Category: ท่องเที่ยว

  • ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล ‘คลัง’ จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 – 69

    ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล ‘คลัง’ จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 – 69

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    17 ต.ค. 2025 เวลา 6:15 น.

    ส่อง 4 มาาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวรัฐบาล 'คลัง' จ่อชง ครม.หนุนเพิ่ม GDP ปี 68 - 69

    เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี 4 มาตรการใหญ่ ชงครม.21 ต.ค. กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไฮต์ซีซั่น ครอบคลุมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ที่พัก อาหาร เร่งเบิกงบฝึกอบรม สัมนา เพิ่มจีดีพีไทย

    • เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษีสนบสนุ่นการท่องเที่ยว 4 มาตรการใหญ่เข้าครม.21 ต.ค.
    • ชี้เป็นแผนกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงไฮต์ซีซั่น ครอบคลุมสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยจังหวัดเมืองรองได่
    • ที่พัก อาหาร เร่งเบิกงบฝึกอบรม จูงใจสถานบันเทิง โรงแรมลงทุนปรับปรุงใหม่ โดยใช้ซอฟต์โลนจากออมสินหมื่นล้าน
    • คาดช่วยเพิ่มจีดีพีปี 2568 ราว 0.05-0.06% และส่งต่อไปในปี 2569 สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

     แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ต.ค.กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวรวม  4 มาตรการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)นัดแรกได้เห็นชอบแล้ว หลังวิเคราะห์พบว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศของปี 2567 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และ 14 %ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยขยายตัวเพียง 2.7% ต่อปี ชะลอตัวลงอย่างมากจากปี 2567 ที่ขยายตัว 8.4% ต่อปี

    และข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่า ผู้ประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ 42,227 ราย โดย 45% หรือ 19,033 ราย ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ซึ่งกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานในพื้นที่ สำหรับ 4 มาตรการ ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    โดยมีรายละเอียดของมาตรการ 4 ข้อ ได้แก่

    1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่ วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท

     2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท.

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    3.ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 %เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์

    รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี) คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1203489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pPHzz9ekBVRd4H7C-GZ3M

  • เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ครม.พร้อมชงสัปดาห์หน้า-เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี

    เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ครม.พร้อมชงสัปดาห์หน้า-เปิดรายละเอียดลดหย่อนภาษี

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันที่ 21 ต.ค.นี้ จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ 4 มาตรการ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ)นัดแรกได้เห็นชอบ หลังวิเคราะห์พบว่าการท่องเที่ยวภายในประเทศของปี 2567 มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.58 ล้านล้านบาท คิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และ 14% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยขยายตัวเพียง 2.7% ต่อปี ชะลอตัวลงอย่างมากจากปี 2567 ที่ขยายตัว 8.4% ต่อปี

    และข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระบุว่า ผู้ประกอบการที่พักแรมทั่วประเทศ 42,227 ราย โดย 45% หรือ 19,033 ราย ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด ซึ่งกว่า 80% เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากและการจ้างงานในพื้นที่

    สำหรับ 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568 ให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ 10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท

    มาตรการที่ 2 เร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load) ระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569 ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    มาตรการที่ 3 ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี

    มาตรการที่ 4 มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า (แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100% ของรายจ่ายดังกล่าว

    โดยทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่าย 2 เท่า เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี)

    คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    มาตรการทั้ง 4 นี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XsXcWlbago48_lxTPyvEz

  • รัฐบาลอัด 4 มาตรการภาษี กระตุ้นท่องเที่ยว ชงครม.สัปดาห์หน้า

    รัฐบาลอัด 4 มาตรการภาษี กระตุ้นท่องเที่ยว ชงครม.สัปดาห์หน้า

    แหล่งข่าวจากทำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวม 4 มาตรการ ครอบคลุมทั้งมาตรการภาษี การใช้จ่ายงบประมาณฝึกอบรม ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ได้เห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    สำหรับ 4 มาตรการมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ มีดังนี้

    1.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    โดยให้ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย หรือสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการร้านอาหารที่จ่ายให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และ10,000 บาทที่เหลือ ต้องใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น 

    ทั้งนี้ อัตราการลดหย่อนท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด และบางอำเภอใน 15 จังหวัด ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ส่วนจังหวัดอื่นลดหย่อนได้ 1 เท่า คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 140,000 คน มูลค่ารวม 2,800 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 420 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค.2568

    2.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม (Front Load)

    โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาในส่วนของการพัฒนาบุคลากรไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินที่ตั้งไว้ โดยให้พิจารณาจัดในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรองเป็นลำดับแรก กำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการนี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 

    โดยให้รายงานผลการเบิกจ่ายต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ นอกจากนี้ มอบหมายให้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีระยะเวลาดำเนินการเดือน ต.ค. 2568 – ม.ค. 2569

    3.มาตรการภาษี ขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสถานบันเทิง 

    โดยขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก10 %เป็น 5 % ออกไปอีก 1 ปี สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ได้แก่ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ รวมถึงสถานที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น.

    มาตรการนี้จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีลดลง 219.55 ล้านบาทต่อปี มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569

    4.มาตรการเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม หักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ 2 เท่า แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวน 100 % ของรายจ่ายดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการวันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569

    สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน (ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี)

    ทั้งนี้คาดว่าจะมีโรงแรมลงทุนปรับปรุงประมาณ 1,200 ราย มูลค่าการลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท รัฐบาลจะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 240 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 20 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ล้านบาท

    โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ จะจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้ และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยแบ่ง 10,000 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูและปรับปรุงธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข่าว ระบุว่า การดำเนินมาตรการทั้ง 4 นี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวรองมากขึ้น การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า จะมีผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.05-0.06% เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการดำเนินมาตรการ และปี 2569 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นช่วง 0.03-0.04%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641613&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UcdQxWVnWZqUWVjcuiPqV

  • ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ทั่วไป

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    16 ต.ค. 2025 เวลา 20:01 น.

    ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ตามที่ได้มีประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2566 ตั้ง นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว นั้น

    เนื่องจาก นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ได้พ้นจากกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวเพราะลาออก และในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง เป็นกรรมาธิการแทน

    จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน

    ราชกิจจาฯ ประกาศ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว แทนตำแหน่งที่ว่าง

    ทั้งนี้ยังมีประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการฯ ดังนี้

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายอลงกรณ์ พลบุตร] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายเอกพร รักความสุข] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายธนพงศ์ ธนเดชากุล] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายสรวีย์ ศุภปณิตา] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ แทนตำแหน่งที่ว่าง [นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน แทนตำแหน่งที่ว่าง [นายนพพล เหลืองทองนารา] (คลิก)

    ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแทนตำแหน่งที่ว่าง (นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์) (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1203471&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_1xNLM1msvRb7DXn7-ZgC

  • ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    ท่องเที่ยวสายมู “ตกเหล็กน้ำพี้” หนึ่งเดียวในโลก

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/128157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33EcVJ6-wJ8qwwUPqrtzlg

  • บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    บสย.ค้ำประกันสินเชื่อเกือบ 3 หมื่นล้าน ลุยช่วยเอสเอ็มอีท่องเที่ยว

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน บสย. ช่วง 9 เดือน ปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) มียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 29,695 ล้านบาท ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่ 

    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เป็นมาตรการรัฐ ในสัดส่วน 54% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 15,984 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 33,625 ราย 
    • โครงการค้ำประกันสินเชื่อดำเนินการโดย บสย. ในสัดส่วน 46% คิดเป็นยอดค้ำประกัน 13,711 ล้านบาท สามารถช่วย SMEs ได้สินเชื่อ 3,875 ราย 

    โดยในส่วนของโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 11 “บสย SMEs ยั่งยืน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือน ก.ค. 2567 จนถึง 30 ก.ย. 2568 มียอดค้ำประกันรวม 44,517 ล้านบาท และสามารถช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากกว่า 62,703 ราย 

    ทั้งนี้ ตลอด 9 เดือนของปี 2568 จากการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 122,640 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 37,285 ราย แบ่งเป็น

    กลุ่มรายย่อยหรือ Micro SMEs ในสัดส่วนถึง 84% ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 150,000 บาทต่อราย อีก 16% เป็นกลุ่ม SMEs  ค้ำประกันสินเชื่อเฉลี่ย 4.4 ล้านบาทต่อราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้กว่า 39,335 ล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานรวม 401,871 ตำแหน่ง 

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    สำหรับประเภทธุรกิจที่มียอดค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1. ภาคบริการ 32.6% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 10% และ 3. เกษตรกรรม 7.9%

    ซึ่งทั้ง 3 ประเภทธุรกิจครองสัดส่วนค้ำประกันถึง 51% สะท้อนถึงแนวโน้มของเม็ดเงินลงทุนของผู้ประกอบการ SMEs ในภาคบริการ อาหาร และธุรกิจท่องเที่ยว ที่เดินหน้าการลงทุน ต่อยอดธุรกิจเพื่อรองรับเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากในช่วงปลายปี  

    “จากสัดส่วนผู้ประกอบการที่เข้าถึงสินเชื่อ ผ่านการค้ำประกันของ บสย. ซึ่งเป็นกลุ่มรายย่อย Micro SMEs สูงถึง 84% สะท้อนถึงความสำเร็จของกลไกการค้ำประกันของ บสย. ที่สามารถช่วยเหลือกลุ่ม Micro SME รายย่อย อาชีพอิสระ และกลุ่มเปราะบาง ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือบุคคลค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น” นายสิทธิกร กล่าว 

    ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาลเล็งเห็นถึงปัญหาของธุรกิจ SMEs นำมาสู่นโยบาย “Quick Big Win” หรือ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ซึ่งหนึ่งในด้านที่สำคัญ คือ “การช่วยเหลือธุรกิจ SMEs” ด้วยการเติมสภาพคล่องให้กับ SMEs อย่างเร่งด่วน 

    นายสิทธิกร กล่าวว่า บสย. ร่วมขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลในการเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ด้วยการเตรียมออกมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโครงการใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ต้องการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ หรือลงทุนต่อยอดกิจการเพื่อรองรับช่วงไฮซีซัน ในเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี 

    “ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” ที่มุ่งกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นการลดความเสี่ยงด้าน Credit Cost ให้กับ SMEs และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น ”

    ทั้งนี้ บสย. ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ “บสย. พร้อมช่วย” หรือมาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว ตั้งแต่เปิดตัวมาตรการในปี 2565 จนถึง 30 กันยายน 2568 สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 22,481 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสมรวม 14,560 ล้านบาท เฉพาะ 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) สามารถปรับโครงสร้างหนี้ 3,992 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 2,688 ล้านบาท 

    ขณะเดียวกัน บสย.ได้ปรับแก้ประกาศกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 เรื่อง “กำหนดให้นิติบุคคลที่ให้บริการสินเชื่อแก่ภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นสถาบันการเงิน” ทำให้ บสย. สามารถขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการสินเชื่อประเภท Non-Bank ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    จากเดิมที่สามารถค้ำประกันสินเชื่อได้เฉพาะ Non-Bank ที่เป็นบริษัทลูกของสถาบันการเงินเท่านั้น ช่วย “ปลดล็อก” ให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดย บสย. พร้อมค้ำประกันสินเชื่อให้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ Non-Bank ตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับใหม่ ได้แก่ “นาโนไฟแนนซ์” และ “ลีสซิ่ง” ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/641568&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37vu8dOEXzeaJM1qCJx_0i

  • สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นทท.แห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2 พันคน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

    สุดปังสวยงามติดอันดับโลก หมู่เกาะสิมิลัน นักท่องเที่ยวแห่ลงเรือชมความงามวันแรกกว่า 2,000 คน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชมบรรยากาศการท่องเที่ยวที่เกาะ8 หรือเกาะสิมิลัน และเกาะ4 หรือเกาะเมียง ในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา หลังจากปิดการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูในหน้ามรสุม5เดือน พบว่าคึกคักเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 15 พฤษภาคม 2569  พบว่าบรรยากาศกาศเดินทางไปกลับคลื่นลมสงบ ท้องฟ้าใส

    อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลันขึ้นชื่อในเรื่องของทะเลสีครามใสสะท้อนแสงแดด แนวหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวตัดกับโขดหินรูปร่างแปลกตา โดยเฉพาะ “หินเรือใบ” สัญลักษณ์ของเกาะแปด (เกาะสิมิลัน) ที่ตั้งตระหง่านเหนืออ่าวเกือก กลายเป็นจุดชมวิวสุดฮิตของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีจุดดำน้ำยอดนิยมอย่าง หาดเจ้าหญิง หาดเล็ก ลานข้าหลวงที่เกาะเมียงหรือเกาะสี่  และ เกาะบางู (เกาะเก้า) ที่มีปลาสวยงามและแนวปะการังหลากสีสันและแนวปะการังที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ โดยในวันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมจำนวน 2,017 คน แบบดำน้ำตื้น 1,978 คน แบบดำน้ำลึก 39 คน เรือนำเที่ยว 51 ลำ

    นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา กล่าวว่า การท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันในฤดูกาลนี้ มีความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้จัดเตรียมมาตรการรองรับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน ซึ่งการเปิดการท่องเที่ยววันแรกในวันนี้พบว่าท้องฟ้าแจ่มใส หาดทรายขาวทะเลสวยเป็นอย่างมาก หมู่เกาะสิมิลันได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่สวยที่สุดในประเทศไทย และเป็นจุดท่องเที่ยวทางทะเลที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ติดอันดับโลก

    จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวชมความงาม ขณะที่สถานการณการท่องเที่ยวโดยรวมเริ่มดีขึ้นมียอดจองโรงแรมในย่านเขาหลักมากกว่าร้อยละ70 ขณะที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ซึ่งเปิดการท่องเที่ยววันแรกเช่นเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวจำนวน 282 คน พักค้างคืนบนเกาะ 30 คน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nMbL-D-KfhpLrw0XxGnrl

  • นับถอยหลังอีก 2 วัน อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ เปิดเส้นทาง “พิชิตยอดเขากำแพง” สูง 1,257 เมตร | TOPNEWS

    นับถอยหลังอีก 2 วัน อุทยานฯ เฉลิมรัตนโกสินทร์ เปิดเส้นทาง “พิชิตยอดเขากำแพง” สูง 1,257 เมตร | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 16/10/2025 21:37

    นาย วิกรานต์ กลัดตลาด หน.อช.เฉลิมรัตนโกสินทร์ เปิดเผยว่าอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ประกาศเปิดแหล่งท่องเที่ยว “ยอดเขากำแพง” อีกครั้ง เชิญชวนสายลุยและผู้รักธรรมชาติร่วมสัมผัสความงดงามของป่าต้นน้ำและวิวทะเลหมอกบนยอดเขาที่มีความสูง 1,257 เมตรจากระดับน้ำทะเล พร้อมเส้นทางเดินป่าระยะทางรวม 6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 วัน 1 คืน

    โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมเดินป่าขึ้นยอดเขาเฉพาะ วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2568 – 31 มกราคม 2569

    ผู้สนใจสามารถ จองคิวเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เปิดรับจองรอบแรกเฉพาะเดือนตุลาคม 2568 สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ 03454 7020 หรือ 095-6198981 ในวันและเวลาราชการ 09.00 – 16.00 น.

    ทริป “พิชิตยอดเขากำแพง” ถือเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากนักเดินป่า ด้วยเส้นทางที่ท้าทายแต่เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติป่าเขา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และประสบการณ์การเดินป่าอย่างแท้จริง.
    วุฒิเดช ก้อนทองคำ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย ภาคตะวันตก

    dfvbdve

    website

    ภูเก็ตจัด “กะทู้มาราธอน” ครั้งที่ 28 ดันเมืองกะทู้สู่ Sport Tourism

    สภาวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร จัดแถลงข่าวเดิน-วิ่งการกุศล โคกขามมินิมาราธอนมหัศจรรย์ 2222 ครั้งที่5

    อช.พีพีจัด “วันรักษ์พีพี” ต้อนรับไฮซีซั่น

    “นฤมล” ร่วมรับฟังปัญหา อุปสรรค การบริหาร “อาชีวศึกษาเอกชน” มอบสอศ.ดูแลแก้ไขระเบียบ ให้สอดคล้องการพัฒนาประสิทธิภาพ

    อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเปิดแล้ว นักท่องเที่ยวสุดประทับใจ​ “น้ำทะเลใสราวกับกระจก”

    คึกคัก สีคิ้วจัด “เทศกาลอาหารดี ดนตรีเพราะ และบอลลูนยักษ์” 15–20 ต.ค. นี้ ชมฟรีทุกคืน หน้าห้างโลตัสสีคิ้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1359169&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-6TyxBr01QZG0d5WY1Sk6

  • รอบรั้วการตลาด : ออมสิน ชูเกาะลิบง ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ

    รอบรั้วการตลาด : ออมสิน ชูเกาะลิบง ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    โดยจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด Meaningful Travel  – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ 

    ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว 

    พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน Meaningful Travel  – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ  ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา  ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 

    ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    สำหรับโครงการ ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ 

    โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island) มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม 

    รักษ์โลกในสไตล์คนรุ่นใหม่ : โชกุบุสซึ โมโนกาตาริ ผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำในประเทศไทย คุณภาพญี่ปุ่นที่ได้การตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคต่อเนื่อง ภายใต้ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำ Brand Purpose ของโชกุบุสซึที่ต้องการดูแลสุขภาพผิวอย่างอ่อนโยน 

    พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้จับมือกับแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ของไทย  PIPATCHARA ที่เคยถูกเลือกไปสวมใส่โดยศิลปินระดับโลก อาทิ ลิซ่า หรือ แอนน์ แฮททาเวย์ ทั้งสองแบรนด์ได้จับมือกัน เปิดตัวแคมเปญ  Go Green Go Glam นำขวดพลาสติกใช้แล้วมาแปรรูปเป็นชุดแฟชั่นและกระเป๋าลิมิเต็ดผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำว่าแฟชั่นและความยั่งยืนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสง่างาม

    คว้ารางวัลใหญ่ : บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล  Next Generation Inflight Entertainment Provider of the Year in Asia 2025 จากนิตยสาร Aerospace and Defense Review แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารด้วยระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน (Inflight Entertainment System) ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้โดยสาร

    พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นโดยมี คุณ Ong Yong Beng ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Images in Motion (IIM) เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทยฯ โดยมี คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2889505&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2365Z8PSZ8T8o8PbdueIej