Category: ท่องเที่ยว

  • ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ ‘เมือง’ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ ‘Vibe’ สะท้อนตัวตน

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ ‘เมือง’ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ ‘Vibe’ สะท้อนตัวตน

    คนรุ่นใหม่ ‘เลือกสไตล์’ ก่อน ‘เลือกสถานที่’

    สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขย่านไหนมาแรง แต่คือการที่คนรุ่นใหม่ ไม่ได้เลือกเที่ยวตามสถานที่อย่างเดียว แต่กำลัง “เลือกไลฟ์สไตล์” ที่ตรงกับตัวตน ไม่ว่าจะไปสุขุมวิท พระนคร หรือเยาวราช สุดท้ายแล้วกิจกรรมที่ทำต้องตอบโจทย์ว่าตัวเองเป็น “สายคาเฟ่” “สายช้อป” “สายปาร์ตี้” หรือ “สายรักสงบ” ต่างหาก

    1. สาย Lifestyle & Cafe Hopping (Engagement แรงสุด 65.2%)

    คนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennial ไม่ได้ต้องการแค่ ‘เที่ยว’ แต่ต้องการ ‘ประสบการณ์ที่มีสไตล์’ และสามารถ ‘แสดงตัวตน’ ผ่านโซเชียลมีเดียได้ การไปนั่งจิบกาแฟสไตล์ CafeHopping หรือคอนเทนต์แนว Aesthetic (ความสวยงามทางสายตา, การจัดองค์ประกอบภาพ) จึงมาแรงสุดในยุคนี้ การถ่ายรูปสวยๆ แล้วแชร์ลงโซเชียล กลายเป็นเรื่องของสไตล์ การแสดงตัวตน “ฉันมาแล้วนะ” และการตามหา ‘Vibe’ ที่ใช่

    1. สาย Shopping & Urban Life (Engagement 24.6%)

    แม้จะถูกคาเฟ่แซงหน้า แต่การเที่ยวแบบ ‘คนเมือง’ (Urban Life) ก็ยังคงเป็นที่นิยม เพราะกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางความเจริญที่เดินทางง่าย มีทั้ง BTS/MRT เหมาะกับไลฟ์สไตล์เร่งรีบแต่ต้องการความหลากหลาย ภายในวันเดียว ทั้งชอปปิงในห้าง เดินเล่นตามตลาด หรือการชมวิวจากตึกสูง วิถีชีวิตคนเมืองแท้ๆ

    1. สาย Experience & Creative Activity (Engagement 5.2%)

    สายนี้อาจจะดูเล็กๆ เงียบๆ แต่กำลังมา! นี่คือกลุ่มที่มองหา ‘คุณค่า’ และ ‘ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร’ มากกว่าแค่การเดินเล่นชิลๆ เน้นกิจกรรมเวิร์กช็อป (Workshop) สุดครีเอทีฟ, คอนเสิร์ต, หรือกิจกรรมผจญภัยที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ช่วยสร้างทักษะใหม่ สร้างความทรงจำที่ไม่เหมือนใคร เป็นการเที่ยวแบบ Active ที่มีคุณค่าทางใจสูง

    1. สาย Culture (Engagement 3.4%)

    การเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงได้รับความสนใจแม้ไม่ใช่กระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นวัด พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ต่าง ๆ ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แม้คนรุ่นใหม่จะหันไปสนใจไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นฐานที่มั่นสำหรับคนที่อยาก ‘เรียนรู้ประวัติศาสตร์’ สัมผัสความงดงามแบบดั้งเดิม และ ‘รากเหง้า’ ของเมือง

    1. สาย Nature (Engagement 1.6%)

    ใครว่ากรุงเทพฯไม่มีที่พักใจ? แม้จะน้อย แต่สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวยังเป็นที่พึ่งของคนเมืองที่ต้องการ ‘ความสงบ’ และ ‘พักใจ’ จากความวุ่นวาย การเดินเล่นในสวนจึงเป็นทางเลือกง่ายๆ ที่ช่วยเติมพลังชีวิตโดยไม่ต้องหนีออกนอกเมืองไกลๆ

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ 'เมือง' ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ 'Vibe' สะท้อนตัวตน

    กรุงเทพฯ เมืองที่มี ‘Hidden Gem’ รอให้ไป ‘แกะรอย’ เอง

    ใครว่ากรุงเทพฯ มีแค่แลนด์มาร์คที่คนรู้จัก? จริงๆ เมืองนี้ยังเต็มไปด้วย Hidden Gem มุมลับๆ ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่รอให้คนรุ่นใหม่ไปค้นพบและแชร์ต่อ

    • สายคลาสสิก/ชิค ลองมุดเข้าตรอกซอยเล็กๆ ใน พระนคร หรือ เยาวราช จะเจอสตรีทอาร์ตและอาคารคลาสสิกที่ถ่ายรูปขึ้นกล้องสุดๆ
    • สายฮิป/ชิล ทองหล่อ และ สุขุมวิท ไม่ได้มีแค่ห้างฯ แต่มีคาเฟ่วินเทจ บาร์สุดเก๋ และร้านอาหาร Aesthetic ที่นั่งชิลล์ได้ทั้งวัน
    • สายพักใจ  สำหรับคนที่เหนื่อยล้า ลองเปลี่ยนมุมไปดูวิวเมืองสวยๆ จาก Rooftop Bar หรือเดินเล่นในโอเอซิสกลางกรุงอย่าง สวนเบญจกิติ และ สวนรถไฟ

    เจาะ ‘4D Cycle’ วัฏจักรเที่ยวที่เริ่มต้นจาก “หน้าจอ”

    ทุกทริปเที่ยวของคนยุคนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่แผนที่ แต่มันเริ่มจาก “การไถฟีด” แล้วเกิดอาการ “โดนป้ายยา” นี่คือวงจร 4D (Discover, Discuss, Decide, Deliver) ที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในโลกดิจิทัล

    1. Discover ค้นหาแรงบันดาลใจ โซเชียลที่มีบทบาทมากที่สุดคือ  TikTok (58%) จุดกำเนิด เพราะคลิปสั้นๆ สนุกๆ และการใช้เพลงฮิต คือตัวจุดชนวนให้คนเกิดแรงบันดาลใจอย่างรวดเร็วว่า “ที่นี่น่าไปจริง!”
    2. Discuss แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อคนเริ่มสนใจ ต้องหาข้อมูลจริง! Facebook (30%) คือแหล่งรวมคอมมูนิตี้และรีวิวจากคนไปจริง เพิ่มความมั่นใจก่อนวางแผนทริป
    3. Decide ตัดสินใจด้วยข้อมูลเจาะลึก ก่อนออกเดินทาง หลายคนเลือกเข้า YouTube (2%) เพื่อดูรีวิว Long-form ละเอียดๆ ทั้งวิธีการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และบรรยากาศจริง ก่อนตัดสินใจกดจอง
    4. Deliver ส่งต่อประสบการณ์ พื้นที่อวด หลังเที่ยวจบ ก็ถึงเวลาแชร์ภาพถ่าย/Reels สวยๆ Instagram (7%) เพื่อเก็บความทรงจำ และที่สำคัญคือ “สร้างแรงบันดาลใจใหม่” ให้คนอื่นตามรอย วงจร 4D Cycle จึงกลับไปที่ Discover อีกครั้ง

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ 'เมือง' ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ 'Vibe' สะท้อนตัวตน

    จากข้อมูลทั้งหมดนี้ กรุงเทพฯ ไม่ได้กำลังขายแค่สถานที่ แต่กำลังขาย “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ได้ การที่คนแห่ไปคาเฟ่ หรือไปห้าง ไม่ใช่แค่การบริโภค แต่เป็นการ “เลือกพื้นที่” ในการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ การท่องเที่ยวยุคนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือในการบอกว่า “ฉันเป็นคนแบบไหน”

    แล้วคุณล่ะ? การเที่ยวกรุงแบบไหนที่สะท้อนความเป็นคุณมากที่สุด?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Md2hTTwTbB0ET2LjI1B9H

  • รัฐเจาะตลาดจีนเชิงรุกเรียกเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย

    รัฐเจาะตลาดจีนเชิงรุกเรียกเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย


    ‘ธรรมนัส’นำทีมท่องเที่ยว พบพันธมิตรจีน กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจ่อชง AOT ลดค่าบริการสนามบิน หวังเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ไทย

    ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า  รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะประกอบด้วยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การเดินทางมาพบปะพันธมิตรครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีน โดยเฉพาะแนวทางกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น โดยตนได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย

    สำหรับมาตรการสนับสนุนสายการบินระหว่างประเทศได้มอบหมายให้กรมท่าอากาศยาน พิจารณามาตรการลดค่าบริการสำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่มายังประเทศไทย ทั้งค่าขึ้นลงอากาศยาน (Landing Charge) และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) ณ ท่าอากาศยานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อลดต้นทุนให้กับสายการบินระหว่างประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังประเทศไทย

    “มาตรการดังกล่าวจะเป็น แรงจูงใจสำคัญให้สายการบินต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญ เราต้องการให้จีนมั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยมาตรการที่ชัดเจน ทั้งเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “

    ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.ท่องเที่ยวฯ  กล่าวว่า ไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    ทั้งนี้ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36581&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFeVmQZhc5xe9Ox7l8mOm

  • ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชา เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง กระทบการท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชา เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง กระทบการท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชาลวงคนเกาหลีใต้ทำงาน-รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเข้ม เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง ตลาดใหญ่คือ “ไทย-เวียดนาม” 

    จากกรณีประเทศเกาหลีใต้ เดินหน้ามาตรการป้องกันและช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยได้มีการส่งคณะทำงานพิเศษไปพูดคุยกับทางการกัมพูชา รวมถึง “ฮุน มาเนต” นายกฯ ที่ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและแสดงความอาลัยต่อการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ยังคงหลบหนี และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา

    เกาหลีเข้มเดินทางกัมพูชา

    กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ มีคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปในบางพื้นที่ของกัมพูชา ได้แก่ พื้นที่ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) ในจังหวัดกำปอต, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต ยกระดับจากก่อนหน้านี้ที่มีประกาศ คำเตือนการเดินทางพิเศษ (special travel advisory) สำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ

    นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเข้มที่สนามบิน สอบถามข้อมูลชาวเกาหลีใต้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปกัมพูชา โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งห้ามการเดินทางของชาวเกาหลีหลายราย หลังตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เช่น ชายรายหนึ่งในช่วงวัย 30 ปี ที่ถูกห้ามเดินทาง บอกกับตำรวจว่า ตนได้ลาออกจากงานและรุ่นน้องที่รู้จักผ่านเทเลแกรมได้ส่งตั๋วเดินทางไปกัมพูชามาให้ โดยชายคนนี้ไม่ยอมเปิดเผยประวัติการสนทนาในเทเลแกรม และไม่สามารถระบุจุดหมายที่จะเดินทางไปให้แก่เจ้าหน้าที่ได้

    อาจกระทบการท่องเที่ยวไทย

    สำนักข่าวเดอะโคเรียนไทมส์ รายงาน กลุ่มสายการบินราคาประหยัด (Low-cost carriers : LCCs) อาจได้รับผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ ที่ไม่เพียงกระทบการเดินทางไปประเทศกัมพูชาเท่านั้น แต่อาจรวมถึงเวียดนามและไทยด้วย ซึ่งถือเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเกาหลี

    สายการบินต้นทุนต่ำเหล่านี้ มักพึ่งพารายได้จากเส้นทางการบินระยะสั้น-ระยะกลางเป็นหลัก การขายตั๋วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของกลุ่ม LCCs

    ข้อมูลจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมของเกาหลีใต้ ระบุว่า ในปี 2025 (ม.ค.-ส.ค.) มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ เดินทางไปยังภูมิภาคอาเซียนมากกว่า 1.95 ล้านคน เป็นจุดหมายยอดนิยมอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่นที่ 2.16 ล้านคน

    ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ติดท็อป 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2025 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ 1.1 ล้านคน อย่างไรก็ดีถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    แม้ว่าความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นต่อการเดินทางไปกัมพูชา อาจไม่ได้ส่งผลกระทบกับรายได้โดยทันที แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อแนวโน้มรายได้ของการบินต้นทุนต่ำ

    ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด FnGuide ระบุว่า สายการบิน LCCs ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะมีกำไรลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    สายการบินเจจูแอร์ (Jeju Air) คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. อยู่ที่ 1.68 หมื่นล้านวอน (ราว 385 ล้านบาท ) ลดลง 57.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่จินแอร์ (Jin Air) ก็มีแนวโน้มว่ากำไรจะลดลง 35.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ในขณะที่ข่าวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากำลังอยู่ในหน้าหนึ่งของสื่อ บรรดาบริษัททัวร์ก็เริ่มระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากบริษัททัวร์ Hana Tour ระบุว่า การท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของแพ็กเกจทัวร์ทั้งหมดในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา

    ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คาดว่า ข่าวล่าสุดจากกัมพูชา จะส่งผลให้ความต้องการเดินทางไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง

    “บริษัททัวร์ส่วนใหญ่กำลังติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด เพราะว่ากัมพูชาตั้งอยู่ใกล้กับเวียดนามและประเทศไทย” เจ้าหน้าที่จากวงการท่องเที่ยวรายหนึ่งกล่าว

    “สองประเทศนี้ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว หากปัญหานี้ยังปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัททัวร์ในท้ายที่สุด”

    อ้างอิง :  koreatimes ,thairath, chosun, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/world/2889592&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rTvWKPO-vj31pbT2Bqtgn

  • ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค.68 ที่ห้องนวลจันทร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ อ.เมือง จ.ประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ยกระดับจังหวัดประจวบฯ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แห่ง Thailand Riviera โดยมี นายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอฯ นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ประจวบฯ นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ รองศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน และคณะศึกษาวิจัย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เข้าร่วมรับฟัง

    จากผลการศึกษาของคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาจังหวัดประจวบฯสู่เมืองสร้างสรรค์สปาทราย” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปี 2566 พบว่า จ.ประจวบฯ มีศักยภาพโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 200 กม. และภูมิปัญญาท้องถิ่น “สปาทราย/หมกทราย”  ประกอบกับทีมวิจัยได้เดินทางไปศึกษาดูงานรูปแบบโมเดลการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเมืองเบปปุ (Beppu) และ อิบุซุกิ (Ibusuki) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียนด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล ก่อนนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในจังหวัดประจวบฯ โดยมีการลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพทรายร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี ในพื้นที่นำร่องชายหาดเขาเต่า อ.หัวหิน, ชายหาดหว้ากอ อ.เมืองประจวบฯ, ชายหาดทุ่งประดู่ อ.ทับสะแก และชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน พบว่ามีแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีประโยชน์ในการรักษา โดยทรายที่ชายหาดหว้ากอ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ มีแร่ธาตุสำคัญ คือ แร่ควอตช์และแร่ฟันม้า ที่สามารถช่วยปรับพลังงานในร่างกาย ช่วยให้ผ่อนคลาย ปรับสมดุลของระบบประสาทได้

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 – 6 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการจัดอบรม “ผู้ให้บริการสุขภาพสปาทราย รุ่นแรก” เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในพื้นที่นำร่อง ปัจจุบันพื้นที่และบุคลากรมีความพร้อมในการเปิดต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาต่อยอดขยายผลสู่ทุกอำเภอของจังหวัดต่อไป โดยเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงาน คือ การจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา Wellness Destination จังหวัดประจวบฯ” ที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน ผ่านมาตรฐานบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพในระดับสากล เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับประจวบฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Destination ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจใช้บริการสปาทรายที่ชายหาดหว้ากอ สามารถโทรติดต่อสอบถามได้กับทางอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ หมายเลข 032-661098 หรือ 032-661103 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงไม่แนะนำให้ใช้บริการสปาทราย.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i-aXWT8T8LuSvMCJMUy7-

  • ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป

    ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป

    ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป’กัมพูชา’กลัวแก๊งมิจฉาชีพ

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

    17 ตุลาคม 2568 ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หลังจากเกิดกรณีอาชญากรรมและข่าวลักพาตัวในกัมพูชา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้จำนวนมากตัดสินใจยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ไทย และลาว

    ปาร์ค ยองซู พนักงานออฟฟิศวัย 46 ปี ซึ่งมีแผนจะพาครอบครัวไปท่องเที่ยวที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามในช่วงฤดูหนาว เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางหลังทราบข่าวองค์กรอาชญากรรมย้ายฐานปฏิบัติการจากกัมพูชาไปยังเวียดนาม

    “ผมวางแผนจะไปกับลูกๆ วัยประถมและมัธยมต้น แต่ตอนนี้เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่กังวลมาก เรากำลังคิดว่าจะไปเกาะเชจูหรือญี่ปุ่นแทน” ปาร์คกล่าว

    ความไม่สบายใจเช่นเดียวกันเกิดขึ้นกับชายวัย 50 ปี นามสกุลซอน ที่วางแผนจะไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อนที่กรุงพนมเปญในเดือนธันวาคม โดยเขายอมเสียค่าธรรมเนียมการยกเลิก เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ

    ความวิตกนี้ยังสะท้อนผ่านชุมชนออนไลน์ที่แชร์ข้อมูลท่องเที่ยว ผู้ใช้หลายรายต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความกังวล เช่น “วางแผนพาลูกไปนครวัด แต่ตอนนี้คงต้องยอมแพ้ไปก่อน”

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ประกาศยกระดับคำแนะนำการเดินทางสำหรับ 11 พื้นที่ในกัมพูชา ซึ่งรวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ จากระดับ 2 “ใช้ความระมัดระวัง” เป็นระดับ 2.5 “แจ้งเตือนการเดินทางพิเศษ” พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง เว้นแต่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

    “ตั้งแต่มีข่าวออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่มีการจองใหม่เลย แม้แต่ลูกค้าเก่าก็โทรมาสอบถามเรื่องความปลอดภัย” ตัวแทนจากบริษัททัวร์ที่เชี่ยวชาญด้านกัมพูชากล่าว

    แม้ยอดจองสำหรับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัททัวร์หลายแห่งยอมรับว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยในการเดินทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/921674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lU1gfoEStZbZc_PRkgquD

  • เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการผจญภัยในธรรมชาติอย่าง “การเดินเทรล” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในเชียงใหม่ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางสายธรรมชาติที่ต้องการมากกว่าแค่การเดินชมวิว 

    ล่าสุดอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงได้จับมือกับศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมเปิดตัว “โรงเรียนนักเดินป่า” แห่งแรกบนดอยสุเทพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินป่าสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เผยว่า “โรงเรียนแห่งนี้จะใช้ผืนป่าเป็นห้องเรียนจริง นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ทักษะการเดินป่าที่ถูกต้องและรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมพี่เลี้ยงผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยศิษย์เก่าจากโรงเรียนนักเดินป่าอุทยานฯ แห่งอื่น ๆ และผู้เชี่ยวชาญจาก มช. ในอัตราส่วนพี่เลี้ยง 5 คนต่อนักเรียน 20 คน”

    ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ สัมผัสวิถีชีวิตนักเดินป่าอย่างแท้จริงโดยปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวก และในบางเส้นทางจะได้กางเต็นท์ค้างแรมเพื่อซึมซับบรรยากาศของผืนป่าอย่างเต็มอิ่ม

    โรงเรียนนักเดินป่าคาดว่าจะพร้อมเปิดหลักสูตรแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว โดยได้คัดเลือก 3 เส้นทางนำร่องที่มีความสวยงามและหลากหลาย ได้แก่

    • น้ำตกมณฑาธาร – ขุนช่างเคี่ยน: ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร
    • เส้นทางดอยปุย: ระยะทางสั้นๆ ประมาณ 3 กิโลเมตร
    • เส้นทางศึกษาธรรมชาติวัดผาลาด – โค้งขุนกัณฑ์: ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

    เมื่อจบหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง “ผู้ผ่านหลักสูตรนักเดินป่าขั้นต้น” เพื่อเป็นก้าวแรกในการต่อยอดสู่หลักสูตรขั้นสูงต่อไป นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ โดยจะดึงคนในท้องถิ่นเข้ามาเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งให้นักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2889474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ynihjSX-6o1FKfuXyXkmm

  • อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    เชียงรายกับสมการความเร็ว” อบจ.เชียงรายปักหมุด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ผลักดันเมืองสู่ “ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ต” ระดับเอเชีย

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — ยามเช้าในลุ่มน้ำโขงที่ค่อย ๆ เผยสีทองของแสงอาทิตย์เหนือทุ่งชาและสายน้ำ ทุกสายตาของคนในพื้นที่กำลังหันมองไปทางเดียวกัน—เชียงแสน เมืองท่าประวัติศาสตร์กำลังจะแปรสภาพเป็น “สนามแข่งขันกลางแจ้ง” ที่ผสานความเร็ว เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เมื่อ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ประกาศเดินหน้าจัด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 วันที่ 13–14 ธันวาคม 2568ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พร้อมตั้งเป้าสู่เวทีนานาชาติอย่างจริงจัง

    เบื้องหลังข่าวดีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดงานแข่งรถอีกหนึ่งรายการ หากคือ “เนื้อหาเชิงยุทธศาสตร์” ที่สอดรับกับนโยบายเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว ผ่านกรอบ “Chiang Rai Motorsport Hub” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ อบจ.เชียงราย ร่วมมือกับภาคีระดับจังหวัด สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และสมาคมกีฬา วางแผนผลักดันเชียงรายให้เป็น Sport Tourism Destination ที่เดินเครื่องได้ตลอดทั้งปี

    จาก “เมืองชายแดน” สู่ “Motorsport Destination”

    เชียงรายมีจุดแข็งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม หนึ่งเท้าเหยียบ “สามเหลี่ยมทองคำ” อีกเท้าก้าวสู่ ล้านนาร่วมสมัย จุดเด่นนี้เองทำให้กิจกรรมกีฬาที่มีภาพลักษณ์ “เร้าใจ–ร่วมสมัย–เข้าถึงง่าย” อย่างมอเตอร์สปอร์ต กลายเป็นเครื่องมือเชื่อม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์–การท่องเที่ยว–ฮาร์ดแวร์โลจิสติกส์” ได้อย่างลงตัว การจัดงานใน เชียงแสน ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงและเป็นประตูเชื่อม ลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้ จึงไม่ใช่แค่การเลือก “สถานที่สวย” แต่คือการเลือก “จุดยุทธศาสตร์” ที่รองรับการเดินทาง การขนส่ง และรายได้ชุมชนในรัศมีรอบเมือง

    ภายใต้นโยบายเรือธงข้อที่ 5 ของ อบจ.เชียงราย คือ เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แผนงานมอเตอร์สปอร์ตทำหน้าที่เป็น “เครื่องเร่ง” ที่เพิ่มเหตุผลให้ผู้มาเยือนเดินทางนอกฤดูกาลหลัก และกระจายการใช้จ่ายไปยัง เชียงแสน–แม่สาย–แม่จัน–เมืองเชียงราย ตลอดแนวเหนือ–ใต้ของจังหวัด สอดรับกับแนวคิด “Chiang Rai Sport City” และแคมเปญระดับชาติ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการให้กีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานบริการ

     “MOTOR SPORT FESTIVAL 2025” – เวทีแข่งขันและอีเวนต์สร้างสรรค์

    กำหนดการ–สถานที่–ผู้จัด

    • วันที่จัด: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • เจ้าภาพ/ผู้ดำเนินงาน: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ อบจ.เชียงราย และภาคีภาครัฐ–เอกชนในจังหวัด
    • กรอบงาน: การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตหลากประเภท/กิจกรรมเสริมทักษะความปลอดภัย/โซนแสดงผลงานยานยนต์–นวัตกรรม–สื่อสร้างสรรค์/ตลาดชุมชนและคอนเสิร์ตปลอดภัย

    สาระสำคัญ ของงานไม่ได้อยู่แค่ “เสียงเครื่องยนต์” หากคือ “ระบบนิเวศ” ที่ดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามาขับเคลื่อนพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิต–นำเข้าอะไหล่ ทีมแข่ง ช่างเทคนิค ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ไปจนถึงสถาบันการศึกษาและเยาวชนที่สนใจสายอาชีพด้านยานยนต์

    สัญญาณจากเวทีประชุม “Motorsport Hub” ขยับแล้ว

    เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (ห้องยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มีการประชุมคณะทำงาน “Chiang Rai Motorsport Hub” โดยมี นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมกำกับทิศทางและติดตามความพร้อมของทุกฝ่าย การประชุมครั้งนี้ชี้ชัดว่าจังหวัดไม่ได้จัดงานแบบ “ปีต่อปี” อีกต่อไป แต่กำลัง วางรากฐานระยะยาว เพื่อก่อรูป “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจจังหวัดอย่างเป็นระบบ

    สาระจากผู้บริหาร (ถอดความใจความ) อบจ.เชียงรายยืนยันบทบาท “พี่เลี้ยงและแกนกลาง” ในการผนึกพลังกรม–กอง–องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ขับเคลื่อนกิจกรรมกีฬาและท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ สร้างเวทีระดับนานาชาติที่เชียงราย “จัดได้–จอดได้–จ่ายได้” ทั้งในเชิงมาตรฐานการแข่งขัน ความปลอดภัย และรายได้กระจายสู่ชุมชน

    สู่เวทีเอเชีย รายการนานาชาติ–ทีมแข่งกว่า 10 ประเทศ

    งานปีนี้ถือเป็น ปีที่ 3 ของการจัดต่อเนื่อง และยกระดับสู่ เวทีนานาชาติเต็มรูปแบบ มีทีมแข่งและนักกีฬาจาก กว่า 10 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียประกาศเข้าร่วม อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลี สปป.ลาว ออสเตรเลีย รวมถึงทีมไทยผู้เป็นเจ้าบ้าน การเข้าร่วมของนานาชาตินอกจากสะท้อน “ความเชื่อมั่นเชิงมาตรฐาน” ของผู้จัดและพื้นที่แล้ว ยังช่วยสื่อสาร “แบรนด์เชียงราย” สู่สายตาแฟนความเร็วในต่างประเทศผ่านสื่อดิจิทัลของทีมและสำนักข่าวกีฬา

    ผลที่คาดหวังในเชิงพื้นที่ คือการเติมสภาพคล่องให้ โรงแรม–โฮมสเตย์–ร้านอาหาร–คาเฟ่–บริการท่องเที่ยว ตั้งแต่เชียงแสนจนถึงตัวเมือง โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทาง (niche) ที่มี “ตะกร้าใช้จ่ายสูง” ทั้งค่าเดินทาง ค่าบริการโลจิสติกส์ ทีมเซอร์วิส และกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น ทริปชุมชน–ศิลปะร่วมสมัย–แลนด์มาร์กธรรมชาติของเชียงราย

    มาตรฐาน–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน 3 เสาหลักที่ผู้จัดชูเป็นธง

    เพื่อให้ “ความเร็ว” ไปคู่กับ “ความปลอดภัย” และ “ความยั่งยืน” คณะทำงานเตรียมมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

    1. มาตรฐานการแข่งขันและสนามชั่วคราว
      • ออกแบบพื้นที่แข่งขันแบบ “ปิดลูป” กำหนดจุดเข้า–ออกชัดเจน
      • วางแนวรั้ว–แนวกั้นดูดซับแรงกระแทก/โซนนิ่งผู้ชม–ทีมงาน–สื่อมวลชน
      • ซักซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกับตำรวจ–กู้ชีพ–โรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัด
      • กำหนดมาตรการตรวจสภาพรถ–อุปกรณ์ตามคู่มือกีฬามอเตอร์สปอร์ตของสมาคมฯ
    2. ความปลอดภัยสาธารณะ–การจราจร
      • จัดทำ Traffic Plan เชื่อมถนนสายหลัก–สายรอง พร้อม Park & Ride สำหรับผู้ชม
      • เพิ่มไฟส่องสว่าง–กล้องวงจรปิด–จุดบริการข้อมูล–จุด Lost & Found
      • มาตรการ “ดื่มไม่ขับ–ไม่ซิ่งนอกสนาม” ด้วยการรณรงค์ร่วมกับผู้ประกอบการ
    3. ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
      • บริหารจัดการ ขยะ–เสียง–ควัน ด้วยมาตรการคัดแยก/ลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
      • ส่งเสริมการใช้บริการชุมชนและสินค้าโลคัลในโซนตลาดงาน สร้างรายได้หมุนเวียน
      • ถ่ายทอดองค์ความรู้ “Motorsport for Good” แก่เยาวชน—จากความปลอดภัยสู่ทักษะอาชีพ

    มาตรการทั้งสามเสา ไม่เพียงช่วยหล่อเลี้ยง “ความเชื่อมั่น” ของผู้เข้าร่วมและชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานการจัดอีเวนต์ของจังหวัด เพื่อรองรับกิจกรรมกีฬาและเทศกาลรูปแบบอื่นในอนาคต

    มอเตอร์สปอร์ตกับ “ระบบนิเวศอาชีพใหม่” ของเยาวชนเชียงราย

    นอกสนามแข่ง ยังมี “สนามอาชีพ” ที่กำลังเปิดกว้าง ตั้งแต่ เมคคาทรอนิกส์–ไฟฟ้ายานยนต์–ดิจิทัลครีเอทีฟ–สื่อถ่ายทอดสด–โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว ไปจนถึง Sports Marketing การที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมคณะทำงาน ทำให้สามารถออกแบบ คลินิกทักษะ และ โครงการสหกิจศึกษา เชื่อมกับทีมแข่งและผู้ประกอบการจริงในงาน ซึ่งเป็น “บทเรียนภาคสนาม” ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

    ในทางกลับกัน ภาคเอกชนได้แรงหนุนด้านคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงจุด ลดเวลาปรับตัว และสร้างเครือข่ายบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์–อีเวนต์–ท่องเที่ยว ที่ต้องการ “มืออาชีพหน้าใหม่” อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจท้องถิ่นจะได้อะไร เมื่อ “ความเร็ว” แปลงเป็น “รายได้”

    แม้ผู้จัดยังไม่ประกาศตัวเลขเป้าหมายผู้เข้าชม–รายได้โดยตรง แต่ประสบการณ์จัดงานต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมาสะท้อน “พฤติกรรมการใช้จ่ายสูงกว่าปกติ” ของแฟนมอเตอร์สปอร์ต—ตั้งแต่ที่พักมาตรฐานกลาง–บน อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงสินค้าที่ระลึกร่วมคอลเลกชัน ในระดับนโยบาย จึงเชื่อมโยงกิจกรรมนี้เข้ากับเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่ายของจังหวัด เช่น แคมเปญท่องเที่ยวปลายปี เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน และเทศกาลศิลปะ–วัฒนธรรม เพื่อให้ผู้มาเยือน “อยู่นานขึ้น–ใช้จ่ายกว้างขึ้น–กลับมาอีกครั้ง”

    นอกจากนี้ เมืองชายแดนอย่าง เชียงแสน ยังมี “แต้มต่อ” เรื่องการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวข้ามแดน เมื่อเชื่อมต่อการเดินทางจาก บ่อแก้ว–หลวงน้ำทา–ท่าขี้เหล็ก เข้าสู่เชียงรายได้สะดวก—ทั้งทางถนนและทางน้ำ—ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน ธุรกิจทัวร์–รถเช่า–ล่องเรือแม่น้ำโขง ให้คึกคักยิ่งขึ้นในช่วงจัดงาน

    เมืองทั้งเมืองคือเวที” แผนเชื่อมอีเวนต์–แลนด์มาร์ก–วัฒนธรรมร่วมสมัย

    ความโดดเด่นอีกประการของงานปีนี้ คือแนวคิด “Citywide Festival” ที่ไม่ได้จำกัดอรรถรสไว้แค่สนามแข่งขัน แต่แตกแขนงกิจกรรมไปยังจุดท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กทั่วจังหวัด เช่น

    • ย่านศิลปะร่วมสมัย ในเมืองเชียงราย–ตลาดศิลปิน–พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
    • แลนด์สเคปธรรมชาติและชุมชน แถบดอยช้าง–ดอยแม่สลอง–แม่ยาว–ผาตั้ง–ภูชี้ฟ้า
    • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และ คาเฟ่–คราฟต์ ที่เป็นตัวตนของเมือง
    • กิจกรรมครอบครัว และ วิถีชุมชนริมโขง ในเชียงแสน

    เมื่อผู้ชมงานมี “เหตุผลที่สอง–สาม” เพื่อท่องเที่ยวต่อหลังจบการแข่งขัน เม็ดเงินจะกระจายกว้างและยั่งยืนมากขึ้น

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ 5 KPI ที่จังหวัดตั้งใจวัดผล (เชิงแนวทาง)

    เพื่อให้การจัดงานไม่หยุดอยู่ที่ “ความรู้สึกคึกคัก” แต่แปรเป็นข้อมูลเชิงนโยบายที่ใช้ต่อยอดได้ คณะทำงานเตรียมติดตาม ตัวชี้วัด (KPI) สำคัญ ได้แก่

    1. อัตราการเข้าพักโรงแรม และ รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ในรัศมี 50 กม. รอบเชียงแสน
    2. สัดส่วนรายได้ที่เข้าชุมชน ผ่านโซนตลาดชุมชน–ทัวร์ชุมชน–โฮมสเตย์
    3. การจ้างงานชั่วคราวและอาสาสมัคร รวมถึงชั่วโมงฝึกปฏิบัติของนักศึกษา
    4. ความพึงพอใจด้านความปลอดภัย–การเดินทาง–การสื่อสาร ของผู้เข้าชม
    5. การรับรู้แบรนด์เชียงราย บนสื่อออนไลน์/สื่อกีฬาในต่างประเทศ (เชิงคุณภาพ)

    แม้ KPI บางตัวต้องอาศัยการเก็บข้อมูลร่วมกับภาคเอกชน แต่การมี “กรอบวัดผล” ที่ชัดเจน จะทำให้จังหวัดพูดคุยกับผู้สนับสนุน–นักลงทุน–ผู้จัดแข่งระดับทวีปในอนาคตได้อย่างมีน้ำหนัก

    เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ–ชุมชน “ความเร็วที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงแสนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า งานมอเตอร์สปอร์ตช่วยเติมลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ “วางแผนล่วงหน้า–จองยาว–จ่ายหนัก” ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ ความสะอาด–ระเบียบ–ผลประโยชน์ร่วม ซึ่งผู้จัดยืนยันว่า ตลาดชุมชน–บูธโลคัล–โซนกิจกรรมวิถีพื้นถิ่น จะเป็นองค์ประกอบหลักของงาน เพื่อให้ “คนในพื้นที่” คือหุ้นส่วนการเติบโตอย่างแท้จริง

    ความท้าทายที่ต้องจับตา โลจิสติกส์–การจราจร–ความปลอดภัย–สภาพอากาศ

    ทุกอีเวนต์กลางแจ้งมีความเสี่ยง จังหวัดจึงเตรียม แผนสำรอง และ การสื่อสารแบบเรียลไทม์ โดยร่วมมือกับตำรวจภูธร–ฝ่ายปกครอง–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อจัดการ การจราจรหนาแน่น–การจอดรถ–เส้นทางฉุกเฉิน พร้อมทั้งกำหนด มาตรการฝนตก/ลมแรง และ มาตรการดูแลสุขภาพผู้ชม ในช่วงอากาศเย็นของปลายปี

    ความท้าทายอีกด้านคือการประสาน ด่านชายแดน–ศุลกากร–ตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกทีมแข่งต่างชาติให้ราบรื่น ซึ่งคณะทำงานระบุว่าจะตั้ง “One-Stop Coordination” สำหรับผู้ถือครองรถแข่ง–อุปกรณ์เฉพาะทาง–วีซ่าทีมงาน เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยและจังหวัดเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน

     “จุดสตาร์ทร่วม” ของเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว

    MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ไม่ใช่แค่ “งานแข่งรถ” หากคือ จุดสตาร์ทร่วม ของหลายมิติ—เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว กีฬาเยาวชน อาชีพใหม่ และความภาคภูมิใจของพื้นที่—ที่เชียงรายกำลังนำมาประกอบร่างเป็น “Chiang Rai Motorsport Hub” ให้เดินเครื่องต่อเนื่องทุกปี

    หากงานสามารถแสดงสมดุลระหว่าง มาตรฐาน–ความปลอดภัย–การมีส่วนร่วมของชุมชน ได้จริง เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวสู่ “หมุดหมายมอเตอร์สปอร์ตของเอเชีย” ที่ต่างชาติอยากกลับมาแข่งขันและท่องเที่ยวซ้ำ—ขณะเดียวกันชาวเชียงรายเองก็จะเห็นว่า ความเร็ว” สามารถวิ่งคู่กับ คุณภาพชีวิต” ได้อย่างแท้จริง

    ถ้อยคำสรุปเชิงนโยบาย (จับใจความ) อบจ.เชียงรายพร้อมทำหน้าที่ “คนกลาง” ให้ทุกฟันเฟืองหมุนไปด้วยกัน—นักกีฬา ผู้จัด ภาคธุรกิจ ชุมชน และสถาบันการศึกษา—เพื่อให้มอเตอร์สปอร์ตเป็นมากกว่าความมันบนถนน แต่เป็น “เมกะอีเวนต์” ที่ทิ้งมรดกเศรษฐกิจ–สังคมที่ยั่งยืนไว้ให้จังหวัด

    ข้อมูลกิจกรรม (สรุปย้ำ)

    • งาน: MOTOR SPORT FESTIVAL 2025
    • วัน–เวลา: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • ผู้จัด–ภาคี: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย, อบจ.เชียงราย, หน่วยงานรัฐ–เอกชนในพื้นที่
    • กรอบนโยบาย: Chiang Rai Sport City / นโยบายเรือธงข้อที่ 5 อบจ.เชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” / แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025 (ททท.)
    • ระดับการแข่งขัน: นานาชาติ—คาดมีทีมแข่งจาก กว่า 10 ประเทศ ในเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียเข้าร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-motorsport-festival-asia-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GKggMApxYKwftR3ZJCqtO

  • นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

    Tag :

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68  

    ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านมุมมองสร้างสรรค์และการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ กลายเป็นทักษะสำคัญของมัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ล่าสุด การประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” ในงาน GSTM Next 2025 จัดโดยคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัรฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล

    หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการประกาศผลผู้ชนะเลิศ ซึ่งได้รับการกล่าวแสดงความยินดีโดยนายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ผู้คว้ารางวัลสูงสุด พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    นายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ชั้นปีที่4 เล่าว่า “ผมได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท ถ้วยรางวัลจาก นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมประกาศนียบัตร เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการท่องเที่ยวต่อไป ผมนำเสนอด้วยผลงานโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ชุมชนไทยผวน จังหวัดนครนายก ก่อนการแข่งขันในครั้งนี้ผมมีการเตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างน้อย 1 เดือน โดยมีการฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวันกับอาจารย์ประจำสาขา มีการฝึกฝนการพูดออกเสียง การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้น่าสนใจ พร้อมทั้งเรียนรู้การนำเที่ยวแบบมัคคุเทศก์อย่างมืออาชีพโดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ร่วมในการฝึกฝน ซึ่งผมและอาจารย์ในสาขามีความตั้งใจจริงในการเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยของพวกเราได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ ความรู้สึกผมดีใจและประทับใจมากครับ ประสบการณ์ครั้งนี้มีค่ากับผมและครอบครัวที่บ้านมาก ๆ ครับ ในปีหน้าผมคงเป็นพี่เลี้ยงช่วยฝึกซ้อมน้อง ๆ นักศึกษา ให้กลับมาคว้าแชมป์การแข่งขันปี พ.ศ. 2569 ต่อไปครับ”

    อาจารย์ ดร.สุพจน์ ไทยสุริยะ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ เปิดเผยว่า “สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปะศาสตร์ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นักศึกษาของเราได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ผู้ฝึกสอน การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสามารถในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของบัณฑิตในศตวรรษที่ 21 การที่นายจอร์จ แตงพุก สามารถนำเสนอโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยพวน จังหวัดนครนายก ได้อย่างน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เป็นผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนรู้ภายในหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากลเข้ากับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและการนำเสนอ ซึ่งเป็นแนวทางการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่สาขาและคณะได้ส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง คณะศิลปศาสตร์จะยังคงสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และจิตบริการ เพื่อก้าวสู่การเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพและบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศต่อไป”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/921790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwHhWDEptNnte_Kirza4l

  • เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เชียงราย “มหาวิกฤตอุปสงค์” สะเทือนทั้งจังหวัด ค้าชายแดนทรุด -66.9% ท่ามกลางภาคบริการ-เกษตรพยุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — กลางฝนปลายฤดูที่พัดพาไอเย็นมาสู่ลุ่มน้ำกก เมืองชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องชา กาแฟ และเส้นทางโลจิสติกส์สู่ลาว–เมียนมายังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ แต่ใต้ภาพ “เมืองท่องเที่ยวสีเขียว” นั้น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมส่งสัญญาณเตือนเข้ม เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) หดตัวพร้อมกันหลายมิติ โดยเฉพาะ การค้าชายแดนดิ่ง -66.9% พลิกจากเดือนกรกฎาคมที่ยังบวก 2.5%

    รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงรายล่าสุดสรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมหดตัว เมื่อเทียบทั้งปีต่อปีและเดือนต่อเดือน” แม้ ด้านอุปทาน (การผลิต) จะยังพอประคองด้วยการขยายตัวของภาคบริการและเกษตร แต่ความอ่อนแรงของการใช้จ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และการลงทุนกำลังกดทับบรรยากาศธุรกิจและครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองพรมแดน “เครื่องยนต์สะดุด”

    ปกติ “ชายแดน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเชียงราย ทั้งขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงพลังงาน แต่เดือนสิงหาคม 2568 ตัวเลข มูลค่าการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรเหลือเพียง 4,748.5 ล้านบาท (-71.5%) ขณะที่ มูลค่านำเข้า อยู่ที่ 2,019.4 ล้านบาท (-46.7%) ส่งผลให้แม้จะมี ดุลการค้าเกินดุล 2,729.1 ล้านบาท ก็ไม่ใช่ “เกินดุลจากความแข็งแรง” หากเกิดจาก กิจกรรมการค้าหดตัวทั้งขาเข้า–ขาออก โดยฝั่งส่งออกทรุดแรงกว่าอย่างมาก (ฐานเล็กลงอย่างรวดเร็ว)

    สินค้าเปราะบาง ที่ฉุดส่งออก ได้แก่ ผลไม้สด น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และน้ำมันปาล์มโอลีน ขณะที่ นำเข้า ลดตามในกลุ่ม ผลไม้–ผัก–ดอกไม้สด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแร่พลวง ภาพรวมนี้สะท้อนปัจจัยภายนอกที่ตึงตัว—ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการด่านแดน ไปจนถึงภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค—และกระแทกโซ่อุปทานท้องถิ่นที่พึ่งการค้าข้ามแดนเป็นหลัก

    ภาครัฐชะลอ–เอกชนระวังตัว “การลงทุนเหยียบเบรก”

    เครื่องยนต์ที่ควรช่วยพยุงอุปสงค์กลับ สะดุดพร้อมกัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ เดือนสิงหาคม หด -3.9% (จากเดือนกรกฎาคม +18.6%) ต้นเหตุหลักคือ รายจ่ายลงทุน -24.5% กระทบโครงการทางหลวง ชลประทาน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในจังหวัด ซึ่งเป็น “ท่อส่งเม็ดเงิน” ลงพื้นที่โดยตรง
    • การลงทุนภาคเอกชน หด -2.7% (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก -3.7% ในเดือนก่อน) สัญญาณเตือนชัดเจนคือ พื้นที่อนุญาตก่อสร้างรวม -45.1% และสะสมปีถึงสิงหาคม -39.1% สะท้อนความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการต่อดีมานด์ข้างหน้า
    • สินเชื่อเพื่อการลงทุน ยังติดลบ -0.7% ชี้แรงส่งจากสถาบันการเงินยังระวังเชิงความเสี่ยง ด้านครัวเรือนเองก็เลือกเก็บเงิน “มากกว่ากู้”—เงินฝากรวม +5.5% ขณะที่ สินเชื่อรวม -0.7%—บ่งชี้พฤติกรรม “ระมัดระวัง” ทั่วกระดาน

    แต่กลางพายุยังมีแสงไฟ การบริโภคภาคเอกชนยังโต +2.9% แม้ชะลอจากเดือนก่อน สัญญาณบวกมาจาก รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ +5.2% ปริมาณจำหน่ายสุรา +16.4% และ การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน +6.3% แปลภาษาง่าย ๆ คือ ครัวเรือนยัง “ใช้จ่าย” ในบางหมวด โดยเฉพาะสินค้าคงทนและอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    เครื่องยนต์ฝั่งอุปทาน “บริการ–เกษตร” ช่วยประคองฐานผลิต

    แม้อุปสงค์ฝั่งใช้จ่ายจะอ่อนแรง แต่ ด้านอุปทาน (การผลิต) ยัง ขยายตัว YoY ได้เพราะโครงสร้าง เชียงรายพึ่งพาภาคบริการกว่า 64.8% ของ GPP

    • ภาคบริการ +7.3% ขยายตัวต่อเนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวและงานอีเวนต์ เช่น เทศกาลปทุมมา กิจกรรม TEDx ChiangRai งานมหัศจรรย์ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ฯลฯ ช่วยดัน จำนวนนักท่องเที่ยว +8.7% และรายได้หมวด ขายส่ง–ปลีก +14.7% ด้าน VAT หมวดโรงแรม–ภัตตาคาร +6.6% ตอกย้ำว่า “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ยังเดินอยู่
    • ภาคเกษตร +2.6% อากาศ–น้ำเอื้อ ส่งผลให้ ชา +113.3% (ปริมาณผลผลิต) และ ลำไย +5.0% เพิ่มขึ้น พร้อมปศุสัตว์ ปลานิล–สุกร–โค ขยายตัว
    • ภาคอุตสาหกรรม -1.4% ยังหดต่อเนื่องตาม การใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรม -5.9% สะท้อนคำสั่งซื้อที่ยังไม่ฟื้น

    บทสรุปชั่วคราว เครื่องยนต์ “บริการ–เกษตร” ยังพอช่วยให้ฝั่งผลิตไม่ทรุดตาม แต่แรงฉุดจาก “อุปสงค์นอกบ้าน” โดยเฉพาะค้าชายแดนและการลงทุน กำลังบดบังภาพฟื้นตัว

    ทำไม “เกษตรผลิตมากแต่จนลง”?

    ตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม -13.7% ทั้งที่ปริมาณผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าเกษตรร่วงแรง -15.9%

    • ยางพารา -12.0% (เฉลี่ย 49,130 บ./ตัน)
    • ชา -49.4% (13,660 บ./ตัน)
    • ลำไย -61.7% (11,500 บ./ตัน)
    • สับปะรด -5.2% (12,800 บ./ตัน)

    เมื่อ “ผลผลิตเพิ่ม–ราคาลด” รายได้สุทธิครัวเรือนเกษตรย่อมหดลง ภาพนี้ชี้ปัญหา อุปทานล้น–ขาดกลไกรองรับราคา และความท้าทายด้านโลจิสติกส์–ตลาดส่งออกที่สะดุดจากการค้าชายแดน ซึ่งต้องการมาตรการเชิงระบบมากกว่าการเยียวยาระยะสั้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ สัญญาณ “เงินฝืด”–จ้างงานหด

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.9% (จาก ก.ค. -0.3%) กดลงจากหมวดอาหารสด ข้าว แป้ง ไข่ ผัก–ผลไม้ และหมวดพาหนะ/ขนส่ง/สื่อสาร
    • การจ้างงาน -3.7% สะท้อนแรงงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชะลอธุรกิจ–โครงการลงทุน

    ภาวะเงินฝืดช่วยลดค่าครองชีพบางรายการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น “สัญญาณไม่ดี” หากยืดเยื้อ เพราะสะท้อนดีมานด์ที่อ่อนแรงและอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน–ลงทุนต่อเนื่อง

    การคลังท้องถิ่น รายได้รัฐยังบวก แต่ “เบิกจ่ายลงทุน” ต้องเร่ง

    เดือนสิงหาคม จังหวัดจัดเก็บรายได้ 315.9 ล้านบาท (+6.8%) หนุนโดย สรรพากรพื้นที่ +7.1% (VAT/ภาษีเงินได้) และ สรรพสามิต +10.8% (ภาษีเครื่องดื่ม–สุรา) ขณะที่ ด่านศุลกากร -9.7% ตามการค้าชายแดนชะลอ

    ด้านรายจ่าย เบิกจ่ายรวม 1,100.8 ล้านบาท (-3.9%) เพราะ รายจ่ายลงทุนหด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับทางหลวง–ชลประทาน–สาธารณสุข–การศึกษา “เบิกช้า” หลายแห่ง ตัวเลขสะสมปีงบฯ ถึงสิงหาคม รายจ่ายลงทุนเบิกได้ 57.4% ต่ำกว่าเป้าหมายปลายปีที่ 80% ชี้โจทย์ต้องเร่ง ก่อหนี้ผูกพัน–เคลียร์งานจัดซื้อจัดจ้าง ให้ทันไตรมาสสุดท้าย

    มาตรการกระตุ้นที่ “ลงเงินถึงมือคนเชียงราย” เม็ดเงินสุทธิ 3.49 พันล้าน สะเทือน GPP 0.67%

    แม้แรงฉุดหลายด้าน แต่เชียงรายได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ 2 ชุดใหญ่ตลอดปีงบประมาณ ซึ่ง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ประเมิน “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 2568
    • ผู้รับสิทธิ 329,586 คน
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 758.05 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 1,027.91 ล้านบาท หรือ 0.19% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 1.356)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.07%
    1. โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
    • ผู้ได้รับสิทธิ 650,606 คน (ผู้เสียภาษี 169,357 คน ได้ 4,800 บ./คน, ผู้ไม่เสียภาษี 481,249 คน ได้ 4,000 บ./คน)
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2,737.91 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 2,592.80 ล้านบาท หรือ 0.48% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 0.947)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.22%

    สรุปทั้งสองมาตรการ เม็ดเงินสุทธิ 3,495.96 ล้านบาท สร้าง “ผลคูณ” ทางเศรษฐกิจ 3,620.71 ล้านบาท คิดเป็น 0.67% ของ GPP เชียงราย และ 0.29% ของ GDP ประเทศ — แปลว่า “นโยบายคนละครึ่ง–สวัสดิการรัฐ” กำลังทำหน้าที่กันชนดีมานด์ในยามที่เอกชนระวังตัวและพรมแดนสะดุด
    (ข้อมูลอินโฟกราฟิก สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย)

    ความหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่ฝั่ง “อุปสงค์ภายนอก” (ค้าชายแดน) หดตัว การคงระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านมาตรการตรงจุด ช่วย “ซื้อเวลา” ให้เครื่องยนต์บริการ–ท่องเที่ยวและค้าปลีกเดินต่อไปได้ และให้ภาครัฐมีจังหวะเร่งปลดล็อกคอขวดการลงทุน

    5 สัญญาณที่ผู้ประกอบการควรจับตา

    1. Border Shock — ค้าชายแดน -66.9%, ส่งออก -71.5%, นำเข้า -46.7% ผู้ส่งออก–ขนส่ง–คลังสินค้า ควรวางแผนเผื่อยืดเยื้อ พร้อมหาตลาดสำรอง/เส้นทางทางเลือก
    2. Public Capex Gap — รายจ่ายลงทุนรัฐ -24.5% ผู้รับเหมางานรัฐ–ที่ปรึกษาโครงการ ต้องติดตามแผนเบิกจ่ายหน่วยงานหลักและเข้าร่วมเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
    3. Private Prudence — อนุญาตก่อสร้าง -45.1% (YTD -39.1%) และสินเชื่อลงทุน -0.7% ผู้พัฒนาอสังหาฯ–วัสดุก่อสร้างเตรียมบริหารสต็อก–เงินสด
    4. Service Safety Net — บริการ +7.3% นักท่องเที่ยว +8.7% โรงแรม–ร้านอาหาร–งานอีเวนต์ยังมีจังหวะทำรายได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลายปี
    5. Farm Income Squeeze — รายได้เกษตร -13.7% จากราคาสินค้า -15.9% สหกรณ์–ผู้แปรรูปควรเร่งทำสัญญาซื้อขาย–แปรรูปเพิ่มมูลค่า–เชื่อมอีคอมเมิร์ซลดแรงกดราคาหน้าสวน

    3 “คานค้ำ” ที่ต้องรีบวางก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน

    1) ฟื้น “ท่อการค้า” ชายแดนให้ไหลลื่นอีกครั้ง
    ตัวเลขสองในสามที่หายไปจากการค้าชายแดน ไม่อาจถูกชดเชยด้วยกิจกรรมภายในได้ทั้งหมด ระดับนโยบายควรเร่ง อำนวยความสะดวกด่าน–เชื่อมมาตรฐานตรวจสินค้า–เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง เปิดช่องทางเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย และจับคู่ธุรกิจให้ผู้ส่งออกท้องถิ่นเข้าถึงดีลใหม่ ๆ ในลาว–เมียนมา–จีนยูนนาน

    2) เร่งเครื่องลงทุนรัฐ ขจัดคอขวดจัดซื้อจัดจ้าง
    เมื่อ รายจ่ายลงทุนสะดุด ต้องใช้ “บัญชีติดตามรายวัน” กับ หน่วยงานหัวรถจักร เช่น แขวงทางหลวง–ชลประทาน–ทางหลวงชนบท–โรงพยาบาล–มหาวิทยาลัย พร้อม Roadmap เบิกจ่ายรายสัปดาห์ จนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อให้ ตัวชี้วัดเบิกจ่ายลงทุนแตะ 80% ตามเป้า และส่งต่อแรงคูณให้เอกชน

    3) ประกันรายได้–ระบายผลผลิต–ต่อยอดแปรรูป
    ในเมื่อ “ปริมาณมาก–ราคาตก” ทางออกคือชั้นเชิงตลาด

    • สัญญาขายล่วงหน้า/ประกันราคา สำหรับ ชา–ลำไย ที่ราคาดิ่ง
    • ระบายผลผลิตไปต่างตลาด (ท่องเที่ยวในจังหวัด–ศูนย์กระจายกลาง) ควบคู่ ช่องทางออนไลน์
    • หนุนแปรรูป–มาตรฐาน GI/Organic เพื่อปลดล็อก “กับดักราคาวัตถุดิบ” ให้ทะลุสู่สินค้าพรีเมียม

    เสียงจากตัวเลขการเงินการคลัง “รายได้รัฐยังทน แต่ต้องไม่หลงสัญญาณหลอก”

    แม้เดือนสิงหาคม รายได้จัดเก็บ +6.8% แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือ VAT/ภาษีรายได้ (จากกิจกรรมบริโภค) และ สรรพสามิตเครื่องดื่ม–สุรา ขณะที่ ศุลกากร -9.7% สะท้อนว่าการฟื้นตัว “เอียง” ไปฝั่งภายในประเทศ มากกว่าพรมแดน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขรายได้รัฐเป็นเหตุผล “ชะลอ” มาตรการอัดฉีดฝั่งชายแดน—กลับกัน ควรใช้ความแข็งแรงฝั่งภาษีในประเทศเป็นฐาน “Front-load” งบลงทุน เพื่อ จุดประกายอุปสงค์ที่ขาดหาย

    มองไปข้างหน้า “หน้าหนาว–เทศกาล–มาตรการ” จะพอพยุงไหม?

    ไฮซีซันท่องเที่ยวกำลังเริ่ม สอดรับกับชุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ลงลึกถึงครัวเรือนในจังหวัด (สวัสดิการรัฐ–คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งประเมินว่าสร้าง เม็ดเงินหมุน 3.49 พันล้านบาท และ ผลคูณ 3.62 พันล้านบาท หรือ 0.67% ของ GPP เชียงราย หาก ฝั่งชายแดน ยังไม่เปิดกว้าง–ฝืดเคืองต่อเนื่อง แรงยกเหล่านี้จะ พยุง” ได้ แต่ ยังไม่พอ “ดัน” ให้เครื่องยนต์เดินราบรื่น จำเป็นต้องมี มาตรการเฉพาะด่าน–เฉพาะสินค้า ควบคู่กันไป (ข้อมูล สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย – อินโฟกราฟิกผลกระทบมาตรการ)

    Check-list สำหรับผู้กำหนดนโยบาย–เอกชน–ชุมชน

    • ด่าน–โลจิสติกส์: จัดทีมเฉพาะกิจแก้สกัด–ยกระดับมาตรฐานเอกสาร–เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์กับประเทศเพื่อนบ้าน
    • งบลงทุน: เปิด Dashboard เบิกจ่ายรายหน่วยงาน–รายโครงการ ให้สาธารณะติดตาม เพื่อสร้างแรงจูงใจ KPI
    • SME–ท่องเที่ยว: จับคู่ดีล “ทัวร์–อีเวนต์–เหตุผลการเดินทาง” ตลอดไตรมาส 4 (วิ่งระหว่างเมือง–เมืองรอง)
    • เกษตร: เร่ง “ซื้อขายล่วงหน้า–สินเชื่อฤดูกาล–ประกันราคา” พร้อมคูปองแปรรูป–ออกแบบบรรจุภัณฑ์
    • แรงงาน: อบรมสกิลเร่งด่วนด้านบริการ–ดิจิทัล–โลจิสติกส์ ให้สอดรับดีมานด์จริง ป้องกันการว่างงานแฝง

     “อุปสงค์ภายนอก” คือกุญแจ—แต่ต้องกดคันเร่ง “อุปสงค์ในบ้าน” ต่อเนื่อง

    ภาพใหญ่ของเชียงรายเดือนสิงหาคม 2568 ชัดเจนขึ้น

    • ฝั่งผลิต (บริการ–เกษตร) ยังมี “แรงหายใจ”
    • ฝั่งใช้จ่าย ถูก Border Shock (-66.9%) และ Capex Gap กระแทกจน การลงทุนเอกชน เหยียบเบรก
    • ครัวเรือน ยังจับจ่ายในบางหมวด แต่เริ่มระวัง—สะท้อนจาก เงินฝากโต–สินเชื่อติดลบ
    • เกษตรกร ผลิตมากขึ้นแต่ จนลงจากราคาตก ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดชายแดนที่สะดุด

    ดังนั้น “จุดคลี่คลาย” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอคอยโชคช่วย หากคือการ เร่งฟื้นท่อค้าชายแดน ไปพร้อมกับ เร่งเบิกจ่ายลงทุนรัฐ–ค้ำประกันรายได้เกษตร–พยุงดีมานด์ครัวเรือน จนกว่าเครื่องยนต์เอกชนจะมั่นใจพอจะ “อัปเกรดเกียร์” ตามมา

    เมืองปลายทางท่องเที่ยวอย่างเชียงรายมีความสามารถพิเศษ เปลี่ยนเทศกาลเป็นรายได้ เปลี่ยนแลนด์สเคปเป็นเศรษฐกิจ ถ้าด่านกลับมาไหลลื่น งบลงทุนเดินตามแผน และราคาพืชผลไม่ดิ่ง—ตัวเลขในรายงานรอบถัดไป อาจบอกเล่าเรื่องสมดุลที่มั่นคงกว่าวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-economy-border-trade-demand-crash/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrfgpSkNGUkv991NKEpMa

  • สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?


    เกิดอะไรขึ้นบนเกาะพะงัน? ทำไมต้อง “ทวงคืนเกาะ”?

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการท่องเที่ยว เมื่อเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากงานฟูลมูนปาร์ตี้ และเป็นศูนย์กลางของ Wellness (โยคะ สมาธิ) ในฝั่งตะวันตก กำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนและกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากประเทศ อิสราเอล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้อง “ทวงคืนเกาะ” จากคนไทยและต่างชาติที่อาศัยอยู่บนเกาะ

    ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่ลามไปถึงการ ถือครองที่ดินและพฤติกรรมทางสังคม จนหลายคนมองว่านี่คือการ “กลืนชาติ” ในรูปแบบใหม่!

    แหล่งข้อมูลจากชาวไทยและต่างชาติบนเกาะพะงันได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในช่วง 2-3 ปีหลังการระบาดของ COVID-19:

    กว้านซื้อที่ดินมหาศาล:
    ชาวพะงันเปิดเผยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ดินบนเกาะพะงันเปลี่ยนมือไปเป็นของนักลงทุนอิสราเอลถึง 60-70% โดยเฉพาะพื้นที่สวยงามทางฝั่งตะวันตก โดยมีราคาที่ดินพุ่งขึ้นถึง 200-300% นักลงทุนเหล่านี้เข้ามาในรูปแบบของ “นอมินี” (ตัวแทน) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ ทำให้เกิดความกังวลว่าภูเขาและที่ดินของคนไทยกำลังถูกซื้อไปเป็นลูกๆ เพื่อพัฒนาเป็นวิลล่าและบ้านเช่า

    ผุดธุรกิจผิดกฎหมาย:
    เมื่อนายทุนเข้ามายึดพื้นที่ ก็มีการสร้างวิลล่า สร้างบ้าน และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย หรืออาจมีการ “จ่ายใต้โต๊ะ” ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ดำเนินกิจการได้สะดวก

    เปลี่ยนกลุ่มนักท่องเที่ยว:
    ในพื้นที่ศรีธนู ที่เคยสงบเงียบ เหมาะสำหรับ Wellness กลายเป็นพื้นที่พลุกพล่าน เพราะถูกครอบครองไปด้วยชาวอิสราเอล ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็น “นักท่องเที่ยวเกรดรอง” ที่มุ่งมาหาความสนุกสนาน เสพกัญชา สร้างความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะอย่างหาดศรีธนูและ Zen Beach ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากยุโรปลดลงกว่า 80%

    สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดกระแสทวงคืนเกาะอย่างรุนแรง คือพฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนจากคนในพื้นที่:

    ไม่เคารพกฎหมายและสังคม:
    มีการจอดรถตามใจชอบ ส่งเสียงดังในเวลาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัดต้นไม้ และทำธุรกิจเช่ารถ-เช่าห้องพักกันเองโดย ไม่เสียภาษี

    พฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ:
    มีรายงานจากชาวเยอรมนีบนเกาะพะงันว่า มีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ โจมตีชาวอาหรับและมุสลิมเพราะศาสนา และมีความรู้สึกว่า “ตนเองเป็นเจ้านายของประเทศไทย”

    การก่อตั้ง “ชุมชนปิด”:
    บนเกาะมีการก่อตั้ง “ชาบัด” หรือศาสนสถานของชาวยิวขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ให้คนไทยได้เข้าไป ซึ่งสร้างความกังวลว่านี่คือการสร้าง “ชุมชนเฉพาะ” ที่แยกตัวออกจากสังคมไทย

    กลุ่มทหารผ่านศึก:
    พบว่ากลุ่มชาวอิสราเอลที่เข้ามาจำนวนมาก คือ ทหารผ่านศึกสงคราม หรือผู้ที่มีบาดแผลทางใจจากการสู้รบ ที่เดินทางมาพักผ่อนและเข้าศูนย์บำบัดจิตใจที่เปิดขึ้นบนเกาะ ทำให้บางพื้นที่ยิ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากวิถีเดิมๆ


    คำกล่าวของชาวพะงันที่ไปคาเฟ่แล้วพบว่ามีชาวอิสราเอล 50 คน, ชาวพม่า 3 คน และมีคนไทยแค่คนเดียว เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของ “อัตลักษณ์” บนเกาะพะงันที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เรากำลังเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้านตัวเอง”

    ทั้งหมดนี้คือชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการรวบรวมข้อร้องเรียน และการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน, การทำธุรกิจผิดกฎหมาย, และการจัดการกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อน เพื่อ “ทวงคืน” ความสงบและวิถีแบบไทยๆ กลับคืนสู่เกาะพะงันอีกครั้ง


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tnews.teenee.com/etc/176980.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d0mJsqaF73675gSeIDZ8c