Category: ท่องเที่ยว

  • คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    มฟล. ผงาดเวทีโลก คว้า “ดับเบิลแชมป์ไทย” ด้านคุณภาพงานวิจัย–ความเป็นนานาชาติ ขยับกลุ่ม 1001–1200 ของโลก ตอกย้ำเชียงรายสู่ศูนย์กลางวิชาการนานาชาติ

    เชียงราย, 11 ตุลาคม 2568 — เช้าวันฝนพรำที่ดอยแม่ฟ้าหลวง ลมหอบกลิ่นดินชื้นพัดผ่านสวนสวยและอาคารเรียนทรงร่วมสมัย นักศึกษาต่างชาติกลุ่มเล็กกำลังยืนถ่ายภาพกับชุดครุยจำลองหน้าป้ายมหาวิทยาลัย ขณะที่นักวิจัยรุ่นใหม่ผลัดกันหิ้วกล่องตัวอย่างขึ้นตึกทดลอง บนสันเขาที่ทอดยาวนี้ “เมืองมหาวิทยาลัย” กำลังขยับตัว—และในสัปดาห์นี้การขยับตัวนั้นก้องไกลไปถึงแวดวงอุดมศึกษาทั่วโลก เมื่อ Times Higher Education (THE) ประกาศผล THE World University Rankings 2026 ให้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ขึ้นไปอยู่ในช่วง 1001–1200 ของโลก ขยับจากปีที่ผ่านมา และก้าวขึ้นเป็น อันดับ 4 ร่วมของประเทศไทย ในภาพรวม

    มากกว่าตัวเลขอันดับโลก สอง “คะแนนยุทธศาสตร์” ยืนยันความก้าวกระโดดของ มฟล. แบบมี “ฐาน” และ “ความต่อเนื่อง” คือ
    (1) Research Qualityอันดับ 1 ของประเทศ คะแนน 61.4 พุ่งจาก 49.3 และ
    (2) International Outlookอันดับ 1 ของไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 คะแนน 64.1 เพิ่มจาก 58.2

    ทั้งสองแกนชี้ชัดว่า มฟล. มิได้เพียง “สวยงาม” ในเชิงภูมิทัศน์ หาก “เข้มแข็ง” ในระบบวิจัยและเครือข่ายนานาชาติที่ปลี่ยนเป็น “ทุนเชิงยุทธศาสตร์” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

    “การเติบโตของคะแนน ‘คุณภาพงานวิจัย’ สะท้อนการยกระดับมาตรฐานเชิงวิชาการที่วัดผลได้ และการครองที่หนึ่งด้าน ‘ความเป็นนานาชาติ’ ต่อเนื่องหลายปี คือหลักฐานของโครงข่ายความร่วมมือที่ขยายตัวจริง” — ความเห็นเชิงวิเคราะห์จากแหล่งวิชาการในพื้นที่

    เมื่อคะแนนไม่ใช่แค่คะแนน สัญญะของ “คุณภาพงานวิจัย” และ “ความเป็นนานาชาติ”

    การจัดอันดับของ THE วัดสมรรถนะหลักผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ Teaching, Research Environment, Research Quality, International Outlook, และ Industry (การเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรม) ในมิตินี้ การที่ มฟล. ครองที่หนึ่งของไทยด้าน Research Quality พร้อมกับยืนหนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง สื่อถึงสองพลังคู่ขนาน

    1. คุณภาพงานวิจัย—ไม่ใช่แค่จำนวนบทความ แต่รวมถึงผลกระทบเชิงวิชาการ (citation/field-weighted impact) ความเข้มแข็งของ peer recognition และมาตรฐานการตีพิมพ์ที่สม่ำเสมอ การขยับจาก 49.3 เป็น 61.4 คะแนน ภายในรอบปี คือการไต่ระดับที่ต้องมี “ฐานข้อมูล–ฐานคน–ฐานห้องปฏิบัติการ” รองรับ
    2. ความเป็นนานาชาติ—สะท้อนความร่วมมือข้ามพรมแดนในมิติการร่วมวิจัย (co-publication) ความหลากหลายของคณาจารย์–นักศึกษา การเคลื่อนย้ายนักวิชาการ และศักยภาพการดึงดูดทุนวิจัยต่างประเทศ คะแนนที่เพิ่มจาก 58.2 เป็น 64.1 พร้อมสถิติ อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน คือหลักฐานของเครือข่ายที่หนาแน่นขึ้น ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะกิจ

    หากพิจารณาเชิงระบบ การขยับจากช่วง 1201–1500 ไปสู่ 1001–1200 ในปี 2026 (ในบริบทที่ THE จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ) แปลว่า มฟล. แข่งขันได้ในสนามที่ “แน่นขึ้นและยากขึ้น” กว่าทุกปี—การติด “ดับเบิลแชมป์ไทย” จึงให้สัญญะว่า “เชียงราย” ไม่ได้เป็นแค่เมืองปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวเป็น เมืองฐานความรู้” ในเชิงปฏิบัติ

    เชียงรายในแผนที่อุดมศึกษาโลก เมื่อ “ภูมิศาสตร์ชายแดน” กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์ความรู้”

    ผลการจัดอันดับมาถึงพร้อมข่าวใหญ่อีกชิ้น เชียงราย ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการนานาชาติ APACPH Conference ครั้งที่ 56 (4–7 พ.ย. 2568) ของ สมาพันธ์วิชาการสาธารณสุขภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหมายความว่า เมืองมหาวิทยาลัยบนภูเขาแห่งนี้จะต้อนรับผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขจากทั่วภูมิภาค ในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสาธารณสุขในโลกที่มีการหยุดชะงัก”

    ในแง่เศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) และงานประชุมสัมมนานานาชาติ (MICE) การมี มหาวิทยาลัยที่มีอันดับโลกขยับขึ้น และ ถือธงความเป็นนานาชาติ เป็นตัวดึงดูดสำคัญทั้งวิทยากร–ทุนวิจัย–ผู้เข้าร่วมระดับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งท้ายที่สุดจะเปลี่ยนเป็น การจับจ่าย–การจ้างงาน–และชื่อเสียงเมือง ในระยะกลาง–ยาว

    ทำไม “Research Quality” ถึงสำคัญต่อจังหวัด?

    ในระดับมหภาค “คุณภาพงานวิจัย” คือสมการที่แปลงเป็น ทุนทางปัญญา–นวัตกรรม–และอุตสาหกรรมใหม่ ได้จริง ยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เกษตรมูลค่าสูง ชีวเวชภัณฑ์ และ BCG เป็นโอกาส มฟล. ที่มีคะแนนวิจัยขยับเด่นจึงเป็น “เข็มทิศ” ให้จังหวัดจัดวางยุทธศาสตร์ จับคู่ ห้องปฏิบัติการ–ศูนย์วิจัย–สตาร์ทอัพ–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    • เกษตร–อาหาร–สุขภาพ งานวิจัยด้านสมุนไพร การแปรรูปอาหารฟังก์ชัน การแพทย์แม่นยำ และสาธารณสุขชายแดน สามารถเชื่อมกับห่วงโซ่คุณค่าในพื้นที่
    • ท่องเที่ยวคุณภาพสูง ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ/สิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มมาตรฐาน “ปลายทางสุขภาพ–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม” ของเชียงรายให้ต่างชาติมั่นใจ
    • ความร่วมมือ GMS ฐานวิชาการนานาชาติของ มฟล. ทำให้เชียงรายเป็นจุดนัดหมายใหม่ของนักวิจัย–ผู้กำหนดนโยบายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    ตัวเลขที่เล่าเรื่อง จากคะแนน…สู่ความหมายเชิงระบบ

    • กลุ่มอันดับโลกของ มฟล.: จาก 1201–1500 (ปีก่อน) → 1001–1200 (ปี 2026)
    • อันดับในไทย (รวม): อันดับ 4 ร่วม (ในบรรดา 21 สถาบัน ที่ติดอันดับปีนี้)
    • Research Quality: ที่ 1 ของไทย คะแนน 61.4 (↑ จาก 49.3)
    • International Outlook: ที่ 1 ของไทย ต่อเนื่องปีที่ 6 คะแนน 64.1 (↑ จาก 58.2)
    • กรอบการแข่งขันโลก: มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ

    ตัวเลขเหล่านี้แปลว่าอะไร? ในภาษาที่เข้าใจง่าย—งานวิจัยของ มฟล. ถูกอ่าน อ้างอิง และยอมรับมากขึ้น ในขณะที่ ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกแน่นแฟ้นขึ้น ทำให้การชวน “พันธมิตรต่างชาติ” มาร่วมทดลอง–ลงทุน–หรือเปิดหลักสูตรร่วม มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และนี่เองคือ “ทุนมองไม่เห็น” ที่เมืองมหาวิทยาลัยต้องใช้เป็นคันโยก

    เสียงสะท้อนจากพื้นที่ นักศึกษาต่างชาติ–อาจารย์–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    แม้รายงานอันดับไม่ได้รวบรวมคำให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณในพื้นที่สะท้อนคล้ายกัน—นักศึกษาต่างชาติ ให้ความสนใจหลักสูตรที่บูรณาการ “สุขภาพ–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” มากขึ้น ขณะที่ อาจารย์–นักวิจัย เห็นโอกาสยื่นทุนข้ามพรมแดนชัดเจนขึ้น เช่น กองทุนวิจัยร่วมในอาเซียนและ GMS ส่วน ผู้ประกอบการท้องถิ่น เริ่มจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ–อาหารพื้นถิ่นมูลค่าสูง เพื่อสร้างแบรนด์สู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    จากวิสัยทัศน์สู่สนามจริง “The University for Well-being and Sustainable Future”

    คำประกาศวิสัยทัศน์ของ มฟล.—“The University for Well-being and Sustainable Future”—มองเผินๆ อาจเป็นเพียงถ้อยคำสวยงาม แต่เมื่อเทียบกับคะแนนที่พุ่งใน Research Quality และการครองเบอร์หนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง หลายโครงการของมหาวิทยาลัยเริ่มมี “ฟันเฟือง” ที่หมุนจริง เช่น

    • การบูรณาการทุนวิชาการกับทุนท้องถิ่น โครงการวิจัยที่ดึงผู้ประกอบการและชุมชนเข้ามาร่วมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผลวิจัยต่อยอดได้จริง
    • จับมือภาคอุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์/บริการ เชื่อมโยงกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศเชียงราย
    • หลักสูตรสอดรับความยั่งยืน สอดแทรกประเด็นสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ดิจิทัล เข้าในรายวิชา เพื่อผลิตบัณฑิตที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดแรงงานสมัยใหม่

    APACPH 2025 เวทีพิสูจน์ “บทบาทชายแดน” ในสาธารณสุขโลก

    การที่ APACPH เลือกเชียงรายเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งที่ 56 ภายใต้หัวข้อ “Public Health Challenges in a Disruptive World” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตำแหน่งที่ตั้งของเชียงราย—บรรจบเมียนมา–ลาว อยู่ในหัวใจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง—ทำให้ประเด็น สุขภาพข้ามพรมแดน–ชนกลุ่มน้อย–ผู้อพยพ–ระบบสุขภาพชายแดน–ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจาโดยมี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็น “เวทีวิชาการกลาง” การมีอันดับและคะแนนที่สะท้อนศักยภาพด้านวิจัย–นานาชาติ จึงเป็น “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” เพิ่มเติม

    ในทางปฏิบัติ เมืองเจ้าภาพอย่างเชียงรายต้องจัดการ โลจิสติกส์–ความปลอดภัย–การสื่อสารสองภาษา–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ให้พร้อม การมีมหาวิทยาลัยที่คุ้นเคยกับความร่วมมือข้ามชาติอยู่แล้วช่วยลดแรงเสียดทานและยกระดับมาตรฐานงานประชุมโดยรวม

    เงื่อนไขความยั่งยืน จากปีแห่ง “ชัยชนะ” สู่ “ระบบที่ชนะต่อเนื่อง”

    คำถามสำคัญหลังเสียงปรบมือคือ “จะรักษา–และขยาย–ความสำเร็จอย่างไร” นักวิเคราะห์ชี้ 4 เงื่อนไขสำคัญ

    1. ทุนวิจัยที่ต่อเนื่องและพอเพียง คะแนน Research Quality จะทรุดเร็วหากแหล่งทุนสะดุด ต้องวางพอร์ตโฟลิโอทุนในประเทศ–ต่างประเทศที่หลากหลาย และใช้ระบบ guidance/mentoring ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ยื่นขอทุนได้สำเร็จ
    2. คน–โครงสร้าง–อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือซ่อมบำรุงเร็ว และการเติมคนรุ่นใหม่อย่างสม่ำเสมอ คือฐานที่ทำให้งานวิจัย “วิ่ง” ต่อ
    3. พันธมิตรนานาชาติที่ลึกขึ้น จาก MOU สู่ co-author และจาก co-author สู่ co-fund/co-lab—เอาความเป็นอันดับ 1 ด้านนานาชาติมาแปลงเป็นโครงการที่วัดผลได้
    4. การสื่อสารสาธารณะ ดึงผลวิจัยออกไปสู่สังคมและตลาด—สร้าง “วงจรศรัทธา” ให้คนเชียงรายเห็นว่างานวิจัยช่วยชีวิต–ช่วยอาชีพอย่างไร

    เมืองมหาวิทยาลัยที่ “จับต้องได้” เชียงรายในสายตานักลงทุนและนักวิจัยต่างชาติ

    ด้วยสนามบินนานาชาติและความพร้อมของเมือง (โรงแรม ศูนย์ประชุม โครงข่ายการเดินทาง) การประกาศอันดับ THE ปีนี้เป็น “สัญญาณเชิญชวน” อย่างไม่เป็นทางการสำหรับ บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ–อาหาร–ท่องเที่ยวคุณภาพ–ดิจิทัลคอนเทนต์ ที่มองหา “ฐานวิจัย–ทดลองตลาด–ทดสอบผลิตภัณฑ์” ในเมืองที่ค่าใช้จ่ายเหมาะสมและมีบุคลากรพร้อม เชียงราย–มฟล. จึงมีโอกาสก่อรูปเป็น เขตนวัตกรรมระดับภูมิภาค ที่อิงศาสตร์สุขภาพและความยั่งยืนได้จริง

    จากคะแนนบนกระดาษ…สู่การเปลี่ยนชีวิตผู้คนบนภูเขา

    ท้ายที่สุด การได้ “ดับเบิลแชมป์ไทย” ของ มฟล. ไม่ใช่เพียงกล่องเช็คในเอกสารรับรองคุณภาพ หากคือ จุดเริ่มต้นของการใช้มหาวิทยาลัย “ขับเคลื่อนเมือง”—เมื่อห้องทดลองเชื่อมกับไร่กาแฟ–ไร่ชา–ชุมชนบนดอย งานประชุมวิชาการนานาชาติเดินทางมาที่ชายแดน และนักศึกษาไทย–ต่างชาติร่วมกันสร้างนวัตกรรมเล็กๆ ทุกวัน เมืองมหาวิทยาลัยบนสันเขาแห่งนี้จะค่อยๆ สะสม “ทุนความเชื่อมั่น” จนกลายเป็น ศูนย์กลางวิชาการระดับสากลของภาคเหนือ อย่างสมบูรณ์

    ปีนี้ มฟล. ได้พิสูจน์ว่าคะแนนวิจัยและความเป็นนานาชาติ “แปล” เป็นความหมายที่จับต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการทำให้ความสำเร็จนี้ สถิต อยู่ในระบบ—ไม่ใช่เพียง สถิติ ในรายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mfu-the-ranking-research-quality-international-outlook-champion/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1YrsROhTk89dY1oZHLdJ

  • ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์

    ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์

    ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์ นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    หลังเพจชื่อดังออกมาโพสต์เมื่อวาน 10 ต.ค.68 โดยมีภาพคลิปวิดีโอของผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่า ผอ.ททท. จ่ายเงิน 4 แสนให้ The Standard Wealth สัมภาษณ์ตัวเองจริงหรือไม่ ? โพสต์ล่าสุดจากเพจ THE STANDARD WEALTH (3 ต.ค.) ระบุชัดว่าเป็น [ADVERTORIAL]

    หรือก็คือ “บทความโฆษณา” ที่มีผู้สนับสนุนจ่ายเงินให้เพื่อเผยแพร่เนื้อหา โดยเนื้อหานำเสนอ “3 กลยุทธ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” คำถามคือ…เนื้อหานี้ “ใครเป็นผู้จ่าย?”

    คือ งบของ ททท. หรือ เงินส่วนตัวของ ผอ.ททท.? เพราะถ้าใช้งบหลวงจริง ก็หมายถึงการนำเงินภาษีประชาชนมา “โปรโมตตัวบุคคล”

    ซึ่งเข้าข่ายการใช้งบประชาสัมพันธ์ของรัฐในทางส่วนตัว และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะว่า

    • ใช้งบเท่าไหร่

    • ผ่านขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่

    • และเหตุผลที่ต้องสัมภาษณ์ ผอ. เองคืออะไร

    ล่าสุด วันนี้ 11 ต.ค.68 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ประเด็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดำเนินงาน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรของ ททท. ตามที่ มีการเผยแพร่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดำเนินงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ภาพลักษณ์องค์กร ของ ททท. ในสื่อ social media บางราย นั้น

    ททท. ขอชี้แจงว่า การสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายรวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ ททท. เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีแก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อันจะทำให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนโยบายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นใจของนักลงทุนและผู้ประกอบการรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศด้วย

    ทั้งนี้มีการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายแง่มุม ในรูปแบบที่หลากหลาย นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ มุมมองผู้บริหารของ ททท. แล้ว ยังมีการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ อาทิ ผู้ประกอบการโรงแรม และผู้ประกอบการชุมชนท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อสร้างความตระหนักของสาธารณะถึงความสำคัญ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่มีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้างต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2888513&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mw0gx7FDPaBNtUtJWIWBS

  • “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว รอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว รอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    สวยงามมาก “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของ จ.ลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว พร้อมรอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุ่งดอกทานตะวัน แปลงแรกของจังหวัดลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว ณ ไร่จำรัส เฟส 2 ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวยาวต่อเนื่อง ถึงวันที่ 20 ต.ค.นี้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่าง ๆ ทยอยเดินทางไปเก็บภาพความประทับใจและเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันอย่างคึกคัก

    นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี เผยว่า ทานตะวันแปลงแรกของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการเพาะปลูกทานตะวันนอกฤดูกาล ปกติจะบานช่วงปลายเดือน พ.ย. – ม.ค. ซึ่งทุ่งทานตะวันแปลงนี้มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยทุ่งดอกทานตะวันของคุณจำรัส อินทร์เผือก เกษตรกรผู้มากประสบการณ์วัย 54 ปี ใช้พื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกทานตะวันเพื่อการท่องเที่ยวแบบเกษตรวิถีไทย ซึ่งจะมีฉากหลังภูเขาสามลูกสุดอลังการ

    ทั้งนี้ ดอกทานตะวันไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีทัศนียภาพอันโดดเด่นที่ยากจะหาที่ใดเหมือน โดยมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อนถึง 3 ลูก ได้แก่ เขาจีนแล, เขากระดึง และ เขาโหนกวัว เป็นฉากหลังสุดอลังการ ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ทำให้ภาพถ่ายที่นี่สวยงามและมีมิติที่ไม่ซ้ำใคร นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาดจากธรรมชาติ และสัมผัสความงดงามของทุ่งดอกทานตะวันแรกของฤดูกาล

    สำหรับดอกทานตะวัน ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ยังมีประโยชน์หลากหลายจาก “ทานตะวัน” พืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สำหรับการปลูกดอกทานตะวันแปลงนี้ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนแล้ว ดอกทานตะวันยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีประโยชน์หลากหลายและสนับสนุนการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นพืชน้ำมันคุณภาพสูง เมล็ดทานตะวัน สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันทานตะวัน ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น กรดไลโนเลอิก ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ กากเมล็ดทานตะวันที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน เป็นผลพลอยได้ที่มีโปรตีนสูง สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งอาหารสุขภาพ ต้นอ่อนทานตะวันเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะมีโปรตีน วิตามิน (A, B2, E, D, K) และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และชะลอความชรา

    อย่างไรก็ตาม ทานตะวันยังเป็นพืชเพื่อการฟื้นฟูดิน มีระบบรากที่ลึก ช่วยปรับปรุงสภาพดินให้มีความร่วนซุย และเพิ่มฮิวมัสให้กับดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เหมาะสำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนในรอบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2888480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QMruetBbrpVC9QYzYalIB

  • ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

    ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ นำคณะเยี่ยมภูมะเขือ ตรวจติดตามงานพัฒนา น้ำ ไฟฟ้า ถนน หนุนความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุม กันทรลักษ์เรืองรอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการประชุมหารือสำคัญ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์

    ภายในที่ประชุมยังมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้แทนจาก กองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของ ถนน แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

    การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการ รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นทั้ง “แนวหน้าแห่งความมั่นคง” และ “แนวร่วมแห่งการพัฒนา”

    จังหวัดศรีสะเกษได้จัดตั้ง ศูนย์สั่งการชายแดน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร โดยมีภารกิจหลักในการสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตชายแดน

    หลังจากการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าหน่วยงาน ได้เดินทางลงพื้นที่ ภูมะเขือ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร และเคยเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยกองกำลังทหารไทยได้เข้าดูแลพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าชายแดนไทยมีความสงบ ปลอดภัย และมั่นคง

    เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ทางจังหวัดศรีสะเกษมีแผนที่จะพัฒนา “ภูมะเขือ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงเยาวชนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความหวงแหนในอธิปไตยของแผ่นดินไทย ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้

    พร้อมกันนี้ คณะได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในพื้นที่บนภูมะเขือ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ก่อนร่วมกันถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์ความภูมิใจกับธงชาติไทยที่โบกสะบัดเหนือยอดภูมะเขือ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920501&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BN6st6GeJ2Nvd2U1hRxsJ

  • อลิสา จณิน นักร้องนักแสดงและแร็ปเปอร์ชื่อดัง ใส่ชุดไทยโปรโมทวัดม่อนจำศีล ชวนเที่ยวลำปางเมืองงามแห่งวัฒนธรรม

    อลิสา จณิน นักร้องนักแสดงและแร็ปเปอร์ชื่อดัง ใส่ชุดไทยโปรโมทวัดม่อนจำศีล ชวนเที่ยวลำปางเมืองงามแห่งวัฒนธรรม

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อลิสา จณิน โวลล์มันน์ (Alissa Janine Wollmann) นักร้องนักแสดงและแร็ปเปอร์ชื่อดังจากค่าย ริเวอร์แมนฯ ประเทศอังกฤษ พร้อมทั้งเป็นผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเซ็นต์เฮเลียร์เบรลาร์ด จังหวัดลำปาง ได้ร่วมใส่ชุดไทยถ่ายภาพแฟชั่นโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลำปาง ที่ วัดม่อนจำศีล ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง

    โดยกิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยทีมงานเพจเฟซบุ๊ก อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี ซึ่งรวมตัวช่างภาพจังหวัดลำปาง เพื่อร่วมกันถ่ายทอดความงดงามของวัดม่อนจำศีล ผ่านภาพถ่ายและคลิปวิดีโอแนวแฟชั่นเชิงวัฒนธรรม หวังสร้างกระแสและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเที่ยวจังหวัดลำปางมากยิ่งขึ้น

    โดย น.ส.อลิสา จณิน กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ที่วัดม่อนจำศีล จังหวัดลำปาง ร่วมกับทีมเพจอาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี มาถ่ายภาพแฟชั่นโปรโมทการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง วันนี้ถ่ายไปแล้วหนึ่งเซต และยังมีอีกหลายมุมสวยๆ ให้ติดตามกันได้ทั้งในเพจ Facebook: อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี, เพจส่วนตัว Alissa Janine Wollmann และ Instagram: alissajanine นะคะ

    ทางด้าน ครูหนึ่ง วีรศักดิ์ ตัวแทนทีมงานเพจอาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี กล่าวว่า ทีมของเราเป็นการรวมตัวของช่างภาพลำปาง มาทำกิจกรรมถ่ายโปรโมท วัดม่อนจำศีลจังหวัดลำปาง โดยมีนางแบบของเราก็คือน้องอลิสา จณิน มาเป็นนางแบบชุดไทย ถ่ายโปรโมทให้กับเราในงานนี้ แล้วเราเป็นชมรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมา เพื่อที่จะโปรโมทการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดลำปาง

    ซึ่งเราก็จะมีทีมงานของเราประมาณ​ที่เป็นสมาชิกเข้ามาร่วมเรื่อยๆ​ตอนนี้หลักๆมีอยู่ประมาณ 16 คน เพื่อช่วยกันโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวให้กับจังหวัด เราจะจัดกิจกรรมถ่ายภาพอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง ทั้งถ่ายใหญ่และถ่ายย่อย เพื่อสร้างคอนเทนต์สวยๆ เป็นแลนด์มาร์กใหม่ๆ ให้คนรู้จักลำปางมากขึ้น

    สำหรับกิจกรรมนี้นอกจากจะสะท้อนความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวลำปางให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดตามผลงานภาพสวยๆ ได้ที่เพจ – Facebook: อาทิตย์นี้ถ่ายอะไรดี หรือช่องทางของ Alissa Janine Wollmann เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ความงดงามของ นครลำปาง เมืองต้องห้าม…แต่ห้ามพลาด

    อัมรินทร์ วะนะวิเชียร ผู้สื่อข่าวจังหวัดลำปาง รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/29525&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SEwtMW_k-apfe88JmezLN

  • สาวฝรั่ง รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งทำเอกซเรย์-MRI รู้ผลไวไปไหน เห็นราคายิ่งช็อก

    สาวฝรั่ง รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งทำเอกซเรย์-MRI รู้ผลไวไปไหน เห็นราคายิ่งช็อก

      
                สาวต่างชาติ รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งจัด ทำเอกซเรย์-MRI ทั้งหมดนี่ใช้เวลาไม่กี่ ชม. แถมจ่ายไม่ถึง 20,000 หมื่น เทียบกับอเมริกาเหมือนฟ้ากับเหว 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  นอกเหนือจากเรื่องแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ดึงดูดใจคนต่างชาติให้มาเยือนประเทศไทยแล้ว ภาคงานบริการและการแพทย์ในประเทศไทย ก็ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ไทยกลายมาเป็นจุดหมายของชาวต่างชาติให้ตัดสินใจบินมาเช่นกัน 

                  ขณะที่ไม่นานมานี้ คลิปของหญิงต่างชาติรายหนึ่งที่ได้ลงรีวิว ขณะมาเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย พร้อมเปิดค่ารักษาที่ทำให้ตัวเองถึงกับอึ้ง ได้กลายมาเป็นไวรัลที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จนมีผู้เข้ามาชมกว่า 4.6 แสนวิว 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  “พวกคุณ 6 ล้านคนต้องช็อกเหมือนเรา ในวันที่ฉันมาโรงพยาบาลในประเทศไทย” ผู้ใช้ TikTok @wheretonextyall ระบุ 

                  หญิงสาว เริ่มด้วยการบอกว่า “ให้รอฟังราคาได้เลย” พร้อมเล่าว่า เธอมีปัญหาที่หลัง อาการปวดหลังแย่มากจนรู้สึกลำบากสุด ๆ ตอนนั่งบนเครื่องบิน แม้แต่เดินยังเจ็บ แถมยังไม่สามารถแบกกระเป๋าได้ ซึ่งเป็นปัญหากับสายท่องเที่ยวรอบโลกอย่างเธอ ซึ่งต้องย้ายที่ทุก ๆ 4-5 วัน เธอพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการแล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายก็เลยตัดสินใจมาโรงพยาบาล 

                  เธอยอมรับว่า ตอนแรกก็รู้สึกประหม่าที่ต้องมาโรงพยาบาลในต่างแดน เธอได้ยินเรื่องน่ากลัวมามากมาย แต่ก็เคยได้ยินมาว่าประเทศไทยมีการดูแลทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม จึงตัดสินใจมาลอง และนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง พร้อมย้ำว่ามันเหลือเช่ามาก 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  เมื่อได้เจอคุณหมอ หญิงสาวก็เล่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่กระดูกสันหลัง และอาการปวดให้หมอฟัง ซึ่งหมอก็สั่งให้ทำเอกซเรย์และ MRI ทันที มันรวดเร็วมาก เธอเข้าออกห้องต่าง ๆ จนรู้สึกเหมือนทั้งโรงพยาบาลมีแค่เธอเพียงคนเดียว มันน่าทึ่งที่ได้รับการรักษารวดเร็วขนาดนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้นัดหมายด้วยซ้ำ ต่างจากที่อเมริกา ซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก 

                  ภายใน 4 ชั่วโมง หมอก็อ่านผลให้ฟังพร้อมสั่งจ่ายยา และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือทางโรงพยาบาลยังส่งภาพ MRI ทั้งหมดให้เธอทางอีเมล รวมถึงนำผลเอกซเรย์ใส่ลง CD เผื่อเธอต้องไปหาหมอเรื่องอาการปวดหลังอีก เนื่องจากพวกเธอต้องเดินทางไปเที่ยวโลก  

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  ขณะมาเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย เธอได้พบแพทย์ 3 คน ทำเอกซเรย์ ทำ MRI โดยทราบผลการตรวจภายใน 4 ชั่วโมง 

                  ทั้งนี้ สรุปแล้วว่าการมาโรงพยาบาลในประเทศไทยครั้งนี้ เธอได้พบกับคุณหมอ 3 รอบ ทำเอกซเรย์ ทำ MRI โดยตราบผลการตรวจภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ มีราคาเพียง 19,812 บาท เท่านั้น ซึ่งประสบการณ์ครั้งนี้ เธอขอให้คะแนนเต็ม 10 ไม่หัก

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  ขณะที่ชาวเน็ตคนอื่น ๆ พากันเข้ามาคอมเมนต์ ทึ่งมากกับค่ารักษาที่ถือว่าถูกสุด ๆ เมื่อเทียบกับค่ารักษาในอเมริกา ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี่อาจต้องจ่ายถึง 4,000 ดอลลาร์ (ราว 130,000 บาท) และใช้เวลานานถึง 4 เดือน 

                  มีชาวเน็ตบางคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ ทำ MRI ในนอร์ธแคลิฟอร์เนีย ได้รับแจ้งว่าต้องรอ 2 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น เพราะคนไม่พออ่านผล ซึ่งสุดท้ายกว่าจะรู้ผลก็ปาเข้าไป 2 เดือน 

                  นอกจากทึ่งในส่วนของความเร็วและค่ารักษาแล้ว บางคนยังแอบสะดุดตา กับร้านขนมที่มีเปิดขายในโรงพยาบาลด้วย ซึ่งก็มีคนเข้ามาตอบว่า โรงพยาบาลในไทยไม่ได้มีเพียงร้านโดนัทเท่านั้น แม้แต่ร้านกาแฟ หรือ 7-11 ก็มี ทั้งในโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ 

                  อย่างไรก็ตาม คนไทยบางส่วนเข้ามายืนยันว่าบริการจากโรงพยาบาลเอกชนในไทยนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมสุด ๆ จริง แต่ในส่วนค่ารักษาที่ชาวต่างชาติมองว่าถูก ก็ยังนับว่าสูงและใช่จะเข้าถึงได้ทุกคน เนื่องจากค่าครองชีพและรายได้ของคนที่นี่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24DeGq9WLJ5rN5G_91AiVl

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z

  • ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ห้องประชุมกันทรลักษ์เรืองรอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุมหารือสำคัญ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจาก กองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของ ถนน แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

    โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นทั้ง “แนวหน้าแห่งความมั่นคง” และ “แนวร่วมแห่งการพัฒนา”

    ทั้งนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดตั้งศูนย์สั่งการชายแดนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร โดยมีภารกิจหลักในการสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตชายแดน

    หลังจากการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าหน่วยงานได้เดินทางลงพื้นที่ ภูมะเขือ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารและเคยเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยกองกำลังทหารไทยได้เข้าดูแลพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าชายแดนไทยมีความสงบ ปลอดภัย และมั่นคง

    เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ทางจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้มีแผนที่จะพัฒนา “ภูมะเขือ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติเพื่อให้ประชาชนทั่วไปรวมถึงเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความหวงแหนในอธิปไตยของแผ่นดินไทย ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้

    พร้อมกันนี้ คณะได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในพื้นที่บนภูมะเขือเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ก่อนร่วมกันถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์ความภูมิใจกับธงชาติไทยที่โบกสะบัดเหนือยอดภูมะเขือ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196075/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C14EpWkvqVUUppVcMEk-A

  • อากาศยามเช้า 18 องศาบนภูเรือ แสงทองและทะเลหมอกปลายฝน

    อากาศยามเช้า 18 องศาบนภูเรือ แสงทองและทะเลหมอกปลายฝน

    เช้าวันหยุดบนยอดภูเรือ จ.เลย ลมเย็นๆ ท่ามกลางอากาศอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส เคล้ากับหมอกขาวพัดผ่านยอดสน แสงทองค่อยๆ ไล้สันเขาเป็นริ้วเงา งดงามพอให้ลืมหายใจชั่วขณะ

    06.30 น. เสียงรองเท้าบนทางเดิน ก่อนทุกคนจะหยุดตรงแนวราวไม้ด้านหน้า ทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนจากฟ้าเทาเป็นส้มไล่ชมพู จะได้พบกับแสงแรกฉาบสันเขาเป็นชั้นๆ บางช่วงหมอกจะค่อยๆ ยกตัวขึ้นช้าๆ นี่คือจังหวะที่ทำให้ภูเรือกลายเป็น “หมุดหมายเปิดฤดูกาล” ของนักเดินทาง

    อากาศดีๆ ที่ภูเรือ
    อากาศดีๆ ที่ภูเรือ
    ยอดภูเรือช่วงนี้อากาศดี ปลอดฝุ่น อากาศสบาย
    ยอดภูเรือช่วงนี้อากาศดี ปลอดฝุ่น อากาศสบาย

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า ช่วงนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ฟ้าใสและปลอดฝุ่น ทำให้ระยะมองเห็นไกลกว่าปกติ เทือกเขาซ้อนกันหลายชั้นจนตาไล่ไม่หมด 

    นักท่องเที่ยวที่ไปเช้าหน่อยจะได้ทั้งความเงียบและละอองหมอกลอยเอื่อย ซึ่งต่างจากช่วงสายที่หมอกจางลงและผู้คนเริ่มคึกคัก

    แวะขึ้นภูเรือตั้งแต่ตีห้าจะได้สัมผัสบรรยากาศที่เหมาะแก่ฤดูท่องเที่ยว
    แวะขึ้นภูเรือตั้งแต่ตีห้าจะได้สัมผัสบรรยากาศที่เหมาะแก่ฤดูท่องเที่ยว

    สำหรับการเดินทางไปขึ้นยอดภูเรือชมพระอาทิตย์ ควรขึ้นด่านตั้งแต่ตีห้า แวะจุดชมวิวระหว่างทางก่อนถึงยอด จะได้ชั้นหมอกขาวโพลน เหมาะกับการพักผ่อนกลางธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888497&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lVEEI6f8ccu0712yMmCwd

  • ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    ภูมิภาค

    ไปท่องเที่ยวชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา ที่ขัวน้อย บ้านชีทวน สุดยอดธรรมชาติที่สดชื่น

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.07 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี  ห่างจากตัวเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าร้อยปี และเต็มไปด้วยมาดกทางวัฒนธรรม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  และทางวัฒนธรรมที่ควรไปเยือนอยู่หลายแห่ง อาทิเช่น ธรรมมาสสิงห์เทินบุษบก ณ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ เป็น  “ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก” หนึ่งเดียวในไทย อายุกว่า 100 ปี สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่าของชาวบ้านชีทวน  , วัดพระธาตุสวนตาล มีสถูปเจดีย์ลักษณะเหมือนกับธาตุพนม ที่วัดแห่งนี้ยังมีเรือโบราณหรือเรือเจ้าแม่หงส์ทองที่ขุดพบในลำน้ำชี , วัดทุ่งศรีวิไล เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธวิเศษ พระชัยสิทธิ์ พระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปเก่าแก่ที่เคารพศรัทธาของชาวอุบลราชธานี และ ขัวน้อย ซึ่งเป็นจุดชมวิวธรรมชาติรอบทุ่งนา  อากาสสดชื่น เย็นสบาย
                   

    หมู่บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เดิมเป็นถิ่นของขอม และเป็นนครแห่งหนึ่งชื่อว่า ”นครลำดวน” ผู้เรียบเรียงบอกว่าได้มาจากตำนานหลวงพระบาง ซึ่งเขียนเป็นภาษาลาวเดิม ฉบับของพระอุปปุงญะ แปลจากภาษาขอม ต้นฉบับของเมืองลานช้าง ว่าวัดธาตุสวนตาลหรือวัดทุ่งศรีวิไล เป็นอุทยานของพระเจ้าเกษตราธิราช ผู้ครองนครลำดวน โนนสวนของอุทยานแห่งนี้ทิศเหนือจดโนนพริก (บ้านมะพริกปัจจุบัน) ทิศตะวันออกจด คำดูน (บ้านหัวดูนปัจจุบัน) ทิศตะวันตกจด หนองฮีราด ทิศใต้จด กำแพงหลวง (กำแพงรอบเมือง) ต่อมานครลำดวนร้างไป ครั้นถึง พ.ศ. 2324 พระปทุมเทวาเจ้าเมืองอุบล ได้ให้ท้าวโหง่นคำพร้อมราษฎร 150 ครัวเรือน เดินทางขึ้นมาตามลำน้ำชี เพื่อหาที่สร้างเมืองใหม่ พอเดินทางมาถึงโนนลำดวนร้าง (นครลำดวนเดิม) เห็นซากเมืองเก่าหักพัง มีหัวหน้าขอมคนหนึ่งเฝ้าอยู่ ท้าวโหง่นคำจึงเข้าไปสอบถาม ทราบว่าโนนลำดวนนี้เป็นเมืองเก่า และขอมก็ได้เชิญท้าวโหง่นคำสร้างเมืองลงในที่นี้ วันพฤหัสบดี ปี 2324 ได้ลงหลักปักเสาเป็นปฐมฤกษ์ และก่อสร้างเรื่อยมาจนเสร็จและตั้งชื่อเมืองว่า “ซีซ้วน” เหตุที่ตั้งชื่อนี้อาจจะเป็นเพราะบริเวณเมืองตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำชีที่คดเคี้ยวลักษณะเหมือนแม่น้ำ ซ้วนกันในภาษาอีสาน และต่อมาก็แผลงมาเป็น “ชีทวน” ในปัจจุบัน    (ที่มา : หนังสือบ้านชีทวน ที่ระลึกในงานยกช่อฟ้าและตัดลูกนิมิต วัดธาตุสวนตาล  6 – 8 เมษายน 2527)
                    
    ณ  โอกาสนี้  ผู้สื่อข่าวของเราประจำจ.อุบลราชธานี จะพาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยวชม ขัวน้อย บ้านชีทวน เพื่อดื่มด่ำและสัมผัสกับธรรมชาติอันสดชื่น ชมวิวหลักล้านรอบทุ่งนา เมื่อมาเมืองอุบลฯในหน้าฝนแล้ว ไม่ควรพลาดไปเที่ยวที่ขัวน้อย บ้านชีทวน
                   

    ขัวน้อย บ้านชีทวน ต.ชีทวน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี  เป็นขัว (สะพาน) ที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างหมู่ที่ 1 บ้านชีทวน และ หมู่ที่ 7 บ้านหนองแคน จากการสอบถามผู้รู้ในชุมชนสันนิษฐานว่า มีอายุประมาณ 200 ปี ที่แล้ว  มีความกว้าง 1.40 เมตร ความยาว 271.50 เมตร สูงประมาณ 1.50 เมตร ขัวน้อยเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของช่วบ้านในการก่อสร้าง เนื่องจากในอดีตการสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก กอปรกับในอดีต วัดสีทาสเป็นวัดที่เปิดทำการเรียนการสอนปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ซึ่งพระที่มาเรียนมีจำนวนมาก บ้านหนองแคนเป็นบ้านขนาดเล็กมีบ้านอยู่จำนวนไม่กี่หลังคาเรือน  ชาวบ้านมีกำลังในการทำบุญตักบาตรไม่เพียงพอกับจำนวนพระ จึงมีการข้ามมาบิณฑบาตที่บ้านชีทวน ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ แต่เนื่องจากเส้นทางที่ใช้ในการออกบิณฑบาตเส้นทางเดิมไปมาลำบาก เวลาหน้าฝนพื้นดินมักเป็นโคลนเลน(เหมืองโผ่) หน้าแล้งมีแต่ดินทราย ทำให้การไปมาลำบากมาก
                  

    ชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างขัวน้อย ขึ้น เพื่อความสะดวก โดยพื้นที่ที่สร้างเป็นเขตติดต่อกันระหว่างหนองใหญ่กับหนองผักบุ้ง โดยสร้างตามแนวเขตติดต่อ โดยสร้างคร่อมคันนาเดิม วัสดุที่ใช้สร้างส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านหามาได้เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง  ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ เพื่อใช้เป็นเสาและคาน ส่วนไม้แป้นปู(กระดานปู)ไม้ที่ได้ส่วนใหญ่มาจากเรือกระแซงเก่าที่พังไม่ได้ใช้ บ้างก็ได้จากการถากไม้ นำมารวมกันช่วยกันสร้างจนแล้วเสร็จ โดยนอกจากการใช้ในการออกบิณฑบาตแล้ว ยังใช้เป็นเส้นทางในการนำศพไปประกอบพิธีฌาปนกิจศพที่ป่าช้าหัวหนองจอก บ้านหนองแคน และในเวลากลางคืนโดยเฉพาะคืนเดือนเพ็ญ ขัวน้อย ยังใช้เป็นสถานที่พักผ่อน ในเวลากลางวันก็ใช้เป็นร่มในการทำนา  ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมาก 
                 
    ขัวน้อยมีการซ่อมแซมทุกปี  ต่อมา เมื่อประมาณปี 2534 ท่านพระครูสุนทรสุตกิจ (หลวงพ่อมณี เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีวิไล) คุณยายทวี ทองขาว และชาวบ้านจึงได้จัดทำผ้าป่าสามัคคีขึ้น เพื่อซ่อมแซมบูรณะขัวน้อย  เนื่องจากขัวน้อยมีสภาพทรุดโทรม อย่างมาก ประกอบกับไม้ที่ใช้ในการซ่อมแซมเริ่มหายาก จึงได้ก่อสร้างขัวน้อยขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นคอนกรีต ทำการก่อสร้างโดยช่างไสว เชื้อประทุม เป็นหัวหน้าช่างพร้อมด้วยทีมช่างประมาณ 20 คน โดยยึดเอาแนวขัวเดิมเป็นหลัก และได้สร้างศาลากลางขัวเพิ่มเติมขึ้น  ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 เดือน จึงแล้วเสร็จ
               

    ปัจจุบัน  ขัวน้อย ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในตำบลชีทวน  ช่วงที่น่าท่องเที่ยวคือช่วงเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน เพราะเป็นช่วงหน้าทำนา เมื่อต้นกล้าเติบโตเป็นสีเขียวขจี ปลิวไสวไปตามสายลม บางมุมมองไกลจนสุดลูกหูลูกตา เป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก พอช่วงเดือน พฤศจิกายน ต้นข้าวออกรวงเป็นสีเหลืองงดงามดั่งกองทอง หรือ ทุ่งทอง นับเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวจ.อุบลฯในช่วงดังกล่าวไม่ควรพลาดไปเที่ยวชมวิวหลักล้านด้วยประการทั้งปวง

    Cr. ภาพ : ททท.สำนักงานอุบลราชธานี

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450135&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N5og23wQqFYZSZgsBJXac