Category: ท่องเที่ยว

  • สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    วันนี้ (17 ต.ค. 68) นายวัสน์พล อรรถพรธนเสฐ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทยและคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กรณีคลิปฉาวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงภาพ ไกด์เถื่อน ชายชาวจีนข่มขู่และใช้วาจาไม่เหมาะสมต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ยอมซื้อสินค้าตามที่กำหนด ไกด์คนดังกล่าวทราบชื่อภายหลังคือ Mr. Zhang Bo อายุ 38 ปี เป็นผู้นำเที่ยวของบริษัท Huiyou บริษัทนำเที่ยวจากจีน ซึ่งได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 68 จากสนามบินดอนเมืองไปยังเมืองซีอาน ประเทศจีน หลังจบทัวร์

    นายวัสน์พล เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวอย่างรุนแรง และตอกย้ำถึงปัญหา มัคคุเทศก์ต่างชาติผิดกฎหมาย ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพมัคคุเทศก์ไทยที่เป็นอาชีพสงวนตามกฎหมายไทย สมาคมฯ จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเอาผิดกับนาย Zhang Bo ที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมาย และให้บริษัทท่องเที่ยวไทยที่เกี่ยวข้องคือ บริษัท เฟงรุ้น ทราเวล แอนด์เทรดดิ้ง จำกัด ออกมารับผิดชอบและให้ความกระจ่างต่อสังคม เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนและปลอดภัย

    นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นาย ชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียน รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวไม่ได้ละเลยปัญหาทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน ที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยได้ดำเนินการเอาผิดมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีนี้ ได้ประสานแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานทูตจีน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นอมินี ซึ่งต้องอาศัยหลายหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

    ในส่วนของการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายนั้น กรมฯ ได้สั่งให้นิติกรและฝ่ายกฎหมายเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุม โดยจะพิจารณาดำเนินการจนคดีสิ้นสุด เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่บริษัททัวร์อื่น ๆ ส่วนกรณีการพิจารณาขึ้น แบล็กลิสต์ ชายในคลิปนั้น กรมการท่องเที่ยวได้ประสานงานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายของ ตม. ต่อไป

    กรมการท่องเที่ยวเชื่อว่า การดำเนินการเอาผิดในกรณีนี้จนถึงที่สุด จะช่วยให้บริษัททัวร์ต่าง ๆ เกรงกลัวกฎหมายและไม่กล้ากระทำผิด พร้อมยืนยันจะใช้มาตรการเชิงส่งเสริมและกระตุ้นเตือนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/29979&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fxi9OmEZTdH9y6xQ48bUi

  • ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค 3) และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของศูนย์ฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลฝั่งตะวันตกอย่างเป็นทางการ โดยมีการสั่งการให้เรือ ต.114 และ เรือ ศรชล.4012 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและติดตามสถานการณ์ทางทะเลในพื้นที่สำคัญ อาทิ เกาะไม้ท่อน เกาะเฮ และแหลมพรหมเทพ

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1360639&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37gibG5xTlblOiqVJwTujm

  • ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2889543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ic17xLsqAEgqPE1mB4QZv

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เคทีซี จัดงานเสวนา ‘Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All’ รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เผย Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    17 ต.ค. 2568 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    ทั้งนี้ หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    นายกรด กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/880592/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37hX2uv8NjjYgogr3zcqM7

  • เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เทศบาลอยุธยา ประชุมเตรียมงานลอยกระทง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงานของชาวไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวประชาชนมีรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214704/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YYRyK2RxfdzZ27e_sL8Eu

  • ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ลุยตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” (Health Tourism) ดึงเศรษฐีตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เข้ามารับการรักษาพยาบาล พักผ่อน และท่องเที่ยวในไทย คาดการณ์ว่าตลอดปี 2568 จะมีรายได้จากตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ฯ กว่า 125,000 ล้านบาท

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ทาง ททท.เดินหน้ารุกตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง “สถานพยาบาล” ที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาถูกกว่าถึง 30-70% เทียบกับประเทศตะวันตก และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ประมาณ “125,000 ล้านบาท”

    ทั้งนี้ตลาด Health Tourism มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 580,654 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เจาะกลุ่มเศรษฐีมีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทย มีจากกลุ่ม “ตะวันออกกลาง” เช่น การ์ตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67%

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องของ “คลินิก” ที่มีอยู่ใน “รีสอร์ตชั้นนำ” เช่น ชีวาศรม ส่วน เซเลส เกาะสมุย มีการร่วมกับบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ซึ่งคลินิกที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับมาตรฐานโรงพยาบาล เมื่อเทียบราคารักษาพยาบาลในไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งในไทยถูกกว่า 30-50% ถือว่าเป็นต่อมากในภูมิภาคอาเซียน

    “กลุ่มตลาด Health Tourism ที่เดินทางมารักษาตัวในเมืองไทย ไม่ได้เดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระยะเวลาในการพักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และในอนาคต ททท.จะมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงวัยที่มาพักอยู่ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะมีมูลค่าสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน สามารถรองรับค่าใช้จ่ายระดับสูงได้”

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ณัฐ ครุฑสูตร

    ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกตลาดที่มีศักยภาพคือ “นักท่องเที่ยวลักชัวรี” (Luxury Tourist) ซึ่งมีรายได้มากกว่า 60,001 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี เห็นเทรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2567 โดยแรงจูงใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวลักชัวรีเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง ปัจจัยหลักที่เลือกคือ “ความหลากหลาย” ของแหล่งท่องเที่ยว 58.95% รองลงมาคืออัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 52.97% และปัจจัยเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม 51.69%

    ทั้งนี้ พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวลักชัวรี นิยมเดินทางด้วยตนเองกว่า 87.31% เดินทางกับกลุ่มทัวร์ 9.60% ส่วนกลุ่มเดินทางด้วยตนเองและใช้บริการจากทัวร์ภายประเทศ 3.09% โดยมีวัตถุประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทย นิยมเดินทางเพื่อพักผ่อนและวันหยุดมากที่สุด 78.68% ทำงานร่วมกับท่องเที่ยว 7.72% รับการรักษาสุขภาพ รักษาโรค 2.02% เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา เล่นกีฬา 1.71% และฉลองการแต่งงาน ครบรอบแต่งงาน 1.22%

    โดยนิยมเดินทางคนเดียว 29.25% เดินทางกับเพื่อน 19.74% เดินทางกับคู่สมรส 18.91% เดินทางกับครอบครัวหรือญาติ 18.6% เดินทางกับคู่รัก 8.91% และเดินทางกับเพื่อนร่วมงาน 4.56% ส่วนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมยังคงเป็น “กรุงเทพฯ” รองลงมาคือ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา เชียงราย และระยอง มีจำนวนคืนพำนักเฉลี่ย 12.49 คืนต่อทริป ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,333 บาท/คน/วัน เพิ่มขึ้น 52.53% เทียบกับปีก่อน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อทริป 79,098 บาท/คน/ทริป เพิ่มขึ้น 74.14%

    ด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวลักชัวรี พบว่า “กิจกรรม” ที่ได้รับความนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กิจกรรมรับประทานอาหารไทย 88.1% รองลงมาคือกิจกรรมชายหาด 60.07% นวดและสปา 55.19% ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ 52.6% และแสงสียามค่ำคืน 46.41%

    และเมื่อเจาะเฉพาะพฤติกรรม “การชอปปิง”​ ส่วนใหญ่นิยมซื้อเสื้อผ้า 54.08% ของที่ระลึก 43.58% ผลิตภัณฑ์อาหารไทย 37.24% เครื่องสำอาง เครื่องหอม 13.08% และเครื่องประดับ อัญมณี 11.4%

    สำหรับการสำรวจ “ทัศนคติ” ต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวลักชัวรีให้คะแนน “ความพึงพอใจ” ในภาพรวมอยู่ที่ 97.75% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.04% โดยด้านที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 97.29% รองลงมาคือความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว 96.32% และอาหารและเครื่องดื่ม 94.25% ส่วนด้านที่ได้รับคะแนนต่ำสุด 3 อันดับ คือความสะอาดและการบำรุงรักษาสถานที่ท่องเที่ยว ความสะอาดและสุขอนามัยของร้านค้าร้านอาหาร และด้านภาษากับการสื่อสาร

    “อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวลักชัวรีระบุว่าจะกลับมา 83.09% ไม่แน่ใจ 8.47% และไม่กลับมา 8.44% ทั้งนี้พร้อมแนะนำบอกต่อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศไทยกว่า 97.46% ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความคาดหวังต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตามคาดหวัง 50.96% สูงกว่าความคาดหวัง 48.71% และน้อยกว่าความคาดหวัง 0.33%”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1203603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IExy_xkO_G7G8l2yCudtp

  • หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    หอการค้าชี้ ‘คนละครึ่ง – กระตุ้นท่องเที่ยว’ ทำเงินสะพัดแสนล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 0.8-1.1% และทำให้ตัวเลขจีดีพีทั้งปีนี้อาจโตได้ 2.0-2.2%

    ทั้งนี้ มีปัจจัยจากเศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย.จะเริ่มคึกคักมากขึ้นโดยจะมีเม็ดเงินจากหลายโครงการเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่โครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยว รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐจะเข้ามาช่วยกระตุ้น

    “คาดว่าในช่วงปลายปีจะมีเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัสเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ 59,080 ล้านบาท โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 22,780 ล้านบาท และโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวด้วยการลดหย่อนภาษีอีก 35,000 ล้านบาท รวมเป็น 1.0-1.5 แสนล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยผลักในจีดีพีไทยในไตรมาส 4 โตเพิ่มขึ้นอีก 0.5-0.8% และดันให้จีดีพีทั้งปีนี้ของไทยโตได้เกิน2%”

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องเร่งวางโครงสร้างและมาตรการด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทยโดยเร็ว เพื่อเร่งอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ  เนื่องจากขณะนี้ไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในอาเซียน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ คาดว่าปีนี้ไทยจะเติบโตได้ 2% ส่วนปี 2569 จะเติบโตลดต่ำลงเหลือ 1.6%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968186&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_JV0OpdbtENLrBtqlgGju

  • สุราษฎร์ฯ ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากหาดใหญ่ของสายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ อย่างอบอุ่น! | TOPNEWS

    สุราษฎร์ฯ ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากหาดใหญ่ของสายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ อย่างอบอุ่น! | TOPNEWS

    สุราษฎร์ฯ ร่วมต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากหาดใหญ่ของสายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ อย่างอบอุ่น!

    • เผยแพร่ : 17/10/2025 18:08

    เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 คุณจิราลักษณ์ ผดุงภักดีวงศ์ ประธานภาค (President Chapter) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ : TTAA) ภาคใต้ตอนล่าง (Lower Southern Chapter) เป็นผู้นำนักท่องเที่ยว จำนวน 5 คน เดินทางมากับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ส (Ezy Airlines) เที่ยวบิน EZT2111 จากท่าอากาศยานหาดใหญ่ ถึงท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เวลา 09.20 น. โดยมีผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสารบริเวณโถงรับผู้โดยสารขาเข้า

    นางสาวมัณฑนา ภูธรารักษ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถือเป็นฤกษ์ดีที่เรามีสายการบินอีซีแอร์ไลน์ เป็นทางเลือกหนึ่งให้เลือกหนึ่งให้กับผู้โดยสารในการเดินทางในภูมิภาคดูเดียวกัน จากสุราษฎร์-หาดใหญ่ และคงจะมีการเชื่อมโยงในพื้นที่ภาคใต้อีกหลายเส้นทาง ทำให้นักท่องเที่ยวหลากหลายจังหวัดเดินทางมาจังหวัดสุราษฎร์ธานี สะดวกและรวดเร็วขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง ททท.ในฐานะที่เป็นส่งเสริมการตลาดก็จะขับเคลื่อน พร้อมกับร่วมกันจัดโปรโมชั่นเพื่อเพิ่มแรงจุงใจให้กับนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากขึ้น ให้เหมาะสมกับความต้องการเดินทางมาเป็นหมู่คณะ และในอนาคตข้างหน้าเราจะทำเส้นทางเชื่อมโยงกับ ททท.ในภูมิภาคใต้หลายแห่งเช่นกัน

    ด้าน นางปรีดา ช่วยคง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี กล่าวว่าด้วยขีดความสามารถของสนามบินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีความพร้อมที่จะรองรับสายการบินในประเทศ และต่างประเทศ ทางกรมท่าอากายานเองมีความต้องการเพิ่มสายการบินเชื่อมต่อในระดับจังหวัด ในภูมิภาคเดียวกัน สายการบินอีซีแอร์ไลน์ เป็นการตอบโจทย์ตามนโยบายดังกล่าว การเชื่อมต่อในปัจจุบันก็จะเชื่อมต่อไปยังจังหวัดต่างๆในพื้นที่เดียวกัน เช่น สุราษฎร์ธานี ไปหาดใหญ่ -เบตง ในอนาคตถ้าขีดความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยวของจังหวัด มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมากขึ้น สายการบินอีซีแอร์ไลน์ก็จะตอบโจทย์การเดินทางในภูมิภาคได้

    นายศักดิ์ศรันย์ นาคราช ผู้อำนวยการการตลาด กล่าวว่า สายการบินอีซี่ แอร์ไลน์ส ดำเนินงานโดยบริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (M-Landarch Company Limited) ซึ่งได้รับใบรับรองผู้ดำเนินอากาศ (AOC) จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ให้บริการเที่ยวบินแบบประจำ (Schedule Flight) เส้นทางหาดใหญ่–สุราษฎร์ธานี และเที่ยวกลับ รวมสัปดาห์ละ 4 เที่ยว คือทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ โดยใช้เครื่องบินรุ่น เซสนา 208 บี แกรนด์ คาราวาน อีเอ็กซ์ (Cessna 208B Grand Caravan Ex) รองรับผู้โดยสารได้ไม่เกิน12 ที่นั่ง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที การเปิดเส้นทางบินตรงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ กระจายนักท่องเที่ยวและรายได้สู่ท้องถิ่น รวมถึงสร้างการเชื่อมต่อการเดินทางให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคภาคใต้ พร้อมกันนี้ สายการบินยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษตลอดเดือนตุลาคม ราคาเริ่มต้น 1,900 บาทต่อเที่ยว (ไม่รวมภาษี) จองได้ผ่านเว็บไซต์ www.ezyairlines.com หรือทางไลน์ออฟฟิเชียล (LINE Official) @EzyAirlines

    นายสันทัด เจ็ดเสมียนใหม่  ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ทั่วไทย จ.สุราษฎร์ธานี

    SOCAIL 16-9 copy

    01

    “ซาบีดา” ตอบกระทู้ ชูนโยบาย “ทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้” ลุยปรับโครงสร้างงบให้เข้ากับนโยบายปัจจุบัน เร่งพัฒนาหอศิลป์แห่งชาติ-หอสมุดดิจิทัล

    เจอตัวแล้ว! ลุงหลาน หาของป่า หลงป่าเทือกเขาหลวง

    ชื่นชม! เทคนิคระยอง รับรางวัลยกย่องเป็น ‘สถานศึกษาที่กำกับติดตามและดูแลช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ปรากฏผลงานเป็นรูปธรรมเป็นตัวอย่างที่ดี’

    DSI อัพเดทคดีฮั้วเลือกสว. เร่งไล่ตรวจเส้นเงินหาความเชื่อมโยง เผยยังไม่รับปมเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ

    สืบภาค 2 – สสจ. บุกทลายคลีนิกตรวจโรคเถื่อนทำผิดซ้ำซาก

    ตรังจำหน่ายชุดขาวช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1360341&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gIPDMDiRdXOKFL251XFXw

  • “อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก

    “อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก

    “อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner”

    เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์

    และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็น จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    โดยการหารือครั้งนี้ ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทย ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_949897/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KUi4u3K8FBR8vwMnvPkuV

  • “อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    “อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น นทท.จีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, วันที่ 17 ต.ค. – นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (รมว.กก.) พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัด กก. น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เดินทางไปร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน โดยได้พบปะและหารือกับบริษัทต่าง ๆ  ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249544&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q-3pDyR8ynw7OSpAu7GvW