
การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่ม G20 ปิดฉากลงแล้วในวันอังคารที่ 1 กันยายน ซึ่งสหรัฐอเมริการับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ณ The Omni Grove Park Inn รีสอร์ตอันสวยงามซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแอชวิลล์ มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา
การประชุม G20 แบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือการประชุมระดับรองผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 สิงหาคม ตามด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน โดย สต็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมร่วมกับ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม โดยปล่อยให้มือขวาที่เขาไว้วางใจอย่างเบสเซนต์ทำหน้าที่ดูแลการประชุมอย่างเต็มที่
เบสเซนต์ตัดสินใจเลือกเมืองแอชวิลล์เป็นสถานที่จัดการประชุม เพื่อแสดงให้เห็นว่าคณะบริหารของทรัมป์ทำตามคำมั่นสัญญาที่จะฟื้นฟูเมืองแอชวิลล์และรัฐนอร์ทแคโรไลนาให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากเผชิญความเสียหายรุนแรงจากพายุเฮอริเคนเฮลีน (Helene) เมื่อสองปีก่อน นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางไปสู่การจัดประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ในเดือนธันวาคมนี้ด้วย
ประชุม G20 … เจ็บ แต่ไม่จบ!
การที่สหรัฐฯ ได้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม G20 ครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการวางทุ่นระเบิด โดยเฉพาะกับประเทศที่สหรัฐฯ ตั้งตัวเป็นศัตรูทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร อย่าง อิหร่าน ซึ่งกำลังห้ำหั่นในสมรภูมิรบ และ จีน ซึ่งเป็นไม่เบื่อไม้เมาในสงครามการค้า
เบสเซนต์ใช้เวทีการประชุมครั้งนี้ผลักดันให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 ร่วมกันโดดเดี่ยวและตัดขาดอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เขากล่าวว่าสหรัฐฯ ได้เตรียมแผนเชิงรุกเพื่อกดดันเศรษฐกิจอิหร่านให้ย่อยยับ ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงการที่สหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน และเร่งให้โครงข่ายท่อส่งน้ำมันทางบกสามารถลดการพึ่งพาการใช้ช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสิ้นเชิงภายในเวลา 24 เดือน ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็จะทำให้อิหร่านสูญเสียหนึ่งในเครื่องมือต่อรองที่สำคัญที่สุดของตน
ตลอดช่วงเวลาที่การประชุม G20 ยังดำเนินอยู่นั้น สหรัฐฯ ต้องรับศึกทั้งสองด้าน ด้านแรกคือการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพการประชุมต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองให้ดีที่สุด และอีกด้านคือการใช้กำลังทหารฟาดฟันอิหร่าน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการสร้างภาพให้ดูสมจริงเพื่อให้อิหร่านเป็น “วายร้าย” ในช่วงการประชุม G20 โดยศึกระลอกใหม่นี้ สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเปิดฉากก่อนด้วยการโจมตีแท่นยิงจรวด 2 แห่งของอิหร่านบนเกาะลารัค ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม โดยอ้างข้อมูลว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังเตรียมการยิงจรวดที่บรรจุทุ่นระเบิดทางน้ำลงสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ค. ขณะที่อิหร่านตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดน และล่าสุดกองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายของ IRGC ซ้ำอีกในวันอังคาร โดยอ้างว่า IRGC พยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ
การรุกคืบโจมตีอิหร่านครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของสหรัฐฯ เพราะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง และเป็นสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 6 จะยืดเยื้อและลุกลาม จึงพากันกระหน่ำขายพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งการทุบขายพันธบัตรในลักษณะเช่นนี้คล้ายกับเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียในปี 2540 นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้นักลงทุนหวาดผวาเรื่องเงินเฟ้อและเสี่ยงที่จะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกแห่ขึ้นดอกเบี้ย …และมากกว่านั้นคือ สหรัฐฯ เองที่กลับกลายเป็น “วายร้าย” ในสายตานักลงทุนทั่วโลก แทนที่จะได้เครดิตในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม G20
ประชุมปิดฉากโดยไร้แถลงการณ์ร่วม พ่วงศึกการค้า “จีน” ที่ยังไร้ทางออก
นอกจากอิหร่านแล้ว สหรัฐฯ ยังทิ้งทุ่นระเบิดใส่จีนด้วยการเรียกร้องให้ชาติสมาชิก G20 เร่งทบทวนเงื่อนไขทางการค้ากับจีน โดยเบสเซนต์กล่าวว่า โลกไม่ควรปล่อยให้จีนเกินดุลการค้าสูงถึงมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และยังเหน็บแนมว่าจีนกำลังดิ้นรนส่งออกสินค้าเพื่อหาทางรอดให้กับเศรษฐกิจของตนเองที่กำลังย่ำแย่
การประชุม G20 ซึ่งปิดฉากลงในวันอังคารนั้น ประเทศสมาชิกเกือบทั้งหมด ยกเว้นจีน เห็นพ้องร่วมกันว่าชาติสมาชิกกลุ่ม G20 ควรยกเลิกนโยบายและแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้าโลก นอกจากนี้ ประเทศที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรดำเนินนโยบายเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากเกินไป
เบสเซนต์อ้างว่า จีนขัดขวางไม่ให้กลุ่ม G20 ออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุม เนื่องจากไม่พอใจที่มีการระบุถึงการเกินดุลการค้ามูลค่ามหาศาลของจีน ส่งผลให้ที่ประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลกได้
ในการแถลงข่าวหลังการประชุม เบสเซนต์เอ่ยชื่อ “จีน” โดยไม่อ้อมค้อมว่า “ประเทศที่คัดค้านการออกแถลงการร่วม ก็คือจีนซึ่งมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากที่สุดในโลก เศรษฐกิจใดก็ตามที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของกลไกตลาดและหวังทุ่มส่งออกสินค้าราคาถูกออกมาอย่างไม่สิ้นสุดนั้น ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน”
หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวไม่นาน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของเบสเซนต์ตามมา โดยระบุว่า จีนได้คัดค้านอย่างเจาะจงเกี่ยวกับเนื้อหาในย่อหน้าที่เน้นเรื่องการเดินเรืออย่างเสรีผ่านช่องแคบฮอร์มุซ, การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและบรรเทาความไม่สมดุลทางการค้าเพิ่มเติม ตลอดจนประเด็นเรื่องอำนาจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการตรวจสอบความไม่สมดุลทางการค้า และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้
จีนมียอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 20% จากปี 2567 ซึ่งเบสเซนต์ได้หยิบยกประเด็นนี้ให้เป็นวาระสำคัญตลอดการประชุม G20 ขณะที่ข้อมูลตารางการจัดอันดับดุลการค้ารายปีของสหรัฐฯ จากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2568
นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังแสดงท่าทีไม่พอใจที่การหารือเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับเจ้าหน้าที่ตัวแทนของจีนเป็นไปอย่างจำกัด และยังกล่าวด้วยว่า เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นคู่เจรจาหลักของเขานั้น ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมในรอบรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของ G20 ทั้งที่เขาหมายมั่นไว้ว่า เรื่อง AI จะเป็นหนึ่งในหัวข้อหารือสำคัญเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางมายังสหรัฐฯ เพื่อพบปะหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนนี้
กดดัน BOJ เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชนวนเหตุทำบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งพรวด
ขุนคลังสหรัฐฯ ใช้เวที G20 กดดันไปทั่ววงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในเอเชีย โดยสำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า เบสเซนต์ได้บอกกับ ซัตสึเกะ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น และคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) นอกรอบการประชุม G20 อย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วที่ BOJ ควรจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นการยกระดับการกดดันญี่ปุ่น จากเดิมที่เคยกล่าวอย่างอ้อม ๆ ว่า BOJ ควรดำเนินนโยบายการเงินให้ถูกต้อง
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า BOJ อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ และได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 3% ในวันอังคาร ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2539 แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนในการชำระหนี้ในญี่ปุ่นที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานะทางการคลังของญี่ปุ่นย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีหนี้ค้างชำระถึงสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
การกดดันญี่ปุ่นครั้งล่าสุดนี้มีขึ้นหลังจากที่เบสเซนต์ได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นในการแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมองว่าญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ อีกทั้งเป็นคู่ค้าสำคัญและพันธมิตรของสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญา ดังนั้น เงินเยนที่อ่อนค่ามากเกินไปอาจทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกไม่มีเสถียรภาพ และท้ายที่สุดอาจจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ เองปรับตัวสูงขึ้น
ยุโรปไม่พอใจ สหรัฐฯ เชิญ “รัสเซีย” ร่วมประชุม G20
ในการประชุม G20 ครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สร้างความประหลาดใจด้วยการเชิญ อันตอน ซิลูอานอฟ รัฐมนตรีคลังของรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า ซึ่งทันทีที่ซิลูอานอฟปรากฎตัวในที่ประชุม บรรดาชาติยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี ต่างก็แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่ารัสเซียสมควรต้องถูกกดดันและโดดเดี่ยวหลังจากใช้กำลังทหารรุกรานยูเครนในปี 2565 นอกจากนี้ ชาติยุโรปยังมองว่าการต้อนรับรัฐมนตรีคลังรัสเซียเหมือนผู้เข้าร่วมการประชุมทั่วไปนั้น อาจส่งสัญญาณว่า รัสเซียกำลังได้รับการยอมรับให้กลับเข้าสู่เวทีโลกได้ตามปกติ ทั้งที่สงครามยูเครนยังดำเนินอยู่
ผู้แทนจากยุโรปยังแสดงออกถึงความไม่พอใจด้วยการไม่ยอมถ่ายภาพหมู่ตามธรรมเนียมของการประชุม G20 หากซิลูอานอฟอยู่ในเฟรมด้วย โดยลาร์ส คลิงเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี กล่าวว่า บรรดาผู้แทนจากยุโรปได้แจ้งจุดยืนนี้ต่อสหรัฐฯ ทราบล่วงหน้าในฐานะเจ้าภาพ …ซึ่งท้ายที่สุด ภาพหมู่ของรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 ครั้งนี้ ไม่มีรัฐมนตรีคลังรัสเซียร่วมเฟรม
คลิงเบลกล่าวว่า ยุโรปเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซียและต้องการความร่วมมือจากสหรัฐฯ แต่การต้อนรับซิลูอานอฟในการประชุมครั้งนี้ทำให้ยุโรปต้องตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังแสดงท่าทีที่ผ่อนปรนต่อรัสเซียหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ชี้แจงในภายหลังว่า รัสเซียยังคงเป็นสมาชิกกลุ่ม G20 และรัฐบาลสหรัฐฯ เล็งเห็นว่า การรักษาช่องทางการเจรจาระหว่างกันยังมีความสำคัญ แม้จะอยู่ในภาวะสงคราม พร้อมกับอธิบายว่า การที่ยูเครนไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม G20 ส่วนกรณีประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกจะได้เข้าร่วมการประชุมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำเชิญของประเทศเจ้าภาพในแต่ละปี
รายงานระบุว่า นอกจากซิลูอานอฟจะได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม G20 แล้ว เขายังได้หารือนอกรอบกับเบสเซนต์ โดยทั้งสองพูดคุยกันเกี่ยวกับแผนสันติภาพยูเครนของทรัมป์ รวมถึงการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ G20
สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์หนัก หลังจำกัดสื่อเข้าประชุม G20
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังปฏิเสธคำขอของผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักที่ต้องการเข้าทำข่าวการประชุม G20 โดยบลูมเบิร์ก, วอลล์สตรีท เจอร์นัล และนิวยอร์ก ไทมส์ รวมอยู่ในสื่อที่ไม่ได้รับอนุญาต
โฆษกของสำนักข่าวบลูมเบิร์กกล่าวว่า การไม่อนุญาตให้สื่อเข้าทำข่าวการประชุม G20 ถือเป็นการกระทบต่อเสรีภาพสื่อและการตรวจสอบจากสาธารณชน
ขณะที่คลิงเบล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี แสดงความไม่พอใจเช่นกัน โดยกล่าวว่าสื่อมวลชนมีสิทธิรายงานการประชุม G20 อย่างเปิดเผยและเสรี การกีดกันผู้สื่อข่าวหรือสำนักข่าวออกจากการประชุมถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้
การประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G20 ปิดม่านลงอย่างไม่สวยงามและไร้เสียงปรบมือ นอกจากนี้ ยังเป็นการประชุมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและทิ้งร่องรอยความบาดหมางทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการค้า ซึ่งประเทศเจ้าภาพอย่างสหรัฐฯ จะต้องตามแก้ไข
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/641627&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D3DxYPlFuL4flcQCUybfm
