Category: ท่องเที่ยว

  • แจกพิกัดที่พักเชียงใหม่ เดินทางง่าย ใกล้แหล่งท่องเที่ยว

    แจกพิกัดที่พักเชียงใหม่ เดินทางง่าย ใกล้แหล่งท่องเที่ยว

    พลาดไม่ได้! เลือกที่พักเชียงใหม่ให้คุ้มค่าในราคาสุดว้าว แถมใกล้แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ต้องจองผ่านแอป Traveloka ที่มาพร้อมกับดีลที่น่าสนใจตลอดทั้งปี

    เลือกที่พักเชียงใหม่อย่างไรดีที่ตอบโจทย์ทั้งความสบายและคุ้มค่า หากพูดถึงจังหวัดท่องเที่ยวชื่อดังของไทย ‘เชียงใหม่’ นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ถูกจัดอยู่ในลิสต์ของหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากใช้เวลาในวันหยุดไปกับการเที่ยวเชียงใหม่ การจองที่พักเชียงใหม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่พักเอาดาบหน้า และอาจได้ดีลที่พักในราคาถูกกว่าเดิมอีกด้วย

    เที่ยวเชียงใหม่มีอะไรน่าสนใจ ทำไมใคร ๆ ก็แนะนำให้ไปสักครั้ง

    เชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยความสวยงามของธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ป่าเขา ยอดดอย น้ำตก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ถูกผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองชาวล้านนาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวของเชียงใหม่ที่อาจหาที่ไหนไม่ได้แล้ว จึงทำให้เชียงใหม่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเท่านั้น ที่พักเชียงใหม่ยังมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่โฮมสเตย์เล็ก ๆ แต่อบอุ่นไม่น้อย ไปจนถึงรีสอร์ตหรูหราท่ามกลางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเลือกที่พักเชียงใหม่รูปแบบไหนก็สามารถมอบประสบการณ์ที่สวยงามตราตรึงใจได้ไม่รู้ลืม

    แนะนำที่พักเชียงใหม่ พักผ่อนสบายใกล้แหล่งท่องเที่ยว

    กำลังมองหาที่พักเชียงใหม่อยู่ใช่ไหม? แอป Traveloka มีที่พักเชียงใหม่ให้เลือกถึง 4,000 กว่าแห่ง บทความนี้จะมาแนะนำที่พักเชียงใหม่ที่น่าสนใจ มีรีวิวดี ไม่ว่าจะเที่ยวคนเดียว เที่ยวกับเพื่อน หรือเที่ยวกับครอบครัวก็ได้หมด

    1. Le Charcoa Hotel (โรงแรมเลอ ชาร์โคล)

    โรงแรมเลอ ชาร์โคล ที่พักเชียงใหม่สไตล์ยุโรปในบรรยากาศคันทรี ท่ามกลางความสงบและความสวยงามของธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในชนบทยุโรป ที่นี่มีจุดเช็กอินสุดเก๋ให้ผู้เข้าพักได้ถ่ายภาพสวย ๆ เกือบทุกมุม โดยไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือสะพานข้ามสระว่ายน้ำที่มีตึกโรงแรมเป็นฉากหลัง ที่ไม่ว่าใครก็ต้องถ่ายภาพเก็บเอาไว้โรงแรมเลอชาร์โคล ที่พักใกล้ถนนคนเดิน ตั้งอยู่ในโซนเมืองเก่า ใกล้ทั้งความสะดวกสบายและแหล่งท่องเที่ยว ไม่ว่าจะพักผ่อนในโรงแรมเฉย ๆ หรือกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้โรงแรมก็ตอบโจทย์

    2. Any Day House Chiangmai (เอนี่ เดย์ เฮาส์ เชียงใหม่)

    เอนี่ เดย์ เฮาส์ เชียงใหม่ ที่พักเชียงใหม่ในเมืองสไตล์มินิมอลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นส่วนตัว ที่นี่ให้บริการวิลล่าส่วนตัว 2-3 ห้องนอน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในระหว่างการพักผ่อน โดยที่พักตั้งอยู่ในย่านช้างเผือก ใกล้แหล่งท่องเที่ยวและร้านอาหารมากมาย เดินทางสะดวก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศของเมืองเชียงใหม่แบบเต็มที่

    3. Mon Ing Dao Resort (ม่อนอิงดาว รีสอร์ต)

    สำหรับใครที่กำลังหาที่พักรีสอร์ตในเชียงใหม่ใกล้ม่อนแจ่ม โรงแรมม่อนอิงดาว ที่พักบนดอยเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในม่อนแจ่มให้ได้พักกายพักใจท่ามกลางบรรยากาศกลางเขา โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติสีเขียวของแปลงผักบนดอย ที่นี่มีรูปแบบห้องพักหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก เต็นท์โดมติดแอร์ที่นอนพักได้อย่างสบาย ๆ หรือถ้าอยากสัมผัสกับลมธรรมชาติบนดอย ที่นี่ก็มีลานว่างให้นักท่องเที่ยวนำเต็นท์มากางเองได้ด้วย

    4. Rati Lanna Riverside Spa Resort (โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ต เชียงใหม่)

    รติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ต เชียงใหม่ โรงแรม 5 ดาวเชียงใหม่ริมแม่น้ำปิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปวัฒนธรรมอาณาจักรล้านนา ทุกพื้นที่ในโรงแรมถูกตกแต่งไปด้วยงานฝีมือแบบล้านนาดั้งเดิม ให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถชื่นชมความงดงามของแม่น้ำปิงได้อย่างเต็มตาจากที่นี่อีกด้วย

    5. Double J Hotel (โรงแรมดับเบิลเจ)

    โรงแรมดับเบิลเจ ที่พักเชียงใหม่ราคาถูกแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ภายในห้องพักสะอาด บรรยากาศดี สามารถขับรถเดินทางเข้าตัวเมืองหรือไปตามสถานที่สำคัญได้อย่างสะดวก สำหรับใครที่มาเที่ยวเชียงใหม่และต้องการหาที่พักราคาถูก ที่นี่ก็ถือว่าตอบโจทย์

    ชวนรู้จักแหล่งที่เที่ยวยอดฮิตในเชียงใหม่  ก่อนตัดสินใจจองที่พักเชียงใหม่ มาดูกันว่าที่เชียงใหม่มีสถานที่เที่ยวยอดฮิตอะไรที่น่าสนใจบ้าง

    • วัดพระธาตุดอยสุเทพ : วัดคู่เมืองเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ มองเห็นวิวเมืองเชียงใหม่แบบพาโนรามา และที่สำคัญยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเชียงใหม่นับถืออีกด้วย
    • สวนสัตว์เชียงใหม่ : ไฮไลต์ยอดนิยมตลอดกาลของเชียงใหม่ที่สามารถรับชมสัตว์นานาชนิด รวมถึงแพนด้าที่เป็นตัวเต็งของที่นี่ได้ในทุก ๆ วัน
    • ดอยอินทนนท์ : ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศเย็นสบายตลอดปี รวมถึงน้ำตกที่สวยงามและเส้นทางเดินป่าที่น่าสนใจ ตอบโจทย์สายเที่ยวธรรมชาติอย่างแน่นอน
    • ไนท์บาซาร์เชียงใหม่ : ตลาดกลางคืนชื่อดังในเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยสินค้าพื้นเมือง ของฝาก งานฝีมือ และอาหารท้องถิ่น นอกจากนี้ยังรื่นเริงไปด้วยสีสันในยามค่ำคืนอีกด้วย

    เคล็ดลับในการหาและจองที่พักในเชียงใหม่กับ Traveloka ฉบับจับมือทำ ให้การค้นหาและจองที่พักเชียงใหม่เป็นเรื่องง่ายด้วยการใช้แอป Traveloka ที่นี่เขาได้รวบรวมโรงแรมเชียงใหม่เอาไว้มากกว่าหลายพันแห่ง ด้วยระบบจองที่ไม่ยุ่งยาก มีฟีเจอร์ที่ครบครันสำหรับการท่องเที่ยว และพิเศษยิ่งกว่าด้วยโปรโมชันจองที่พักสุดคุ้ม ราคาดี ๆ ทุกวัน 

    สำหรับใครที่อยากรู้เคล็ดลับจองที่พักอย่างไรให้ได้สเปกตามต้องการ แนะนำเคล็ดลับจองโรงแรมที่เชียงใหม่บนแอป Traveloka ง่าย ๆ เพียง 3 สเต็ป

    • เลือกช่วงพิกัดห้องพักเชียงใหม่
    • วันเข้าพักที่ต้องการ
    • จำนวนผู้เข้าพัก

    จากนั้นกดค้นหา ระบบก็จะแสดงที่พักเชียงใหม่ที่เหมาะสมในทันที นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งฟิลเตอร์ได้หลากหลาย ตั้งแต่ช่วงเรตราคา คะแนนที่พัก สิ่งอำนวยความสะดวก และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อค้นหาที่พักตามความต้องการ 

    จองที่พักเชียงใหม่ให้ถูกใจ ต้องจองผ่านแอป Traveloka

    ที่พักเชียงใหม่มีหลากหลายสไตล์ให้เลือกตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรู รีสอร์ตท่ามกลางธรรมชาติ หรือบ้านพักส่วนตัวสำหรับครอบครัว ที่พร้อมให้ไปสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ในเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเต็มที่ และเพื่อให้การจองที่พักเชียงใหม่เป็นเรื่องง่าย แนะนำให้จองที่พักเชียงใหม่ผ่านแอป Traveloka ด้วยฟีเจอร์ครบครันที่ช่วยให้เลือกจองที่พักได้สะดวกและรวดเร็วในแอปเดียว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/530234.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10gDX5uSknKtV71WgKHWxW

  • &

    &

    ซีไลฟ์ แบงคอก (SEA LIFE Bangkok) แลนด์มาร์กท่องเที่ยวโลกใต้น้ำชั้นนำของประเทศไทยใจกลางเมืองมาตรฐานระดับโลก เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีในประเทศไทย กับโปรเจกต์สุดพิเศษครั้งสำคัญ “Greenie & Elfie Into the Wonderverse” คาแรกเตอร์ที่โด่งดังไปทั่วโลก โดย ตู่-ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล ศิลปินและนักแอนิเมชันชื่อดังของไทย ในคอนเซปต์เปิดโลกมหัศจรรย์ใต้ท้องทะเลสุดจินตนาการ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ม.ค. 2569 พร้อมจัดเต็มกิจกรรมหลากหลายมากมาย มุ่งสร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน เดินเกมกลยุทธ์ Art Marketing รุกขยายฐานลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่องช่วงปลายปี ย้ำกระแสอาร์ตคาแรกเตอร์บูมทั่วโลก ดันงานอาร์ตของไทยให้เป็น Soft Power สร้างแมกเน็ตดันยอดคนเข้าชมอควาเรียมพุ่งช่วงปลายปี

    นางสาวสกลภัส ปลูกจิตรสม ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจกรุงเทพ บริษัท เมอร์ลิน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปีนี้เป็นปีที่ ซีไลฟ์ แบงคอกครบรอบ 20 ปีในประเทศไทย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว เราคือพื้นที่ที่นำเสนอความรู้ ความสนุกและแรงบันดาลใจผ่านโลกใต้น้ำให้กับผู้คนจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง SEA LIFE Bangkok มีความตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจเมือง และช่วยสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในร่มของกรุงเทพฯ เช่น การนำสัตว์น้ำใหม่ๆ จากทั่วโลกมาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด การจัดกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆ เพื่อเพิ่มความสนุกและความสุขอย่างเต็มอิ่ม และเพื่อทำให้การเข้าชมซีไลฟ์ แบงคอกเป็นประสบการณ์ใหม่ที่สุดพิเศษไม่เหมือนใคร โดยแบ่งสัดส่วนผู้เข้าชมเป็นชาวไทย 50% และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 50 %ล่าสุดกับโปรเจกต์สุดพิเศษ SEA LIFE Bangkok : Greenie & Elfie Into the Wonderverse ได้เดินเกมการตลาดเชิงรุกด้วยกลยุทธ์ Art Marketing ประกอบด้วย Art + Emotion + Interaction เป็นการสร้าง “แรงดึงดูดทางอารมณ์” ดึงศิลปะซึ่งเป็นภาษาสากลมาช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้า ตอบโจทย์เทรนด์งานอาร์ตและศิลปะที่บูมไปทั่วโลก รวมทั้งขยายฐานลูกค้าในทุกกลุ่ม พร้อมเพิ่มยอดขายในช่วงปลายปี พร้อมผนึกกำลังพาร์ตเนอร์ต่างชาติโปรโมทและเร่งสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้นในระดับนานาชาติ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 20 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นครั้งแรกที่ซีไลฟ์ แบงคอก ได้ร่วมงานกับ ตู่-ณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล เพื่อมอบประสบการณ์โลกใต้น้ำเหนือจินตนาการให้ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ สามารถเพลิดเพลินไปกัน Greenie และ Elfie สองคาแรกเตอร์ที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความน่ารัก อบอุ่น

    นอกจากนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรักงานอาร์ตผ่านงานศิลปะและจินตนาการของศิลปินไทย ซึ่งผสานระหว่างการเรียนรู้ ความบันเทิง และศิลปะเข้ากันอย่างลงตัว โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมือง (Urban Tourism) เรามองว่า กลุ่มครอบครัวและคนรุ่นใหม่กำลังมองหากิจกรรมคุณภาพในร่มที่ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิงและการเรียนรู้ “Greenie & Elfie: Into the Wonderverse” จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน พร้อมเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว ผ่านสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะธีมและกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟภายในโซน

    สำหรับโปรเจกต์ Greenie & Elfie Into the Wonderverse จะแบ่งออกเป็น 3 ธีม ได้แก่ เทศกาลฮาโลวีน กับ คอนเซปต์ ‘Spooky Splash’ ชวนขนลุกปนความน่ารัก พร้อมภารกิจตามหาคาแรกเตอร์ในมุมต่าง ๆ ระหว่างวันนี้ ถึงตุลาคมนี้ ต่อด้วยธีมฉลองครบรอบ 20 ปี ซีไลฟ์ แบงคอก ตื่นตากับงานประติมากรรมและแนวปะการังสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ และส่งท้ายปีด้วย เทศกาลคริสต์มาส เพลิดเพลินกับบรรยากาศแห่งความสุข นั่งรถลากเลื่อนใต้ท้องทะเลไปกับ Elfie ช้างจิ๋ว พร้อมกิจกรรมสนุกสนานอีกมากมาย ตลอดเดือนธันวาคม ถึง 15 มกราคม 2569 นอกจากนี้ยังได้รับ สติกเกอร์สุดพิเศษ 3 เวอร์ชัน สุดลิมิเต็ด ซึ่งจะทยอยเปิดตัวตามเทศกาล เดือนละ 1 ลาย เป็นของขวัญให้กับลูกค้าทุกคน

    นอกจากนี้เรายังมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการร่วมมือกับ ศิลปินและชุมชนศิลปะไทย (Art Community)ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการหมุนเวียน การทำ Art Collaboration หรือการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้สร้างผลงานในสถานที่จริงสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างระบบนิเวศแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคการท่องเที่ยว เพราะเราเชื่อว่า “ศิลปะ” ไม่ได้อยู่เพียงในแกลเลอรี แต่สามารถมีชีวิตอยู่ในทุกพื้นที่ — และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนรวมทั้งยังเป็นการผลักดัน Soft Power ของไทย สร้างความภูมิใจที่คาแรกเตอร์การ์ตูนที่เกิดจากผลงานของคนไทย ได้ถูกพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ระดับสากล และสามารถสื่อสารเรื่องราว ให้เข้าถึงทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากทุกประเทศ

    นายณัฐทพงศ์ รัตนโชคสิริกูล หรือ ตู่ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ Greenie & Elfie กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการออกแบบ Greenie มากจากลูกสาว โดยมี Elfie ช้างน้อยคู่หูร่วมผจญภัยในดินแดนต่างๆ ซึ่งช้างก็สะท้อนความเป็นไทย โดยได้รับเกียรติจากทางพี่บอย โกสิยพงษ์ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ การร่วมงานกันในครั้งนี้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของ ซีไลฟ์ แบงคอก ครบรอบ 20 ปีในประเทศไทย และเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปี ขอเชิญชวนทุกๆ คนเข้ามาร่วมผจญภัยโลกใต้น้ำ เติมเต็มความสุขและสร้างโมเมนต์แห่งความประทับใจกับ Greenie & Elfie กัน

    “สำหรับในปี 2569 จะเป็นปีแห่งมุมมองใหม่ของ SEA LIFE Bangkok ที่สดใส มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยศิลปะ ความสนุก และความหมายเราจะเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมและโซนประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ผสมผสาน “ศิลปะ นวัตกรรม และธรรมชาติ” เข้าด้วยกันเพื่อให้ทุกการเยี่ยมชมไม่ใช่เพียงการชมสัตว์น้ำ แต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ยังมุ่งมั่นที่จะเป็น “พื้นที่แห่งความสุขและการเรียนรู้” สำหรับทุกครอบครัว ผ่านการจัดนิทรรศการหมุนเวียนตามเทศกาล กิจกรรมเวิร์กช็อปสำหรับเด็กและโปรโมชันพิเศษที่จะเติมเต็มประสบการณ์และสร้างการเข้าถึงของผู้เข้าชมให้หลากหลายตลอดทั้งปี” นางสาวสกลภัส กล่าวทิ้งท้าย

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมสุดประทับใจต่างๆ พร้อมโปรโมชันพิเศษ! อีกมากมาย โดยสามารถตรวจสอบราคาในแต่ละวันได้ทางเว็บไซต์ หรือเพียงซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าลดส่วนลด 10% ผ่านเว็บไซต์ https://www.visitsealife.com/bangkok/tickets/ สอบถามข้อมูลและติดต่อได้ที่ http://www.sealifebangkok.com/ โทร. 02 842 2000

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieymq4jyprehwnm3krxsjbok53d5jqps&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cMekMaUEkqMrz6j9YkiSb

  • ดอยปุยหลวงปิดชั่วคราว เซ่นเหตุนักท่องเที่ยวถูกฟ้าผ่า สั่งห้ามเข้าพื้นที่หวั่นอันตรายจากพายุฝน

    ดอยปุยหลวงปิดชั่วคราว เซ่นเหตุนักท่องเที่ยวถูกฟ้าผ่า สั่งห้ามเข้าพื้นที่หวั่นอันตรายจากพายุฝน

    ดอยปุยหลวงปิดชั่วคราว เซ่นเหตุนักท่องเที่ยวถูกฟ้าผ่า สั่งห้ามเข้าพื้นที่หวั่นอันตรายจากพายุฝน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.57 น.

    อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ จ.แม่ฮ่องสอน เรียกประชุมด่วนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หลังเกิดเหตุเศร้า นักท่องเที่ยวถูกฟ้าผ่าที่จุดชมวิวดอยปุยหลวงเมื่อวันที่ 12 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา ล่าสุดมีมติสั่งห้ามนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากขณะนี้พื้นที่ยังมีฝนตกหนักและพายุต่อเนื่อง พร้อมหาแนวทางบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายชิติพันธ์ พยายาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ได้เป็นประธานเรียกประชุมเร่งด่วน ณ ที่ทำการอุทยานฯ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อหารือมาตรการป้องกันความปลอดภัย หลังเกิดเหตุนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุถูกฟ้าผ่า ณ แหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา

    การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ผอ.ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน, ผู้แทนจากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และประชาชนในพื้นที่รอบแนวเขตอุทยานฯ

    นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า การประชุมมีมติร่วมกันให้ ห้ามนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงเป็นการชั่วคราว ตามกฎระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักท่องเที่ยว เนื่องจากในช่วงเวลานี้พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมี พายุฝนตกตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนจากฟ้าผ่า

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่ดอยปุยหลวงอย่างยั่งยืน เพื่อให้สามารถเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อีกครั้งในอนาคตภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921397&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ejrDLL2J2e-Bo89sgDH9-

  • “ฮีลลิ่ง โซน อิน คุ้งบางกะเจ้า” เติมพลังใจด้วยธรรมชาติ ดนตรี และวัฒนธรรม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “ฮีลลิ่ง โซน อิน คุ้งบางกะเจ้า” เติมพลังใจด้วยธรรมชาติ ดนตรี และวัฒนธรรม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์เรียนรู้สวนฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า จัดกิจกรรม “ฮีลลิ่ง โซน อิน คุ้งบางกะเจ้า (Healing Zone in Khung Bang Kachao)” เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแนวใหม่ ผสานธรรมชาติ ดนตรี และกิจกรรมวัฒนธรรมเพื่อการผ่อนคลายและฟื้นฟูใจ ภายใต้บรรยากาศร่มรื่นภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกิจกรรม อาบป่า เดินช้า ๆ ท่ามกลางแมกไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์ เติมพลังธรรมชาติให้กายใจ และผ่อนคลายความเครียดด้วย ดนตรีบำบัด เสียงเครื่องดนตรีธรรมชาติที่ช่วยปรับคลื่นสมองให้สงบและสมดุล นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม DIY เชิงวัฒนธรรม อาหารอัตลักษณ์ นิทรรศการ “คุ้งบางกะเจ้า” เรียนรู้เรื่องราวของคุ้งบางกะเจ้าอย่างลึกซึ้งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานหัตถศิลป์และกิจกรรมเรียนรู้เรื่องนก เพื่อเชื่อมโยงผู้คนกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

    กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “ท่องเที่ยวแบบฮีลใจ ใกล้กรุง” พร้อมชวนประชาชนมาร่วมค้นพบพลังแห่งธรรมชาติที่อยู่รอบตัว

    กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00–15.00 น.

    ณ ศูนย์เรียนรู้สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

    ผู้สนใจกิจกรรมอาบป่าสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่าน QR Code หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: บางกะเจ้า Bangkachao

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/16/586847/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38Nfb4rtLvZ2VLT2UW_PFF

  • ประชุมหารือ ปิดแหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวงชั่วคราว

    ประชุมหารือ ปิดแหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวงชั่วคราว

    จากกรณีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุถูกฟ้าผ่า ณ แหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวดอยปุยหลวง แม่ฮ่องสอน อุทยานฯ เรียกประชุมด่วนห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเป็นไปตามกฏระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน เข้าร่วมประชุม ร่วมกับ นายชิติพันธ์ พยายาม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ นาย แสงทอง ฉีโย นายเก่ง ชัยวารินทร์ ผอ.ททท สำนักงานแม่ฮ่องสอน ผู้แทนจากสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และประชาชนในพื้นที่รอบเเนวเขตอุทยานฯ ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    นางศิริอร รังศิริตานนท์ เลขาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า การที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เรียกประชุมเร่งด่วน จากกรณีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุถูกฟ้าผ่า ณ แหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิวดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้อุทยาน ฯ ประกาศห้ามเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวง อุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ ในเวลาต่อมา และได้ร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวดอยปุยหลวง และช่วงนี้ยังคงมีพายุ ฝนตกตลอดทั้งวัน จึงห้ามนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าพื้นที่ดอยปุยหลวงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเป็นไปตามกฏระเบียบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/maehongson/3796019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YqLy1-4JRQK2b7QvKwXkp

  • “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นประเทศที่มีการเติบโตต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2% เช่นเดียวกับสำนักวิจัยต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มองที่ระดับ 2% เช่นกัน

    “กรอบการเติบโต 2-2.5% จึงเป็นกรอบที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีนี้ แต่ความเป็นไปได้สูงสุดคืออยู่ที่ 2% สำหรับปีหน้า IMF มองว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 1.6% และหลายสำนักวิจัย เริ่มมีมุมมองในเชิงที่ไม่ได้บวกมากสำหรับเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งอาจโตต่ำกว่าปีนี้ อาจเป็นผลพวงมาจากสงครามการค้า ที่ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษีกับจีน 100% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หรือสงครามการค้าจะเบาบางลง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    พร้อมมองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 จะมีความสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้พลิกฟื้น และสร้างโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/69 และไตรมาสที่ 2/69 ของปีหน้า ประเด็นสำคัญคือการยุบสภาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ จังหวะสำคัญ คือ เรื่องวันยุบสภา โดยรัฐบาลแถลงต่อสภาว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 69 แต่อาจมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดอาจมีมุมมองว่าอาจจะยุบสภาในเดือนมี.ค. 69

    โดยประเด็นเรื่องการยุบสภานี้ มีผลต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งผ่านเศรษฐกิจจากไตรมาสที่ 4/68 ไปยังไตรมาสที่ 1/69 มีความสำคัญมาก และระยะเวลาที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในไตรมาสที่ 1/69 จะเป็นตัวกำหนดว่าจะส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตเกินกว่าปีนี้ คือเติบโตเกิน 2% ดังนั้น ไตรมาสที่ 4/68 จึงเป็นรอยต่อที่สำคัญมากสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    • คาดคนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรคนจน-เที่ยวไทย ดันศก.Q4 เพิ่มอีก 0.5-0.8%

    สำหรับผลสำรวจเรื่องการใช้จ่าย โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ผลจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 2568 และจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.44% โดยแบ่งเป็น

    1. ผลจากโครงการคนละครึ่งพลัส 2568 กลุ่มเป้าหมายรวม 20 ล้านคน มูลค่างบประมาณที่ใช้รวม 44,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 59,080 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.32% แบ่งเป็น

    – ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,400 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 26,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 33,880 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.18%

    – ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,000 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 18,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 25,200 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.14%

    2. ผลจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีจำนวน 13.4 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 1,700 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 22,780 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 22,780 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.12%

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามประชาชนว่า คาดว่าจะได้รับสิทธิ์โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ 82.1% มองว่าจะได้รับสิทธิ์แน่นอน 16.4% บอกว่าไม่แน่ใจ และ 1.5% บอกว่าไม่ได้แน่นอน ส่วนพฤติกรรมการใช้เงินในโครงการฯ ลักษณะการใช้จ่าย อันดับ 1 ที่ 32.6% บอกว่า จะใช้เต็มจำนวนต่อวัน 400 บาทต่อวัน รองลงมา 11.9% ใช้ทีละน้อยประมาณ 300 บาทต่อวัน และ 6.8% บอกว่าจะใช้ทีละน้อยประมาณ 200 บาทต่อวัน เมื่อถามถึงช่วงเดือนที่จะเริ่มใช้เงิน 56.8% ใช้เดือนต.ค. 39.2% ใช้เดือนพ.ย. และ 4% ใช้เดือนธ.ค.

    สำหรับสัดส่วนการใช้เงินในโครงการ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 37% สินค้าอุปโภคบริโภคเช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น, 12% เครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) ของใช้ส่วนตัว เครื่องปรุงรส เป็นต้น, 10.6% สินค้าวัตถุดิบเพื่อการเกษตร/เพื่อการค้า, 9% สินค้าเพื่อการศึกษา, 8.4% ยารักษาโรค, 8.2% บริการส่วนบุคคล เช่น ทำผม นวด, 7.8% ธูปเทียนและเครื่องสักการะ ชุดถวายสังฆทาน และ 6.9% สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเร็ว โดยเริ่มต้นในวันแรกวันที่ 29 ต.ค.68 และจากการสำรวจพบว่า 32% จะใช้วันละ 200 บาท (เติมไปอีกครึ่งหนึ่งรวมเป็น 400 บาท) ซึ่งจะใช้หมดภายใน 10-12 วัน ดังนั้น เศรษฐกิจในช่วงเดือนพ.ย. น่าจะมีความคึกคัก โดยเฉพาะช่วงวันลอยกระทง (5 พ.ย.) กว่าครึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันแรกของโครงการ 29 ต.ค. (29-31 ต.ค.68 รวม 3 วัน) และอีกประมาณ 39% จะใช้ในเดือนพ.ย.

    “ดังนั้น เม็ดเงิน 44,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ประชาชนเติมอีกครึ่งหนึ่งอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 80,000 กว่าล้านบาท น่าจะถูกหมุนในช่วงปลายเดือนต.ค. และต้นเดือนพ.ย. จนถึงกลางเดือนเป็นหลัก รวมถึงมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,700 บาทต่อคน รวม 20,000 กว่าล้านบาทด้วย ดังนั้นโดยรวมแล้วในเดือนพ.ย. จะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 60,000-70,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ถ้าไปเที่ยวในเมืองหลัก และหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าสำหรับการเที่ยวเมืองรอง อีกทั้งยังส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสัมมนาในต่างพื้นที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกอย่างน้อยประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จากโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “ดังนั้น คาดการณ์เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 น่าจะถูกกระตุ้นได้อย่างน้อย 0.5-0.8% ไตรมาสที่ 4/68 จะเติบโตในกรอบประมาณ 0.8-1.1% ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี มีโอกาสเติบโตประมาณ 2.0-2.2% ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลาง เริ่มมีการลดระยะเวลาในการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับ และการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็ว และให้หน่วยงานของรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีระบบการหมุนเวียนเพิ่มเติมขึ้น ดังนั้น เชื่อว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะโตเกิน 2%” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ในส่วนของผู้ประกอบการ เมื่อสอบถามว่า คาดว่าจะเข้าร่วมเป็นร้านค้าในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ พบว่า 58.4% เข้าร่วมโครงการ (โดย 56.3% ให้เหตุผลว่าจะทำให้ขายได้มากขึ้น และ 20.4% ได้รับเงินช้ากว่าขายปกติมาก) 22.4% ไม่เข้าร่วมโครงการ (โดย 21.4% มีความกังวลเรื่องภาษี, 11.3% กังวลว่าเงินจะไม่เข้าเนื่องจากระบบมีปัญหา, 9.8% กระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก, 8.5% ยังไม่รู้หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน และ 3.6% กังวลว่าจะไม่มีลูกค้า) และอีก 19.2% บอกว่ายังไม่แน่ใจ

    ส่วนผู้ประกอบการคิดว่า มาตรการ” คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 31.6% มองว่า กระตุ้นได้ปานกลาง 20.3% กระตุ้นได้มาก 18.0% กระตุ้นได้น้อยมาก 18.0% กระตุ้นได้น้อย 8.3% ไม่สามารถกระตุ้นได้เลย และ 3.8% กระตุ้นได้อย่างมาก

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นเพียงเงินฝืดทางเทคนิค เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัวเป็นบวก 0.65% เงินเฟ้อทั่วไปรวมอาหารและพลังงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสถานการณ์การเมือง คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0% ไม่ใช่ติดลบทั้งปี ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำ คือราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ประมาณ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และนโยบายของรัฐพยายามทำให้ราคาค่าไฟต่ำกว่า 4 บาท

    ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการต่าง ๆ อัดเข้าไป 100,000-150,000 ล้านบาท น่าจะดึงราคาสินค้าขึ้น ประกอบกับช่วงที่เหลือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่นเดือน ต.ค.นี้มีเทศกาลกินเจ เดือนพ.ย. มีเทศกาลลอยกระทง และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าสถานการณ์เงินฝืดทางเทคนิค น่าจะหมดไปภายใน 1-2 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีความน่ากังวลเรื่องเงินฝืด

    • กินเจปี 68 คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี

    ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเทศกาลกินเจปี 68 คาดเงินสะพัดอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนที่ 45,003 ล้านบาท หรือสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนมองว่าการกินเจเป็นสถานการณ์ปกติ แต่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    “มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม เพิ่มขึ้นเพียง 2% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เนื่องจากประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แม้ว่าประชาชนจะรู้ว่ามีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากการลงทะเบียนจะเริ่มในวันที่ 20 ต.ค. 68 คนที่ลงทะเบียนไปแล้วในเฟสที่ 5 จะได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และเริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. 68 แต่ช่วงเทศกาลกินเจเริ่มวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งคนละครึ่งยังใช้ไม่ได้ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงยังไม่มีผลต่อการกินเจมากนักในแง่ของรูปธรรม แต่ในแง่จิตวิทยาน่าจะมีผล” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พฤติกรรมระหว่าง Generation พบว่า คน Gen Z และ Gen Y ทานเจแบบเน้นความสะดวก ดังนั้น เทศกาลกินเจปีนี้ การใช้ระบบออนไลน์และเดลิเวอรี่น่าจะมีความคึกคักมากขึ้น และสอดรับกับนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้จ่ายกับแอปพลิเคชั่นออนไลน์ด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/537870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37uhkr9v-u6VDxH12YJl5u

  • “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    “คนละครึ่งพลัส-ท่องเที่ยว” ดันศก. Q4 โตเพิ่ม 0.5-0.8% กินเจ’68 เงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี : อินโฟเควสท์

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นประเทศที่มีการเติบโตต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินล่าสุดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตประมาณ 2% เช่นเดียวกับสำนักวิจัยต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็มองที่ระดับ 2% เช่นกัน

    “กรอบการเติบโต 2-2.5% จึงเป็นกรอบที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีนี้ แต่ความเป็นไปได้สูงสุดคืออยู่ที่ 2% สำหรับปีหน้า IMF มองว่าเศรษฐกิจจะโตเพียง 1.6% และหลายสำนักวิจัย เริ่มมีมุมมองในเชิงที่ไม่ได้บวกมากสำหรับเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งอาจโตต่ำกว่าปีนี้ อาจเป็นผลพวงมาจากสงครามการค้า ที่ยังไม่แน่ชัดว่าสหรัฐฯ จะขึ้นกำแพงภาษีกับจีน 100% ตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ หรือสงครามการค้าจะเบาบางลง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    พร้อมมองว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 ถือว่ามีความสำคัญ เพราะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 จะมีความสำคัญมากในการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้พลิกฟื้น และสร้างโมเมนตัมในการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 1/69 และไตรมาสที่ 2/69 ของปีหน้า ประเด็นสำคัญคือการยุบสภาจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ จังหวะสำคัญ คือ เรื่องวันยุบสภา โดยรัฐบาลแถลงต่อสภาว่าจะยุบสภาในเดือนม.ค. 69 แต่อาจมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดอาจมีมุมมองว่าอาจจะยุบสภาในเดือนมี.ค. 69

    โดยประเด็นเรื่องการยุบสภานี้ มีผลต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากการส่งผ่านเศรษฐกิจจากไตรมาสที่ 4/68 ไปยังไตรมาสที่ 1/69 มีความสำคัญมาก และระยะเวลาที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มในไตรมาสที่ 1/69 จะเป็นตัวกำหนดว่าจะส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเติบโตเกินกว่าปีนี้ คือเติบโตเกิน 2% ดังนั้น ไตรมาสที่ 4/68 จึงเป็นรอยต่อที่สำคัญมากสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    • คาดคนละครึ่งพลัส-เติมเงินบัตรคนจน-เที่ยวไทย ดันศก.Q4 เพิ่มอีก 0.5-0.8%

    สำหรับผลสำรวจเรื่องการใช้จ่าย โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ผลจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” 2568 และจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.44% โดยแบ่งเป็น

    1. ผลจากโครงการคนละครึ่งพลัส 2568 กลุ่มเป้าหมายรวม 20 ล้านคน มูลค่างบประมาณที่ใช้รวม 44,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 59,080 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.32% แบ่งเป็น

    – ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี จำนวน 11 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,400 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 26,400 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 33,880 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.18%

    – ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี จำนวน 9 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 2,000 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 18,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 25,200 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.14%

    2. ผลจากมาตรการเติมเงินให้แก่ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีจำนวน 13.4 ล้านคน มูลค่าเงินที่จะได้รับ 1,700 บาท/คน มูลค่างบประมาณที่ใช้ 22,780 ล้านบาท มูลค่าการใช้จ่ายรวม 22,780 ล้านบาท คาดส่งผลต่อ GDP อยู่ที่ 0.12%

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามประชาชนว่า คาดว่าจะได้รับสิทธิ์โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ 82.1% มองว่าจะได้รับสิทธิ์แน่นอน 16.4% บอกว่าไม่แน่ใจ และ 1.5% บอกว่าไม่ได้แน่นอน ส่วนพฤติกรรมการใช้เงินในโครงการฯ ลักษณะการใช้จ่าย อันดับ 1 ที่ 32.6% บอกว่า จะใช้เต็มจำนวนต่อวัน 400 บาทต่อวัน รองลงมา 11.9% ใช้ทีละน้อยประมาณ 300 บาทต่อวัน และ 6.8% บอกว่าจะใช้ทีละน้อยประมาณ 200 บาทต่อวัน เมื่อถามถึงช่วงเดือนที่จะเริ่มใช้เงิน 56.8% ใช้เดือนต.ค. 39.2% ใช้เดือนพ.ย. และ 4% ใช้เดือนธ.ค.

    สำหรับสัดส่วนการใช้เงินในโครงการ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพบว่า 37% สินค้าอุปโภคบริโภคเช่น อาหาร เสื้อผ้า เป็นต้น, 12% เครื่องดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) ของใช้ส่วนตัว เครื่องปรุงรส เป็นต้น, 10.6% สินค้าวัตถุดิบเพื่อการเกษตร/เพื่อการค้า, 9% สินค้าเพื่อการศึกษา, 8.4% ยารักษาโรค, 8.2% บริการส่วนบุคคล เช่น ทำผม นวด, 7.8% ธูปเทียนและเครื่องสักการะ ชุดถวายสังฆทาน และ 6.9% สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ประชาชนจะใช้จ่ายเร็ว โดยเริ่มต้นในวันแรกวันที่ 29 ต.ค.68 และจากการสำรวจพบว่า 32% จะใช้วันละ 200 บาท (เติมไปอีกครึ่งหนึ่งรวมเป็น 400 บาท) ซึ่งจะใช้หมดภายใน 10-12 วัน ดังนั้น เศรษฐกิจในช่วงเดือนพ.ย. น่าจะมีความคึกคัก โดยเฉพาะช่วงวันลอยกระทง (5 พ.ย.) กว่าครึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันแรกของโครงการ 29 ต.ค. (29-31 ต.ค.68 รวม 3 วัน) และอีกประมาณ 39% จะใช้ในเดือนพ.ย.

    “ดังนั้น เม็ดเงิน 44,000 ล้านบาท รวมกับเงินที่ประชาชนเติมอีกครึ่งหนึ่งอีก 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 80,000 กว่าล้านบาท น่าจะถูกหมุนในช่วงปลายเดือนต.ค. และต้นเดือนพ.ย. จนถึงกลางเดือนเป็นหลัก รวมถึงมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 1,700 บาทต่อคน รวม 20,000 กว่าล้านบาทด้วย ดังนั้นโดยรวมแล้วในเดือนพ.ย. จะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 60,000-70,000 ล้านบาท” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจะมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า ถ้าไปเที่ยวในเมืองหลัก และหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าสำหรับการเที่ยวเมืองรอง อีกทั้งยังส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐและวิสาหกิจ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปสัมมนาในต่างพื้นที่ คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจอีกอย่างน้อยประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จากโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว

    “ดังนั้น คาดการณ์เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/68 น่าจะถูกกระตุ้นได้อย่างน้อย 0.5-0.8% ไตรมาสที่ 4/68 จะเติบโตในกรอบประมาณ 0.8-1.1% ทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี มีโอกาสเติบโตประมาณ 2.0-2.2% ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลาง เริ่มมีการลดระยะเวลาในการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับ และการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยเร็ว และให้หน่วยงานของรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 4/68 และไตรมาสที่ 1/69 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจมีระบบการหมุนเวียนเพิ่มเติมขึ้น ดังนั้น เชื่อว่าโดยรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะโตเกิน 2%” นายธนวรรธน์ ระบุ

    ในส่วนของผู้ประกอบการ เมื่อสอบถามว่า คาดว่าจะเข้าร่วมเป็นร้านค้าในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” หรือไม่ พบว่า 58.4% เข้าร่วมโครงการ (โดย 56.3% ให้เหตุผลว่าจะทำให้ขายได้มากขึ้น และ 20.4% ได้รับเงินช้ากว่าขายปกติมาก) 22.4% ไม่เข้าร่วมโครงการ (โดย 21.4% มีความกังวลเรื่องภาษี, 11.3% กังวลว่าเงินจะไม่เข้าเนื่องจากระบบมีปัญหา, 9.8% กระบวนการเข้าร่วมโครงการยุ่งยาก, 8.5% ยังไม่รู้หลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน และ 3.6% กังวลว่าจะไม่มีลูกค้า) และอีก 19.2% บอกว่ายังไม่แน่ใจ

    ส่วนผู้ประกอบการคิดว่า มาตรการ” คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่นั้น ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ 31.6% มองว่า กระตุ้นได้ปานกลาง 20.3% กระตุ้นได้มาก 18.0% กระตุ้นได้น้อยมาก 18.0% กระตุ้นได้น้อย 8.3% ไม่สามารถกระตุ้นได้เลย และ 3.8% กระตุ้นได้อย่างมาก

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวว่า สถานการณ์เงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน เป็นเพียงเงินฝืดทางเทคนิค เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัวเป็นบวก 0.65% เงินเฟ้อทั่วไปรวมอาหารและพลังงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสถานการณ์การเมือง คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0% ไม่ใช่ติดลบทั้งปี ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำ คือราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ประมาณ 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และนโยบายของรัฐพยายามทำให้ราคาค่าไฟต่ำกว่า 4 บาท

    ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคนละครึ่ง พลัส และมาตรการต่าง ๆ อัดเข้าไป 100,000-150,000 ล้านบาท น่าจะดึงราคาสินค้าขึ้น ประกอบกับช่วงที่เหลือเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่นเดือน ต.ค.นี้มีเทศกาลกินเจ เดือนพ.ย. มีเทศกาลลอยกระทง และการส่งเสริมการท่องเที่ยว คาดว่าสถานการณ์เงินฝืดทางเทคนิค น่าจะหมดไปภายใน 1-2 เดือน ดังนั้นจึงไม่มีความน่ากังวลเรื่องเงินฝืด

    • กินเจปี 68 คาดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 5 ปี

    ม.หอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจเทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเทศกาลกินเจปี 68 คาดเงินสะพัดอยู่ที่ 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนที่ 45,003 ล้านบาท หรือสูงสุดในรอบ 5 ปี สะท้อนให้เห็นว่าคนมองว่าการกินเจเป็นสถานการณ์ปกติ แต่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย

    “มูลค่าการจับจ่ายใช้สอยโดยรวม เพิ่มขึ้นเพียง 2% ถือว่าเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้โดดเด่นมาก เนื่องจากประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่าย แม้ว่าประชาชนจะรู้ว่ามีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียน เนื่องจากการลงทะเบียนจะเริ่มในวันที่ 20 ต.ค. 68 คนที่ลงทะเบียนไปแล้วในเฟสที่ 5 จะได้รับสิทธิ์โดยอัตโนมัติ และเริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. 68 แต่ช่วงเทศกาลกินเจเริ่มวันที่ 21 ต.ค. 68 ซึ่งคนละครึ่งยังใช้ไม่ได้ โครงการคนละครึ่งพลัส จึงยังไม่มีผลต่อการกินเจมากนักในแง่ของรูปธรรม แต่ในแง่จิตวิทยาน่าจะมีผล” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พฤติกรรมระหว่าง Generation พบว่า คน Gen Z และ Gen Y ทานเจแบบเน้นความสะดวก ดังนั้น เทศกาลกินเจปีนี้ การใช้ระบบออนไลน์และเดลิเวอรี่น่าจะมีความคึกคักมากขึ้น และสอดรับกับนโยบาย คนละครึ่ง พลัส ของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้จ่ายกับแอปพลิเคชั่นออนไลน์ด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9F0IQ0F7GV3ULAHDN1YKL8ZWFULNGD&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qb5HEqGcjZ5cqrZBrss4D

  • สมาคมท่องเที่ยวหัวหินชะอำ จัดอบรมช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้พนักงานโรงแรม | เดลินิวส์

    สมาคมท่องเที่ยวหัวหินชะอำ จัดอบรมช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้พนักงานโรงแรม | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5209775/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v6WRCNvnabSfJrQZajvGF

  • แนวโน้ม SET บวกต่อ รับแรงซื้อหุ้นท่องเที่ยว-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

    แนวโน้ม SET บวกต่อ รับแรงซื้อหุ้นท่องเที่ยว-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ (16 ตุลาคม 2568) คาดว่าดัชนียังมีโอกาสฟื้นตัวต่อได้ แม้ยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่จากต่างประเทศ แต่ได้รับแรงหนุนจากทิศทางค่าเงิน โดยดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในภาวะอ่อนค่า ขณะที่สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น ทำให้มีความคาดหวังต่อกระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจไหลเข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้น ทั้งนี้เงินบาทกลับมาแข็งค่าลงมา จึงช่วยหนุนแนวโน้มดัชนีให้มีแรงฟื้นตัว

    นายวีระวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นเมื่อวานนี้ได้ตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า มาตรการที่ออกมา ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวและโครงการ “คนละครึ่งพลัส” คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่อง และส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวเด่น

    พร้อมกันนี้ แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เงินทุนทั่วโลกอาจเคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำเน้นลงทุนในกลุ่ม Domestic เป็นหลัก

    โดยให้กรอบแนวรับดัชนีที่ระดับ 1,268–1,265 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,295 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,310 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/789284&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-qPud3q6ghYo1QuJEbCJg

  • แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    แฉเล่ห์‘อิสราเอล’! แต่งงานสาวไทย ส่อสวมนอมินี เปิดธุรกิจนำเที่ยวบนเกาะพะงัน

    วันพฤหัสบดี ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.46 น.

    15 ตุลาคม 2568 ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดย พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรสถานีตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้ร่วมกับ พ.ต.ท.วัสส์ธนภูมิ กุลจิตติชุติพร รอง ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน เข้าจับกุมมัคคุเทศก์เถื่อนที่มีทั้งคนไทยและต่างด้าวรวม 5 ราย ขณะกำลังนำนักท่องเที่ยวขับรถเอทีวีชมเส้นทางธรรมชาติ

    กรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงันได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1155 ว่ามีกลุ่มบุคคลทั้งคนไทยและชาวต่างด้าว ได้ลักลอบประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยมีพฤติกรรมการนำเที่ยวด้วยการใช้รถสี่ล้อเอทีวี โดยใช้เส้นทางถนนท้องนาง-ท้องนายปาน หมู่ที่ 2 ต.บ้านใต้ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    หลังได้รับแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.สุราษฎร์ธานี และฝ่ายปกครอง อ.เกาะพะงัน ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการซุ่มสังเกตการณ์ เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลกำลังขับขี่รถสี่ล้อวิบาก หรือ เอทีวี นำนักท่องเที่ยวต่างชาติไปท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ โดยควบคุมตัวผู้กระทำความผิดได้ 5 ราย พร้อมของกลางเป็นรถเอทีวี และรถบักกี้ รวม 11 คัน ประกอบด้วย

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้งห้ารายได้แก่ 1.นายทองสุข อายุ 19 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต (หัวหน้ามัคคุเทศก์) พร้อมของกลางรถเอทีวีและรถบักกี้รวม 11 คัน 2.นายศราวุธ อายุ 39 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต 3.นายวิโรจน์ อายุ 53 ปี ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต 4.นายจอ ซิน เพียว (Mr.Kyaw Zin Phyo) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน และ 5.นายซิท ไชน์ (Mr.CHIT SHINE) อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา ข้อหาประกอบอาชีพมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    โดยทั้งหมดทำงานให้กับบริษัทที่จดทะเบียนในชื่อผู้หญิงไทยแต่มีสามีเป็นชาวอิสราเอล ลักษณะการให้บริการมุ่งเป้ากลุ่มลูกค้าชาวอิสราเอลโดยเฉพาะ ทั้งป้ายร้านและโฆษณาเป็นภาษาฮิบรู และติดต่อผ่านแอปพลิเคชันเป็นหลัก เจ้าหน้าที่เตรียมขยายผลตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัททัวร์ว่าเข้าข่ายการเป็น “นอมินี” หรือไม่ หากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 รายทราบ และนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับนายจ้างในความผิดฐาน เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพมัคคุเทศก์

    การจับกุมครั้งนี้เป็นไปนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ในการปราบปรามการกระทำความผิดของกลุ่มชาวต่างชาติและธุรกิจนำเที่ยวผิดกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ประกอบการและบุคคลที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์อย่างเคร่งครัด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมันให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในพ้นที่เกาะพะงัน.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921329&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw125TuW4WLFAWz8suMMcuJA