Category: ท่องเที่ยว

  • โค้งสุดท้ายซีเกมส์!

    โค้งสุดท้ายซีเกมส์!

    โค้งสุดท้ายซีเกมส์! “อรรถกร” ลงพื้นที่ตรวจทัพนักกีฬา-สนามแข่ง ย้ำ “พร้อมเต็มร้อย” สยบดราม่าโซเชียล ชูมหกรรมกีฬาเป็นประตูสู่การท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ


    12/10/2568 | 41 |

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 – เหลือเวลาไม่ถึง 2 เดือนก่อนที่การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก เพื่อติดตามความพร้อมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง พร้อมยืนยันต่อสื่อมวลชนอย่างหนักแน่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศและสยบทุกกระแสความกังวลในโลกออนไลน์ว่า “ประเทศไทยพร้อมเต็มร้อย” สำหรับการเป็นเจ้าภาพ

    โดยในช่วงเช้า ท่านรัฐมนตรีฯ ได้เดินสายตรวจเยี่ยมการเตรียมการในจุดสำคัญต่างๆ อย่างใกล้ชิดตามกำหนดการ เริ่มตั้งแต่การให้กำลังใจนักกีฬายูโด ณ สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, ตรวจความคืบหน้าการปรับปรุงสนามแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม, ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬาบอคเซีย, สำรวจสระว่ายน้ำ, ตรวจการปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยาน (เวลโลโดรม), ตรวจดูสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาปีนหน้าผา, ตรวจเยี่ยมราชมังคลากีฬาสถาน, ดูการฝึกซ้อมของนักกีฬาเทคบอลและการพัฒนาร่างกายของนักกีฬาทีมชาติไทยด้วยวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และปิดท้ายด้วยการตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมและให้กำลังใจนักกีฬาเทควันโด ณ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังความต้องการและสร้างความมั่นใจให้กับทุกสมาคมกีฬาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการแข่งขัน

    ภายหลังการตรวจเยี่ยม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมทั้งหมดว่า “ผมเข้าใจดีถึงความห่วงใยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกระแสในโซเชียลมีเดีย วันนี้ผมจึงลงมาดูให้เห็นกับตาและขอยืนยันว่า ความพร้อมของเรา โดยเฉพาะสนามหลักในกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดร่วมจัดอย่างชลบุรีและสงขลา มีความคืบหน้าไปมากจนเรียกได้ว่าพร้อมเกือบทุกอย่างแล้ว ภารกิจในวันนี้คือการมาเก็บรายละเอียดและเร่งรัดในส่วนสุดท้าย เพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดก่อนที่นักกีฬาจากชาติต่างๆ จะเดินทางมาถึง”

    นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรีฯ ยังได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์และภารกิจหลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีความหมายที่ไกลกว่าแค่เหรียญรางวัล แต่เป็นโอกาสทองที่จะแสดงศักยภาพของประเทศในเวทีโลก
    “เราไม่ได้มองซีเกมส์เป็นแค่การแข่งขันกีฬา แต่เรามองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ แสดงศักยภาพของประเทศไทยในทุกมิติให้ชาวโลกได้เห็น ผมได้ให้นโยบายที่ชัดเจนกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ไปแล้วว่า การโปรโมทต้องทำให้เห็นว่า นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านกีฬาแล้ว ประเทศไทยยังมีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยวอย่างไร เราต้องใช้โอกาสนี้เชิญชวนทั้งนักกีฬา กองเชียร์ และผู้ชมจากทั่วอาเซียนให้เดินทางมาสัมผัสประเทศไทย ถือเป็นการ ‘ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว’ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในเมืองเจ้าภาพ และสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศในภาพรวม” นายอรรถกรกล่าว
    การลงพื้นที่อย่างเข้มข้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะผลักดันให้การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติ และใช้มิติของกีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101149


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/431222&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11iMHrXXSnJdooSdeIAJZq

  • ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวไทย สะท้อนถึงการอิ่มตัวจากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง สาเหตุมาจากที่เที่ยวเดิมขาดการต่อยอด และขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลง และลดทอนการท่องเที่ยวซ้ำ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเดินทางมาก่อนหน้า ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวในไทยควรต้องพัฒนาเพื่อยกระดับเพื่อรักษา Momentum ของนักท่องเที่ยวไทยไว้ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาอีกครั้ง
     
    การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจของไทย และยังเป็นช่องทางสำคัญของการส่งผ่านเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ปกติการหมุนเวียนของเม็ดเงินทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างธุรกิจอันเป็นแหล่งงานตามแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า เม็ดเงินรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2567 สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    โดย ttb analytics ประเมินรายได้ท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2568 ยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในมิติด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงถึง 284 ล้านคนต่อครั้ง ซึ่งแม้ยังอยู่ภายใต้บริบท “เที่ยวใกล้ ไปกลับ กระชับเส้นทาง” ส่งผลให้รายจ่ายต่อทริปลดลงแต่ด้วยการชดเชยของมิติจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศสามารถสร้างมูลค่าเกินกว่า 1.20 ล้านล้านบาท
     

    การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานับเป็นยุคทองของการท่องเที่ยว จากอานิสงส์ของโครงสร้างอายุของประชากรวัยท่องเที่ยว (25 ปี – 65 ปี) ที่นับว่ายังสามารถส่งผลบวกให้กับภาคการท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาณการท่องเที่ยวที่เคยเป็นจุดหนุนทั้งในรูปแบบ 

    1) กลุ่มเมืองท่องเที่ยวหลักในแต่ละภูมิภาคที่ปกติมีนักท่องเที่ยวเกินกว่า 4 ล้านคน / ครั้ง / ต่อปี เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 2566 เติบโตดีที่ 15.3% แต่เริ่มชะลอในปี 2567 ที่ 6.2% และปี 2568 การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลับเหลือเพียง 0.4% หรือเมืองหลักในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ สงขลาเติบโต 59.1% ในปี 2566 และเริ่มชะลอลง 12.2% และ 6.3% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ  

    2) กลุ่มเมืองรองที่มีศักยภาพสูงเพียงพอดึงดูดให้พักค้างแรม เช่น จังหวัดจันทบุรี ปี 2566 เติบโตถึง 206.8% และค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 5.5% ในปี 2567 จนปี 2568 หดตัวลง -8.2% หรือจังหวัดสมุทรสงครามเติบโต 55.6% ในปี 2566 แต่กลับหดตัวลงต่อเนื่อง -3.0% และ -17.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ 

    3) เมืองรองกลุ่มไปเช้า-เย็นกลับอาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 2566 เติบโต 25.2% ในปี 2567 เริ่มชะลอตัวลงเหลือ 11.8% และปัจจุบันเหลือ 6.8% หรือกลุ่มจังหวัดที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น จังหวัดตรังที่ในปี 2566 เติบโต 51.5% แต่ค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 22.8% และ 5.1% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ 

    และ 4) การท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกันเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน เช่น นครพนม-สกลนคร ปี 2566 เติบโต 29.0% และเริ่มชะลอตัวลงในปี 2567 และ 2568 ที่เติบโต 9.4% และ 7.2% ตามลำดับ

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    ในมุมมองของ ttb analytics ปัจจัยที่สำคัญต่อการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ที่เริ่มสูญเสียแรงดึงดูดเมื่อไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ซ้ำซากทำให้ความพึงพอใจลดลง และลดโอกาสในการกลับมาเยือนซ้ำ สะท้อนได้จากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต้นทุนการเดินทางสูงและมีทางเลือกที่หลากหลายในตลาดโลก หากไทยยังคงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวเดิมโดยไม่ต่อยอดหรือยกระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจทำให้เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังปี 2557 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) จึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวของคนไทย จากการใช้ทรัพยากรเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่แน่นอนแต่มีค่าครองชีพสูงขึ้น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวจึงถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ทั้งในด้านระยะทาง ค่าใช้จ่ายต่อทริป และความคุ้มค่าของประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวแบบใกล้บ้าน ไปเช้า–เย็นกลับ หรือเลือกเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองหลัก ซึ่งแม้จะช่วยกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการเติบโตของภาพรวมการท่องเที่ยวของคนไทย

    ท่องเที่ยวไทยปีหน้าส่งสัญญาณโตแผ่ว แนะเร่งยกเครื่องใหม่

    จากปัจจัยดังกล่าว ทาง ttb analytics มองสิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อยกระดับทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่และการฟื้นกำลังซื้อในการท่องเที่ยว ได้แก่

    (1)   ยกระดับ Public Transport : หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการท่องเที่ยวไทยคือ “การเข้าถึง” แม้ไทยมีถนนและสนามบินเพียงพอ แต่ยังขาด Connectivity และมี Cost of Time สูง การเดินทางระยะไกลด้วยรถโดยสารใช้เวลานาน ส่วนเครื่องบินแม้เร็วแต่มีต้นทุนสูงและขั้นตอนยุ่งยาก เมื่อลงเครื่องยังต้องเดินทางต่อเพื่อเข้าเมือง ขณะที่ระบบขนส่งท้องถิ่นก็ยังไม่ครอบคลุม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเช่ารถ เพิ่มค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสูง (Last Mile Tourism) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง ดังนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้างนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อเข้าถึงพื้นที่หลักของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงภาครัฐที่ ต้องเร่งเชื่อมต่อสถานีรถไฟกับระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อเพิ่ม Connectivity ของระบบขนส่งเข้าด้วยกัน และช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจากความสะดวกและต้นทุนที่ลดลง

    (2)  เที่ยวไทยไปได้ทุกเวลา : หากประเทศไทยต้องการยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ความเคยชิน การปรับภาพลักษณ์ใหม่ “All-Season Tourism” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วง Off Peak หรือสถานที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผ่านการนำเสนอ เช่น หน้าฝน เป็น Green Season ที่เน้นกิจกรรมธรรมชาติ เช่น น้ำตก ป่าฝน และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ส่วนหน้าหนาวสามารถโปรโมท ดอยสูง ทะเลหมอก และเส้นทางเดินป่า  เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง  ด้วย “การสร้างภาพจำใหม่ว่า “เที่ยวไทยได้ทุกเวลา” ที่ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและลดความแออัดในจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง และบริการที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่”

    (3)   สนับสนุนและลดหย่อน : มีการสนับสนุนจากภาครัฐที่จูงใจเพียงพอในการสนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้เต็มประสิทธิภาพ และให้ใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ขยายวงเงินใช้จ่ายเมืองรองให้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มสินค้าและบริการให้ได้รับการลดหย่อนภาษี เนื่องจากจำนวนเงินที่จำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากการเดินทางแค่ 1 ทริป การท่องเที่ยวเมืองรองในทริปถัดไปอาจไม่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรอง ส่งผลให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในครั้งถัด ๆ ไป ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศอาจไม่ได้รับแรงจูงใจเพิ่มเติม  รวมถึงโครงการคนละครึ่งที่ภาครัฐมีนโยบาย อาจนำไปปรับใช้เพิ่มเติมในภาคโรงแรมและท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

    โดยสรุป แม้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันจะสะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shape ในบางพื้นที่ ที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่อีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จึงควรต้องมีแรงหนุน Momentum ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปรียบว่าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย วันนี้ อาจเริ่มเก่าจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงเพื่อยื้ออาการอาจช่วยยืดเวลาได้บ้าง แต่หากต้องการให้ประสิทธิภาพกลับมาเหมือนเดิม อาจถึงเวลาที่ต้อง Overhaul ใหม่ทั้งระบบ ทั้งในมิติของการเข้าถึง (Accessibility) การสร้างภาพจำใหม่ (Rebranding) และการออกแบบการท่องเที่ยวแบบ All-Season Tourism เพื่อให้เครื่องยนต์เครื่องนี้กลับมาทำงานเต็มที่ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2eKSdG-EoszhA1w1dWmH

  • ฟ้าผ่านักท่องเที่ยว! สาหัสหามลง

    ฟ้าผ่านักท่องเที่ยว! สาหัสหามลง

    ฟ้าผ่านักท่องเที่ยว! สาหัสหามลง’ดอยปุยหลวง’แม่ฮ่องสอน

    วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.46 น.

    เกิดเหตุฟ้าผ่าลงมาใส่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ ต.ห้วยปูลิง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน อาการสาหัสต้องหามอย่างทุลักทุเลจากยอดเขาส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน

    13 ตุลาคม2568 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ได้เกิดฝนตกฟ้าคะนอง และได้เกิดฟ้าผ่าลงมาใส่กลุ่มนักท่องเที่ยว ที่เดินทางขี้นไปท่องเที่ยว บนยอดเขาดอยปุยหลวง บ้านห้วยฮี้ ต.ห้วยปูลิง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเป็นหญิง ได้รับบาดเจ็บจากฟ้าผ่า จำนวน 1 ราย เบื้องต้นทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยวมาจาก อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช อายุ 30 ปี

    ต่อมาเวลา 19.45 น.นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ และลูกหาบช่วยกันปฐมพยาบาลทำ CPR และช่วยกันแบกผู้บาดเจ็บลงมาอย่างทุลักทุเล เพราะทางเดินลื่นมากจากฝนตกหนัก นำผู้บาดเจ็บลงมาถึงบ้านห้วยฮี้ และส่งต่อไปรักษาตัวที่ รพ.ศรีสังวาลย์ โดยได้เดินทางถึงโรงพยาบาลเมื่อเวลาประมาณ 20.45 น.ในคืนเดียวกัน

    หลังเกิดเหตุ นางสาววริชญา ชะอุ่ม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวมัลลิกา จีนาคำ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน นายอนุวัตน์ รัตนพงศ์ ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน นายสุวิทย์ สิงขา ผญบ.หัวน้ำแม่สะกึด สมาชิก ร้อย อส.อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มาติดตามสถานการณ์ ด้านหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีสังวาล.

    012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920628&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wDWb7Lgba_BYosQT8_tmn

  • ‘อบจ.ตรัง’ เดินหน้ารถโดยสารไฟฟ้า ‘EV’ ลดมลพิษ มุ่งสู่เมืองสีเขียวอัจฉริยะ

    ‘อบจ.ตรัง’ เดินหน้ารถโดยสารไฟฟ้า ‘EV’ ลดมลพิษ มุ่งสู่เมืองสีเขียวอัจฉริยะ

    เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ข้าราชการและเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง (อบจ.ตรัง) กว่า 30 คน ร่วมทดลองนั่งรถโดยสารไฟฟ้า ‘GEELY BUS EV’ ซึ่ง อบจ.ตรัง นำมาทดลองวิ่งให้บริการเส้นทางจัตุรัสนครตรัง-งานเทศกาลประเพณีไหว้พระจันทร์ ตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง รวมระยะทางไป-กลับประมาณ 100 กิโลเมตร

    โดยมีนายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และนายบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ร่วมทดสอบสมรรถนะของรถด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากบริเวณหน้างาน

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า จากการทดลองนั่งรถบัสอีวีคันดังกล่าว แอร์เย็นโอเค เป็นรถที่ดีมาก อยากจะให้ทดลองวิ่งเส้นทางการท่องเที่ยว วันเดย์ทริป เช่น จากท่าอากาศยานตรัง ตัวเมืองตรัง ไปท่าเรือหาดปากเมง ท่าเรือควนตุงกู และท่าเรือหาดยาว ให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้รับความสะดวก เช้าออกเดินทางจากตัวเมืองตรัง ไปเที่ยวชายหาด ทะเล เกาะ แล้วมีรถวิ่งเที่ยวกลับเข้าตัวเมืองตรัง ปัจจุบันตรังไม่มีรถบัสสาธารณะวิ่งเส้นทางท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ที่ไม่ได้ขับรถยนต์มาเที่ยวเอง

    ภายหลังจากที่รถบัสโดยสารอีวีทดลองวิ่งมีประชาชนให้ความสนใจสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องเส้นทางการวิ่งรถ และอัตราค่าโดยสาร ซึ่ง อบจ.ตรัง ได้กำหนดระยะเวลาการวิ่งทดสอบประสิทธิภาพรถโดยสารไฟฟ้า ‘GEELY BUS EV’ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 18 ตุลาคม 2568 โดยทดลองวิ่งรถรวม 7 รอบ ประกอบด้วย

    1.วิ่งรอบสื่อมวลชน 2.วิ่งรอบผู้นำท้องถิ่น และสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง 3.วิ่งรอบกิจกรรมทัศนะศึกษานักเรียน 4.วิ่งรอบนักธุรกิจ หอการค้า 5.วิ่งรอบทดสอบการท่องเที่ยว เส้นทางท่าอากาศยานนานาชาติตรัง 6.วิ่งรอบกิจการภายใน อบจ.ตรัง เช่นการลากพระ และ 7.วิ่งรอบเก็บข้อมูล

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 อบจ.ตรัง นำคณะผู้ประกอบการนำเที่ยว สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและสมาคม กว่า 30 คน ร่วมทดลองนั่งรถโดยสารไฟฟ้า ‘GEELY BUS EV’ ซึ่ง อบจ.ตรัง นำมาทดลองวิ่งให้บริการเส้นทาง จัตุรัสนครตรัง – ท่าอากาศยานนานาชาติตรัง

    อีกทั้งให้ผู้ประกอบการได้มาเยี่ยมอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ ที่เปิดใช้มาประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา โดยมีผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรัง เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สายการบิน ไทยไลออนแอร์ ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์ มาต้อนรับคณะผู้ประกอบการนำเที่ยว

    โดยทางผู้อำนวยการท่าอากาศยานตรังกล่าวต้อนรับ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อบจ.ตรังจะจัดหารถบัสอีวีมาเปิดวิ่งเส้นทางท่าอากาศยานนานาชาติตรัง เพื่อไปยังตัวเมืองตรัง และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดตรัง เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติ ที่จะต้องโดยสารรถบัสสาธารณะ

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ชาอิศม์ฉัตร สมหวังณชพล ผู้จัดการสายการบินไทยไลออนแอร์ กล่าวว่า วันนี้ตนเองทดสอบนั่งรถบัส EV กับผู้ประกอบการนำเที่ยว เจ้าหน้าที่ อบจ. เทศบาล จากตัวเมืองตรัง วิ่งเข้ามายังท่าอากาศยานตรัง เมื่อทดลองนั่งที่บ้านทุ่งยาว แอร์เย็นสบาย วันนี้นั่งครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ รถแบบนี้มีใช้แล้ว

    “วันนี้ชาวตรัง ชาวทับเที่ยงจะได้ใช้รถอีวีแล้ว อยากให้ประชาชนคนตรังทดลองนั่ง เพราะช่วงนี้มีงานเลือกเรือพระที่ทุ่งแจ้ง ติดตามเส้นทางที่วิ่งทดสอบ ตัวเมืองตรัง-งานลากเรือพระ เป็นบริการฟรีไม่เก็บเงินใดๆ ทั้งสิ้น อยากให้ประชาชนมาทดลองนั่งรถว่า ดีมั๊ย ชอบมั๊ย ท่าอากาศยานตรังมี 3 สายการบิน ไทยไลออนแอร์ ไทยแอร์เอเชีย และ นกแอร์

    หากอบจ.ตรังนำรถบัสไฟฟ้าสาธารณะมาวิ่งจริง ประชาชนที่โดยสารเครื่องบิน ไม่ต้องนั่งรถยนต์มาจอดทิ้ง นั่งรถโดยสารสาธารณะ จะเกิดประโยชน์กับประชาชน ตัวเมืองตรัง-ห่างจากสนามบิน 6 กิโลเมตร”

    ด้าน จงกลณี อุสาหะ อดีตนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง กล่าวว่า เป็นมิติใหม่ของการโดยสารเดินทาง จ.ตรังควรจะมีเพื่อบริการนักท่องเที่ยว เส้นทางจากสนามบินเข้าตัวเมืองตรัง และแนะนำอีกเส้นทาง ไปชายหาดทะเล ท่าเรือ เส้นสนามบิน-ท่าเรือปากเมง ตรังมีท่าเรือหลายจุด ปากเมง ควนตุงกู หาดยาว ท่าเรือบ้านตะเสะไปเกาะสุกร อ.ปะเหลียน ซึ่งเส้นทางดังกล่าวไม่มีรถโดยสารสาธารณะ นักท่องเที่ยวจะต้องเหมารถ หรือเช่ารถยนต์ขับเอง

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ขณะที่ วรรณี มาศวิเชียร ชาวจังหวัดตรัง กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มีรถยนต์ใช้ ต้องอาศัยจักรยานยนต์ เมื่อจะเดินทางไปสนามบินต้องมีคนไปรับไปส่ง หรือจะเดินทางไปหาดปากเมง ชายหาดอื่นๆ ต้องอาศัยรถคนอื่น การนั่งทดสอบเที่ยวไปท่าอากาศยานนานาชาติตรัง พบว่ารถกว้างขวาง แอร์เย็น ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ เสียงไม่ดัง รถไม่สะเทือนนุ่มสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวก คนพิการ คนชรา เด็กทารก ทัศนะวิสัยในการมองชัด

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    “อยากจะเสนอ อบจ.ตรัง หรือท่านผู้ว่าฯ ตรัง อยากได้เส้นเชื่อมตัวเมืองตรังคือจัตุรัสเมืองตรัง สถานีรถไฟตรัง  สถานีขนส่งและสนามบินตรัง วิ่งในเมือง 1 สายเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ที่จะเดินทาง ส่วนอีกสาย วิ่งจากสนามบิน จัตุรัสนครตรัง ไป ท่าเรือและชายหาดปากเมง หรือท่าเรืออื่นๆ เพื่อรับส่งนักท่องเที่ยว ที่เป็นชาวต่างชาติ และคนไทยที่ไม่ได้ขับรถยนต์ไปเที่ยว โดยส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง อยากให้มีรถบัสสาธารณะ เช่นนี้ อีกทั้งเป็นรถ อีวี หรือรถไฟฟ้า ซึ่งไม่มีควันดำเหมือนรถดีเซล”

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo05.jpg

    สำหรับรถโดยสาร ‘GEELY BUS EV’ รุ่น C10E เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% จากประเทศจีน รองรับผู้โดยสารได้ 30 ที่นั่ง มาตรฐานการผลิตยุโรป ติดตั้งระบบปรับอากาศเย็นสบาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งทางขึ้นสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ รถเข็นสำหรับเด็กทารก ปุ่มกดสัญญาณเตรียมลง ระบบกล้องรักษาความปลอดภัย ระบบป้องกันประตูหนีบ และระบบควบคุมความเร็วไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงพอร์ตชาร์จ USB-C ทุกที่นั่ง ระบบกันสั่นสะเทือนเป็นถุงลม ทำให้ผู้โดยสารนั่งไม่รู้สึกเมื่อยล้า รถมีระบบดาวเทียมเชื่อมโยง ผู้โดยสารสามารถเช็คกับแอพพลิเคชั่นจะทราบว่า รถวิ่งในเส้นทางจะมาถึงกี่นาที

    ด้านความปลอดภัย ใช้แบตเตอรี่ขนาด 229 kWh มาตรฐานกันน้ำ IP68 สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จเพียง 1 ชั่วโมง เท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ภายใต้แบรนด์เดียวกับ Geely Auto, Zeekr, Volvo, Ridara, Proton และ Lotus ซึ่งมีประสิทธิภาพในการบริหารพลังงานสูง

    บริษัท ไทยแสงเจริญ เซอร์วิส จำกัด ผู้แทนจัดจำหน่ายรถโดยสาร GEELY อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยว่า รถรุ่นนี้ผ่านการวิจัยร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อปรับแต่งให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและถนนในประเทศไทย โดยยืนยันว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน CE ของยุโรป

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Trang-Province-moves-forward-with-the-development-of-electric-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/trang-province-moves-forward-with-the-development-of-electric-buses-aiming-for-a-green-city&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw047kXoFnZh5el4eSNCB05O

  • นายทุนอิสราเอลกินรวบ ‘เกาะพะงัน’

    นายทุนอิสราเอลกินรวบ ‘เกาะพะงัน’

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงัน กวาดล้างหนัก! รวบ 6 แรงงานเมียนมาร์ ลอบทำงานผิดประเภท-ตั้งแก๊งรับเหมาเถื่อน เงินหมุนเวียนเกือบ 9 ล้านโดยมีนายทุนใหญ่เป็นชาวอิสราเอลหนุนหลัง

    12 ต.ค.2568 – พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ในการปราบปรามการกระทำความผิดของกลุ่มแรงงานต่างด้าว พ.ต.ท. วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมชุดจับกุม (ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว)ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ บ้านในวก ม.3 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงันไจ.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ได้ร่วมบูรณาการกับฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ นายสุริยา บุญพันธ์ นายอำเภอเกาะพะงัน ,นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ได้สั่งการให้ชุดจับกุม นำโดย มว.ต.ธนพนธ์ แซ่ตั้ง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง

    ตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์  ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี, ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี ตำรวจ สภ. เกาะพะงัน นำโดยพ.ต.อ. อภิชาติ จันทร์สำเร็จผกก.สภ.เกาะพะงันนำทีมชุดสืบสวนสามารถจับกุมแรงงานชาวเมียนมาร์ได้รวม 6 ราย ในหลายข้อหา ตั้งแต่การทำงานผิดประเภทไปจนถึงการร่วมกันประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต พบเงินหมุนเวียนในบัญชีเกือบ 9 ล้านบาท

    การจับกุมเริ่มขึ้น หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีชายชาวเมียนมาร์ลักลอบประกอบอาชีพช่างไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและพบ นายเย เมียต จอ และ นายเทะ ซอ ทเว กำลังทำงานติดตั้งระบบไฟอยู่ในบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งสองรายยอมรับสารภาพว่า ได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดวันละ 500 บาท จากชายชาวอิสราเอลรายหนึ่ง ให้มาทำงานเป็นช่างไฟ ทั้งที่ในใบอนุญาตทำงานระบุอาชีพเป็น “กรรมกร” เท่านั้น จึงถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ช่างไฟ)

    นอกจากนี้ การสอบสวนขยายผลในพื้นที่เดียวกัน นำไปสู่การจับกุมแก๊งรับเหมาก่อสร้างเถื่อนชาวเมียนมาร์อีก 3 ราย คือ นายอาง ทู, นางข่าย ไว มอน และ นายเทะ ไว ทั้งสามคนมีการจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อติดต่อและรับงานรับเหมาก่อสร้างจากลูกค้าชาวต่างชาติ โดยมีนายอาง ทู ทำหน้าที่การตลาดและประสานงานกับลูกค้า, นายเทะ ไว ทำหน้าที่เป็นโฟร์แมนควบคุมงานก่อสร้าง และนางข่าย ไว มอน ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บัญชี พบเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 8,900,000 บาท โดยผู้ต้องหายอมรับว่าใช้วิธีแอบอ้างว่าทำงานให้กับบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่งเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

    โดยมีวิธีการตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจคือการลงทะเบียนเป็นลูกจ้างภายในบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง และได้จ้างลูกน้องชาวเมียนมาร์ที่อยู่ภายในบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง มาทำงานในสถานที่ก่อสร้างของตน โดยวิธีการคือเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบเอกสารจะให้การอ้างว่าตนทำงานอยู่กับบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง เพื่อแอบอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจกับบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง ได้ข้อมูลว่า ทางบริษัท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างหมู่บ้านดังกล่าว โดยงานดังกล่าวขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมตรวจสอบนั้นได้รับการว่าจ้างให้สร้างบ้านจาก Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 โดยใช้งบประมาณในการสร้างบ้านหลังละ 7 ล้านกว่าบาท มีทั้งหมด 7 หลัง

    โดย Mr.Ran จะแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็นรอบๆ โดยครั้งแรกจะจ่ายเมื่องานสำเร็จไป 50% จะแบ่งจ่ายครึ่งนึงของราคาแต่ละหลัง เป็นรอบๆไป ตรวจสอบมีใบเสร็จรายการสินค้าที่ Mr.Ranฯ ซื้อสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างให้กับผู้ถูกจับทั้ง 3 ราย รวมราคาประมาณ 9,300,000 บาท และค่าแรงของแรงงานต่างด้าวแบบเหมาจ่าย รวมเป็นเงิน 6,000,000 บาท จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของทั้ง 3 คน

    ซึ่งทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รับเหมาก่อสร้าง)” และถูกแจ้งข้อหาทำงานผิดประเภทเพิ่มเติมตามบทบาทหน้าที่

     ขณะเดียวกัน ในระหว่างปฏิบัติการจับกุม ยังพบ นายเทียน โซ เดินเตร็ดเตร่มีพิรุธ เมื่อเรียกตรวจสอบไม่สามารถแสดงเอกสารใดๆ ได้ และยอมรับว่าหลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายผ่านช่องทางธรรมชาติจาก อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเสียค่านายหน้า 15,000 บาท จึงถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย พร้อมของกลาง (หลักฐานทางโทรศัพท์และบัญชีธนาคาร) นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    สำหรับนายจ้างของผู้ถูกจับ ทราบจาก 1. นายอาง ทู (Mr.Aung Thu) 2. นางข่าย ไว มอน (Mrs.Khaing Wai Mon) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ เลขที่หนังสือเดินทาง MG650960 3.​นายเทะ ไว (Mr.Thet Wai) ตนทั้ง 3 คน ได้ถูกว่าจ้างจาก Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 ซึ่งได้ว่าจ้างตนให้มาก่อสร้างหมู่บ้านดังกล่าว จริง โดยหน้าที่ของแต่ละคนระบุอยู่ในพฤติการณ์จับกุมข้างต้น โดย Mr.Ran เป็นผู้นำเงินสดมามอบให้กับนายอาง ทูฯ (ผู้ถูกจับที่1) เนื่องจากพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และนายอาง ทูฯ นำเงินสดไปส่งต่อให้กับนางข่าย ไว มอน (ผู้ถูกจับที่2) ซึ่งเป็นฝ่ายการตลาด นำเงินดังกล่าวไปแจกจ่ายให้กับลูกจ้างชาวเมียนมาร์ในลำดับต่อไป เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงขอกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 ในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รับเหมาก่อสร้าง), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (การตลาด), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เจ้าหน้าที่บัญชี), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (โฟร์แมน)” ตามกฎหมายต่อไป

     การกวาดล้างครั้งนี้สืบเนื่องจากการร้องเรียนของคนไทย ที่เป็นผู้รับเหมาชาวไทย ได้ร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1155 ถึงปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยและ การเป็น นอมินี อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุน อิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มอบหมายให้ ชุดสืบส่วน ลงพื้นที่ ตรวจสอบ หาหลักฐาน  จนทราบถึง กลุ่ม บุคคลต่างด้าว ดังกล่าว มาระยะหนึ่ง อีกทั้ง ชุดสืบสวน ทีม นอมินี  ได้ ตรวจสอบ เส้นทางการเงิน ถึงกับตกใจ  กลุ่มชาวต่างด้างดังกล่าว มีเงินไหล เข้าออก ในระยะเวลา 1 ปี จนถึงปัจจุบัน หลายล้านบาท และมีความเชื่อมโยง กับ นายทุน อิสราเอล และ คนไทย หลายราย

    ทั้งนี้ ยังมีบริษัทจัดตั้ง อำนวยความสะดวกให้ กลุ่มต้างด้าว กลุ่มนี้ ทำงาน ในนาม บริษัท ตบตาเจ้าหน้าที่ ทำงานแบบนิติกรรมอำพราง  (นอมินี) ให้ผู้รับเหมาชาวต่างด้าวกลุ่มนี้ ไปติดต่อรับงาน กับกลุ่ม ชาวต่างชาติ โดยเสรี สอบถามผู้ถูกจับให้การกล่าวอ่งว่า สาเหตุที่พวกตน ใช่ชื่อบริษัทดังกล่าว เนื่องจาก คนไทยในบริษัทดังกล่าว มีเพียง คนเดียว มีหน้าที่ ติดต่อ สั่งซื้อ อุปกรณ์ วัสดุก่อสร้าง ตามความต้องการของพวกตนเท่านั้น และไม่สามารถ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ เวลาไปติดต่องาน พวกตนจึง ตั้งทีมทำงาน มี แผนก แบ่งฝ่าย แบ่งงาน เป็น ตัวแทน บริษัท รับหางานเอง ติดต่องาน รับเหมาเอง มีลูกน้องเป็น ชาวเมียนม่า  จำนวจ 30-50 คน เขาออกตลอดเวลา 

    และ ทราบว่า การตั้งเป็นทีมรับเหมาเอง มันผิดกฏหมาย แต่ ด้วย ผลประกอบการ บวกกับ รายได้ ที่พวกตนรับ ค่าตอบแทน มันคุ้ม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ยังต้องขยายผล ตรวจสอบ ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ ให้ทีม ขยายผล จังหวัด ภายใต้ การ อำนวยการท่านผู้ว่า สุราษฏร์ธานีทำงานขยายผลต่อ ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางการเงิน  กลุ่มผู้รับเหมา และ กลุ่มทุนชาวอิสราเอล และ ผู้ที่อำนวยความสะดวก (นอมินี) ชาวไทย

    หากพบ เส้นเงิน ไปถึงใครคนใด จะดำเนินคดี โดยไม่มีละเว้น ทุกคน ทุกกรณี   เพื่อเป็นการ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตามนโยบาย ท่านผู้ว่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี และ ยังมีการบูรณาการอีกในหลายมิติ เป็นไปตามนโยบายปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่สร้างผลกระทบต่ออาชีพคนไทยและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงันอย่างต่อเนื่อง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/877572/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18-PkQHC-uq4nOjvR-SDIO

  • สาธุชนร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกงานบุญกฐิน แถมได้ “เลขเด็ด” ลุ้นโชค

    สาธุชนร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกงานบุญกฐิน แถมได้ “เลขเด็ด” ลุ้นโชค

    สาธุชนล้นเนืองแน่น ร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกในงานบุญกฐินวัดเขาโป่งนกเป้า ทำกิจกรรมแข่งกินข้าวหลาม สืบสานประเพณีเก่าแก่ แถมยังได้ “เลขเด็ด” จากธูปมงคลกลับบ้านไปลุ้นโชค

    วันที่ 12 ตุลาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดเขาโป่งนกเป้า หมู่ที่ 10 บ้านโป่งนกเป้า ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ชาวบ้านและศิษยานุศิษย์จากประเทศมาเลเซีย ที่เลื่อมใสศรัทธา ครูบาโรจนชัย ชยธมฺโม หรือ หลวงปู่นิรนาม เกจิดังแห่งวัดเขาโป่งนกเป้า ได้นำองค์กฐินมาทอดถวายเพื่อสมทบทุนก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีการทอดกฐินให้คงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนาของไทย

    สำหรับไฮไลต์ของงาน คือการแจกข้าวหลาม 15,000 กระบอก ให้กับผู้คนที่มาร่วมงานบุญกฐิน เพื่อนำไปรับประทานเป็นสิริมงคล เพราะ 1 ปี มีครั้งเดียว โดยการเผาข้าวหลาม ชาวบ้านยังคงใช้วิธีเผาแบบโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

    โดยนำข้าวหลามมาเรียงกับพื้นเป็นแถวยาว จากนั้นใช้ไม้และแกนข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงเผาข้าวหลาม เมื่อน้ำกะทิเดือดและแห้ง ก็จะได้ข้าวหลามที่สุกพอดี เหนียว หอม มัน ชวนให้น่ารับประทาน ซึ่งข้าวหลามแต่ละแถวใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องมีคนคอยดูไฟเผาตลอดเวลา

    นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีการแข่งขันกินข้าวหลาม 1 กิโลกรัม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก และอีกหนึ่งไฮไลต์ สำหรับนักเสี่ยงโชค คือตัวเลขธูปมงคล 036 และ 879 ที่จุดต่อหน้าพระประธาน หลังจากตัวเลขปรากฏ เหล่าบรรดานักเสี่ยงโชคต่างใช้โทรศัพท์มาถ่ายภาพเก็บไว้ เพื่อนำไปเสี่ยงโชค เรียกว่าได้ทั้งทำบุญ อิ่มท้อง และได้เลขเด็ดติดมือกลับไปเสี่ยงโชคด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2888596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SV8cFCdyyxO02gNDZvWcK

  • มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.48 น.

    นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย ทั้ง 2 รายการ พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่กกท. หัวหมาก เมื่อวันที่  

           นายอรรถกร ศิริลัทธยากร และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ได้ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬายูโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท., นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และ สำรวจการปรับปรุงสนามแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย, การปรับปรุงสนามแข่งขันว่ายน้ำ ที่สระว่ายน้ำ กกท. และ การปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยาน ที่สนามเวลโลโดรม สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ รวมทั้ง ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาบอคเซีย ที่ศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซีย ด้วย 

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาพบกับนักกีฬาทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง นักกีฬาทุกคนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี และมีกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมสำหรับการแข่งขันทั้ง 2 มหกรรม จากนี้จะทยอยเดินทางไปให้กำลังใจนักกีฬาให้มากที่สุด และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยินดีให้การสนับสนุนการกีฬาอย่างเต็มที่ เพราะกีฬาสามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ 

          “สำหรับเรื่องการปรับปรุงสระว่ายน้ำ ภายในกกท. หัวหมาก ผมได้ติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองแล้ว ไม่มีความกังวลใจใด ๆ และมั่นใจว่าสระว่ายน้ำจะเสร็จก่อนกำหนด และจะจัดการแข่งขันซีเกมส์ ได้ตามมาตรฐานสากล” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา และมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/920536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yqYvNG9m5y7-BSCjDel73

  • จีนแห่เที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’ ยอดจองโดฮา,กาตาร์ พุ่ง 441%

    จีนแห่เที่ยว ‘ตะวันออกกลาง’ ยอดจองโดฮา,กาตาร์ พุ่ง 441%

    ‘ตะวันออกกลาง’ กำลังกลายเป็น ‘ดาวรุ่ง’ ด้านการท่องเที่ยวของชาวจีน กระแสเดินทางช่วงโกลเด้นวีกปีนี้พุ่งทะยานทั้งโดฮา อาบูดาบี และดูไบ ด้วยแรงหนุนวีซ่าที่ผ่อนคลาย เส้นทางบินตรงเพิ่มขึ้น และเสน่ห์ของวัฒนธรรมหลากหลาย ตั้งแต่ซาฟารีทะเลทรายสุดหรูไปจนถึงอาหารอิหร่าน–เลบานอน

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ภูมิภาค “ตะวันออกกลาง” ได้ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้ว โดยในช่วงวันหยุดยาว “โกลเด้นวีก” ของจีนปีนี้ (1–8 ตุลาคม) การจองท่องเที่ยวไปกรุงโดฮาแห่งกาตาร์ “เพิ่มขึ้นถึง 441%” จากปีก่อนหน้า 

    ขณะที่การจองไปกรุงอาบูดาบี แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ “เพิ่มขึ้น 229%” ตามข้อมูลของเว็บไซต์ Trip.com ซึ่งระบุว่าข้อมูลนี้ครอบคลุมระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม 

    ในขณะเดียวกัน นครดูไบ ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน “เพิ่มขึ้น 27%” ทำให้ติดอันดับหนึ่งในสิบจุดหมายปลายทางนอกเอเชียยอดนิยม ตามรายงานของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลท่องเที่ยว ForwardKeys ที่เก็บข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนระหว่างวันที่ 27 กันยายน ถึง 12 ตุลาคม

    “เที่ยวบินจากจีนไปภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้เพิ่มขึ้น 25% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2024” เอ็ดมันด์ อง ผู้จัดการทั่วไปของ Trip.com สาขาสิงคโปร์กล่าว

    หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019 ตัวเลขดังกล่าวยิ่งโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม โดยปัจจุบัน “สูงกว่า 180%” จากช่วงก่อนระบาดโควิด-19

    ข้อมูลจาก Tongcheng Travel แพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวออนไลน์ใหญ่อันดับสองของจีนระบุว่า 5 จุดหมายปลายทางในต่างประเทศที่มียอดจองโรงแรมเติบโตเร็วที่สุดในช่วงโกลเด้นวีก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, นิวซีแลนด์, คาซัคสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    สำหรับในภูมิภาคตะวันออกกลางเอง ประเทศที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ UAE, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, กาตาร์ และโอมาน 

    อย่างไรก็ตาม จุดหมายปลายทางยอดนิยม “แบบเดิม” ที่เดินทางสะดวก ราคาย่อมเยา และไม่ต้องขอวีซ่า ยังคงครองอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจีน ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไทย, มาเลเซีย, เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ตามข้อมูลของ Trip.com

    สำหรับปัจจัยที่ดันให้การท่องเที่ยวในตะวันออกกลางบูมขึ้นมา อเล็กซานเดอร์ กลอส ซีอีโอของ China i2i Group บริษัทด้านการตลาดและพัฒนาธุรกิจในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า “UAE ทั้งดูไบและอาบูดาบี ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนขอวีซ่าที่ง่าย บางกรณีไม่ต้องขอวีซ่าก็เดินทางได้เลย อีกทั้งเดินทางสะดวก ราคาไม่แพง และมีกิจกรรมท่องเที่ยวให้เลือกหลากหลาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อชาวจีน”

    ด้านเพ็กกี้ หลี่ ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดจีน SPS Affinity เสริมว่า ตะวันออกกลาง “ก้าวหน้าอย่างมาก” ในการเพิ่มเที่ยวบินตรงจากเมืองจีน โดยสายการบิน Emirates ของดูไบ เพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ไปยังเมืองหางโจวเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังจากเพิ่งเปิดเที่ยวบินไปเซินเจิ้น เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า

    “หากคุณดูจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่ Emirates เปิดเส้นทางบิน จะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่ในมุมท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ด้วย” หลี่กล่าว

    เพ็กกี้ หลี่ยังเสริมว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนยังถูกดึงดูดด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์จริง และความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น ซาฟารีทะเลทรายแบบเช่าเหมาลำ 

    นอกจากนี้ ความหลากหลายของอาหารในภูมิภาคก็เป็นอีกหนึ่งแรงดึงดูดสำคัญ หลี่เผยว่า

    “นักท่องเที่ยวชาวจีนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลิ้มลองอาหารแบบอิหร่าน อัฟกัน ซีเรีย หรือเลบานอนมาก่อน”

    “ที่นี่เปรียบเสมือนหม้อหลอมรวมวัฒนธรรม ที่พวกเขาสามารถมาชิมรสชาติแปลกใหม่ได้ในที่เดียว”

    อ้างอิง: cnbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1202809&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw041di00htaILopR2oFKlR_

  • โค้งสุดท้ายซีเกมส์! “อรรถกร” ลงพื้นที่ตรวจทัพนักกีฬา-สนามแข่ง ย้ำ “พร้อมเต็มร้อย”

    โค้งสุดท้ายซีเกมส์! “อรรถกร” ลงพื้นที่ตรวจทัพนักกีฬา-สนามแข่ง ย้ำ “พร้อมเต็มร้อย”

    โค้งสุดท้ายซีเกมส์! “อรรถกร” ลงพื้นที่ตรวจทัพนักกีฬา-สนามแข่ง ย้ำ “พร้อมเต็มร้อย” สยบดราม่าโซเชียล ชูมหกรรมกีฬาเป็นประตูสู่การท่องเที่ยว-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 – เหลือเวลาไม่ถึง 2 เดือนก่อนที่การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) หัวหมาก เพื่อติดตามความพร้อมและสร้างขวัญกำลังใจให้กับทัพนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง พร้อมยืนยันต่อสื่อมวลชนอย่างหนักแน่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทั้งประเทศและสยบทุกกระแสความกังวลในโลกออนไลน์ว่า “ประเทศไทยพร้อมเต็มร้อย” สำหรับการเป็นเจ้าภาพ

    โดยในช่วงเช้า ท่านรัฐมนตรีฯ ได้เดินสายตรวจเยี่ยมการเตรียมการในจุดสำคัญต่างๆ อย่างใกล้ชิดตามกำหนดการ เริ่มตั้งแต่การให้กำลังใจนักกีฬายูโด ณ สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, ตรวจความคืบหน้าการปรับปรุงสนามแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม, ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬาบอคเซีย, สำรวจสระว่ายน้ำ, ตรวจการปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยาน (เวลโลโดรม), ตรวจดูสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาปีนหน้าผา, ตรวจเยี่ยมราชมังคลากีฬาสถาน, ดูการฝึกซ้อมของนักกีฬาเทคบอลและการพัฒนาร่างกายของนักกีฬาทีมชาติไทยด้วยวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และปิดท้ายด้วยการตรวจเยี่ยมการฝึกซ้อมและให้กำลังใจนักกีฬาเทควันโด ณ สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย เพื่อรับฟังความต้องการและสร้างความมั่นใจให้กับทุกสมาคมกีฬาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการแข่งขัน

    ภายหลังการตรวจเยี่ยม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมทั้งหมดว่า “ผมเข้าใจดีถึงความห่วงใยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกระแสในโซเชียลมีเดีย วันนี้ผมจึงลงมาดูให้เห็นกับตาและขอยืนยันว่า ความพร้อมของเรา โดยเฉพาะสนามหลักในกรุงเทพฯ รวมถึงจังหวัดร่วมจัดอย่างชลบุรีและสงขลา มีความคืบหน้าไปมากจนเรียกได้ว่าพร้อมเกือบทุกอย่างแล้ว ภารกิจในวันนี้คือการมาเก็บรายละเอียดและเร่งรัดในส่วนสุดท้าย เพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดก่อนที่นักกีฬาจากชาติต่างๆ จะเดินทางมาถึง”

    นอกจากนี้ ท่านรัฐมนตรีฯ ยังได้เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์และภารกิจหลักของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาว่า การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้มีความหมายที่ไกลกว่าแค่เหรียญรางวัล แต่เป็นโอกาสทองที่จะแสดงศักยภาพของประเทศในเวทีโลก

    “เราไม่ได้มองซีเกมส์เป็นแค่การแข่งขันกีฬา แต่เรามองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ แสดงศักยภาพของประเทศไทยในทุกมิติให้ชาวโลกได้เห็น ผมได้ให้นโยบายที่ชัดเจนกับฝ่ายประชาสัมพันธ์ไปแล้วว่า การโปรโมทต้องทำให้เห็นว่า นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านกีฬาแล้ว ประเทศไทยยังมีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยวอย่างไร เราต้องใช้โอกาสนี้เชิญชวนทั้งนักกีฬา กองเชียร์ และผู้ชมจากทั่วอาเซียนให้เดินทางมาสัมผัสประเทศไทย ถือเป็นการ ‘ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว’ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในเมืองเจ้าภาพ และสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับประเทศในภาพรวม” นายอรรถกรกล่าว

    การลงพื้นที่อย่างเข้มข้นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะผลักดันให้การเป็นเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติ และใช้มิติของกีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58974&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DlsCK_62_1AlQ-6UhAnWQ

  • เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103244&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03y05yPYl0VLbPdHIkLm4F