Category: ท่องเที่ยว

  • ตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบ 8 ปี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-เสริมความปลอดภัย | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว ครบรอบ 8 ปี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-เสริมความปลอดภัย | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5073214/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OI6R5Ksi8kU7zSRzyxQo5

  • TISCO ESU ชี้ตลาดการเงินหลังรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อ (PCE) ให้น้ำหนักใกล้เคียงเดิมว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงราว -50bps ในปี 2025 แบ่งเป็นลด -25bps ในเดือน ก.ย. – ธ.ค. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ชี้ตลาดการเงินหลังรับรู้ข้อมูลเงินเฟ้อ (PCE) ให้น้ำหนักใกล้เคียงเดิมว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงราว -50bps ในปี 2025 แบ่งเป็นลด -25bps ในเดือน ก.ย. – ธ.ค. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สหรัฐฯ:

    • ดัชนีราคาผู้บริโภค (PCE) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น +0.2% MoM ในเดือน ก.ค. จาก 0.3% เดือนก่อน แต่เท่ากับตลาดคาด โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.6% YoY เท่ากับเดือนก่อนและตลาดคาด

    • ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มขึ้น +0.3% MoM เท่ากับเดือนก่อนและตลาดคาด โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นเป็น 2.9% YoY จาก 2.8% เดือนก่อน แต่เท่ากับตลาดคาด

    Fixed Income:

    • เรายังคงให้น้ำหนักไปที่พันธบัตรระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เนื่องจากมีโอกาสได้ประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง และเสี่ยงต่อแรงกดดันด้านขึ้นของ Yield น้อยกว่า ขณะที่พันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี เรายังประเมิน Fair level ที่ราว 4.5% จึงจะสะท้อนความเสี่ยงของแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

    ไทย:

    • กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่องในเดือน ก.ค จากการหดตัวชั่วคราวของภาคการผลิต (ปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต) และกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้ายังขยายตัวได้ จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งช่วยชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่รายรับภาคการท่องเที่ยวยังคงลดลง จากการใช้จ่ายต่อทริปที่ลดลงและการทำโปรโมชันของผู้ประกอบการ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอและปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าจากการบริโภคที่หดตัวในหมวดสินค้าไม่คงทนและหมวดบริการ ซึ่งสอดคล้องกับรายรับจากภาคการท่องเที่ยวที่ลดลงทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

    จีน:

    • แรงกดดันเงินฝืดยังเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจจีน โดยระดับราคาสินค้าและกำไรภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ประกาศมาตรการ Anti-involution เพื่อจำกัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนในการลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากอุตสาหกรรมที่มีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในปัจจุบันได้แพร่กระจายจากอุตสาหกรรมต้นน้ำสู่อุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่เป็นของภาคเอกชน ซึ่งทำให้การสั่งลดกำลังการผลิตจากทางการอาจทำได้ยากและเห็นผลช้ากว่าการปฏิรูปด้านอุปทานของจีนในอดีตช่วงปี 2015

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/01/574379/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3krQjpMy-zq_8K0-7ThtyZ

  • เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    sustainability

    01 ก.ย. 2025 เวลา 13:43 น.

    ททท. ปลุกพลังชุมชนไทย ปั้น ESG Tourism สู่เวทีโลก2 เดือน สร้างรายได้เพิ่ม 20 % จำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน /ครั้ง สู่ 5 จังหวัด

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ ประกาศความสำเร็จของโครงการ “Village to the World #SustainableAgenda” ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง

    โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติการเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวมจาก CSR สู่ระบบ ESG ที่ขับเคลื่อนจริง ผ่าน Co-Creation และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ททท. ยึด ESG ดึง บจ. พัฒนาท่องเที่ยวชุมชน 5 จังหวัด เคียงคู่ เที่ยวไทยคนละครึ่ง

    ธรรมาภิบาลเชิงพุทธ: ESG ทางเลือกที่ยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย

    “การท่องเที่ยวโดยชุมชน”เวที ESG ที่มีชีวิต 

    “Village to the World #SustainableAgenda ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact – พันธมิตรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ด้วยการสร้างกลไกการทำงานรูปแบบใหม่  คือบทพิสูจน์ว่า ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว

    นอกจากนั้น เพื่อสร้าง Moment แห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนา โครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    โมเดลความร่วมมือที่ลงมือทำจริงใน 5 จังหวัด

    โครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง “บริษัทจดทะเบียน” กับ “ชุมชนต้นแบบ” ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    • BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน

    • AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน

    • AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น

    • SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

    • Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% 

    ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร
    ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ “มีชีวิต”

    นายปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ไม่ว่าจะเป็น SDGs, Materiality Mapping หรือ One Report ผ่านมาได้นำเสนอแต่สิ่งที่ชุมชนมี แต่โครงการนี้ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

     ESG  สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน

    กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ  Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่นำคณะพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนลำปาง ภายใต้โครงการ Journey D โดยเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ได้แก่ สนุก – สไตล์ – สัมพันธ์ – สร้างสรรค์ยั่งยืน ทำให้พนักงานได้สัมผัสประสบการณ์ความยั่งยืนที่ต่อยอดจากการทำงานในบริษัทสู่การเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์อยู่แล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้เราเห็นความยั่งยืนที่ จับต้องได้จริง ผ่านมือของคนในชุมชนลำปาง และยังได้เรียนรู้เพื่อนำกลับไปพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีความหมาย

    Cross-Sector Collaboration ระบบนิเวศความยั่งยืน

    หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง
    จาก “Unknown” สู่ “Unforgettable”

    เที่ยวแบบยั่งยืน! ททท. ปลุก ESG Tourism เพิ่มรายได้ชุมชน 20%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1196790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCpmZcb-Gpj2hCa6ybXJJ

  • อ.อ.ป. ชวนสัมผัสประสบการณ์ “บ้านเคบิ้น” ที่ “สวนป่าดอยบ่อหลวง จ.เชียงใหม่” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้!

    อ.อ.ป. ชวนสัมผัสประสบการณ์ “บ้านเคบิ้น” ที่ “สวนป่าดอยบ่อหลวง จ.เชียงใหม่” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้!

    อ.อ.ป. ชวนสัมผัสประสบการณ์ “บ้านเคบิ้น” ที่ “สวนป่าดอยบ่อหลวง จ.เชียงใหม่” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้!

    นายประสิทธิ์ เกิดโต รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า จากพันธกิจขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยใช้สวนป่าเศรษฐกิจเป็นฐาน อ.อ.ป. ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับการใช้ประโยชน์สวนป่าอย่างสมดุล พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของพื้นที่และชุมชน รอบสวนป่าฯ ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาและสร้างการกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สวนป่าดอยบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งสวนป่าที่มีศักยภาพและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียงของ อ.อ.ป. ด้วยลักษณะพื้นที่ที่เป็นป่าสนธรรมชาติโอบล้อมขุนเขา ทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน จึงทำให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่

    รักษาการแทนผู้อำนวยการ อ.อ.ป. กล่าวต่อไปอีกว่า ในปี 2568 นี้ สวนป่าดอยบ่อหลวงได้เปิดให้บริการ “บ้านเคบิ้น” ที่พักรูปแบบใหม่ จำนวน 2 หลัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาสัมผัสบรรยากาศในช่วงฤดูฝนนี้ โดยบ้านเคบิ้นได้ออกแบบเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถผ่อนคลายด้วยการแช่น้ำอุ่นพร้อมชมวิวธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด ตลอดจนลานผิงไฟ เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนเป็นครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ซึ่งจะสามารถสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่อบอุ่นและน่าประทับใจได้

    นอกจากบ้านพักเคบิ้นแล้ว สวนป่าดอยบ่อหลวงยังมีบ้านพักหลากสไตล์ให้กับนักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัส อาทิ บ้านเอเฟรม บ้านทิวสน บ้านแฝด บ้านปูนเปลือย รถบ้านแคมป์ โรงแรมป่าสน และลานกางเต็นท์ เป็นต้น โดยสวนป่าดอยบ่อหลวง ขอความร่วมมืองดนำสัตว์เลี้ยงเข้าพื้นที่ เพื่อรักษาความสะอาดและบรรยากาศการพักผ่อนของนักท่องเที่ยวทุกท่าน

    รักษาการแทนผู้อำนวยการ อ.อ.ป. กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่พักล่วงหน้าตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 17.00 น. ได้ที่
    – เบอร์โทรศัพท์ : 09 2586 9215
    – Website : www.chiangmaifio.com/booking.php?2
    – Facebook Fanpage : สวนป่าดอยบ่อหลวง องค์การอุตสาหกรรม ป่าไม้ Doi Bo Luang FIO

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953268&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lMcxASq_L07WLju6ynndP

  • รัฐรื้อใหญ่ พ.ร.บ.โรงแรม ดูแลโฮมสเตย์ โฮสเทล แพลตฟอร์มดิจิทัล

    รัฐรื้อใหญ่ พ.ร.บ.โรงแรม ดูแลโฮมสเตย์ โฮสเทล แพลตฟอร์มดิจิทัล

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 โดยยกร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. ขึ้นมาใหม่ ล่าสุดได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไป เพื่อให้ได้รับข้อมูล ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า ที่ผ่านมา พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน จึงไม่สอดคล้องกับสภาพการท่องเที่ยวในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างรวดเร็ว และมีการท่องเที่ยวในลักษณะใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

    ทั้งจากการท่องเที่ยวแบบมวลชน (mass tourism) ขยายไปสู่การท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น การท่องเที่ยวแบบหรูหรา (luxury tourism) การท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์เพื่อการพัฒนาตนเอง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (creative tourism) การท่องเที่ยวแบบเนิบช้า (slow tourism) หรือการท่องเที่ยวโดยลำพัง (solo tourism) ที่นักท่องเที่ยวเป็นผู้ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเองตามความสนใจเฉพาะตัว

    รวมทั้งการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมีความต้องการสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (medical and wellness tourism) การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (sports tourism) นอกจากนั้น รูปแบบของการท่องเที่ยวร่วมสมัยยังเรียกร้องความรับผิดชอบของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชน (responsible tourism)

    จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานที่พักแรมให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และมีช่องทางที่รัฐจะสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการทุกฝ่ายโดยรีบด่วน ทั้งต่อผู้ประกอบการในลักษณะเดิม เช่น โรงแรมขนาดใหญ่

    รวมถึงผู้ประกอบการในลักษณะใหม่ เช่น การให้บริการสถานที่พักแรมขนาดเล็ก (hostel and boutique hotel) การให้บริการสถานที่พักแรมในลักษณะเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) หรือการให้บริการท่องเที่ยวของท้องถิ่นหรือชุมชน (homestay) ที่จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยว

    สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

    1. ปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547 ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562

    เนื่องจากนิยาม “โรงแรม” ในกฎหมายปัจจุบันจำกัดเฉพาะสถานที่พักที่มีลักษณะเป็นอาคารถาวร มีระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน และดำเนินการในเชิงธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร ส่งผลให้สถานที่พักรูปแบบใหม่ เช่น โฮมสเตย์ เต็นท์ บ้านต้นไม้ แพ โฮสเทล

    รวมทั้งการให้บริการบ้านพักหรือห้องพักเพื่อการอยู่อาศัยรายวัน ไม่สามารถขออนุญาตได้ตามกฎหมาย ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากจึงอยู่นอกระบบ ถูกมองว่า “ผิดกฎหมาย” ทั้งที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวชุมชน ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงกำหนดนิยาม “โรงแรม” และ “สถานที่พักแรม” ให้ชัดเจนและครอบคลุมทั้งโรงแรมและสถานที่พักรูปแบบอื่น ๆ

    2. แก้ไขปัญหาการกำหนดหลักเกณฑ์แบบ “One Size Fits All”

    เพื่อให้กฎหมายมีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะรายย่อยที่เคยถูกบังคับใช้กฎหมายแบบเดียวกับรายใหญ่ ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของกิจการนั้น ๆ รวมทั้งเพื่อขจัดช่องว่างทางกฎหมายที่เคยทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยกลายเป็นผู้กระทำผิดโดยไม่ตั้งใจ

    โดยมีมาตรการที่สำคัญ คือ ใช้ระบบ “จดแจ้ง” หรือ “ขึ้นทะเบียน” แทน “ขออนุญาต” สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ และปรับปรุงกลไกการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ เช่น ไม่บังคับให้ที่พักขนาดเล็กต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกหรือมาตรฐานการประกอบธุรกิจเหมือนโรงแรมใหญ่ แต่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัยที่จำเป็น

    3. กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

    เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการขออนุญาตและการติดต่อราชการ ซึ่งเดิมเคยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อผู้ประกอบการรายย่อย โดยมีมาตรการที่สำคัญ กล่าวคือ การจัดให้มีระบบและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการบันทึกทะเบียนผู้พัก การรับแจ้ง รับคำขอ การออกใบรับแจ้ง ใบรับขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาต หรือการดำเนินการอื่นใดตามร่างพระราชบัญญัตินี้

    การตรวจคำขอที่รวดเร็วตามกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ รวมทั้งจัดให้มีระบบ Super License ที่ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมใบเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและภาระของประชาชนในการขออนุญาตหลายใบ

    4. กำหนดมาตรการส่งเสริมการประกอบธุรกิจ

    เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่น โดยมีมาตรการที่สำคัญ กล่าวคือ การกำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมการประกอบธุรกิจสถานที่พักแรม” ทำหน้าที่กำหนดแนวทางการส่งเสริมและการกำกับดูแลธุรกิจสถานที่พักแรมในภาพรวม

    รวมทั้งยังเป็นกลไกเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาล เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานรัฐและผู้บริโภค และทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของนายทะเบียน รวมทั้งการกำหนดให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมธุรกิจสถานที่พักแรม มีหน้าที่จัดทำนโยบาย แผน และมาตรการส่งเสริมธุรกิจที่พักแรม ให้ครอบคลุมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม มาตรฐานบริการ และการพัฒนาบุคลากร

    5. กำหนดมาตรการกำกับดูแลธุรกิจการจับคู่ระหว่างผู้ให้บริการที่พักและผู้เข้าพัก

    เป็นประเด็นสำคัญในยุคที่แพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Airbnb, Agoda, Booking.com มีบทบาทอย่างมากในการเชื่อมโยงผู้ประกอบธุรกิจสถานที่พักแรมกับผู้พัก ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แก่การคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ รวมทั้งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ และส่งเสริมการเข้าสู่ระบบของธุรกิจที่พักที่เคยอยู่นอกกฎหมาย

    6. แก้ไขบทกำหนดโทษ

    เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้มีความเป็นธรรมและเหมาะสมกับบริบทของผู้ประกอบการ วางหลักการในการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับระดับความร้ายแรงของการกระทำโดยใช้แนวทาง “จูงใจมากกว่าบังคับ” เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งลดการใช้โทษทางอาญาในกรณีที่ไม่จำเป็น ตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637604&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14azz-9TZrS3vMkxvZVeHy

  • ยอดชอปปิงออนไลน์เกาหลีใต้เดือนก.ค.ทะยาน 7.3% รับอุปสงค์อาหารโตแกร่ง

    ยอดชอปปิงออนไลน์เกาหลีใต้เดือนก.ค.ทะยาน 7.3% รับอุปสงค์อาหารโตแกร่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    สำนักงานสถิติแห่งชาติของเกาหลีใต้รายงานในวันนี้ (1 ก.ย.) ว่า ยอดชอปปิงออนไลน์ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอุปสงค์บริการด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น

    รายงานระบุว่า ยอดชอปปิงออนไลน์ของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 7.3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 21.34 ล้านล้านวอน (1.534 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนก.ค.

    อุปสงค์ออนไลน์ในส่วนของบริการอาหารทะยานขึ้น 12.6% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 3.56 ล้านล้านวอน

    ยอดชอปปิงออนไลน์ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มพุ่งขึ้น 14% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 3.21 ล้านล้านวอน

    อุปสงค์ออนไลน์ในส่วนของบริการด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางเพิ่มขึ้น 12.8% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 2.94 ล้านล้านวอน

    ยอดชอปปิงออนไลน์ผ่านทางสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์มือถืออื่น ๆ เพิ่มขึ้น 10% สู่ระดับ 18.16 ล้านล้านวอน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 78.8% ของยอดชอปปิงออนไลน์ทั้งหมดในเดือนก.ค.

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR800IQDS25085J11VWYVL6DTJ592HGW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xc0z3TxU1Ptp22PqGiTRe

  • สหรัฐฯ วางแผนเข้าควบคุมกาซา-ย้ายประชากร 2 ล้านคนทั้งหมด

    สหรัฐฯ วางแผนเข้าควบคุมกาซา-ย้ายประชากร 2 ล้านคนทั้งหมด

    รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพิจารณาแผนการเข้าควบคุมกาซาและย้ายประชากรทั้งหมดออกจากพื้นที่ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

    แผนดังกล่าวเสนอให้สหรัฐอเมริกาเข้าบริหารดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกทำลายจากสงครามอิสราเอล-ฮามาสในรูปแบบการปกครองภายใต้ความดูแลเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี

    เป้าหมายเปลี่ยนโฉมกาซา

    ตามเอกสารแผนงาน 38 หน้าที่วอชิงตันโพสต์ได้เผยแพร่ แผนการมีเป้าหมายแปลงฉนวนกาซาให้เป็น ‘ริเวียร่าแห่งตะวันออกกลาง’ ตามวิสัยทัศน์ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแถลงไว้ โดยจะพัฒนาเป็นรีสอร์ทท่องเที่ยวและศูนย์เทคโนโลยีขั้นสูง

    แผนเรียกร้องให้มีการย้ายประชากรกาซาทั้งหมด 2 ล้านคนออกจากพื้นที่อย่างน้อยในระยะชั่วคราว ไปยังประเทศอื่น หรือย้ายไปอยู่ในเขตจำกัดที่มีการรักษาความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างใหม่กาซา

    ระบบโทเคนดิจิทัลสำหรับเจ้าของที่ดิน

    ชาวกาซาที่เป็นเจ้าของที่ดินจะได้รับโทเคนดิจิทัลจากหน่วยงานปกครองเพื่อแลกกับสิทธิในการพัฒนาทรัพย์สินของพวกเขา ผู้ได้รับสามารถใช้โทเคนนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น หรือแลกกับอพาร์ตเมนต์ในเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI 6-8 แห่งที่จะสร้างใหม่ในกาซา

    หน่วยงานที่จะเข้าบริหารกาซาภายใต้แผนนี้จะเรียกว่า ‘Gaza Reconstitution, Economic Acceleration and Transformation Trust’ หรือ GREAT Trust ตามรายงานของวอชิงตันโพสต์

    ข้อเสนอดังกล่าวเสนอโดยกลุ่มชาวอิสราเอลกลุ่มเดียวกับที่สร้าง Gaza Humanitarian Foundation ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการแจกจ่ายอาหารภายในกาซา แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มองค์กรช่วยเหลือและสหประชาชาติ

    สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รายงานเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมว่า กองกำลังอิสราเอลได้สังหารชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คนที่พยายามขอรับความช่วยเหลือด้านอาหารในกาซาตั้งแต่ GHF เริ่มดำเนินการ โดยเกือบสามในสี่ของเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับไซต์ของ GHF

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-plans-control-gaza-relocate-population&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nWkxSsH71TuG0srQnrwB4

  • ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมท่าอากาศยานได้ให้การต้อนรับผู้แทนจากบริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็น Passenger Sales Agent (PSA) และ Cargo Sales Agent (CSA) ให้กับสายการบินอุซเบกิสถาน (Uzbekistan Airways – HY) ในประเทศไทย นำโดย นายอนุวัชร อิทรภูวศักดิ์ กรรมการ บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ,นายณัฏฐพงศ์ โภไคยรัตน์ ที่ปรึกษา บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมผู้แทนบริษัทไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด โดยมี ผู้แทนจากกลุ่มจัดสรรเวลาท่าอากาศยาน ผู้แทนจากกลุ่มเศรษฐกิจท่าอากาศยาน กองส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศรีภูมิ กรมท่าอากาศยาน

    อย่างไรก็ตามการเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของโลก เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศ ต่อยอดโอกาสด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว พร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อความสะดวกสบายอย่างไร้รอยต่อ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานได้นำเสนอนโยบายการบริหารและสถานการณ์ปัจจุบันของท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อให้สายการบินใช้ประกอบการวางแผนการให้บริการและความร่วมมือในอนาคต ซึ่งสายการบิน Uzbekistan Airways ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของท่าอากาศยานกระบี่ในการรองรับผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าสำหรับสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศ จึงแจ้งแผนการบินมายังท่าอากาศยานกระบี่สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 (Winter Schedule 2025) ในเส้นทางท่าอากาศยานทาชเคนต์-ท่าอากาศยานกระบี่ ไป-กลับ จำนวน 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มทำการบินวันแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ด้วยอากาศยานแบบ Airbus A320 Neo จำนวน 188 ที่นั่ง

    ในขณะเดียวกันการเปิดเส้นทางบินจากประเทศอุซเบกิสถาน เป็นการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งแรกจากประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางมายังท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลางให้ความสนใจอย่างมาก การให้บริการในเส้นทางนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้เดินทางตรงมาจังหวัดกระบี่สะดวกมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มโอกาสให้จังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามันสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยผ่านท่าอากาศยานทาชเคนต์จุดเชื่อมต่อ (Hub) ของนักท่องเที่ยวจากประเทศอุซเบกิสถาน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียกลาง

    สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 ของท่าอากาศยานกระบี่ จะมีเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศที่เปิดเส้นทางบินใหม่ ได้แก่ เส้นทางจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบิน Etihad เส้นทาง อาบูดาบี-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ สายการบิน Air Arabia เส้นทาง ซาร์จาห์-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และเส้นทางจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยสารการบิน Uzbekistan Airways เส้นทาง ทาชเคนต์-กระบี่ และกลับ 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และมีเส้นทางบินตรงจากเมืองต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 53 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคเอเชียใต้ รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากยุโรป รวม 123 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเทียบกับตารางบินฤดูหนาว 2567/2568 ของท่าอากาศยานกระบี่ ตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นประมาณ 27 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 33%

    นอกจากนี้กรมท่าอากาศยาน ยังได้นำเสนอท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่มีศักยภาพรองรับเส้นทางระหว่างประเทศ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานหัวหิน รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสายการบิน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการให้บริการในอนาคตต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910938&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zD4zad9mToennrFQ7J9mT

  • หินผาสไลด์ ‘ดอยพระบาท’ ลำปาง พบไร้ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หินผาสไลด์ ‘ดอยพระบาท’ ลำปาง พบไร้ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5070562/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irIQTcQYwiywznlYP2V0D

  • “บ้านลิไข่” เชียงราย แลนด์มาร์คฮีลใจใหม่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    “บ้านลิไข่” เชียงราย แลนด์มาร์คฮีลใจใหม่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    บ้านลิไข่” แลนด์มาร์คลับแห่งใหม่ เชียงราย ขานรับเทรนด์ท่องเที่ยวฮีลใจ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    เชียงราย, 31 สิงหาคม 2568 – ในยุคที่ผู้คนต้องการหลีกหนีจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง “บ้านลิไข่” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่แสวงหาการเยียวยาจิตใจผ่านการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

    การค้นพบแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้เริ่มต้นจากการที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความงามที่ซ่อนเร้นของนาขั้นบันไดบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ข้าวต้ม-ห้วยลึก

    จากหมู่บ้านเล็กๆ สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    บ้านลิไข่เดิมเป็นหมู่บ้านย่อยของบ้านนางแลใน หมู่ที่ 7 ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าอาข่าและลาหู่ ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการทำนาขั้นบันไดที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

    การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชุมชนเริ่มตระหนักถึงศักยภาพทางการท่องเที่ยวของพื้นที่ตนเอง จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการจัดกิจกรรม “LI KHAI Nature Walk” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2566 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับการสร้างรายได้ให้ชุมชน

    “การจัดกิจกรรมครั้งนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เราต้องการระดมทุนเพื่อสร้างห้องน้ำและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรองรับนักท่องเที่ยว” ข้อมูลจากการดำเนินการของชุมชนระบุ

    ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นนี้ปรากฏชัดเจนในรูปแบบของการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายได้จากการท่องเที่ยว ชุมชนได้นำเงินกลับมาลงทุนในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งส่งผลให้ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวดียิ่งขึ้น สร้างกระแสบอกต่อที่เป็นบวก และดึงดูดผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนีความงาม วิเคราะห์สถิติและข้อมูลเชิงลึก

    การวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นที่ทำให้บ้านลิไข่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย โดยหากพิจารณาจากระยะทางจากตัวเมือง บ้านลิไข่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 20-26 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงเพียง 25 นาที ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ

    สถิติที่น่าสนใจคือระยะทางการเดินเท้าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งมีความยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินโดยเฉลี่ย 1-1.5 ชั่วโมง สำหรับการไปเที่ยวเดียว ความยาวเส้นทางนี้ถือเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการท้าทายตัวเองกับความสามารถในการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ยากเกินไปจนท้อแท้ แต่ก็ไม่ง่ายเกินไปจนขาดความรู้สึกของการผจญภัย

    เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอื่นๆ เช่น บ้านป่าบงเปียงในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้มาเยือนได้ให้ความเห็นว่าบรรยากาศและทะเลหมอกยามเช้าที่บ้านลิไข่มีความอลังการที่ไม่แพ้กัน แต่ยังคงความเงียบสงบและเป็นธรรมชาติมากกว่า การเปรียบเทียบนี้มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด เนื่องจากสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์และเข้าใจถึงคุณค่าของสถานที่ที่ยังคงความบริสุทธิ์

    วิถีธรรมชาติบำบัด เส้นทางสู่การฟื้นฟูจิตใจ

    หัวใจสำคัญของประสบการณ์การเยือนบ้านลิไข่อยู่ที่การเดินบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ถูกออกแบบมาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เส้นทางแบ่งออกเป็นจุดหลัก 3 กิโลเมตร ประกอบด้วย กิโลเมตรแรกเป็นจุดยิงก๋งตรงป่าสัก กิโลเมตรที่ 2 เป็นนาขั้นบันไดจุดที่ 1 และกิโลเมตรที่ 3 เป็นจุดชมวิว

    การเดินตลอดเส้นทางนี้ให้ประสบการณ์ที่หลากหลายและครอบคลุมระบบนิเวศที่แตกต่างกัน นักเดินทางจะได้เดินผ่านป่าไผ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย ลำธารเล็กๆ ที่ส่งเสียงเซาเซา และไร่ข้าวโพดที่แสดงให้เห็นถึงการทำเกษตรของชาวบ้าน ตลอดการเดินจะได้ยินเสียงนกร้องและเสียงน้ำตกที่ดังแว่วมาเป็นเพลงประกอบธรรมชาติ

    จุดหมายปลายทางหลักคือนาขั้นบันไดที่มีความงดงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน เมื่อนาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีสดใส เป็นภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ยังมีจุดพิเศษต่างๆ ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น สะพานไม้ ชิงช้า ป้ายจุดชมวิว โขดหิน และกระจกที่สะท้อนวิวเส้นทางเดิน

    มิติเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ตัวเลขและผลกระทบ

    การพัฒนาการท่องเที่ยวในบ้านลิไข่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่น่าสนใจ โดยมีตัวเลือกที่พักที่หลากหลายเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกัน

    โฮมสเตย์ในหมู่บ้านมีราคาอยู่ที่ประมาณ 700 บาทต่อคน ซึ่งรวมอาหารเย็นและอาหารเช้า นับเป็นราคาที่เข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ในขณะที่นักเดินทางสายประหยัดสามารถเลือกตั้งแคมป์ได้ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาทต่อเต็นท์ ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายให้การท่องเที่ยวเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยไม่สร้างอุปสรรคทางการเงินที่มากเกินไป

    ความสำเร็จของแบบจำลองนี้สามารถมองเห็นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการสร้างห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว การจัดเตรียมจุดจอดรถ และการพัฒนาจุดถ่ายภาพต่างๆ ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ถูกนำกลับมาใช้เพื่อปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก

    นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาธุรกิจเสริมในรูปแบบของร้านอาหารและคาเฟ่ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ริมลำธารจากน้ำตกนางแล ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งพักผ่อนและแช่เท้าในน้ำได้ รวมถึงคาเฟ่ยอดนิยมอย่าง “คาเฟ่ คาใจ” และ “Foreste’ Camp&Cafe’”

    ผลกระทบเชิงสังคมและวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวที่บ้านลิไข่ไม่ได้เป็นเพียงการมอบประสบการณ์ให้กับนักเดินทางเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ที่นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นชาวบ้านในชุดประจำเผ่า ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    การได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชุมชนชาวเขาที่ยังคงรักษาประเพณีและภูมิปัญญาการทำเกษตรแบบขั้นบันไดไว้ได้ ทำให้การเดินทางมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการท่องเที่ยวธรรมดา นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

    ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

    แม้ว่าบ้านลิไข่จะมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข เส้นทางการเดินทางในช่วงสุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้านมีลักษณะแคบและมีความลาดชัน ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ถนนอาจลื่นมาก นักเดินทางจำนวนไม่น้อยจึงเลือกจอดรถไว้ที่จุดจอดใกล้กับคาเฟ่ แล้วเดินเท้าหรือใช้มอเตอร์ไซค์ต่อไป

    อีกความท้าทายหนึ่งคือการจำกัดของสิ่งอำนวยความสะดวก โฮมสเตย์ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้เรียบง่าย ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไฟฟ้ามีจำกัดเพียงพอสำหรับแสงสว่าง ไม่เพียงพอสำหรับการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักท่องเที่ยวจึงต้องเตรียมพาวเวอร์แบงค์ไปด้วย บางพื้นที่ยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่เสถียร ทำให้ต้องพกเงินสดติดตัวไป

    กลยุทธ์การท่องเที่ยวตามฤดูกาล

    การวิเคราะห์รูปแบบการท่องเที่ยวแสดงให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลาจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่วงฤดูฝนจะให้ประสบการณ์ของธรรมชาติที่เขียวขจีและสดชื่นที่สุด บรรยากาศเย็นสบายทำให้การเดินเท้าไม่ร้อนจนเกินไป ในขณะที่ฤดูหนาวจะมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นทะเลหมอกปกคลุมภูเขาในยามเช้า

    นักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ทางวัฒนธรรมควรพิจารณาการเดินทางในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เนื่องจากจะมีโอกาสได้เห็นชาวบ้านแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า ซึ่งเป็นการเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    เทรนด์การท่องเที่ยวฮีลใจและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

    ปรากฏการณ์ของบ้านลิไข่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันที่เน้นการ “ฮีลใจ” หรือการฟื้นฟูจิตใจผ่านการสัมผัสธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดและความกดดันในสังคมเมือง การที่สถานที่แห่งนี้ถูกบรรยายว่าเป็น “การเยียวยาจิตใจ” และ “การเดินทางที่คุ้มค่ามาก” แสดงให้เห็นว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่ความหรูหราหรือความสะดวกสบายเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและสร้างการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ

    การเติบโตของบ้านลิไข่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในประเทศไทย รูปแบบการพัฒนาที่เริ่มจากภายในชุมชนและขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ สามารถเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพคล้ายคลึงกัน

    คำแนะนำสำหรับนักเดินทาง

    สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปยังบ้านลิไข่ ควรเตรียมตัวโดยเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการเดินป่าและมีคุณสมบัติกันลื่น โดยเฉพาะในฤดูฝน ควรพกพาวเวอร์แบงค์และเงินสดติดตัวไป เนื่องจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด

    ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาสุขภาพ เช่น หอบหืด ควรพิจารณาถึงระยะทางการเดินเท้าที่ค่อนข้างไกลและเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอ แม้ว่าเส้นทางจะไม่ชันมากนักและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แต่การเดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรยังคงต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายในระดับหนึ่ง

    อนาคตของการท่องเที่ยวยั่งยืน

    บ้านลิไข่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติ การสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพให้กับนักท่องเที่ยว ความสำเร็จในการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างรอบคอบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

    สำหรับนักเดินทางที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนธรรมดา แต่ต้องการประสบการณ์การ “ค้นพบ” และการ “เยียวยาจิตใจ” ที่แท้จริง บ้านลิไข่จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ การเดินทางมายังที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้พบกับความงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ในขณะที่แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งกำลังเผชิญกับปัญหาการท่องเที่ยวมากเกินพอ (Overtourism) บ้านลิไข่กลับสามารถรักษาสมดุลระหว่างการต้อนรับนักท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างยอดเยี่ยม

    มุมมองและทิศทางอนาคต

    บ้านลิไข่เป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่ชุมชนเป็นเจ้าของ (Community-Based Tourism) ที่สามารถสร้างรายได้ในระดับครัวเรือนและส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง การที่ชุมชนสามารถนำรายได้จากการท่องเที่ยวมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและความยั่งยืนของรูปแบบการท่องเที่ยวนี้

    ความสำคัญกับการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวออกจากแหล่งท่องเที่ยวหลักและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่” ทิศทางนี้สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชนท้องถิ่น

    การจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    การพัฒนาการท่องเที่ยวในบ้านลิไข่ได้รับการดำเนินการภายใต้หลักการของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด พื้นที่นี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ข้าวต้ม-ห้วยลึก จึงมีข้อจำกัดทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    การสร้างจุดถ่ายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ วัสดุที่ใช้เป็นไม้และวัสดุธรรมชาติ การจัดวางตำแหน่งต่างๆ คำนึงถึงการไม่รบกวนเส้นทางเดินของสัตว์ป่าและการไหลของน้ำตามธรรมชาติ

    การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยธรรมชาติผ่านข้อจำกัดของที่พักและการเข้าถึงที่ไม่ง่ายเกินไป ทำให้สามารถควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาขยะล้นหรือการทำลายธรรมชาติจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาต่อไป

    แม้ว่าบ้านลิไข่จะมีพัฒนาการที่น่าชื่นชม แต่ยังมีพื้นที่สำหรับการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป การปรับปรุงเส้นทางการเข้าถึงให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะช่วยให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    การพัฒนาระบบการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งป้ายบอกทางและข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดเส้นทาง จะเพิ่มมูลค่าทางการศึกษาและทำให้ประสบการณ์การเดินทางสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดเชียงรายเพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวแบบครบวงจร จะช่วยยืดระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ให้กับพื้นที่

    ผลกระทบระดับชาติและภูมิภาค

    ความสำเร็จของบ้านลิไข่มีนัยสำคัญในระดับที่กว้างขึ้น ในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวยั่งยืนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีชุมชนชาวเขาและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

    การที่นักท่องเที่ยวเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวแออัด สร้างโอกาสให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากภายนอกที่อาจนำมาซึ่งการสูญเสียการควบคุมในชุมชน

    ความสำเร็จของบ้านลิไข่ยังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เน้นการกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่ใหม่และการสร้างคุณค่าจากทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    การเดินทางไปยังบ้านลิไข่จึงไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนอื่นๆ พัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของตนเองในรูปแบบที่เคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวยั่งยืนที่แข็งแกร่งในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ban-li-khai-chiang-rai-eco-healing-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y0JQDTr83AGIUtdyeb_fj