Blog

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองต้าเหลียน – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองต้าเหลียน – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 3 ก.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 ก.ย. 2569

    | 68 view

    เมื่อวันที่ 24 – 28 สิงหาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคไทย เข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (APEC SOM3/2026) ณ เมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน

    อธิบดีฯ ร่วมหารือความคืบหน้าการดำเนินงานของเอเปคภายใต้หัวข้อ “Openness. Innovation. Cooperation.” และเตรียมการสู่สัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ณ เมืองเซินเจิ้น ในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยไทยร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนวาระสำคัญของเอเปค อาทิ FTAAP การค้าดิจิทัลและ AI ความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมโยงในภูมิภาค พร้อมรายงานความคืบหน้าโครงการที่ไทยมีบทบาทนำ ได้แก่ APEC BCG Award 2026 และ Guidance on Anti-Online Scams for APEC รวมทั้งผลการเป็นเจ้าภาพการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 (ABAC3/2026) ณ กรุงเทพฯ

    อธิบดีฯ ยังได้เข้าร่วมการหารือเชิงนโยบายด้านความเชื่อมโยง เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ตลอดจนหารือทวิภาคีกับเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคจากอินโดนีเซีย แคนาดา เวียดนาม เปรู และจีนฮ่องกง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของเอเปคและส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-apec-som3-2026-dalian-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VFxgHcZ6yCqBJAP_kqe1i

  • TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น ดันศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ ‘อีสานใต้’

    TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น ดันศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ ‘อีสานใต้’

    TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น มุ่งวางรากฐานพัฒนาคนเพื่อโจทย์ความเหลื่อมล้ำ ยก “ลำปลายมาศโมเดล” หนึ่งในความสำเร็จพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ปรับวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ให้กล้าพัฒนาตนเอง ขณะที่โอกาสทางด้านเศรษฐกิจ “อีสานใต้” มีพร้อมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรประณีต ไมซ์ และการท่องเที่ยว เหลือเพียงการเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาขีดความสามารถ

    • TDRI เสนอให้รัฐบาลปรับทิศทางการจัดสรรงบประมาณ โดยเพิ่มสัดส่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเปลี่ยนจากการเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานมาเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพคน
    • ยกตัวอย่างความสำเร็จของ “ลำปลายมาศโมเดล” จ.บุรีรัมย์ ที่เน้นการปฏิรูปการศึกษา และปลูกฝัง Growth Mindset เพื่อสร้างพลังให้คนระดับฐานรากสามารถพัฒนาตนเองได้
    • ชี้พื้นที่อีสานใต้มีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมเกษตรประณีต ไมซ์ และการท่องเที่ยว โดยต้องนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างโอกาส และยกระดับรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างทั่วถึง

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ยกระดับเศรษฐกิจภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ” ภายในงาน “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” วันนี้ (3 ก.ย.69) โดยระบุว่า การพัฒนาประเทศเป็นเหมือนทีมฟุตบอลที่หากต้องการชัยชนะ จะพึ่งพาเพียงเกมรุกเพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีกองหลังที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ

    อย่างไรก็ดี ปัญหารวยกระจุกจนกระจายนั้นเกิดจากความไม่สมดุลของอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ ขณะที่นโยบายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบระดับล่างมักล่าช้า และขาดความยั่งยืนเนื่องจากติดกับดักนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ทั่วถึง บางคนได้บางคนไม่ได้ คนฐานรากบางกลุ่มได้ไม่ทั่วถึงและไม่ยั่งยืน ไม่สามารถทำให้คนพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้

    TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น ดันศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ 'อีสานใต้'

    อย่างไรก็ดี TDRI เสนอให้รัฐบาลปรับทิศทางการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายงบประมาณลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม และปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ เช่น ตึก และถนนมาเป็นการมุ่งวางรากฐานการพัฒนาศักยภาพคน พัฒนาความรู้ ความสามารถให้เท่าทันต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป

    “การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพคน ถ้าจัดสรรดีเชื่อว่ามีเพียงพอ เพราะปัจจุบันเด็กมีจำนวนน้อยลง แต่ต้องจัดงบประมาณให้ดี ไม่เน้นสร้างตึกที่มีมากเกินไป ควรจัดสรรการพัฒนาคน ตัดเรื่องเงินทอน คอร์รัปชัน”

    ทั้งนี้ ตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาศักยภาพคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ และเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ลำปลายมาศโมเดล ในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแบบอย่างความสำเร็จที่มีชื่อเสียงจากการเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาในโรงเรียน ด้วยการพัฒนาหลักสูตรที่ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น ดันศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ 'อีสานใต้'

    นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ครู และนักเรียนมีบทบาทร่วมกันในการเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดหรือ Mindset โดยการปลูกฝัง Growth Mindset ตั้งแต่เยาวชน เพื่อให้เด็กจากครอบครัวระดับรากหญ้ามีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาสามารถพัฒนาตนเอง และมองเห็นโอกาสในอนาคต แทนการยอมแพ้ต่อโชคชะตาจนกลายเป็นปัญหาสังคม

    ซึ่งปัจจุบันโมเดลดังกล่าวได้ขยายผลครอบคลุมการดูแลคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ครรภ์มารดาไปจนถึงผู้สูงอายุ ภายใต้ความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมของภาคท้องถิ่น ทั้ง อปท. วิสาหกิจชุมชน ภาคเอกชน และราชการ เป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างพลังแก่คนในระดับฐานราก ทำให้วันนี้จังหวัดบุรีรัมย์ เห็นการพัฒนาเมือง และเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ระดับรายได้ของจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นธุรกิจของคนชั้นกลางขึ้นไปแล้ว

    TDRI แนะรัฐอัดงบลงท้องถิ่น ดันศักยภาพคน หนุนเศรษฐกิจ 'อีสานใต้'

    ขณะที่โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่อีสานใต้ มีความพร้อม และมีศักยภาพสูงในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรประณีต อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) และการท่องเที่ยว ส่วนปัญหาการไหลออกของคนรุ่นใหม่จากท้องถิ่นเริ่มลดลง หลังโควิดก็มีคนทำงานในบ้านเกิดมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเอื้อต่อการทำงานแล้ว แต่จะดีกว่านี้ถ้าสร้างโอกาสทางธุรกิจในพื้นที่ เพื่อดึงหนุ่มสาวเข้ามาในท้องถิ่น พัฒนาธุรกิจในท้องถิ่นต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหล่านี้ไปข้างหน้าได้คือ การไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ต้องรู้จักนำมาปรับใช้ และประยุกต์ใช้อย่างรอบคอบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนตัวเล็กตัวน้อย เช่น ตัวอย่างกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่จัดตั้งสตาร์ตอัป พัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือที่ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย

    นอกจากนี้ ต่อยอดความรู้ดังกล่าวสำหรับเกษตรกรสูงอายุที่ไม่เท่าทันเทคโนโลยีแล้ว แต่สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปช่วยวิเคราะห์ดิน สภาพภูมิอากาศ และการใช้น้ำในการทำเกษตรประณีต ซึ่งการเชื่อมประสานเทคโนโลยีระดับสูงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิม จะช่วยยกระดับรายได้ และทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    “การลดความเหลื่อมล้ำในช่วงเวลาที่มีจำกัด หากจะพัฒนาอุตสาหกรรมไปข้างหน้า การเลือกอุตสาหกรรมต้องมองว่าคนข้างล่างได้ประโยชน์ วันนี้อุตสาหกรรมเกษตรประณีต ไมซ์ หรือท่องเที่ยว ศักยภาพไปได้หมด แต่ต้องไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ni4ygc0kty-DtIv_R1A1A

  • ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดยุทธศาสตร์ New Horizons โจทย์เราไม่ใช่แค่ฟื้น แต่ต้องแข็งแรงพอให้โตต่อ

    ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดยุทธศาสตร์ New Horizons โจทย์เราไม่ใช่แค่ฟื้น แต่ต้องแข็งแรงพอให้โตต่อ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในงาน Bangkok Business Summit 2024 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน

    เนื้อหาหลักของปาฐกถาเป็นการปูทางก่อนที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank Group อีกครั้งในรอบ 35 ปี ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 190 ประเทศทั่วโลก มาร่วมหารือทางออกของปัญหาเศรษฐกิจโลก คุณวิทัยระบุว่าการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพอีกครั้งสะท้อนความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อไทย และตอกย้ำบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเอเชียในเศรษฐกิจโลก

    วิกฤตถี่ขึ้น เศรษฐกิจไทยโตช้าลงทุกรอบ

    วิทัยชี้ว่าโลกกำลังอยู่ในยุคที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจเกิดถี่ขึ้นและลามเร็วขึ้นกว่าเดิม ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยเจอทั้งโรคระบาด ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน วิกฤตอาหารและพลังงาน ภาวะถดถอยของภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่าง AI

    ทุกวิกฤตใหญ่ที่ผ่านมาดึงเศรษฐกิจไทยให้โตช้าลงเรื่อย ๆ อัตราการเติบโตเฉลี่ยลดจาก 5.3% หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เหลือ 3.7% หลังวิกฤตการเงินโลก และเหลือเพียง 2.4% หลังโควิด-19

    “โจทย์ของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ฟื้นตัวจากวิกฤต แต่ต้องสร้างความสามารถในการรับมือและรักษาการเติบโตให้ยั่งยืนในระยะยาว” คุณวิทัยกล่าว

    ที่มาของ New Horizons เริ่มจาก 4 เสาหลัก

    แนวคิด New Horizons เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับคน ทั้งการเสริมศักยภาพและเปิดโอกาสให้คนไทยเติบโต ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นที่ให้ความเชื่อมั่นและความมั่นคง เพื่อเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นความก้าวหน้าที่ยั่งยืน โดยแนวคิดนี้แบ่งออกเป็น 4 เสาหลัก ได้แก่

    1. การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น 
    2. การสร้างความยืดหยุ่นในโลกที่แตกขั้ว ด้วยการวางตำแหน่งไทยเป็นศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือสำหรับการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงในภูมิภาค ในหัวข้อนี้คุณวิทัยกล่าวว่าไทยอาจไม่ใช่จุดหมายที่ต้นทุนต่ำที่สุดหรือมีประสิทธิภาพการผลิตสูงที่สุดในภูมิภาค แต่จุดแข็งของไทยคือความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ เพราะไทยไม่มีความขัดแย้งใหญ่กับใคร และยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจทุกฝ่าย
    3. โครงสร้างทางการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผสมผสานมาตรการระยะสั้นอย่างการสนับสนุนสินเชื่อเปลี่ยนผ่าน กับรากฐานระยะยาวอย่าง Thailand Taxonomy
    4. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจผู้สูงวัย ที่เปิดโอกาสใหม่ในธุรกิจสุขภาพ เวลเนส และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการยืดอายุ เช่น อาหารฟังก์ชันนัลและการแพทย์จากชีวภาพ

    เสาหลักดิจิทัลและ AI ชู PromptPay และเป๋าตัง ดันธุรกรรมดิจิทัลพุ่ง

    คุณวิทัยขยายความในเสาหลักแรกซึ่งเป็นส่วนที่ธปท. รับผิดชอบโดยตรง โดยชี้ว่าไทยมีประสบการณ์เฉพาะตัวในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ 2 ระบบหลัก

    • PromptPay ระบบโอนเงินแบบทันทีที่ไม่คิดค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ระบุว่ามีบัญชีลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 83 ล้านบัญชี และรองรับธุรกรรมฟรีไปแล้ว 2,500 ล้านรายการ
    • แอปเป๋าตัง ที่พัฒนาโดยธนาคารกรุงไทย ช่วยให้มาตรการช่วยเหลือทางการคลังของรัฐเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเดือนมกราคมที่ผ่านมาระบุว่ามีผู้ใช้งานแล้วกว่า 40 ล้านคน ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่คนไทยใช้งานแพร่หลายที่สุด

    โครงสร้างพื้นฐานทั้งสองส่วนนี้เร่งให้คนไทยหันมาใช้การชำระเงินและบริการทางการเงินดิจิทัลมากขึ้น มูลค่าธุรกรรมชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 4 ปี จาก 21,000 ล้านบาทในปี 2564 เป็น 48,000 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่จำนวนบัญชีที่เข้าถึงบริการการเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 84 ล้านบัญชี เป็น 141 ล้านบัญชี ในรอบ 5 ปี

    คุณวิทัยกล่าวว่าเมื่อคนเข้าถึงการเงินดิจิทัลมากขึ้น การฉ้อโกง สแกม และภัยไซเบอร์ก็เพิ่มขึ้นทั้งขนาดและความซับซ้อนตามไปด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ธปท. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบนิเวศการเงินดิจิทัล ผ่านแนวคิด Safe and Inclusive Digital Finance หรือ SIDF ที่ธปท. กำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้

    ธปท. มองเห็นความท้าทาย 3 ด้านที่บั่นทอนความปลอดภัยและความทั่วถึงของระบบการเงิน ได้แก่

    • การฉ้อโกง สแกม และอาชญากรรมดิจิทัลรูปแบบอื่นที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจดิจิทัล
    • ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้นในสถาบันการเงิน
    • ช่องว่างในระบบนิเวศ โดยเฉพาะการขาดกฎเกณฑ์กำกับดูแลการใช้ AI และเทคโนโลยีใหม่ในภาคการเงิน

    คุณวิทัยได้ยกตัวเลขสะท้อนขนาดของปัญหาว่า ในปี 2568 เอเชียมีสัดส่วนความเสียหายจากสแกมเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งโลก ส่วนไทยเองมีมูลค่าความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินสูงกว่า 43,000 ล้านบาท หรือราว 0.2% ของ GDP โดยตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมากที่ไม่ได้แจ้งความ

    ขณะเดียวกัน ภัยไซเบอร์ในภาคการเงินทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ส่วนในไทย ความพยายามโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปที่ภาคธนาคารเพิ่มขึ้นราว 45% ในปี 2568 ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ DDoS มัลแวร์ และฟิชชิ่ง สะท้อนว่าภัยคุกคามต่อระบบการเงินขยายขนาดและซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อบัญชีที่ใช้บริการธนาคารดิจิทัลเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 190 ล้านบัญชีในปี 2569 ช่องทางดิจิทัลจึงกลายเป็นประตูสำคัญของบริการการเงิน โจทย์ของธปท. คือต้องทำให้มาตรการป้องกันตามทันการเปลี่ยนแปลงให้ได้

    เตรียมเปิดตัว Bangkok Blueprint ในการประชุมเดือนตุลาคม

    วิทัยระบุว่าความร่วมมือระดับโลกในการรับมือการฉ้อโกงดิจิทัลยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ธปท. จึงร่วมมือกับ IMF และ World Bank พัฒนาเอกสารที่ชื่อว่า Bangkok Blueprint ซึ่งคือ แนวทางสร้างบริการการเงินที่ทนทานต่อการฉ้อโกง ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญที่สุดที่จะประกาศในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ 

    โดยธปท. ตั้งเป้าให้ Bangkok Blueprint กลายเป็นแนวทางอ้างอิงเชิงปฏิบัติสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการยกระดับการรับมือการฉ้อโกงดิจิทัล และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อประชาคมโลกในระยะยาว ไม่ใช่แค่ในช่วงการประชุมประจำปี

    ผลงานที่ทำไปแล้ว มิจฉาชีพเงินฝากเหลือศูนย์ ความเสียหายจาก APP fraud ลดลง 80%

    นอกจากนี้คุณวิทัยเล่าถึงมาตรการที่ธปท. ดำเนินการไปแล้วและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าบทเรียนสำคัญคือความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการปรับมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสู้กับการฉ้อโกง 2 รูปแบบ คือ

    • ธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต (unauthorized payment fraud) 
    • ธุรกรรมที่เหยื่อถูกหลอกให้โอนเงินเอง (authorized push payment fraud หรือ APP fraud)

    ช่วงแรก ปัญหาหลักคือมิจฉาชีพใช้บัญชีม้าในรูปแบบแอปพลิเคชัน ธปท. จึงออกมาตรฐานความปลอดภัยโมบายแบงกิ้งเพื่อป้องกันการเข้าควบคุมบัญชีลูกค้า ผลคือไม่มีรายงานเหตุการณ์มิจฉาชีพแอปบัญชีม้าเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2568

    แต่เมื่อรูปแบบการหลอกลวงเปลี่ยนไป มิจฉาชีพหันไปใช้วิธี APP fraud มากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยมาตรการที่ครอบคลุมเกินกว่าแค่ภาคธนาคาร ธปท. จึงผสมผสานทั้งมาตรการและกฎหมาย ตั้งแต่การจัดการบัญชีม้าที่เข้มงวดขึ้น การตามรอยเงินผ่าน API การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่แม่นยำขึ้น ไปจนถึงการกำหนดเพดานยอดโอนเงินดิจิทัลต่อวัน 

    ผลลัพธ์คือความเสียหายจาก APP fraud ลดลงจากจุดสูงสุด 8,600 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1,800 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีนี้ หรือลดลงราว 80%

    “ถือว่าเราทำได้ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีช่องที่ต้องทำต่ออีกเยอะ” คุณวิทัยกล่าว

    คุณวิทัยระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การสกัดกั้นกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยมองว่าสุดท้ายแล้วเงินผิดกฎหมายมักถูกถอนเป็นเงินสด ก่อนแปลงไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ และสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT ซึ่งเป็น 3 ช่องทางหลักที่ใช้ฟอกเงิน ธปท. จึงดำเนินมาตรการใน 4 ด้าน

    • จำกัดการถอนเงินสดมูลค่าสูง มีผลตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้การถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปลดลง 52%
    • คุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ ด้วยการเพิ่มข้อกำหนดการรายงาน โดยเฉพาะการถอนทองคำแท่งจำนวนมากที่ซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วนำไปถอนที่ร้านทอง ผลคือการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป (ราว 10 ล้านบาท) ลดลง 70%
    • เพิ่มการกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ กำหนดมาตรฐานการดำเนินงานและเพิ่มข้อกำหนดการรายงาน เพื่อความโปร่งใสในการแปลงเงินบาทเป็นเงินตราต่างประเทศ เช่น USDT
    • ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสริมมาตรการป้องกันในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย USDT ที่มีปริมาณธุรกรรมสูงผิดปกติ

    นอกจากนี้ ธปท. ยังยกระดับการทำ KYC, CDD และ EDD (การตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก) ให้อิงตามความเสี่ยงของโปรไฟล์ลูกค้ามากขึ้น พร้อมแจกจ่ายรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบให้สถาบันการเงินใช้ตรวจจับและติดตามลูกค้าและธุรกรรมความเสี่ยงสูง

    10 กันยายนนี้ เปิดตัวกรอบความร่วมมือทั้งระบบการเงิน

    วิทัยประกาศว่าวันที่ 10 กันยายนนี้ ธปท. จะเปิดตัวกรอบการป้องกันภาคการเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยธปท. และสถาบันการเงินทุกแห่งจะร่วมกันประกาศความมุ่งมั่นว่าจะไม่เป็นช่องทางหรือให้การสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายหรือการทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยผู้ร่วมลงนามครอบคลุมทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ สาขาธนาคารต่างชาติ ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร และร้านแลกเงิน

    วิทัยย้ำว่ากรอบนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงทั่วทั้งภาคการเงิน โดยแต่ละฝ่ายมีพันธกิจของตัวเอง ได้แก่

    • ธปท. แบ่งปันข้อมูลเชิงกำกับดูแลให้สถาบันการเงิน เพิ่มมาตรการป้องกันธุรกรรมเงินสดและทองคำความเสี่ยงสูง เช่น ตรวจสอบเชิงลึกเงินฝากที่เกิน 5 ล้านบาท และจำกัดการซื้อทองคำด้วยเงินสดที่เกิน 10 ล้านบาท
    • ธนาคารพาณิชย์ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบลูกค้าโดยอ้างอิงข้อมูลจากภาครัฐ และนำรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบของธปท. ไปใช้ตรวจสอบ
    • ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบร้านค้า และคุมเข้มมาตรฐาน KYC ของบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางชำระเงินในทางที่ผิดและบัญชีสแกม
    • ผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคาร เพิ่มการตรวจจับธุรกรรมความเสี่ยงสูง และแบ่งปันรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยกับธปท.
    • ร้านแลกเงิน ซึ่งมีอยู่กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จะเพิ่มการคัดกรองความเสี่ยงผ่านฐานข้อมูลกลางเป็นครั้งแรก พร้อมยกระดับมาตรฐาน AML, CFT และ KYC

    คุณวิทัยกล่าวปิดท้ายว่าความมุ่งมั่นของธปท. จะไม่หยุดอยู่แค่การประชุมประจำปีในเดือนตุลาคมนี้ การปฏิรูป การสร้างศักยภาพ และความร่วมมือที่กำลังวางรากฐานอยู่ในวันนี้ คือการลงทุนเพื่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    “ระบบการเงินที่มั่นคงและปลอดภัยไม่ใช่แค่เกราะป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ดึงดูดการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจกล้าคว้าโอกาสใหม่ๆ” คุณวิทัยกล่าวปิดปาฐกถา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-new-horizons-bot-governor-speech&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ne7xIcgUjPG6nfoGLp40u

  • “เศรษฐกิจเอเชีย” แกร่งเกินคาด ฝ่าวิกฤตพลังงาน แต่ไทย-ฟิลิปปินส์ยังตามหลัง

    “เศรษฐกิจเอเชีย” แกร่งเกินคาด ฝ่าวิกฤตพลังงาน แต่ไทย-ฟิลิปปินส์ยังตามหลัง

    เอเชียรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าคาด หลังรัฐเร่งช่วยครัวเรือนและหาแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ AI หนุนการส่งออก แต่ไทย-ฟิลิปปินส์ยังโตตามหลังภูมิภาค

    วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 11.57 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เศรษฐกิจเอเชียตั้งแต่อินเดีย มาเลเซีย ไปจนถึงออสเตรเลีย สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายจากวิกฤตพลังงานและขยายตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาดในไตรมาสที่ผ่านมา หลังรัฐบาลหลายประเทศเร่งจัดหาแหล่งพลังงานและใช้มาตรการทางการคลังช่วยลดผลกระทบต่อครัวเรือน ขณะที่กระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกกลายเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

    ข้อมูลที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ พบว่า อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก มี GDP ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายนขยายตัว 7.8% สูงกว่าที่คาด ขณะที่มาเลเซียเติบโตเร่งขึ้นเป็น 6% และสิงคโปร์ขยายตัว 5.9% จนรัฐบาลปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี

    แม้แต่ประเทศไทยก็สามารถหลีกเลี่ยงการหดตัวรายไตรมาสที่รุนแรงกว่าที่ตลาดกังวล แม้อัตราการเติบโตโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

    เศรษฐกิจกลุ่มเทคโนโลยีของเอเชียยิ่งมีผลงานโดดเด่น จากความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI ที่พุ่งขึ้นและช่วยกระตุ้นการส่งออก โดยไต้หวันมีอัตราการเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกสูงที่สุดในรอบประมาณ 50 ปี ขณะที่เกาหลีใต้ขยายตัวในอัตราแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563

    ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเกินคาดกำลังทำให้นักเศรษฐศาสตร์ทยอยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของหลายประเทศในเอเชีย พร้อมทำให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางบางแห่งอาจจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้น

    Sonal Varma หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อินเดียและเอเชียนอกญี่ปุ่นของ Nomura ระบุว่า ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชียถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจในเชิงบวก เนื่องจากภูมิภาคมีความเสี่ยงสูงต่อราคาพลังงาน

    Nomura คาดว่าไต้หวันและมาเลเซียอาจขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของอินเดียเปิดทางต่อความเป็นไปได้ที่ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น นอกจากนี้ Nomura ยังปรับคาดการณ์ให้ออสเตรเลียขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน หลัง GDP ไตรมาส 2 แข็งแกร่งกว่าคาด

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน เอเชียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อวิกฤตพลังงาน เนื่องจากหลายประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในระดับสูง

    รัฐบาลทั่วภูมิภาคจึงเข้าสู่โหมดรับมือวิกฤต ตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เร่งจัดหาเชื้อเพลิง และเตือนประชาชนถึงความท้าทายจากสถานการณ์พลังงาน โดยมีทั้งการนำปิโตรเลียมสำรองออกมาใช้ ปรับเส้นทางจัดหาพลังงานจากตะวันออกกลาง และหันไปนำเข้าน้ำมันจากละตินอเมริกาและเอเชียกลางมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ความต้องการพลังงานที่อ่อนแอลงของจีนมีส่วนช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาพลังงาน

    Aninda Mitra หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคเอเชียของ BNY ระบุว่า หลายประเทศยังเพิ่มการใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศ เช่น ถ่านหิน พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อจำกัดปัญหาการขาดแคลน หลังช่องแคบฮอร์มุซแทบไม่สามารถใช้เป็นเส้นทางการค้าได้ตามปกติ

    ในออสเตรเลีย ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเร่งให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยยอดซื้อ EV เพิ่มขึ้น 10.3% ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนมิถุนายน

    นอกจากการจัดหาพลังงาน รัฐบาลในเอเชียยังใช้มาตรการทางการคลังเพื่อจำกัดผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น สิงคโปร์เพิ่มมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนและภาคธุรกิจเกือบเท่าตัว ผ่านคูปองเงินสด เงินอุดหนุน และความช่วยเหลือด้านค่าเช่า ส่วนไทยปรับการใช้จ่ายภาครัฐและเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะที่อินเดียออกมาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก มาตรการเหล่านี้ช่วยรักษาฐานะทางการเงินของครัวเรือน และป้องกันไม่ให้ความต้องการบริโภคในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง

    อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจเอเชีย คือ กระแส AI ทั่วโลก ซึ่งเพิ่มความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีจากภูมิภาค

    ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน โดยดัชนีหุ้นหลักของทั้งสองตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 35% และ 15% ตามลำดับในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

    สกุลเงินของประเทศที่ได้รับประโยชน์จาก AI ก็มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่า โดยเงินวอนเกาหลีใต้และหยวนจีนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่เงินเปโซฟิลิปปินส์และเงินบาทเคลื่อนไหวตามหลัง

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered ตั้งคำถามว่า แรงหนุนจาก AI จะสามารถดำเนินต่อไปได้นานเพียงใด โดยมองว่าความเสี่ยงสำคัญคือการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอีกระลอก หรือการปรับฐานของวัฏจักรการลงทุน AI

    แม้ภาพรวมเอเชียจะแข็งแกร่งกว่าที่คาด แต่การฟื้นตัวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ยังมีการเติบโตที่ตามหลังประเทศอื่น เนื่องจากปัจจัยกดดันภายในประเทศมีน้ำหนักมากกว่าแรงส่งที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่ จีนเองก็เผชิญการชะลอตัว โดย GDP ไตรมาสล่าสุดขยายตัวต่ำกว่าคาดและอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

    ขณะเดียวกันการเทขายพันธบัตรทั่วโลกกำลังผลักดันต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลให้สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขยายมาตรการอุดหนุนและมาตรการช่วยเหลือประชาชนมีต้นทุนแพงขึ้น รวมทั้งจำกัดพื้นที่ของธนาคารกลางในการรับมือหากเศรษฐกิจชะลอตัว

    Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์จาก OCBC ระบุว่า เส้นทางข้างหน้าของเอเชียยังไม่ราบรื่น เนื่องจากแรงกดดันด้านราคากำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ขณะที่ทิศทางเงินเฟ้อและการเติบโตแตกต่างกันอย่างมาก

    ภาพรวมดังกล่าวทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางในเอเชียจะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ยังคงอยู่บนโต๊ะ แม้ภูมิภาคจะสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าที่เคยกังวลก็ตาม

    อ้างอิง : www.bloomberg.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/267424/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I8Ewr4A6Yorx-GPyQwbXz

  • ‘อนุทิน’ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค

    ‘อนุทิน’ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค

    นายกฯ ชูไทยฐานเศรษฐกิจ-แพลตฟอร์มเชื่อมภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่น ดึงลงทุนแห่งอนาคต

    03 ก.ย.2569 – ที่ห้องบอลรูม 1-2 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน The Bangkok Business Summit 2026 Reinvent Thailand, Resilient ASEAN และกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand’s Offer to the World” จัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลไทยและนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดตัวรายงานธนาคารโลก “Building Thailand’s Future Today” เพื่อผลักดัน GDP ไทยให้เติบโต และก้าวสู่ประเทศรายได้สูง

    โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ ร่วมงานกว่า 400 คน นับเป็นเวทีสำคัญก่อนการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2569 รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร ไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งและต้องปรับตัวเพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างประเทศไทยที่เข้มแข็ง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น ผ่านการดำเนินการ ดังนี้ ประการแรก การตอบสนองของไทยต้องเริ่มจากการเปิดกว้างและการมีส่วนร่วมกับโลก โดยไทยต้องกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และเชื่อมโยงภาคธุรกิจและเครือข่ายการผลิตระหว่างภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ไทยต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาจากต่างประเทศ โดยส่งเสริมการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถภายในประเทศ เทคโนโลยีต้องช่วยเพิ่มศักยภาพแรงงาน เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs เพิ่มผลิตภาพ และช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถสร้างนวัตกรรมและแข่งขันได้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสามารถเป็นแหล่งการลงทุนและการเติบโตใหม่ โดยการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (climate finance) ควรนำทรัพยากรจากทั่วโลกมาสนับสนุนพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการแก้ไขปัญหาบนฐานธรรมชาติ และประการที่สี่ ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย โดยมุ่งสร้าง “Longevity Economy” ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีทักษะ สามารถทำงานและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ด้านสุขภาพ สุขภาวะ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี

    นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 ว่า ไทยไม่ควรเป็นเพียงเจ้าภาพ แต่ควรมีสิ่งที่มีความหมายเพื่อนำเสนอต่อประชาคมโลก โดยนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะประเทศที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงทำเลที่ตั้ง บริษัทที่เข้ามาลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะไทยมีคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีประสบการณ์ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายดิจิทัล ตลอดจนจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดแนวคิด พัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ตลาด และขยายธุรกิจได้

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ไทยยังเป็นแพลตฟอร์มสำหรับภูมิภาค โดยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปและเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอาเซียน อีกทั้งมีความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การผลิตขั้นสูงกับเทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตรกับเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารแห่งอนาคต สุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจอายุยืน ตลอดจนพลังงานสะอาดกับยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรม บริการ และเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต รวมทั้งมีจุดแข็งในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถสร้างได้ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิต การลงทุนระดับโลกย่อมมาพร้อมกับบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งไทยมีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ภาคบริการที่เข้มแข็ง สังคมที่เปิดกว้าง และคุณภาพชีวิตที่ช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรจากทั่วโลก

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เอื้อต่อการลงทุนและมีความแน่นอนสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยจะเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับที่อาจเป็นภาระต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล พร้อมมุ่งส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย พัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศ ยกระดับทักษะบุคลากร เสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และสร้างองค์ความรู้ใหม่ภายในประเทศ

    “ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นมากกว่าฐานการผลิตหรือตลาดการขาย แต่ต้องการเป็นหุ้นส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมที่จะกำหนดอนาคต” พร้อมเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศว่า “อย่าเพียงมาสร้างธุรกิจในประเทศไทย แต่จงร่วมสร้างไปกับประเทศไทย”นายอนุทินระบุ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อทั่วโลกมารวมตัวประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ไทยต้องการนำเสนอประเทศที่เปิดกว้างสู่โลก มีความมั่นใจในศักยภาพ และพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่ดีให้ประสบความสำเร็จ โดยข้อเสนอของไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนจุดแข็งเพียงด้านเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ความสามารถในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการทำงานของบุคลากรจากทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นสำหรับอาเซียนและประชาคมโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1062717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VtYHLhD07GwzqaA5k5rWD

  • ถอดรหัส 3 ผู้นำองค์กรโลก ชี้ช่องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุน

    ถอดรหัส 3 ผู้นำองค์กรโลก ชี้ช่องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุน

    ถอดรหัส 3 ผู้นำองค์กรโลก ชี้ช่องเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่โอกาสลงทุน

    การประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” พลิกโฉมประเทศไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารโลก เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เวทีเสวนาเชิงลึก หัวข้อ “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการวิเคราะห์ทิศทางอนาคตของประเทศไทย ข้อมูลเชิงลึกจากผู้นำ 3 ท่าน ได้สะท้อนทั้ง “โอกาสทอง” และ “โจทย์หิน” ที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนจำเป็นต้องรับมืออย่างตรงไปตรงมา 

    ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วย “การปฏิบัติจริง” และกระจายโอกาส AI สู่ระดับภูมิภาค

    Mr. Carlos Felipe Jaramillo รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ได้แนะนำรายงานการศึกษาสำคัญ “Building Thailand’s Future Today” โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของประเทศรายได้ปานกลางที่ต้องเผชิญ พร้อมเสนอทางออกผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 

    1.การพัฒนาทุนทางกายภาพและทุนมนุษย์

    2.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน

    3.การระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อสร้างวิสาหกิจและการจ้างงานในวงกว้าง

    Mr. Carlos Felipe Jaramillo ย้ำว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การวิจัยหรือวางแผน แต่คือขั้นตอนการนำไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ดu สัญญาณบวกคือการที่ภาครัฐและเอกชนไทยกำลังร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันวาระการปฏิรูปนี้ให้เกิดผลจริง

    แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยอดเยี่ยมและมีการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรม รวมถึง Data Center แต่ว่ามีบริษัทไทยเพียง 12% เท่านั้น ที่เข้าถึงและใช้งาน AI ในปัจจุบัน

    ความท้าทายนี้คือโอกาสของนักลงทุนในการพัฒนาโซลูชันเพื่อกระจายการเข้าถึง AI ไปยังกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงการขยายการเติบโตออกไปนอกกรุงเทพฯ ลดภาวะ Bangkok-centric เพื่อดึงดูดผลิตภาพใหม่ ๆ เข้าสู่เมืองรองและชุมชนต่างจังหวัด 

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meeting) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการต้อนรับผู้คนนับพันจากทั่วทุกมุมโลก และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่

    Mr. Carlos Felipe Jaramillo แนะนำภาคธุรกิจไทยในการเตรียมการต้อนรับผู้มาเยือนว่า ควรแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก และในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่ายังมีอีกหลายด้านที่จะต้องพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกร่วมกับเพื่อน ๆ ในภูมิภาคเอเชีย

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัวหลายประการ สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการแสดงความพร้อมที่จะนำข้อเสนอต่าง ๆ ไปผลักดันสู่การปฏิบัติจริง โดยจะต้องมีการผลักดันทั้งภาครัฐในจุดที่จำเป็น ภาคเอกชน และภาคส่วนอื่น ๆ ของประเทศไทย เพื่อร่วมมือกันเผชิญหน้ากับความท้าทายและผลักดันการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปในครั้งนี้ คือการนำพาประเทศไทยให้สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้สำเร็จในอีก 12 หรือ 13 ปีข้างหน้า

    มาตรฐานสากลใหม่ โอกาสลงทุนใน Transition & Blended Finance

    Mr. Masamichi Kono ที่ปรึกษาอาวุโส MUFG Bank และกรรมการ IFRS Foundation เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งกระบวนการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 และได้เริ่มต้นขั้นตอนสมัครอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2567

    โดยขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอน “การทบทวนทางเทคนิค” (Technical Review Process) คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ของ OECD กำลังเปรียบเทียบโครงสร้างนโยบายและแนวปฏิบัติของไทยในภาคส่วนสำคัญ เช่น สาธารณสุข การเงิน เกษตรกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับมาตรฐานสูงสุดของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการปฏิรูปนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความโปร่งใสให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล

    Mr. Masamichi Kono ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีความดึงดูดใจสูงสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นและต่างชาติ จากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ASEAN+3 ประกอบกับเครือข่ายสถาบันการเงินที่เหนียวแน่น เช่น ความร่วมมือระหว่าง MUFG และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 

    ขณะเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero และรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์อุทกภัยร้ายแรงในอดีต ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น นักลงทุนควรจับตาความพยายามในการสร้าง “โครงการเงินกู้แบบผสมผสาน” ที่ร่วมทุนภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่ง MUFG และธนาคารญี่ปุ่นรายอื่นกำลังขยายการสนับสนุนนี้ในไทย

    นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องพัฒนาตลาดที่เสรี เป็นธรรม และเปิดกว้าง บนกฎเกณฑ์สากลสำหรับการค้าและการลงทุน พร้อมกับเร่งดึงดูดและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความสามารถสูงเข้ามาร่วมทำงานเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน

    ปรับโมเดลธุรกิจจากปริมาณสู่ขีดความสามารถ หนุน SME ขับเคลื่อนชาติ

    Mr. Sarvesh Suri รองประธานบริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ได้วิเคราะห์ถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของไทยตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคยเติบโตจากการลงทุนภาครัฐ การส่งออก และภาคโครงสร้างพื้นฐาน แต่ปัจจุบันการเติบโตเริ่มชะลอตัวลง การจะพาประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือในปี 2580 จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ใหม่

    โดยภาครัฐต้องตระหนักถึงข้อจำกัดทางการคลังของตนเอง และหันมาพึ่งพาประสิทธิภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตแทน

    ขณะที่ภาคเอกชนไทยต้องเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณหรือกำลังการผลิตขนาดใหญ่” ไปสู่การสร้าง “ขีดความสามารถและนวัตกรรมมูลค่าสูง” 

    • ภาคอุตสาหกรรม: ต้องยกระดับสู่การส่งออกสินค้ามูลค่าสูง
    • ภาคท่องเที่ยว: ต้องปรับเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวเน้นปริมาณ ไปสู่ “การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” และบริการที่มีมูลค่าสูงแก่ทั่วโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนมาตรการจูงใจในการลงทุนเหล่านี้

    Mr. Sarvesh Suri ระบุว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมไม่ควรจำกัดอยู่แค่ธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับบนสุด 1% หรือกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ แต่ต้องส่งผ่านไปสู่กลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานหลักถึง 70% ของประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ในระยะอันใกล้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ World Bank และ IMF ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการระดมทุนระดับสากลเพื่อสร้างงานในประเทศ นอกจากนี้ อีก 2 ปีข้างหน้า ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการบูรณาการทางเศรษฐกิจเพื่อก้าวสู่ตลาดอาเซียนที่จะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2573

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/748071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MNS_tENpZo2HiqH76v_oC

  • “เอกนิติ” กางแผนรับมือ 4 เมกะเทรนด์โลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนสู่ยุคใหม่ | เดลินิวส์

    “เอกนิติ” กางแผนรับมือ 4 เมกะเทรนด์โลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจอาเซียนสู่ยุคใหม่ | เดลินิวส์

    ในงานสัมมนาทางธุรกิจ Bangkok Business Summit ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยและอาเซียนในยุคแห่งความผันผวน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการเป็น “ตัวเชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ” (Trusted Connector) เพื่อเปิดกว้างและเชื่อมประสานจุดแข็งของชาติสมาชิกอาเซียนเข้าด้วยกันในการเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับโลก

    นายเอกนิติ ระบุว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความเปิดกว้างด้านการค้าและการลงทุนเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวน ความไม่แน่นอน และความซับซ้อนของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน การสร้างความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ร่วมกันในเชิงเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง

    ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแนวคิดทางเศรษฐกิจในยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์สำคัญ (Four Major Shifts) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงและไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ขอบเขตพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น ดังนี้

    1.ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์

    นายเอกนิติ ชี้ว่า ในอดีตการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการลงทุนมักจะมุ่งเน้นไปที่ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) ของประเทศคู่ค้าเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน “ประสิทธิภาพ” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องมาพร้อมกับ “ความมั่นคงปลอดภัย” (Security) ด้วย ส่งผลให้มาตรการทางภาษี การควบคุมการส่งออก การอุดหนุน และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้น กลายมาเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุน

    ขณะเดียวกัน มาตรการปกป้องทางการค้าในตลาดหนึ่งอาจส่งผลให้สินค้าส่วนเกินไหลทะลักไปยังอีกตลาดหนึ่งได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทระดับโลกจึงกำลังมองหาแหล่งลงทุนที่น่าเชื่อถือและต้องการห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลาย

    นายเอกนิติ มองว่าภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ทั้งในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานร่วมกัน รวมถึงการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง (P2P) ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างรัฐและธุรกิจเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งงาน Bangkok Business Summit ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในการแสดงให้โลกเห็นถึงความร่วมมือดังกล่าว

    2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    ปัจจุบันเทคโนโลยี AI กำลังกลายเป็นแหล่งผลิตภาพ (Productivity) อิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ และความสามารถในการแข่งขันยุคใหม่ การเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ พลังการประมวลผล ข้อมูลและศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ตลอดจนบุคลากรที่มีทักษะ (Talent) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมากต่อทั้งการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาคการผลิต ปรับปรุงบริการ และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ แต่เทคโนโลยีนี้ก็จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานและทักษะที่ภาคธุรกิจต้องการในอนาคตด้วย

    สำหรับไทยและอาเซียน ความท้าทายไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในด้าน AI เท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะกระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง 

    ปัจจุบันอาเซียนมีรากฐานระบบชำระเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันในระดับหนึ่งแล้ว เช่น การเชื่อมระบบ PromptPay ของไทยเข้ากับ PayNow ของสิงคโปร์ ทำให้นักท่องเที่ยวสแกนจ่ายเงินได้สะดวกเหมือนอยู่บ้าน แต่ภูมิภาคยังต้องดำเนินการเพิ่มขึ้นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ การพัฒนาบุคลากรด้าน AI ในระดับภูมิภาค การประยุกต์ใช้ AI ในชุมชน และระบบการป้องกันปัญหาภัยโกงและสแกมเมอร์ออนไลน์ โดยนายเอกนิติหวังว่ากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่ได้มีการลงนามร่วมกันจะช่วยผลักดันแนวคิดนี้ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น

    3.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

    ภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกำลังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม แหล่งอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ทำให้ความมั่นคงทางอาหารและความเสถียรในภาคการผลิตมีความสำคัญยิ่งขึ้น นายเอกนิติยกตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยในอดีตของไทยที่เคยส่งผลกระทบและหยุดชะงักห่วงโซ่อุปทานการผลิตแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ดังนั้น อาเซียนในฐานะศูนย์กลางอาหารและฐานการผลิตของโลกจึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศร่วมกัน

    นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังบีบบังคับให้ทุกประเทศต้องหันมาปรับปรุงกระบวนการจัดการด้านพลังงาน ซึ่งอาเซียนมีความได้เปรียบจากการผสมผสานทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน ความต้องการทางอุตสาหกรรม ความสามารถด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โครงการ โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ภูมิภาค

    4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

    ในขณะที่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น แต่อัตราการเกิดกลับลดลง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อกำลังแรงงาน ผลิตภาพ ตลอดจนงบประมาณด้านสาธารณสุขและการคลังของประเทศ อย่างไรก็ดี นายเอกนิติชี้ว่าความท้าทายทางสังคมและกายภาพนี้สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้เช่นกัน เช่น ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Services) อาหารเพื่อสุขภาพ และยารักษาโรค

    เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค ประเทศไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศกลุ่มเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ สปป.ลาว ยังคงมีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่อายุน้อยกว่ามาก จุดนี้ถือเป็นความเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่ง (Complementarity)โดยไทยและสิงคโปร์สามารถแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การวางแผนการออมเงิน และการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อรองรับอายุขัยที่ยาวนานขึ้น พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Wellness Tourism) ตลอดจนระบบเศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) 

    ในขณะที่เวียดนาม สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ สามารถสนับสนุนด้านกำลังแรงงานให้แก่ไทยและสิงคโปร์ผ่านกลไกการเคลื่อนย้ายแรงงานที่สะดวกและเป็นธรรมมากขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจะเปลี่ยนเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจาก “อุปสรรคของการเติบโต” ให้กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด”

    นายเอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงแนวคิด “New Horizons” ภายใต้ธีมการประชุมของธนาคารโลกในปีนี้ คือ “Entering New Horizons: Empowering People, Building Resilience” (การก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่: เสริมสร้างพลังประชาชน สร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับอนาคต) ซึ่งขอบฟ้าใหม่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ปัจจัยเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้น สะอาดขึ้น และยืดหยุ่นมากขึ้น โดยส่งผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจไปถึงประชาชนในระดับฐานราก

    “รัฐบาลมีหน้าที่ในการกำหนดกลยุทธ์และเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ภาคเอกชนคือผู้ที่รู้สถานการณ์จริงในพื้นที่ และเป็นผู้เปลี่ยนความคิดที่ดีให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว 

    นายเอกนิติ กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” ที่เปิดกว้าง น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ แต่เพียงจุดเชื่อมเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความทนทานต่อวิกฤตได้ อาเซียนจำเป็นต้องเชื่อมโยงจุดแข็งที่มีอยู่ทั่วภูมิภาคเข้าด้วยกันเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งต่อไป และร่วมมือกันปฏิรูปอาเซียนให้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6160956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27h4Qebc1k2RmSosSFREtE

  • ธปท. ชู 2 แรงส่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีสานใต้ ดัน ‘เกษตรประณีต-บริการสุขภาพ’ ดึงกำลังซื้อนอกพื้นที่

    ธปท. ชู 2 แรงส่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีสานใต้ ดัน ‘เกษตรประณีต-บริการสุขภาพ’ ดึงกำลังซื้อนอกพื้นที่

    ธปท. เสนอ 2 แนวทางหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีสานใต้คือ การปรับเปลี่ยนสู่ “เกษตรประณีต” เพื่อเพิ่มผลผลิต และรายได้ และการส่งเสริม “บริการที่รุ่ง” โดยเฉพาะด้านสุขภาพ

    • ธปท. เสนอ 2 แนวทางหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีสานใต้คือ การปรับเปลี่ยนสู่ “เกษตรประณีต” เพื่อเพิ่มผลผลิต และรายได้ และการส่งเสริม “บริการที่รุ่ง” โดยเฉพาะด้านสุขภาพ
    • “เกษตรประณีต” เป็นแรงส่งจากภายในที่มุ่งปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรให้เน้นการเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ
    • “บริการสุขภาพ” และการท่องเที่ยวเป็นแรงส่งจากภายนอกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงนอกพื้นที่ โดยอาศัยจุดแข็งด้านบริการที่เข้าถึงใจ (Heart Touch) ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้

    ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวในงานสัมมนา Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น : ISAN LANDING จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อโอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจอีสานใต้ ว่า ภาคอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่เกษตรกรกว่า 97% ปลูกเพียงข้าว และมันสำปะหลัง แต่กลับมีผลิตภาพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และคู่แข่ง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรอยู่ในระดับต่ำมาอย่างยาวนาน ขณะที่ราคาข้าวในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเพียง 5% แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งสูงถึง 18% นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินเรื้อรังจากรุ่นสู่รุ่น 

    และยังเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอีสานที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแหล่งดูดซับแรงงานเหมือนในอดีต เนื่องจากความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกเริ่มหมดไป และโรงงานใหม่มีการจ้างงานลดลง หลังวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของโมเดลการพัฒนาแบบเดิม เมื่อตัวเลขทุนจดทะเบียนเฉลี่ยต่อปีปรับลดลงถึง 41% และความสามารถในการสร้างงานหดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยพบว่าเงินลงทุนที่เท่ากันกลับมีการจ้างงานลดลงถึง 20%

    ธปท. ชู 2 แรงส่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีสานใต้ ดัน ‘เกษตรประณีต-บริการสุขภาพ’ ดึงกำลังซื้อนอกพื้นที่

    ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานราคาถูกที่เคยดึงดูดอุตสาหกรรมในอดีตนั้นสูญสิ้นไปแล้ว นำมาสู่บทสรุปสำคัญที่สั่นคลอนวิถีชีวิตของคนอีสานใน 2 ประเด็นหลัก คือ ประการแรก “เกษตรอย่างเดิมอยู่ไม่ได้” เนื่องจากผลิตภาพที่ต่ำ และต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะเลี้ยงชีพได้ในสภาวะปัจจุบัน

    และประการที่ 2 “ภาคการผลิต และโรงงานไม่สามารถดูดซับแรงงานได้อีกต่อไป” ซึ่งหมายความว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่แหล่งพักพิงที่มั่นคง สำหรับแรงงานคืนถิ่นหรือนักศึกษาจบใหม่ที่เพิ่มขึ้นในทุกปีอีกแล้ว

    แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติกลับเห็นสัญญาณเชิงบวก ดร.ทรงธรรม ชี้ให้เห็นว่า จากปรากฏการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้แรงงานคืนถิ่นกลับอีสานกว่า 400,000 คน แม้ปัจจุบันประเทศจะเปิดแล้ว แต่มีเพียง 80,000 คนที่กลับเข้าสู่ส่วนกลาง อีก 320,000 คนยังคงอยู่ในภูมิภาคเพื่อเริ่มต้นสร้างอาชีพใหม่ในภาคบริการ และเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ธุรกิจดิจิทัล และบริการออนไลน์ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือ พลังสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่สภาวะใหม่

    ธปท. ชู 2 แรงส่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจอีสานใต้ ดัน ‘เกษตรประณีต-บริการสุขภาพ’ ดึงกำลังซื้อนอกพื้นที่

    3 โอกาส เศรษฐกิจอีสานใต้

    ดร.ทรงธรรม กล่าวถึง 3 โอกาสสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอีสานใต้ให้เติบโตในทศวรรษใหม่ คือ 1.ปรับตัวต่อยอดฐานผลิตอาหาร เริ่มจากการเพิ่มผลิตภาพในการเกษตร ซึ่งเป็นฐานชีวิตของคนส่วนใหญ่ 2. จุดแข็งเชิงพื้นที่ดึงกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ ความปลอดภัยสูง เสี่ยงภัยธรรมชาติต่ำ เป็นข้อได้เปรียบ และ 3. ขยายบริการที่รุ่ง มีที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ประตูดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูง จากนอกภาคเข้าสู่อีสาน 

    แรงส่งขับเคลื่อนอนาคต “เกษตรประณีต-บริการที่รุ่ง”

    ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพลิกฟื้นอีสาน สู่อนาคต “Future Ready” ดร. ทรงธรรม เน้นย้ำว่าต้องขับเคลื่อนผ่าน 2 แรงส่งหลัก ได้แก่ 1. แรงส่งจากภายใน มุ่งเน้นการปรับตัวของเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรถึง 50% ของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือการปรับ “Mindset” สู่การทำ “เกษตรเชิงประณีต”

    ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือการทำนาด้วยระบบ “นาหยอด” ที่ช่วยลดต้นทุนได้ 30% แต่เพิ่มผลผลิตได้ถึง 1 เท่าตัว รวมถึงการทำมันสำปะหลังประณีตที่ยกระดับผลผลิตจาก 3 ตัน เป็น 7 ตันต่อไร่ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง แต่พึ่งพาหัวใจสำคัญคือ Mindset

    2. แรงส่งจากภายนอก การเปิดประตูรับกลุ่มกำลังซื้อสูงจากนอกภูมิภาคผ่าน “บริการที่รุ่ง” ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และบริการด้านสุขภาพ 

    ข้อมูลระบุว่า รายจ่ายในธุรกิจเหล่านี้กว่า 22% มาจากคนนอกพื้นที่ และในพื้นที่อย่างบุรีรัมย์ สัดส่วนนี้สูงถึง 44% สะท้อนว่าอีสานมีความสามารถในการดึงเม็ดเงินจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาในพื้นที่ได้จริง ขณะที่ธุรกิจสุขภาพในอีสานเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สอดรับกับเทรนด์สังคมสูงวัยของโลก

    “Heart Touch” จุดแข็งที่ AI แย่งงานไม่ได้

    ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ดร. ทรงธรรม เชื่อมั่นว่า ธุรกิจบริการในอีสานมีข้อได้เปรียบที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ นั่นคือ “มิตรภาพและความไว้ใจ” หรือที่เรียกว่า Heart Touch

    ความสามารถของ AI ที่จะมาทดแทนเรื่องความเป็นมนุษย์ สำหรับงานบริการแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่ามันจะกระทบน้อยที่สุด ด้วยลักษณะนิสัยของคนอีสานที่ “มักม่วน” อดทน และมีมิตรภาพสูง ทำให้บริการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวที่เน้นความสัมพันธ์แบบ “ใจถึงใจ” (Heart to Heart) กลายเป็นอาวุธลับสำคัญในการแข่งขัน

    “AI ไม่สามารถทำแทนได้ เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่มนุษย์ยังคงต้องการการดูแล การพูดคุย และการท่องเที่ยวที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์”

    อีกทั้ง ภาคอีสานใต้ มีจุดแข็งในเชิงพื้นที่คือ มีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม สามารถเดินหน้าต่อไปได้ที่ชัดเจนที่สุด คือ M6 รถไฟความเร็วสูง สนามบิน สะพานมิตรภาพที่กำลังจะสร้าง และทยอยเสร็จไปในระยะใกล้ ๆ นี้ นอกจากนั้น ศูนย์ประชุม สนามกีฬา หลายอย่างก็อยู่ในอีสานใต้ช่วยส่งเสริมกันไป

    และที่สำคัญ เป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวที่น้อยที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยมีอากาศที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญสำหรับธุรกิจบริการที่รุ่ง (Rising Services) เช่น บริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว

    ดังนั้น การจะเปลี่ยนให้อีสานใต้ เป็นภูมิภาคที่พร้อมสำหรับอนาคต ดร.ทรงธรรม ย้ำว่า กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในทศวรรษใหม่ต้องเริ่มจากการทำให้ฐานรากแข็งแกร่งด้วยเกษตรมูลค่าสูง และใช้จุดแข็งด้านจิตวิญญาณบริการดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก เพื่อให้ Local First นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1250342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cM3VPleSjrV4hmYahxQUP

  • SME ไทย ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร  ก่อนประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD

    SME ไทย ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร ก่อนประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD

    SME ไทย

    ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร

    ก่อนประเทศไทย

    เข้าเป็นสมาชิก OECD

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเรื่องการยกระดับมาตรฐานของภาครัฐ แต่จะเปลี่ยน ‘กติกาทางเศรษฐกิจ’ที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญด้วย และกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ SME

    มาตรฐานคำถามจึงไม่ใช่ว่า SME ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อ ‘ผ่านมาตรฐาน OECD’ แต่คือ SME ไทยจะปรับตัวอย่างไรให้แข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง และใช้มาตรฐานสูงขึ้น

    OECD Economic Survey: Thailand 2025 สะท้อนปัญหาของไทยไว้ค่อนข้างชัด ทั้งผลิตภาพที่เติบโตช้าลง

    การแข่งขันที่ยังไม่สมบูรณ์ กฎระเบียบจำนวนมาก ความเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการลงทุนและทักษะแรงงาน

    โดยผลิตภาพแรงงานของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.1% ในช่วงปี 2015–2023 ลดลงจาก 4.8% ในช่วงปี 2010–2015

    นี่คือสัญญาณสำคัญว่า SME ไทย’ไม่สามารถแข่งขัน’ด้วยโมเดลเดิมได้อีกต่อไป

    สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ จากการพึ่งพาการช่วยเหลือ ไปสู่การเพิ่ม Productivity

    ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นโยบาย SME ของไทยจำนวนมากถูกสร้างขึ้นบนคำถามว่า ‘รัฐจะช่วย SME อย่างไร’ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ เงินอุดหนุน โครงการอบรม หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ แต่เศรษฐกิจในมาตรฐาน OECD จะให้ความสำคัญกับคำถามอีกชุดหนึ่งมากกว่า คือ

    ธุรกิจผลิตได้มากขึ้นหรือไม่

    มีนวัตกรรมหรือไม่

    ใช้เทคโนโลยีดีขึ้นหรือไม่

    สามารถเติบโตจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ได้หรือไม่

    SME จึงต้องเริ่มมองตัวเองจากตัวเลขที่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันจริง เช่น รายได้ต่อพนักงาน มูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน สัดส่วนรายได้จากสินค้าใหม่ การใช้เทคโนโลยี และความสามารถในการขยายตลาด มากกว่าการวัดความสำเร็จจากยอดขายเพียงอย่างเดียว

    เรื่องที่สองคือ SME ไทยต้อง’ออกจากกรอบ’ตลาดภายในประเทศ และเข้าสู่ Global Value Chain

    บทเรียนจากโปแลนด์น่าสนใจมาก เพราะในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโปแลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วจากการเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก และดึง Foreign Direct Investment เข้ามา โดย GDP ต่อหัวของโปแลนด์เพิ่มจากประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ย OECD ไปสู่ประมาณ 80% ขณะที่การส่งออกเพิ่มจาก 27% ของ GDP ในปี 2000 เป็น 63% ในปี 2022

    แต่ประโยชน์ของ FDI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

    OECD พบว่าบริษัทต่างชาติในโปแลนด์มี’ผลิตภาพสูงกว่า’บริษัทท้องถิ่นเฉลี่ยถึง 43% และชี้ว่าหาก SME ท้องถิ่นไม่มีทักษะ เทคโนโลยี หรือความสามารถในการดูดซับองค์ความรู้ที่เพียงพอ ประเทศก็อาจได้เพียงโรงงานต่างชาติเข้ามาตั้ง แต่ SME ภายในประเทศไม่ได้ยกระดับตามไปด้วย

    นี่คือบทเรียนโดยตรงสำหรับประเทศไทย

    การดึง Data Center โรงงาน EV อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง หรือบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุน จะไม่มีความหมายกับ SME ไทยมากนัก หากสุดท้ายบริษัทเหล่านั้นยังต้องนำเข้า supplier จากต่างประเทศทั้งหมด

    โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ ‘ดึง FDI เข้ามาเท่าไร’ แต่ต้องถามต่อว่า SME ไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของ FDI ได้มากเพียงใด

    ขณะที่ SME ก็ต้องถามว่า หากวันพรุ่งนี้บริษัทญี่ปุ่น เยอรมัน หรือสหรัฐฯ ต้องการ supplier ในประเทศไทย บริษัทของเรามีมาตรฐาน คุณภาพ ระบบบัญชี เทคโนโลยี บุคลากร และกำลังการผลิตพร้อมหรือยัง

    เรื่องที่สามคือ การอยู่ในระบบจะกลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน

    ประเทศไทยยังมีธุรกิจและแรงงานนอกระบบจำนวนมาก OECD ชี้ว่าความเป็น informal ไม่เพียงทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ยาก แต่ยังสัมพันธ์กับผลิตภาพที่ต่ำ การลงทุนในแรงงานน้อย การเข้าถึงเงินทุนจำกัด และการบังคับใช้สัญญาทางธุรกิจที่ยากขึ้น

    ในอดีต การอยู่นอกระบบอาจดูเหมือนเป็นการลดต้นทุน แต่ในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับ OECD มากขึ้น ความไม่เป็นทางการจะค่อย ๆ กลายเป็นข้อจำกัด

    เพราะการเข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ การส่งออก การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการทำธุรกิจกับนักลงทุนต่างชาติ ต้องการบัญชีที่ตรวจสอบได้ การเสียภาษีถูกต้อง สัญญาแรงงาน ระบบข้อมูล การคุ้มครองข้อมูล และมาตรฐานการดำเนินงานที่ชัดเจน

    SME ไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก ‘ทำธุรกิจให้ถูกที่สุด’ เป็น ‘สร้างธุรกิจที่ตรวจสอบได้และขยายตัวได้’

    เรื่องที่สี่คือ Digital Transformation ต้องมากกว่าการขายของออนไลน์

    การมี Facebook, TikTok, Shopee หรือเว็บไซต์ ไม่ได้ทำให้ธุรกิจกลายเป็น Digital Enterprise

    สิ่งที่ SME ต้องเร่งทำคือการนำเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ Accounting, ERP, CRM, Supply Chain, Data Analytics, Cybersecurity ไปจนถึง AI

    เป้าหมายต้องขยับจาก

    Digital Marketing เป็น AI-enabled Enterprise

    เพราะการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดว่าใครใช้ Social Media เก่งกว่า แต่จะวัดว่าใครสามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีลดต้นทุน ตัดสินใจเร็วขึ้น และสร้างสินค้าใหม่ได้มากกว่า

    เรื่องที่ห้าคือ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และธรรมาภิบาลจะค่อย ๆ ไหลลงมาถึง SME

    SME จำนวนมากยังมอง ESG, Carbon Footprint หรือ Responsible Business Conduct ว่าเป็นเรื่องของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทข้ามชาติ

    ความจริงกำลังเดินไปอีกทางหนึ่ง

    เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ต้องรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน แรงงาน และความโปร่งใส บริษัทเหล่านั้นจะเริ่มเรียกร้องข้อมูลเดียวกันจาก supplier ของตน

    ดังนั้น SME อาจไม่ได้ถูกกฎหมายบังคับโดยตรง แต่ถูก ‘ตลาด’บังคับโดยอ้อม

    บริษัทที่เริ่มเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ สวัสดิการแรงงาน การปล่อยคาร์บอน และระบบต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่วันนี้ จึงอาจได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าระดับโลกในอนาคต

    แต่ทั้งหมดนี้มีอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

    ประเทศไทยไม่สามารถเรียกร้องให้ SME ยกระดับมาตรฐานเพียงฝ่ายเดียวได้

    หาก SME ต้องโปร่งใสมากขึ้น จ่ายภาษีถูกต้องขึ้น ใช้มาตรฐานแรงงานสูงขึ้น ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมี Compliance เพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องทำให้‘สนามแข่งขัน’ มีคุณภาพสูงขึ้นเช่นกัน

    OECD ระบุชัดว่าการเพิ่มผลิตภาพของไทยจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขัน ลด Red Tape ดึงดูดการลงทุน และปรับปรุงธรรมาภิบาล พร้อมทั้งชี้ถึงปัญหา Uneven Playing Field ระหว่างภาคเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ

    ดังนั้น OECD ไม่ควรหมายถึง SME ต้องแบกกฎเพิ่มขึ้น

    แต่ควรหมายถึงประเทศไทยต้องสร้าง Level Playing Field ที่ดีขึ้นด้วย

    รัฐต้องลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ป้องกันการใช้อำนาจตลาดของธุรกิจขนาดใหญ่ กำกับแพลตฟอร์มอย่างเป็นธรรม สร้าง Competitive Neutrality ลดต้นทุนการเข้าสู่ระบบ และทำให้ SME เข้าถึงตลาด เงินทุน และกระบวนการยุติธรรมได้จริง

    นี่คือการเปลี่ยนแนวคิดครั้งสำคัญ

    จากเดิมที่ว่า

    ‘SME แข่งขันไม่ได้ รัฐจึงต้องช่วย’

    ไปสู่

    ‘SME แข่งขันไม่ได้ เราต้องตรวจสอบก่อนว่าสนามแข่งขันเป็นธรรมหรือไม่’

    การเข้า OECD จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยจากมาตรฐานใหม่ แต่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการยกเครื่อง SME ไทยทั้งระบบ

    SME เองต้องยกระดับ Productivity เทคโนโลยี ทักษะ มาตรฐาน และธรรมาภิบาล

    ขณะเดียวกันรัฐต้องยกระดับการแข่งขัน ลดภาระกฎระเบียบ และสร้างตลาดที่เป็นธรรม

    นี่ควรเป็นข้อตกลงใหม่ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการไทย

    SME พร้อมยกระดับตัวเองให้แข่งขันในมาตรฐานโลก แต่รัฐก็ต้องยกระดับสนามแข่งขันของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานโลกเช่นเดียวกัน

    เพราะเป้าหมายของการเข้า OECD ไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ประเทศไทย ‘ผ่านมาตรฐาน’

    แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทย แข็งแรงพอที่จะแข่งขันอยู่ในมาตรฐานนั้นได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-oecd-productivity-esg-carbon-footprint-supree&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kswj4BP_3kxeXleTefjyF

  • ‘ผู้ว่าธปท.’ เตือนเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง เร่งแก้ปัญหาผ่านการเงิน-การคลัง | เดลินิวส์

    ‘ผู้ว่าธปท.’ เตือนเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ความเสี่ยงที่ต้องระวัง เร่งแก้ปัญหาผ่านการเงิน-การคลัง | เดลินิวส์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการเงิน พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ โดยระบุถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนบทบาทของธนาคารกลางจากการเน้นดูแลเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะยาว

    สำหรับกรอบการทำงานหลักของ ธปท.ตามกฎหมายคือการดูแลเสถียรภาพ 3 ด้าน ซึ่งในปัจจุบันทุกตัวยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและมีความเสี่ยงจำกัด

    1.เสถียรภาพด้านราคา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% แม้ว่าในระยะหลังตัวเลขจะต่ำกว่า 1% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง

    2.เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์มีความแข็งแกร่งอย่างมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540 โดยมีฐานเงินกองทุน (BIS Ratio) สูงถึง 20% จากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีประมาณ 11% ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและหนี้เสียอยู่ในระดับต่ำ

    3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ระบบการชำระเงินของไทย โดยเฉพาะ QR Payment ถือเป็นระบบมาตรฐานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และจุดเด่นสำคัญคือการให้บริการฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศที่ต้องเสียค่าบริการครั้งละ 1-3 ดอลลาร์

    “ความเสี่ยงของประเทศในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเสถียรภาพ แต่อยู่ที่เศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ”

    [ เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ]

    ผู้ว่าฯธปท. ระบุว่า จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวิกฤต

    • ก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 7%
    • หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงเหลือ 5.3%
    • หลังวิกฤตการเงินโลก เติบโตเหลือ 3.7%
    • หลังวิกฤตโควิด-19 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4%
    • ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้เพียงประมาณ 2.3% เท่านั้น

    นายวิทัย เตือนว่าหากปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำในระดับนี้ต่อไป จะส่งผลให้รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจลดลง จนในที่สุดจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องปิดตัวลง และจะย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในท้ายที่สุด ขณะที่ศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทย ในปัจจุบันถูกประเมินไว้เพียงแค่ประมาณ 2.7% เท่านั้น

    ข้อจำกัดของ “นโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือในวงกว้างที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดได้ เช่น การเจาะจงช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หรืออุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาส่งผ่านนโยบายนานถึง 8-12 เดือน ธปท. จึงเลือกใช้ “มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด” เข้ามาเสริมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง

    นอกจากนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำ 1% หรือต่ำกว่าในบางช่วงหากไม่นับช่วงโควิดที่ลงไปต่ำสุด 0.5% ซึ่งเหมาะสมในการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ ธปท. ยังคงยืนยันว่ามีเครื่องมือและนโยบายสำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอหากเกิดภาวะวิกฤตหรือช็อกทางเศรษฐกิจขึ้นในอนาคต

    [ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ]

    สำหรับมาตรการทางการเงินเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านหลัก

    ด้านที่ 1 การแก้ไขหนี้ครัวเรือนและหนี้เอสเอ็มอี ซึ่งประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน ธปท. จึงได้ร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำโครงการ Credit Boost เพื่อยกระดับการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนได้ราว 80,000-100,000 ราย

    ด้านที่ 2 มาตรการสกัดกั้นเงินนอกระบบและทุนสีเทา โดยธปท.ได้ออกเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมเงินสด โดยกำหนดให้ ผู้ที่เบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้อย่างเข้มงวดในเดือนตุลาคมนี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ยอดการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติลดลงทันทีถึง 70% จากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ล้านบาท เหลือเพียง 47,000 ล้านบาท และตั้งเป้าให้เหลือ 20,000 ล้านบาท และยังอยู่ระหว่างการติดตามเส้นทางการเงินในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT/FX) ที่มีมูลค่าการทำธุรกรรมหลายแสนล้านบาทเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการพนันออนไลน์

    ด้านที่ 3 คุมเข้มธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL)

    ด้านที่ 4 จัดระเบียบและยกระดับกลุ่มธุรกิจนอนแบงก์

    “นโยบายการเงินและการคลังจะต้องดำเนินงานประสานควบคู่กันไปอย่างเป็นเอกภาพ ธปท.ในยุคนี้เลือกที่จะขยายบทบาทเพื่อเข้ามาประคับประคองและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างตรงจุด เพราะหากละเลยไม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนระบบทุนสีเทาในปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถต้านทาน (Resilience) ต่อแรงช็อกต่าง ๆ จากเศรษฐกิจโลกที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6160850/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KMtxdqhaheciQWzVaxBdm