสทช.

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้น STI จึงขอเลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปเป็นวันที่ 30 กันยายน 2570 โดยอ้างว่าเป็นกรณี “เหตุสุดวิสัย” ที่เกิดจากผู้ผลิต

    แหล่งข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างการถกเถียงอย่างหนักภายในบอร์ด กสทช. เนื่องจากกำหนดส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และกรรมการบางส่วนยังไม่เห็นตรงกันต่อการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย

    โดยกรรมการบางรายมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างผลิตดาวเทียม ซึ่งอาจไม่ใช่เหตุให้ได้รับการยกเว้นตามเงื่อนไขใบอนุญาตที่ กสทช. กำหนดไว้

    ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเหตุสุดวิสัยตามแนวปฏิบัติของไอทียู มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คาดการณ์ไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติตามภารกิจได้ และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงานพิจารณาแล้วว่า กรณีของไทยคมเข้าข่ายดังกล่าว

    แม้เช่นนั้น บอร์ดกสทช. ยังแสดงความกังวลและมีคำสั่งให้สำนักงานกลับไปทบทวนข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตีความคำว่าเหตุสุดวิสัย ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังให้พิจารณามาตรการรองรับหากอนุญาตให้ STI ขยายเวลาถึงเดือนกันยายน 2570 แล้วไม่สามารถดำเนินการได้จริง ว่าจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงการริบหลักประกันที่มีมูลค่าราว 109 ล้านบาทหรือไม่

    อีกประเด็นสำคัญ คือ แผนดูแลลูกค้าเดิมของไทยคม หากไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทัน รวมถึงแนวทางจัดหาช่องสัญญาณรองรับภารกิจของภาครัฐที่ต้องใช้งานต่อเนื่อง

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่มีมติอนุมัติหรือเห็นชอบให้ขยายเวลาส่งดาวเทียมไทยคม 9 ไปถึงปี 2570 ในทันที แต่ให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติม พร้อมร่างเงื่อนไขประกอบ ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังรายงานต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันภาคเอกชนได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. ดำเนินการริบหลักประกัน โดยขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาจาก กสทช.

    ขณะเดียวกัน ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ซึ่งให้บริการมาเป็นเวลานาน กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดภารกิจ และคาดว่าจะต้องออกจากวงโคจรภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หลังใช้งานเกินอายุทางวิศวกรรมและเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน

    ล่าสุด กสทช. ได้อนุมัติแผนสำรองให้ไทยคมเช่าใช้ช่องสัญญาณจากดาวเทียมสัญชาติเกาหลีใต้ หรือ KoreaSat เพื่อให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นการชั่วคราว ระหว่างรอการส่งไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร

    การเลือกใช้ดาวเทียมเกาหลีมีเหตุผลสำคัญจากการที่ตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 เดิม ทำให้ลูกค้าสามารถย้ายการใช้งานได้ต่อเนื่อง โดยแทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภาคพื้นดินมากนัก

    อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้าเท่านั้น และเมื่อไทยคม 9 พร้อมให้บริการ ลูกค้าทั้งหมดจะถูกทยอยย้ายกลับเข้าสู่เครือข่ายดาวเทียมของไทยคมตามแผนเดิมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1232916&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lBiJbcnUZs-0y193o8sjr

  • กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    กสทช.เร่งสำนักงาน แจ้ง ไอทียู หลังไทยคม 9 ยิงสะดุด หวั่นเสียวงโคจร

    บอร์ดกสทช.เห็นชอบ ขยายวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก เร่งสำนักงานแจ้ง ไอทียู ป้องประเทศเสียสิทธิ หลังไทยคม เกิดเหตุสุดวิสัย ยิงไทยคม 9 ไม่ทัน

    นายสมภพ ภูวิกรัยพงศ์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า บอร์ดกสทช.เห็นชอบให้มีการขอขยายเวลาการ “พักใช้” คลื่นความถี่ ในวงโคจรดาวเทียม 119.5 องศาตะวันออก ต่อ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) อย่างเร่งด่วน ภายใน 8 มิ.ย.2569 เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิใช้ความถี่ในวงโคจรดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถส่งดาวเทียมได้ทันกำหนด

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ร้องขอต่อ ITU ก่อนหน้านี้ในการ “พัก” การใช้งานย่านความถี่ในวงโคจรดังกล่าวไว้ ตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 เพื่อรอการส่งดาวเทียมดวงใหม่ไปทดแทน ซึ่งการที่ส่งดาวเทียมไปไม่ทัน อาจไม่ได้กระทบต่อสิทธิการเข้าใช้วงโคจรของประเทศไทย แต่อาจจะทำให้เสียสิทธิการใช้ความถี่ดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องเร่งรัดให้ สำนักงาน กสทช. เร่งทำเอกสารชี้แจง และขอขยายเวลาการพักใช้ (Suspension) ให้ทันการประชุม Radio regulation board ของ ITU (เริ่มประชุมราว 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 2569)

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาเร่งด่วนนี้ สืบเนื่องจากบริษัท สเปซเทค อินโนเวชั่น จำกัด หรือ STI บริษัทย่อย ของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)  ได้แจ้งร้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ขึ้นสู่วงโคจร 119.5 องศาตะวันออก มายังบอร์ด กสทช. ชี้แจงเหตุผลว่าเนื่องจากผู้รับจ้างผลิตดาวเทียมไทยคม 9 คือ Astranis ประสบปัญหาในการผลิต ทำให้ดาวเทียมทั้งล็อต 5 ดวงไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากมีหนึ่งดวงที่เกิดไฟชอร์ตในแผงวงจรเมนบอร์ด ต้องตรวจสอบและสร้างใหม่ทั้งหมด 

    โดย ไทยคม มีแผนการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 ที่จะหลุดวงโคจรกลางปีนี้ 2 ดวง คือ ไทยคม 9 ที่มีขนาดเล็ก สร้างเร็ว และจะพร้อมขึ้นสู่วงโคจรในปี 2568-2569 ตาม เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าใช้วงโคจร ชุดที่ 3 ตำแหน่ง 119.5 และ 120 องศาตะวันออก ต้องดำเนินการจัดส่งดาวเทียมใหม่เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 (IPSTAR) ภายใน 3 ปี นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาตในปี 2566 โดยมีการวางหลักประกันการส่งดาวเทียมไว้ ซึ่ง STI ได้จ้าง Astranis ตั้งแต่ปี 2567 ให้ผลิตไทยคม 9 แต่เนื่องจากประสบปัญหาที่กล่าวมา จึงต้องขอขยายเวลาการส่งดาวเทียมไปถึง 30 กันยายน 2570 เพราะเป็น “เหตุสุดวิสัย” จากผู้ผลิต 

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กสทช. ถกเครียด ในประเด็นดังกล่าว ด้วยว่า กำหนดการส่งดาวเทียมทดแทนไทยคม 4 คือ 15 พ.ค. 2569 และ กรรมการ กสทช. บางรายเห็นว่า ต้องตีความคำว่า “สุดวิสัย” เนื่องจากการที่ผู้ผลิตประสบปัญหาในการผลิต นั้นเกี่ยวข้องกับผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง แต่เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้แล้งหลังการให้ใบอนุญาตแก่ บมจ. ไทยคม นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งหรือไม่ 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งว่าตามเงื่อนไขเหตุสุดวิสัยมี 4 องค์ประกอบ คือ นอกเหนือการควบคุม, คาดการณ์ไม่ได้, ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้, และมีผลกระทบโดยตรง ซึ่งสำนักงาน กสทช. พิจารณาแล้วว่ากรณีนี้เข้าข่ายเหตุสุดวิสัยตามหลักเกณฑ์ของ ITU ขณะที่บอร์ด กสทช. ยังคงกังขา จึงได้ให้ สำนักงานไปทบทวนใหม่ว่า

    ประการแรก การตีความคำว่า “สุดวิสัย” ในกฎหมายไทยและระหว่างประเทศตีความอย่างไร

    ประการที่สอง กรณีอนุญาต STI ขยายเวลาให้ปล่อยไทยคม 9 ไปถึง ก.ย. 2570 แล้ว หากดำเนินการไม่ได้ต้องลงโทษอย่างไร ริบเงินประกันราวหนึ่งร้อยล้านบาทหรือไม่

    ประการที่สาม กรณี กรณียิงดาวเทียมไม่ทัน จะต้องให้บริษัทกำหนดแผนดูแลลูกค้าเดิมอย่างไร และจัดหาช่องสัญญาณให้ภาครัฐอย่างไร 

    ดังนั้น ที่ประชุมจึงยังไม่ได้มีมติ “อนุญาต หรือ เห็นชอบ” ให้ขยายเวลาการส่งดาวเทียมทดแทนถึง ก.ย.2570 แต่ให้สำนักงานไปทบทวนรายละเอียดข้อกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องของการตีความคำว่า “สุดวิสัย” และให้ “ร่างเงื่อนไขเพิ่มเติม” ไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม การเห็นชอบขยายเวลา และเงื่อนไขเพิ่มเติม และจะพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ค. 2569 

    เจ้าหน้าที่ กสทช. แจ้งต่อที่ประชุมด้วยว่า กำหนดการมีเดดไลน์ 15 พ.ค. 2569 ซึ่งทางเอกชนมีการฟ้องศาลฯ ไว้ เพื่อให้มีการคุ้มครองชั่วคราว หาก กสทช. มีการริบวงเงินหลักประกัน ขณะนี้ศาลกำลังรอผลการพิจาณาจาก กสทช. ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742025&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfXr3FljSu1nu6Xrt1eY5

  • ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

    ROCTEC กับคำจัดกัดความ “เมืองอัจฉริยะ” คือเมืองที่ “ทุกการเดินทาง พาคุณไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

    เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า เมืองนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ และ ROCTEC คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมืองและการยกระดับชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้จริง

    ในระดับโลก กระแส Smart City ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนผ่านการลงทุนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 6 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุด จากแรงหนุนของการขยายตัวของเมือง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT มาใช้อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน Smart City ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา แต่มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น หน้าจอแสดงเวลาขบวนรถไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ หน้าจอแสดงความหนาแน่นการจราจรในถนนเส้นต่างๆ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในสวนสาธารณะ เป็นต้น ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยผู้ที่วางตำแหน่งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของตลาดในอนาคต

    ในองค์ประกอบของ Smart City “ระบบการเดินทาง” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนเผชิญทุกวัน และส่งผลโดยตรงต่อเวลา คุณภาพชีวิต และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อน “ต้นทุนจริง” ของปัญหานี้ ผู้คนต้องเสียเวลากับการจราจรติดขัดถึง 115 ชั่วโมงต่อปีในปี 2025 ซึ่งไม่เพียงกระทบคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจในวงกว้าง สะท้อนว่าระบบการเดินทางที่ไม่มีประสิทธิภาพย่อมบั่นทอนทั้งความเชื่อมั่นและโอกาสในการพัฒนาเมือง

    ในทางตรงกันข้าม ฮ่องกงนำเสนอภาพตัวอย่างที่น่าสนใจผ่านระบบ MTR ที่รองรับผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อวัน (มากกว่าไทยกว่า 3 เท่า โดยประเทศไทยมียอดผู้โดยสารต่อวันอยู่ที่ 2 ล้านคน) ด้วยความตรงต่อเวลาสูงถึง 99.9% แสดงให้เห็นว่าหากระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ เมืองสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างราบรื่น ผู้คนวางแผนชีวิตได้อย่างมีประสิทธิผล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยท้ายที่สุด ความแตกต่างของเมืองจึงอยู่ที่คุณภาพของระบบและระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

    ช่องว่างระหว่างกรุงเทพฯ และฮ่องกงจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดเมือง หากแต่อยู่ที่ความฉลาดของระบบอัจฉริยะ การเชื่อมโยงข้อมูล และความต่อเนื่องของการลงทุน ซึ่งเป็นโอกาสของผู้มีเทคโนโลยีในการยกระดับเมือง
    อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับเมืองยุคปัจจุบัน เนื่องจากหัวใจสำคัญอยู่ที่ “โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล” (Digital Infrastructure) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยง ควบคุม และบริหารจัดการระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถ การติดตามแบบเรียลไทม์ หรือความปลอดภัย แม้ไม่ปรากฏชัดต่อผู้ใช้งาน แต่มีบทบาทสำคัญต่อความเสถียร ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของการให้บริการ

    ในมุมมองนี้ บทบาทของ ROCTEC มีความน่าสนใจในฐานะเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบรางและรถไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักของการเดินทางในเมืองขนาดใหญ่ แม้บทบาทดังกล่าวอาจไม่ได้ปรากฏต่อสายตาของผู้โดยสารในชีวิตประจำวัน แต่ระบบเบื้องหลังเหล่านี้คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และสนับสนุนความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

    ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตั้งระบบเทคโนโลยี แต่มีบทบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบราง ตั้งแต่ Railway Communication Systems เช่น ระบบควบคุมรถไฟ, กล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ, เครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ และระบบอาคารอัจฉริยะ ซึ่งล้วนช่วยให้การเดินรถมีความปลอดภัย เชื่อมต่อได้ และตรงเวลา ขณะเดียวกัน ROCTEC ยังต่อยอดสู่ IoT และ Predictive Maintenance เพื่อคาดการณ์และป้องกันความขัดข้องล่วงหน้า รวมถึงโซลูชัน Cybersecurity และ Digital Display & Urban Communication ที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลในเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ROCTEC ไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นผู้เชื่อมโยงระบบการเดินทาง ข้อมูล และการสื่อสารของเมืองเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในมิติของ Smart City โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบการเดินทาง แต่ยังครอบคลุมถึง “ระบบการสื่อสารของเมือง” ในยุคที่ผู้คนใช้ชีวิตทั้งในโลกกายภาพและดิจิทัล การสื่อสารจึงต้องเข้าถึงผู้คนได้อย่างสอดคล้องกับบริบทจริง ธุรกิจสื่อดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงโฆษณา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการสื่อสารของเมือง ที่ช่วยให้ข้อมูลและข่าวสารเข้าถึงผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพในจุดที่ใช้ชีวิตจริง

    สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเมื่อระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เริ่มมีการเชื่อมโยงกันมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการหาที่อยู่ในอนาคตย่อมไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือรูปแบบอาคารเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงวิถีชีวิตของตนเองเข้าสู่เมืองได้อย่างสะดวกสบาย มีความปลอดภัย และรวมถึงการมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตประจำวัน และในช่วงปลายปี 2569 ROCTEC จะเริ่มมีบทบาทในอีกหนึ่งมิติของการพัฒนาดังกล่าวร่วมกับทาง BTSG จากการต่อยอดความเชี่ยวชาญใน In-house R&D ของ ROCTEC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการต่อยอดจากระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ไปสู่การใช้ชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    ท้ายที่สุด เมืองอัจฉริยะที่แท้จริงอาจไม่ได้หมายถึงเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก หากแต่เป็นเมืองที่ทำให้ผู้คนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า “ชีวิตดีขึ้นจริง” ในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบการเดินทางที่เชื่อถือได้และทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย ระบบการสื่อสารของเมืองที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ ไปจนถึงบ้านและการอยู่อาศัยที่สามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว
    ROCTEC มอง Smart City ในฐานะ “ระบบนิเวศของเมือง” ที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ Smart ICT และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นรากฐานด้านข้อมูล ไปจนถึง Smart Mobility ที่ยกระดับการเดินทางให้มีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    แนวคิดดังกล่าวต่อยอดสู่ Smart Building และ Smart Living เพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ควบคู่กับ Smart Grid และ Smart Environment ที่สนับสนุนการบริหารพลังงานและความยั่งยืนในระยะยาว โดยทั้งหมดไม่เพียงขับเคลื่อนเมืองในเชิงโครงสร้าง แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม

    ดังนั้น หาก Smart City คือภาพของอนาคต ROCTEC ก็มีเป้าหมายในการเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้อนาคตนั้นค่อย ๆ เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไปสู่การสร้างคุณค่าที่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

    ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ROCTEC มุ่งเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการพัฒนาโซลูชันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดเทคโนโลยีสู่คุณค่าที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ท้ายที่สุด เมืองที่ดีอาจไม่ใช่เมืองที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นทิศทางที่ ROCTEC มุ่งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/475274&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hc0Y6EVqaCX0VEnihr7Uo