Category: ท่องเที่ยว

  • เรื่องน่ารู้ก่อนไปชิงเต่า ประเทศจีน เมืองพักผ่อนริมทะเลสุดชิล

    เรื่องน่ารู้ก่อนไปชิงเต่า ประเทศจีน เมืองพักผ่อนริมทะเลสุดชิล

              เที่ยวชิงเต่า (Qingdao) เมืองชายทะเลสุดโรแมนติกแห่งแดนมังกร กับเรื่องน่ารู้ต่าง ๆ พร้อมสัมผัสเสน่ห์สถาปัตยกรรมยุโรปริมทะเล เบียร์ชื่อดัง และวิวทะเลสวยสุดสายตา

              ชวนออกเดินทางสู่เมืองชายทะเลสุดมีเสน่ห์อย่างชิงเต่า (Qingdao) เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของจีน ที่ผสมผสานความทันสมัยกับกลิ่นอายยุโรปได้อย่างลงตัว เมืองนี้ขึ้นชื่อทั้งเรื่องทิวทัศน์ทะเลสวย เหมาะกับการพักผ่อนในทุกฤดูกาล ก่อนจะออกเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง มาทำความรู้จักเรื่องน่ารู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับชิงเต่ากันก่อนดีกว่า เมืองที่ใครไปเยือนแล้วต้องหลงรักแน่นอน

    ชิงเต่า ประเทศจีน

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ชิงเต่า อยู่ตรงไหนของจีน

              ชิงเต่า (Qingdao) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศจีน ในมณฑลซานตง (Shandong) ถ้ามองจากแผนที่จะเห็นว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสะอาด สงบ และมีวิวทะเลสวย ๆ ให้เดินเล่นได้ทั้งวัน เหมาะกับคนที่อยากไปพักผ่อนชิล ๆ ไม่วุ่นวายเหมือนเมืองใหญ่ แต่ก็ยังมีครบทั้งที่กิน ที่เที่ยว ที่ช้อป เรียกว่าครบเครื่องเลยทีเดียว

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ชิงเต่า เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม

              หลัง ๆ มานี้กระแสการท่องเที่ยวเมืองชิงเต่าเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของจีน เพราะที่นี่มีครบทุกฟีล ทั้งบรรยากาศทะเลสวย ๆ สงบแต่ไม่เงียบเกินไป แถมยังมีกลิ่นอายยุโรป เดินเล่นในเมืองก็เจอบ้านสไตล์ยุโรปเก๋ ๆ คาเฟ่น่ารัก วิวทะเลสุดปัง แล้วก็มี “เบียร์ชิงเต่า” เจ้าดังที่หลายคนตั้งใจไปลองถึงถิ่น ที่สำคัญเมืองนี้อากาศดีตลอดปี ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนหลายเมืองในจีน

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Kapi Ng / shutterstock.com

    ชิงเต่า เมืองแห่งเบียร์

              ถ้าจะพูดว่าชิงเต่าได้ฉายาว่า “เมืองแห่งเบียร์” ก็ไม่เกินจริง นั่นเพราะที่นี่คือบ้านเกิดของเบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Beer) เบียร์ชื่อดังที่ส่งออกไปทั่วโลก เดิมทีเมืองนี้เคยเป็นอาณานิคมของเยอรมนี เลยรับวัฒนธรรมการต้มเบียร์มาด้วยเต็ม ๆ

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Eddie5 / shutterstock.com

              ปัจจุบัน ยังมีโรงงานเบียร์ชิงเต่า ให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมเบียร์สดจากถังได้เลย แถมทุกปีช่วงเดือนสิงหาคมก็จะมีเทศกาลเบียร์นานาชาติชิงเต่า บรรยากาศคึกคักสุด ๆ เหมือนงาน Oktoberfest เวอร์ชันจีน แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและต่างชาติมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ใครอยากเปิดประสบการณ์เที่ยวงานเทศกาลใหม่ ๆ งานนี้บอกเลยว่าน่าเช็กอินใช่เล่น

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : QINQIE99 / shutterstock.com

    ชิงเต่า ที่เที่ยว

              บอกเลยว่าชิงเต่ามีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่หลายแห่ง ได้แก่ 

    • สะพานจ้านเฉียว แลนด์มาร์กสำคัญของชิงเต่า ตั้งอยู่ริมทะเลเหลือง เป็นสะพานยาวที่ยื่นออกไปในทะเล ทำให้ได้วิวทะเลกว้างสุดสายตา เวลาเดินบนสะพานจะรู้สึกชิลมาก ๆ ลมทะเลเย็นพัดมาตลอด ฟีลเหมือนพักผ่อนริมทะเลจริง ๆ

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    • หาด Number 1 Bathing ชายหาดชื่อดังและเป็นที่นิยมที่สุดของชิงเต่า อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง รอบ ๆ ชายหาดมีร้านอาหาร คาเฟ่ และจุดให้เช่าเตียงผ้าใบ อีกจุดเด่นอีกอย่าง คือ บรรยากาศช่วงเย็นและพระอาทิตย์ตก ฟีลโรแมนติกสุด ๆ ถ้าอยากได้มุมถ่ายรูปสวย ๆ บอกเลยว่าห้ามพลาด

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Zyra Lee Zhang / shutterstock.com

    • พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า ภายในเดินชมขั้นตอนการผลิตเบียร์ ตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการบรรจุขวด ทำให้เห็นเบื้องหลังของเบียร์ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวันได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมี โซนชิมเบียร์สดจากถังให้ลองชิมกันอีกด้วย

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : QINQIE99 / shutterstock.com

    • ย่านบาดาเกวาน ย่านขึ้นชื่อเรื่องบ้านสวยสไตล์ยุโรป เหมาะกับการเดินเล่นชิล ๆ ผ่านถนนเรียงรายด้วยต้นไม้สวย ๆ สายถ่ายรูปจะชอบมาก เพราะทุกมุมมีมุมเก๋ ๆ ให้ถ่ายได้ตลอดทาง หรือมานั่งจิบกาแฟ คาเฟ่เล็ก ๆ รอบ ๆ ก็มีให้เลือกเพียบ

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    • ภูเขาเหลาซาน ใครชอบธรรมชาติ ชอบวิวสวย ๆ บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์สุด ๆ ที่นี่จะมองเห็นวิวทะเลจากยอดเขากว้างสุดสายตา นอกจากนี้ ยังมีวัดเก่าแก่และสถาปัตยกรรมจีนแบบดั้งเดิม ให้แวะชมระหว่างทางขึ้นเขา เดินไม่ยาก ใช้เวลาเที่ยวครึ่งวันถึงเต็มวันก็เพลิน ๆ แล้ว

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    • ถนนคนเดินไท่ตง ย่านช้อปปิ้งและอาหารขึ้นชื่อของชิงเต่า อยู่ใจกลางเมือง ที่นี่มีของกินทะเลสด ๆ และอาหารท้องถิ่นเพียบ ทั้งหมึกย่าง หอยทอด ข้าวโพดอบเบียร์ หรืออาหารจีนแบบพื้นบ้าน เดินไปชิมไป เพลินสุด ๆ

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Giusparta / shutterstock.com

    ชิงเต่า ของกิน

              ชิงเต่าเป็นเมืองชายทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสด ๆ เพราะสามารถจับของทะเลสดจากทะเลเหลืองมาปรุงได้ทันที ทำให้รสชาติหวาน สด อร่อยเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หมึก ปู หรือปลาต่าง ๆ หนึ่งในเมนูยอดนิยมของที่นี่คือ หมึกย่างเสียบไม้ กลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม กินเพลิน ๆ ระหว่างเดินเล่นริมทะเล และ หอยทอดแบบจีน ที่ผสมแป้งกรอบ ๆ กับหอยสด ๆ กินคู่กับซอส นอกจากนี้ยังมีอาหารสตรีตฟู้ดและของกินท้องถิ่นอีกหลายอย่างให้ได้ลิ้มลอง

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Kapi Ng / shutterstock.com

              ถ้าอยากไปสัมผัสของกินชิงเต่าแบบครบ ๆ แนะนำไปที่ถนนคนเดินไท่ตง หรือร้านอาหารริมทะเล ที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลสดและของกินท้องถิ่น บอกเลยว่ามาแล้ว อิ่ม อร่อย และฟีลชิลสุด ๆ

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ชิงเต่า เที่ยวช่วงไหนดี

              ถ้าจะให้แนะนำว่าจะไปเที่ยวชิงเต่าช่วงไหนดี แนะนำว่าให้มาสักช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม เพราะช่วงนี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป แดดไม่แรงมาก หรือถ้าอยากสนุกกับเทศกาลเบียร์นานาชาติ ต้องไปช่วงเดือนสิงหาคม รับรองว่าคึกคักสุด ๆ แต่ถ้าใครชอบบรรยากาศสงบ ๆ เดินเล่นริมทะเล ชมวิวภูเขา ก็ไปช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงอย่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ก็ฟินเหมือนกัน แถมคนไม่เยอะออีกด้วย

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : terimma / shutterstock.com

    การเดินทางไปชิงเต่า

              ถ้าอยากไปเที่ยวชิงเต่า บอกเลยว่าตอนนี้สะดวกมาก ๆ เพราะจากไทยมีไฟลต์ตรงไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติชิงเต่า เจียวตง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว สบายๆ ไม่ต้องต่อเครื่องให้ยุ่งยาก

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : QINQIE99 / shutterstock.com

              ถ้าใครอยู่เมืองอื่นในจีน เช่น ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ก็สามารต่อเครื่องไปชิงเต่าได้ง่ายมาก ใช้เวลาบินแค่ 1-2 ชั่วโมงเอง ส่วนในเมืองก็มี รถไฟใต้ดิน รถบัส และแท็กซี่ ให้เดินทางไปยังที่เที่ยวต่าง ๆ สะดวกสุด ๆ พูดง่าย ๆ คือมาเที่ยวชิงเต่าไม่ยาก ถึงเร็ว เดินทางง่าย แล้วก็มีทั้งวิวทะเล สถานที่ถ่ายรูป และอาหารอร่อยรออยู่เพียบ

    ชิงเต่า การเดินทางในเมือง

              พอไปถึงเมืองชิงเต่าแล้ว การเดินทางในเมืองก็ง่ายมาก และมีวิธีเดินทางหลากหลาย เช่น 

    • รถไฟใต้ดิน มีหลายสาย ครอบคลุมทั้งย่านท่องเที่ยวและย่านช้อปปิ้ง เดินทางสะดวก ไม่หลงแน่นอน

    • รถบัส ราคาถูกและครอบคลุมแทบทุกมุมเมือง เหมาะกับคนที่อยากประหยัด

    ชิงเต่า Qingdao จีน

    ภาพจาก : Pataporn Kuanui / shutterstock.com

    • แท็กซี่/เรียกรถผ่านแอป เป็นอีกวิธีที่สะดวก แต่แนะนำให้มีแอปแปลภาษาจีน เพราะคนขับบางคนพูดอังกฤษไม่ค่อยได้

    *** สำหรับคนอยากเที่ยวแบบชิล ๆ บางย่านเดินไปก็ถึง หรือจะปั่นจักรยาน/สกู๊ตเตอร์ก็สนุกดีไม่แพ้กัน

    ชิงเต่า มีอะไรที่ควรรู้ก่อนไปไหม

              ใครที่มีแผนจะไปเที่ยวชิงเต่า เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝาก ได้แก่ 

    • ภาษา คนชิงเต่าส่วนใหญ่พูดภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษอาจไม่แพร่หลายมาก วิธีแก้แนะนำโหลดแอปแปลภาษาจีน ไว้ หรือจดชื่อสถานที่/อาหารเป็นตัวอักษรจีนไว้ จะสะดวกเวลาสื่อสารกับคนท้องถิ่น

    • การชำระเงิน คนจีนส่วนใหญ่ใช้ Alipay หรือ WeChat Pay มากกว่าบัตรเครดิต เราจึงควรเตรียม เงินสดหยวน หรือโหลดแอปสำหรับจ่ายเงินต่างประเทศก็สะดวก

    • อากาศ ชิงเต่าอยู่ชายทะเล อากาศค่อนข้างเย็นลมแรง แนะนำเตรียมเสื้อคลุมบาง ๆ หรือแจ็กเก็ตเอไปเผื่อด้วย 

    • การจองที่พักและท่องเที่ยว ช่วงเทศกาลเบียร์นานาชาติ (สิงหาคม) คนเยอะมาก แนะนำควรจองที่พักล่วงหน้า และหากอยากเที่ยวแบบชิล ๆ ไม่แออัด เควรลือกเที่ยวช่วงหน้าร้อนต้นหรือใบไม้ร่วง

    • การเดินทางในเมือง เมืองชิงเต่ามีรถไฟใต้ดิน รถบัส และแท็กซี่ให้บริการ ครอบคลุมหลายจุดเที่ยว

    ชิงเต่า Qingdao จีน

              ถ้าอยากเที่ยวทะเล ฟีลยุโรป และอาหารทะเลสด ๆ ชิงเต่า คือคำตอบ เมืองชายทะเลสุดชิล เก็บกระเป๋าแล้วไปเดินเล่น ชิมอาหาร ชมทะเล และฟีลชิล แบบเต็ม ๆ กัน ^ ^ 
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวจีน เที่ยวจีน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ thatsqingdao.com, เว็บไซต์ travelchinaguide.com, เว็บไซต์ viator.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295825.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2caZG9T_jmS3-6D0Csn1IY

  • ประเทศไทยติดอันดับ ชม.ทำงานยาวนานที่สุด แต่ยังติดวัฒนธรรม ‘เกรงใจ’ ไม่กล้าลา

    ประเทศไทยติดอันดับ ชม.ทำงานยาวนานที่สุด แต่ยังติดวัฒนธรรม ‘เกรงใจ’ ไม่กล้าลา

    ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุด เผชิญภาวะหมดไฟ แต่ยังติดวัฒนธรรม ‘เกรงใจ’ ไม่กล้าลางานไปเที่ยว

    Klook แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและกิจกรรม นำข้อมูลจากผลรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลก ด้านจำนวนชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุด โดยคนไทยจำนวน 46.7% ทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่สัปดาห์การทำงานของโลกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นับว่าคนไทยทำงานยาวนานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ

    และไม่เพียงแต่เวลาทำงานที่ยาวนาน แต่ยังมี วัฒนธรรมที่เรียกว่า “Presenteeism” หรือ “การต้องมาให้เห็นหน้า” ยังฝังรากลึกในสังคมไทย โดย 35 – 48% ของพนักงานไทย ระบุว่า เพราะวัฒนธรรม “เกรงใจ” ไม่กล้าลางานไปเที่ยว หรือแม้กระทั่งมาทำงานทั้งที่ป่วย เพราะไม่อยากสร้างภาระให้เพื่อนร่วมงานหรือกลัวถูกมองไม่ดีจากหัวหน้า โดยพฤติกรรมนี้นำไปสู่ประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลงและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ (Burnout)

    เคนนี่ แชม ผู้จัดการทั่วไป ประจำคลูกประเทศไทย ฮ่องกง และมาเก๊า กล่าวว่า จากผลสำรวจที่พบทำให้เราเห็นว่า ที่จริงแล้วคนไทยต้องการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย ความเครียดจากการทำงาน ภาวะ Burnout และเป็นการชาร์ตพลังให้ตัวเอง แต่หลายคนยังติดกับดักทางความคิดและความเชื่อที่ทำให้ไม่กล้าออกไปใช้วันลาทั้งที่เป็นสิทธิ์ของตนเอง

    เทรนด์กำลังเปลี่ยนจากเที่ยวใหญ่ปีหลังครัง เป็นทริปสั้นแต่หลายครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีข้อมูลพฤติกรรมการจองของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดเดิม จากที่เคยวางแผนลางานเพื่อไปทริปใหญ่ปีละครั้งเท่านั้น กำลังเปลี่ยนไปสู่การเที่ยวแบบ ทริปสั้น ๆ จองล่วงหน้าไม่เกินสองเดือน แต่ได้เดินทางท่องเที่ยวปีละหลายครั้ง

    โดยภาพรวมและเทรนด์การจองกิจกรรมท่องเที่ยวของคนไทยในช่วงปี 2568 พบว่า เกือบ 50% ของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทยนิยมวางแผนท่องเที่ยวและจองกิจกรรมล่วงหน้าน้อยกว่าสองเดือน โดย 18% จองกิจกรรมล่วงหน้าเพียง 4-7 วันก่อนออกเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปิดรับความยืดหยุ่น ตัดสินใจแบบฉับพลัน และความนิยมในการจองแบบนาทีสุดท้ายที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากเทรนด์ระยะเวลาการจองที่สั้นลงแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยยังมีแนวโน้มที่จะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาที่สั้นลง แต่มีความถี่สูงขึ้น แทนที่จะเป็น ทริปใหญ่เพียงครั้งเดียวต่อปี

    ดังนั้น เทรนด์ที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่า นักเดินทางรุ่นใหม่มองการเดินทางไปต่างประเทศเป็นกิจกรรม ไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องใช้ระยะเวลานานเกินไป ดังนั้นโปรแกรมการเดินทางไม่จำเป็นต้องยาวนานเป็น 10 วัน แต่เป็นทริปสั้นเพียง 4 วัน 3 คืนก็เพียงพอ แต่กระจายความถี่ให้มีทริปสั้นๆ แบบนี้ตลอดทั้งปี เป็นการแบ่งเวลาไปชาร์ตพลังที่อาจจะตอบโจทย์วัฒนธรรมการทำงานสมัยใหม่มากกว่าการลางานยาวๆ ครั้งเดียวต่อปี

    เที่ยวจีนเติบโตก้าวกระโดด ในขณะญี่ปุ่นยังครองแชมป์ที่เที่ยวยอดฮิตตลอดกาล

    สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ญี่ปุ่นยังคงรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวไทยให้ความสนใจมากที่สุด โดยพบว่าเป็นประเทศที่มียอดการจองกิจกรรมสูงมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีเมืองยอดนิยมคือโตเกียวและโอซาก้า ในขณะที่จีนเป็นจุดหมายปลายทางที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยในปี 2568 Klook พบว่า ยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยไปจีนเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับเลขสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเมื่อสำรวจความนิยมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ก็พบว่า คนไทยต้องการเดินทางไปเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเมืองยอดนิยมคือ เซี่ยงไฮ้

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/trick-trend/259409/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hGeL33OhGa9lp-CfLI2W

  • เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    17 ตุลาคม 2568 นายธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงเตรียมเปิดโรงเรียนนักเดินป่า เสริมประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเดินเทรลอย่างมืออาชีพ เนื่องจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีเส้นทางเดินเทรลหลากหลาย และกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก จึงได้ศึกษาแนวทางการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของการเดินป่าแบบมืออาชีพให้กับผู้ที่สนใจ ได้ตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ซึ่งนักเรียนในหลักสูตรนี้จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของคนเดินป่าอย่างแท้จริงปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวก บางเส้นทางอาจมีการกางเต้นท์ค้างแรมเพื่อซึมซับบรรยากาศให้มากขึ้น 

    เบื้องต้นจะนำร่องในเส้นทางดังนี้

    • น้ำตกมณฑาธาร-ขุนช่างเคี่ยน ระยะทาง 10 กิโลเมตร
    • เส้นทางดอยปุย ระยะทาง 3 กิโลเมตร
    • เส้นทางศึกษาธรรมชาติวัดผาลาด-โค้งขุนกัณฑ์ ระยะทาง 5 กิโลเมตร 

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว  

    และยังมีเส้นทางระยะไกลที่ยังไม่เปิดในช่วงแรกคือ “ดอยผากลอง” ที่อยู่ระหว่างการประเมินเส้นทาง จุดพัก และสถานีสื่อความหมาย ในส่วนของผู้ดูแล นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยแล้ว จะมีพี่เลี้ยงที่มีประสบการณ์เป็นศิษย์เก่าที่ผ่านหลักสูตรโรงเรียนนักเดินป่าอื่นๆ มาแล้ว รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ 5 คน ต่อกลุ่มนักเรียน 20 คน และผู้ที่ผ่านหลักสูตรจะได้รับใบประกาศรับรองผู้ผ่านหลักสูตรนักเดินป่าขั้นต้นในแต่ละเส้นทาง เพื่อนำไปต่อยอดเข้าเรียนในหลักสูตรนักเดินป่าขั้นกลางและขั้นสูงต่อไป 

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    คาดว่าโรงเรียนนักเดินป่าของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จะเปิดได้ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว พร้อมทั้งจะดึงชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นมัคคุเทศก์ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้เสริมรายได้ให้กับคนชุมชนได้ด้วย

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    เตรียมเปิดโรงเรียนสอนเดินป่า ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378968188&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p0gi6-a2CqO2fJoE9VGF_

  • CIB รวบสาวเขมรนำเด็กเร่ขอทานป่าตอง สร้างภาพลักษณ์เสียหายแหล่งท่องเที่ยวดังภูเก็ต

    CIB รวบสาวเขมรนำเด็กเร่ขอทานป่าตอง สร้างภาพลักษณ์เสียหายแหล่งท่องเที่ยวดังภูเก็ต

    ตำรวจกองปราบฯ (CIB) ตามรวบสาวชาวกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีนำเด็กเร่ขอทานและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก หลังหลบหนีคดีนานหลายเดือน พบก่อเหตุซ้ำในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมทีมสืบสวนจาก กก.5 บก.ป. เข้าจับกุม น.ส.ไอซ์ อายุ 26 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.11/2568 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568

    ข้อหาว่า “ร่วมกันบังคับ ขู่เข็ญ หรือชักจูงให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร และใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือกระทำผิด เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงจ้างหรือใช้เด็กทำงานอันอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ”

    เจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้บริเวณริมถนนพระเมตตา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาแอบกลับเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่อีกครั้ง

    คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อปี 2567 เจ้าหน้าที่พบขบวนการชาวกัมพูชานำเด็กซึ่งเป็นลูกหลานของตนเองมาเร่ขอทานและจำหน่ายสินค้าให้นักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดป่าตอง สร้างความรำคาญและทำลายภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมหลักฐานออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

    ภายหลังจับกุม น.ส.ไอซ์ รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249548&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28Fl1UYfUhnNt4TU6XJTsh

  • TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% จากเดิมที่คาด 1.9% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย และผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่น้อยกว่าคาด ขณะที่ยังคงคาดการณ์ของปี 2026F ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 2.1% จากเดิมที่คาด 1.9% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย และผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่น้อยกว่าคาด ขณะที่ยังคงคาดการณ์ของปี 2026F ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: BoT, NESDC, MOC, FPO, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • บทสรุปนโยบายเศรษฐกิจ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อเร่งขับเคลื่อนประเทศในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ภายใต้แนวทาง “Quick Big Win” ซึ่งมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะติดหล่ม โดยกระตุ้นสั้น (Quick) คือ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและเห็นผลทันทีภายใน 4 เดือน มีขนาดใหญ่ (Big) พอที่จะสามารถดันเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะติดหล่มได้ และที่สำคัญต้องกระจายตัว (Win) ต้องเกิดประโยชน์กับประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง นโยบายดังกล่าวประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 2. แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) 3. การช่วยเหลือธุรกิจ SME 4. เพิ่มการออมภาคประชาชน และ 5. การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ
    • เรามองว่าในรายละเอียดของนโยบายที่สำคัญและน่าจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง คือ 2 ด้าน ได้แก่ ส่วนแรกของการบริโภคเอกชน ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการเดิม และการแจกเงินต่อยอดโครงการ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยมีงบประมาณรวมกันราว 66,780 ล้านบาท โดยถือว่าเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่กว่าที่เราประเมินไว้ โดยหากรวมกับเม็ดเงินที่ประชาชนจะนำออกมาใช้จ่ายอีก 44,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 110,780 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลาโครงการที่มีอายุเพียง 2 เดือน (พ.ย – ธ.ค. 2025) ประกอบกับสถานการณ์รายได้ครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้น ภาวะการเงินที่ตึงตัวและหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจที่ลดลงจากปัจจัยความเสี่ยงที่ยังมีอยู่ ทำให้เราประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.2ppt ต่อ GDP สำหรับปี 2025F
    • นอกจากนี้ ในส่วนที่สองที่คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการลงทุน (FDI) คือรัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุน ซึ่งรัฐบาลระบุว่ามีอยู่สูงถึง 470,000 ล้านบาท (ราว 24% ของ FDI ในปี 2024) โดยเฉพาะด้านดิจิทัลที่ในครึ่งปีแรก 2025 มีการอนุมัติแล้วกว่า 410,000 ล้านบาท อาทิ โครงการลงทุน Data Center แต่เนื่องจากติดปัญหาด้านการขออนุญาตในเรื่องต่างๆ  ถ้าหากสามารถเร่งให้เข้ามาลงทุนได้จริงภายใน 4 เดือน คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนต่อเศรษฐกิจไทย นอกเหนือจากการบริโภคเอกชน
    • โดยสรุป เราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2025F จะขยายตัวได้ราว 2.1% YoY (จากเดิม 1.9% YoY) มาจากการปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตในไตรมาส 4 เป็น 0.7% YoY (จากเดิม 0.0% YoY) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริโภคเอกชน และการส่งออกสินค้า โดยผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยต่ำกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากการส่งออกยังได้รับแรงหนุน จากการยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน ส่งผลให้เราปรับคาดการณ์มูลค่าการส่งออกสินค้าในปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 8.9% YoY (จากเดิม 5.8% YoY)
    • อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วน แต่ยังคงมีปัจจัยฉุดรั้งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเรามีการปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงมาอยู่ที่ 32.5 ล้านคน จากเดิมที่ประเมินไว้ 33.5 ล้านคน
    • ทั้งนี้ แม้จะมีมาตรการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศในช่วงเดือนก.ค. – ต.ค. 2025 รวมถึงมาตรการการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง เพื่อลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า และ 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาจะเข้าประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีผลตั้งแต่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2025 เพื่อเป็นแรงหนุนต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายได้จากการท่องเที่ยว พบว่า แม้รายได้จากท่องเที่ยวในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 ขยายตัว 4.8% YoY แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสัดส่วนเกินกว่าครึ่งของรายได้รวมจากการท่องเที่ยวยังคงหดตัวที่ -6.8% YoY ส่งผลให้รายรับจากภาคการท่องเที่ยวรวมในช่วง 9 เดือนแรกยังคงหดตัว -2.4% YoY ดังนั้น เราจึงประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ยังมีแนวโน้มที่จะหดตัวต่อเนื่อง จากแรงกดดันของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

    Today’s Data Releases

    • ยูโรโซน: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ย.
    • สหรัฐฯ: ยอดที่อยู่อาศัยเริ่มสร้าง (Housing Starts), ยอดใบอนุญาตก่อสร้างบ้าน (Building Permits), ดัชนีราคานำเข้า (Import Price Index) และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน ก.ย.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/17/586985/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o9FuWWrenVGtYthMUQAXv

  • กองปราบจับสาวเขมร หัวหน้าแก๊งเด็กขอทาน เร่ตามแหล่งท่องเที่ยว

    กองปราบจับสาวเขมร หัวหน้าแก๊งเด็กขอทาน เร่ตามแหล่งท่องเที่ยว

    17 ต.ค. 2568 – พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธนิสร หุ้ยเวชศาสตร์ สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.ท.อภิสิทธิ์ พรหมมา, ร.ต.ต.ประชา ศรีนวลชาติ รอง สว.กก.5 บก.ป., ร่วมกันจับกุม น.ส.ไอซ์ อายุ 26 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.11/2568 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด, ร่วมกันบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็น ขอทานเด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก และร่วมกันใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตหรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก” จับกุมได้บริเวณริมถนนพระเมตตา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จว.ภูเก็ต

    พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2567 ผู้ต้องหากับพวกชาวกัมพูชา ได้นำเด็กชาวกัมพูชาซึ่งเป็นลูกหลานของพวกตนเองมาเร่ขอทานและจำหน่ายสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในพื้นที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ซึ่งสร้างภาพลักษณ์เสื่อมเสียให้แก่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของไทย และสร้างความเดือดร้อน รำคาญ ให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในหาดป่าตอง เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับขบวนการดังกล่าว

    ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนทราบว่า น.ส.ไอซ์ หนึ่งในผู้ต้องหาในขบวนการนี้ ได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่บริเวณถนนพระเมตตา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จึงได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบพบ น.ส.ไอซ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงหมายจับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/880275/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OuzJlnFRnSq645P_zZdn4

  • “รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    “รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    “รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/964749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J-AY4Ly63K4d1VdY7j7c3

  • ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เริ่ม 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 68


    16/10/2568 | 343 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 1 เน้นย้ำการร่วมมือกับภาคเอกชน ทำนโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยพิจารณามาตรการ Quick Big Win 5 เสาหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ได้แก่

    1. กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

    2. ลดภาระหนี้ประชาชน

    3. เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs

    4. เพิ่มการออมของประชาชน

    5. การลงทุนเพื่ออนาคต

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าได้นำเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยว

    ใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 หากเดินทางท่องเที่ยวในเมืองรอง จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนโรงแรมหรือที่พักในเมืองรองที่ต้องการปรับปรุงโรงแรมให้น่าอยู่และดึงดูดนักท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายหักภาษีได้ถึง 2 เท่า รวมถึงการพิจารณาขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ยังไม่ถูกต้อง และไม่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ ให้เข้าระบบอย่างถูกต้อง

    ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ จากงบปี 2568 ที่ยังเบิกจ่ายไม่หมด โดยจะต้องเบิกจ่ายให้เสร็จภายในไตรมาส 2 ของปี 2569 เพื่อนำเงินจากงบประมาณเก่ามาช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

    .


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432048&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CZXni4jV6HZsBx_9VQw-k

  • ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    ‘ททท.’ ยกระดับอุตฯท่องเที่ยว ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมสู่เวทีโลก

    นางสาวฐาปณี เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยผ่านการสร้างแบรนด์เชิงกลยุทธ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และโครงการริเริ่มด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยแคมเปญนวัตกรรมใหม่ 

    โดยนำเสนอการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม ธรรมชาติ การต้อนรับ และประสบการณ์ระดับโลก เพื่อการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลก

    ทั้งนี้ ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกและการขยายเส้นทางเชื่อมต่อทางอากาศ โดยที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ผ่านเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Amazing Thailand 

    ซึ่งดำเนินการทั่วประเทศร่วมกับพันธมิตร ล่าสุดเปิดต้อนรับเที่ยวบินตรงใหม่จากอาบูดาบีไปยังกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก 

    อย่างไรก็ดี ททท. ยังได้จัดกิจกรรม Global Leadership Awards ครั้งที่ 13 เพื่อเชื่อมโยงผู้นำระดับโลกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และโอกาส โดยมองว่าภาวะผู้นำที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างโอกาสให้ผู้อื่นได้เติบโต 

    ดังนั้น จึงต้องการให้มองประเทศไทยในฐานะพันธมิตรที่เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม และดินแดนแห่งโอกาส ศูนย์กลางการค้า ความคิดสร้างสรรค์ และการเดินทางของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพและการแพทย์ไปจนถึงนวัตกรรมดิจิทัล การเดินทางสีเขียว และประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่กำลังกำหนดอนาคตของการท่องเที่ยวทั่วโลก

    “ต้องการให้ทุกคนทั่วโลกมาค้นพบเสน่ห์แบบไทยที่สัมผัสหัวใจของนักท่องเที่ยวทุกคนผ่านธรรมชาติ อาหาร สุขภาพ และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายใต้แคมเปญใหม่ล่าสุด Healing is the New Luxury เพราะความหรูหราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคา แต่ถูกกำหนดด้วยความสบายใจในประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641634&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3giWOLB8nhdE89UaOXtW-9

  • Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy กับบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    Midnight Economy หรือเศรษฐกิจยามค่ำคืน ซึ่งหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะหลังเวลา 22.00 น. เป็นต้นไป จนถึงเช้ามืด ครอบคลุมภาคบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เปิดจนดึก บาร์และผับ ตลาดนัดกลางคืน ร้านค้าเปิด 24 ชั่วโมง กิจกรรมบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน การแสดงต่างๆ การท่องเที่ยวกลางคืน และบริการส่งอาหารกลางคืน ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างงานและรายได้ให้กับผู้ประกอบการ กระตุ้นการบริโภคในประเทศ สร้างชีวิตยามค่ำคืนที่คึกคักให้เมืองใหญ่ 

    Midnight Economy เป็นนโยบายที่รัฐบาลจีนส่งเสริมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2562 เพื่อกระตุ้นการบริโภคในเวลากลางคืนและสร้างจุดเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยสามารถจัดกลุ่มเศรษฐกิจยามค่ำคืนได้ ดังนี้ 

    การค้าและการบริการ ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets) ร้านอาหาร ผับ/บาร์ คาเฟ่เปิดดึก

    วัฒนธรรมและความบันเทิง โรงภาพยนตร์ การแสดง คอนเสิร์ต พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์เปิดกลางคืน

    นันทนาการและกีฬา ฟิตเนสเปิด 24 ชม. การแข่งขันกีฬากลางคืน

    บริการส่งของกลางคืน แอปพลิเคชั่นส่งอาหารและของใช้จำเป็น

    งานอีเวนต์และเทศกาล เทศกาลแสงสี การแสดงละครเวที เวิร์กช็อป

    รัฐบาลจีนได้ส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เช่น

    1. เซี่ยงไฮ้ (上海) – เมืองต้นแบบ

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ The Bund วิวแม่น้ำหวงผู่ยามค่ำคืนกับแสงสีตระการตา Xintiandi ร้านอาหารและบาร์สไตล์ตะวันตก Nanjing Road  ถนนช้อปปิ้งกลางคืน กิจกรรมเด่น อาทิ เทศกาลช้อปปิ้งกลางคืน “Shanghai Nightlife Festival” พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์เปิดพิเศษในเวลากลางคืน (Night Museums)

    2. ปักกิ่ง (北京) – วัฒนธรรมโบราณผสมสมัยใหม่

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Sanlitun แหล่งช้อปปิ้งและบันเทิงยามค่ำคืน Wangfujing ตลาดกลางคืนที่มีอาหารแปลกๆ Qianmen Street สตรีทฟู้ดและวัฒนธรรมดั้งเดิม ความพิเศษ การแสดงงิ้วปักกิ่งและวัฒนธรรมดั้งเดิมในเวลากลางคืน

    3. เฉิงตู (成都) – เมืองแห่งอาหารและความเพลิดเพลิน

    ย่านที่โดดเด่น ได้แก่ Jinli Ancient Street ตลาดโบราณยามค่ำคืน Kuanzhai Alley ร้านชาและอาหารซิกเนเจอร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมเฉพาะ อาทิ วัฒนธรรมชงชายามค่ำคืน อาหารเสฉวนเผ็ดร้อนตอนดึก

    4. กวางโจว (广州) – เมืองแห่งอาหารกลางคืน

    สถานที่แนะนำ ได้แก่ Zhujiang New Town สมัยใหม่กับบาร์ริมแม่น้ำ Beijing Road – ช้อปปิ้งและอาหารกลางคืน โดยมีอาหารโดดเด่น อาทิ ติ่มซำและอาหารกวางตุ้งยามดึก

    5. ฉงชิ่ง (重庆) – เมืองแห่งแสงสีและอาหารเผ็ด

    ประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ คือ ทิวทัศน์เมืองภูเขายามค่ำคืน อาหารหม่าล่า รสจัดตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีบนแม่น้ำแยงซี

    6. เซินเจิ้น (深圳) – เมืองแห่งนวัตกรรม

    มีจุดแข็งด้านศิลปะและวัฒนธรรมยามค่ำคืน Seaworld – ความบันเทิงแบบตะวันตก

    ซึ่งจากการส่งเสริม Midnight Economy ในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ ยอดขายปลีกเพิ่มขึ้นในช่วงกลางคืน การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตกลางคืน การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้บริการจนดึก ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ปรับระบบการขนส่ง และส่งเสริมกิจกรรมทางวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุน Midnight Economy อย่างเต็มที่

    จากข้อมูลข้างต้น จะพบว่า Midnight Economy เป็น “เครื่องยนต์ตัวใหม่” ที่สำคัญมาก กล่าวคือ

    1. สร้างมูลค่าเศรษฐกิจโดยตรงมหาศาล จากการศึกษาบางแห่งพบว่า เศรษฐกิจเที่ยงคืนในเมืองใหญ่ของจีนมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 15-20 ของมูลค่าการบริโภคทั้งหมดในบางพื้นที่ การเพิ่มเวลาบริโภค จากเดิมคนมีเวลาใช้จ่ายแค่ตอนกลางวัน เศรษฐกิจเที่ยงคืนขยายเวลาบริโภคออกไปอีก 6-8 ชั่วโมง สร้างรายได้ให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการช่วงกลางคืน เช่น พนักงานร้านอาหาร พ่อค้าในตลาดนัด คนขับรถส่งของ นักแสดง เป็นต้น

    2. สร้างวงจรเศรษฐกิจ (Economic Ecosystem)

    คนออกมาเที่ยวกลางคืน → ใช้บริการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม → ใช้บริการรถสาธารณะหรือแท็กซี่ → อาจไปช็อปปิ้งต่อ → สร้างรายได้ให้หลายอุตสาหกรรมในคราวเดียว

    3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของเมือง

    เมืองที่มีชีวิตชีวากลางคืนจะเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น (เช่น ฉางซาในจีนกรุงเทพฯ ในไทย โตเกียวในญี่ปุ่น เป็นต้น)

    4. เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองสมัยใหม่

    คนรุ่นใหม่ที่ทำงานจนดึกหรือมีไลฟ์สไตล์กลางคืนมากขึ้น คือกลุ่มลูกค้าหลัก และยังช่วยแก้ปัญหา “หลังจากเลิกงานไม่มีอะไรทำ” ได้ในระดับหนึ่ง

    ตัวอย่าง Midnight Economy นครฉงชิ่ง

    ฉงชิ่ง เป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบของ “Midnight Economy” ในจีนที่มีเอกลักษณ์มาก เนื่องจากเป็นเมืองภูเขาและสภาพอากาศที่ร้อนชื้น ชีวิตกลางคืนจึงคึกคักเป็นพิเศษ

    1. ฮอตพอตกลางคืน ถือว่าเป็นหัวใจแห่งเศรษฐกิจเที่ยงคืน

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่ง “เมืองหลวงแห่งฮอตพอตของโลก” และฮอตพอตคือกิจกรรมหลักของเศรษฐกิจเที่ยงคืน ร้านฮอตพอตหลายพันร้านทั่วเมืองเปิดจนดึกดื่น บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนนั่งล้อมวงกินฮอตพอต เสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของซุปเผ็ดกระจายทั่วเมือง

    ตัวอย่างสถานที่ยอดนิยม:

    หงหยาโต่ว : อาคารสถาปัตยกรรมโบราณริมน้ำ เปรียบเสมือน “เมืองในนิทาน” ของฉงชิ่ง ทั้งกลางวันและกลางคืนสวยงามตระการตา โดยตอนกลางคืนจะมีไฟสว่างไสว และมีร้านฮอตพอตมากมาย

    จี๋ฟางเจีย : ย่านเมืองเก่า แม้จะปิดร้านค้าบางส่วนในเวลากลางคืน แต่ร้านอาหารและร้านชานม ร้านฮอตพอตยังคงเปิดบริการจนดึก

    2. วิวเมืองยามค่ำคืนและกิจกรรมริมน้ำ

    ความโดดเด่น : ฉงชิ่งมีแม่น้ำแยงซีและเจี่ยวหลิงไหลผ่าน ทำให้วิวเมืองริมน้ำสวยงามในเวลาค่ำคืน

    กิจกรรมยอดนิยม : ล่องเรือชมเมืองตอนกลางคืน การล่องเรือชมแสงสีของตึกสูงในย่านเจี้ยเปยโถว และชมความสว่างไสวของหงหยาโต่วจากแม่น้ำ เป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด ตลอดจนชมวิวจากจุดชมวิวอย่าง Nanshan Mountain หรือริมแม่น้ำด้านหน้าย่านเจี้ยเปยโถว เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ที่มาเดินเล่นและถ่ายรูปยามค่ำคืน

    3. ตลาดนัดกลางคืน (Night Markets)

    ความโดดเด่น : นอกเหนือจากฮอตพอตแล้ว ฉงชิ่งยังมีตลาดนัดกลางคืนที่ขายของกินพื้นเมืองมากมาย

    ของกินต้องลอง : หม่าหมี่ (เส้นพันซอส) เส้นเล็กฉงชิ่ง เนื้อย่าง เข่งหวาน 

    ตลาดนัด : กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ เช่น ย่านการค้าถนนคนเดินกวนหยินเฉียว 

    4. สถานบันเทิงและวัฒนธรรมกลางคืน

    ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าหลายแห่งในฉงชิ่งปรับเวลาปิดเป็น 22:00 น. หรือเวลาเที่ยงคืนเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์กลางคืน ในขณะเดียวกันผับและบาร์ย่านอย่างจิ่วเจีย ได้ชื่อว่าเป็น “ย่านบันเทิงยามค่ำคืน” ของฉงชิ่ง เต็มไปด้วยผับ บาร์ คาราโอเกะ และร้านอาหารเปิด 24 ชั่วโมง คึกคักจนถึงเช้า

    กล่าวโดยสรุป ฉงชิ่งกับ Midnight Economy สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก แค่ฮอตพอตเพียงอย่างเดียวก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศได้จำนวนมหาศาล สร้างรายได้ให้กับธุรกิจต่อเนื่องหลายระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านค้า ไปจนถึงพนักงาน สร้างแบรนด์และอัตลักษณ์ให้เมือง ภาพลักษณ์ “เมืองที่ไม่หลับใหล” และ “เมืองแห่งฮอตพอต” ทำให้ฉงชิ่งแตกต่างและดึงดูดผู้คนอย่างต่อเนื่องกระตุ้นการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคบริการช่วงกลางคืนจำนวนมาก ทั้งนี้ การที่ “Midnight Economy” ของฉงชิ่งประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบเทียม แต่เกิดจาก “วัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตกลางคืน” ที่มีอยู่แล้วในตัวเมือง และรัฐบาลเพียงส่งเสริมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบขนส่ง ไฟส่องสว่าง ความปลอดภัย) ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านของการพัฒนาและส่งเสริมเศษฐกิจยามค่ำคืน ยังคงมีความความท้าทายและข้อควรระวัง ทั้งด้านกฎหมายและระเบียบไม่ว่าจะเป็นกฎหมายควบคุมสถานบริการ กฎหมายควบคุมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายว่าด้วยเสียงรบกวน การจัดการมลพิษทางเสียงต้องจัดการไม่ให้รบกวนชุมชนโดยรอบ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องขยายเวลาบริการเพื่ออำนวยความสะดวก การจัดการขยะ การเก็บขยะเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยของประชาชน จะต้องมีแสงสว่างและตำรวจดูแลเพียงพอ และกล้อง CCTV ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

    ข้อเสนอแนะ/ข้อคิดเห็น สคต. ณ นครเฉิงตู

           โอกาสและศักยภาพของไทย จุดแข็งของประเทศไทย คือ การมีพื้นฐานวัฒนธรรมการกินในช่วงกลางคืนอยู่แล้ว รวมถึงสภาพอากาศร้อนยามค่ำคืนเหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมออกมารับประทานอาหารและช้อปปิ้งตอนกลางคืน โดยมีอาหารริมทาง (Street Food) ที่เป็นจุดเด่น

            แนวทางการประยุกต์ใช้สำหรับไทย รูปแบบที่เหมาะสม อาทิ Midnight Food & Culture ตลาดนัดวัฒนธรรมและอาหาร การแสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยยามค่ำคืน Night Shopping Districts ขยายเวลาห้างสรรพสินค้าในบางพื้นที่ ตลาดนัดศิลปะและของที่ระลึก Night Tourism ทัวร์วัดยามค่ำคืน (จัดแสงสีอย่างเหมาะสม) ทัวร์อาหารรัตนโกสินทร์ โดยอาจเริ่มต้นจากพื้นที่นำร่อง เขตเมืองสร้างสรรค์ ในย่านเจริญกรุง   เขตท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เช่น สนามหลวง เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

     โดยภาครัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการลดภาษี สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สนับสนุนค่าสาธารณูปโภคในช่วงทดลอง ปรับปรุงระบบขนส่ง ทั้ง BTS และ MRT ให้บริการถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้ อาจจะต้องมีมาตรการควบคุมในเขตพื้นที่ควบคุม กำหนดขอบเขตชัดเจน มาตรฐานความปลอดภัยต้องเข้มงวด การมีส่วนร่วมของชุมชน รับฟังความเห็นประชาชน

     ตัวอย่างโครงการที่อาจเริ่มได้ทันที อาทิ “กรุงเทพฯ ยามค่ำคืน” พัฒนาย่านเก่าแก่ให้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน

    จัดเทศกาลวัฒนธรรมรายเดือน “เชียงใหม่ Mid-Night Market” ตลาดนัดศิลปะและหัตถกรรม การแสดงพื้นเมือง “Food Street by Night” กำหนดถนนสายอาหารเฉพาะกิจ เป็นต้น

    ประเทศไทยมีศักยภาพสูง การนำแนวคิดเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Midnight Economy) มาปรับให้เข้ากับบริบทไทย โดยเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากพื้นที่นำร่อง ฟังเสียงประชาชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ประกอบกับการรักษาอัตลักษณ์ไทยผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้าไป ซึ่งหากมีการวางแผนดำเนินงานอย่างมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชัดเจน Midnight Economy อาจเป็นเครื่องยนต์อีกตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตสูงขึ้นก็เป็นได้ 

    ————————————————–

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    ตุลาคม 2568

    แหล่งข้อมูล :

    People’s Daily : รายงานพิเศษเกี่ยวกับโมเดลเศรษฐกิจเที่ยงคืนของฉงชิ่ง

    Xinhua NEWS Agency : การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการบริโภคกลางคืน

    CCTV : รายการสารคดีเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนในเมืองต่างๆ ของจีน รวมถึงฉงชิ่ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yi0uoul26tvq5ddaftimtxvv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39wAqjTBHRxQQOE9ZeJfgY