Category: ท่องเที่ยว

  • กรุงเทพฯ ครองแชมป์ เมืองท่องเที่ยวดีที่สุดในเอเชีย ปี 2025

    กรุงเทพฯ ครองแชมป์ เมืองท่องเที่ยวดีที่สุดในเอเชีย ปี 2025

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร ได้รับการจัดอันดับให้เป็น เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2025 จากรางวัล “Best in Travel 2025” ซึ่งประกาศโดย Smart Travel Asia นิตยสารท่องเที่ยวดิจิทัลชื่อดัง ผ่านผลสำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางและผู้อ่านหลายแสนคนทั่วโลก

    กรุงเทพฯ ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดในหมวด “Best Holiday Destination in Asia” หรือเมืองที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนมากที่สุดในเอเชีย โดยรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่สองติดต่อกัน

    Smart Travel Asia ระบุว่า จุดแข็งของกรุงเทพฯ คือความมีชีวิตชีวาตลอด 24 ชั่วโมง และประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งอาหาร วัฒนธรรม การช้อปปิ้ง และความเป็นมิตรของผู้คน โดยให้คำจำกัดความว่าเป็น “เมืองที่เต็มไปด้วยพลังและสีสัน ทั้งกลางวันและกลางคืน”

    ปัจจัยที่ทำให้กรุงเทพฯ ติดอันดับสูงสุด

    อาหาร & ไนต์ไลฟ์ สวรรค์ของนักกิน ตั้งแต่สตรีทฟู้ดในตำนานไปจนถึงร้านระดับมิชลิน และรูฟท็อปบาร์ที่ชมวิวเมืองได้แบบ 360 องศา

    วัฒนธรรม & มรดก วัดพระแก้ว วัดอรุณ วัดโพธิ์ ยังคงเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอยากมาเยือน

    แหล่งช้อปปิ้งครบครัน จากห้างหรูใจกลางเมืองไปจนถึงตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ ตอบโจทย์นักช้อปทุกกลุ่ม
     

    ความคุ้มค่า & มิตรภาพ ค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ พร้อมการต้อนรับด้วยรอยยิ้ม คือเสน่ห์ที่ยังจับใจนักเดินทาง

    10 อันดับเมืองท่องเที่ยวยอดเยี่ยมในเอเชีย ปี 2025

    กรุงเทพมหานคร, ไทย

    บาหลี, อินโดนีเซีย และ โตเกียว, ญี่ปุ่น (อันดับร่วม)

    เชียงใหม่, ไทย

    โซล, เกาหลีใต้ และ หลวงพระบาง, ลาว (อันดับร่วม)

    ฮ่องกง และ ภูเก็ต, ไทย (อันดับร่วม)

    การที่ไทยมีถึง 3 เมือง ติดอันดับ TOP 10 ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต สะท้อนให้เห็นถึง ศักยภาพและความหลากหลาย ที่การท่องเที่ยวไทยมีให้กับนักเดินทางจากทั่วโลก

    รางวัล “Best in Travel 2025” ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการตอกย้ำความนิยมของกรุงเทพฯ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/731737&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qDVdwRJmz9kIgQFSCDato

  • กรมการท่องเที่ยว วางแผนผลักดัน “Green Production” สู่กองถ่ายหนังต่างประเทศ : อินโฟเควสท์

    กรมการท่องเที่ยว วางแผนผลักดัน “Green Production” สู่กองถ่ายหนังต่างประเทศ : อินโฟเควสท์

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนา อย่างยั่งยืนของกรมการท่องเที่ยว ผ่านแนวคิด “Green Production” หรือ การผลิตภาพยนตร์ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้กองถ่ายต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยปฏิบัติตามแนวทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษ์โลก

    การผลักดัน Green Production มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยดำเนินไปภายใต้ มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืน ทั้งในด้านการจัดการพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การลดขยะพลาสติก และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “Green Filming Destination”

    ล่าสุด กองกิจการภาพยนตร์ฯ ได้หารือแนวทางความร่วมมือกับ Mr. Glenn Gainor หนึ่งในกรรมการบริหาร ของ Environmental Media Association (EMA) องค์กรที่มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงให้ตระหนักรู้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดย EMA เป็นผู้นำ ในการพัฒนาแนวทาง “Green Seal” หรือมาตรฐานรับรองกองถ่ายสีเขียว และ “Gold Seal” ที่ได้รับการยอมรับจากสตูดิโอภาพยนตร์และผู้ผลิตระดับโลกในฝั่งฮอลลีวู้ด

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาศึกษาและจัดทำแนวทางการจัดการ Green Production ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และให้ได้รับการยอมรับ จากอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกด้วย

    แนวคิด Green Production จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์อีกด้วย เพราะกองถ่ายจำนวนมากจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดนโยบายด้านความยั่งยืนเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเลือกประเทศถ่ายทำ ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของไทยในมิตินี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตต่างชาติ ว่าประเทศไทยสามารถรองรับการถ่ายทำระดับโลกได้อย่างครบวงจร ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความรับผิดชอบ ต่อโลก

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ มุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศที่งดงาม คุ้มค่า และยั่งยืนอย่างแท้จริง ผ่านแนวคิด “Green Production” ถ่ายทำอย่างรับผิดชอบ เพื่อโลกที่ยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536598&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CUwu6D9pjfDAr_bMzdHwj

  • โฆษก กมธ.ท่องเที่ยวสว. ชี้ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยเกินไป

    โฆษก กมธ.ท่องเที่ยวสว. ชี้ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยเกินไป

    โฆษก กมธ.ท่องเที่ยวสว. ชี้ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยเกินไป จนประชาชนไม่รู้ว่าไทยเป็นเจ้าภาพ มอง “มาสคอต” ใช้สีธงชาติไม่เหมาะสม บอกไม่มีประเทศไหนทำกัน หวังรัฐบาล จัดการเรียบร้อยสร้างความประทับใจ

    นายจำลอง อนันตสุข สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่9-20 ธ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้เหลือเวลาในการจัดทุกอย่างให้เสร็จไม่ถึง2เดือน เรื่องของสนามต้องเสร็จสิ้นหมดแล้ว เพราะนักกีฬาบางชาติต้องเดินทางเข้ามาล่วงหน้าเพื่อซ้อมให้คุ้นชินกับสนาม แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีความพร้อม ยังปรับนั้นปรับนี้อยู่

    ในส่วนของการถ่ายทอดสด เมื่อวานนี้(10ต.ค.)ตนได้มีการพูดคุยกับทางกรมประชาสัมพันธ์ ได้ทราบว่ามีการพูดคุยเท่านั้นแต่งบประมาณยังไม่มีการถ่ายโอนมา การจัดซื้อจัดจ้างจะหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบ ยังไม่มีการสรุปมา แม้กระทั้งถนนในกรุงเทพฯเองก็ยังไม่มีการปรับภูมิทัศน์ที่แสดงออกว่าเราเป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์เลย ต่างจากจ.ชลบุรี และจ.สงขลาที่มีความกระตือรือร้นในการจัดการ

    นายจำลอง กล่าวต่อว่า เรื่องโลโก้ก็ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการหรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าจะใช้แบบไหน เพราะที่ผ่านมามีการถกเถียงกันว่าจะออกแบบใหม่หรือใช้โลโก้เดิม

    “ผมเข้าใจว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ออกแบบ ไม่อนุญาตให้นำโลโก้ดังกล่าวไปใช้เป็นภาพเคลื่อนไหว และไม่อนุญาตให้นำไปติดบนตัวของที่ระลึก โดยอนุญาตให้ใช้เป็นภาพนิ่งเท่านั้น ซึ่งภายหลัง ผู้ออกแบบได้อนุญาตให้ใช้โลโก้แล้ว ต้องขอขอบคุณผู้ออกแบบที่ยอมถอยเพื่อให้ผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ แต่คำถามคือประชาชนทั่วไปทราบหรือไม่ว่าเรากำลังจะเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์และโลโก้หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำการบ้านให้หนักว่าเราจะประชาสัมพันธ์อย่างไรให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน” นายจำลองกล่าว

    นายจำลอง กล่าวว่า ส่วนมาสคอต‘เดอะสาน’ ที่เดิมมี7ตัว7สี เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมของประเทศไทยและอาเซียน ถูกเปลี่ยนเป็น 2 ตัวสีธงชาตินั้น ส่วนตัวมองว่าการใช้สีธงชาติ เป็นมาสคอตนั้นไม่เหมาะสม และไม่มีชาติไหนนำสีธงชาติมาทำมาสคอต เต็มที่ก็คือมาสคอตถือธงชาติเท่านั้น สิ่งทึ่สำคัญทั้งโลโก้และมาสคอตควรจะทำเสร็จตั้งแต่เราไปรับเป็นเจ้าภาพแล้วเพื่อเป็นการ ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า เราเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามาไม่รู้กี่คนแล้วแต่ปัญหานี้ยังไม่จบจนเหลือเวลาเพียง2เดือน

    นายจำลองกล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลชุดนี้เห็นถึงความความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งตนหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยิ่งใหญ่เพื่อให้ชาวต่างชาติรู้สึกประทับใจ และวนกลับมาเที่ยวในไทยซ้ำเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะยาว

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_947300/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SjvfgTxKPUEKH2cCXcU6N

  • หยุดยาว 8 วันในจีน กระตุ้นท่องเที่ยวคึกคัก ‘เทรนด์เที่ยวเมืองเล็ก’ มาแรง

    หยุดยาว 8 วันในจีน กระตุ้นท่องเที่ยวคึกคัก ‘เทรนด์เที่ยวเมืองเล็ก’ มาแรง

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

    ปักกิ่ง/เซี่ยงไฮ้, 10 ต.ค. (ซินหัว) — กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนเผยว่า วันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ของจีน ได้สร้างสถิติใหม่ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเดินทางรวมทั้งสิ้น 888 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 123 ล้านครั้งเมื่อเทียบกับวันหยุดยาว 7 วันของปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 8.09 แสนล้านหยวน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.08 แสนล้านหยวน (ราว 4.95 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบปีต่อปี

    สถาบันการท่องเที่ยวของจีน (China Tourism Academy) ระบุว่า วันหยุดยาวที่มากขึ้นและการลางานที่มีความยืดหยุ่นส่งผลให้ผู้คนสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น โดยระยะทางเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 แต่ะที่ 213 กิโลเมตร ขณะที่ระยะทางการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 แตะที่ 23 กิโลเมตร

    บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ เช่น ทริป ดอต คอม (Trip.com) และฟลิกกี (Fliggy) รายงานว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศแบบระยะไกลเพิ่มขึ้นเล้กน้อย ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน (NIA) รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนออกไปท่องเที่ยวในกว่า 180 ประเทศและภูมิภาค และมีจำนวนการเดินทางข้ามพรมแดนรวม 16.34 ล้านครั้ง

    การท่องเที่ยวในชนบทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 22 ของชาวจีนในชนบทเดินทางรวมทั้งสิ้น 102 ล้านครั้ง คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของการเดินทางภายในประเทศทั้งหมด

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 40 หลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ และเบนความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางที่เงียบสงบกว่า บริษัทถงเฉิง ทราเวล (Tongcheng Travel) ระบุว่า ยอดจองโรงแรมในอำเภอกว่า 30 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

    ด้านเจ้าหน้าที่จากสถาบันการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่า ชาวชนบทและนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวจากเมืองขนาดเล็กได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลาดที่แข็งแกร่ง โดยความต้องการของนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปสู่หมุดหมายที่มีขนาดเล็กกว่าแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม

    ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและอารมณ์มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมส่วนชุดฮั่นฝู พิธีชงชา และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่เหม่ยถวน ทราเวล (Meituan Travel) รายงานว่า การค้นหาคำว่า “ท่องเที่ยวยามค่ำคืน” เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 386.5

    หน่วยงานการท่องเที่ยวมีการอำนวยความสะดวกหลายรูปแบบ เช่น พิพิธภัณฑ์ในนครเซี่ยงไฮ้เปิดให้บริการเข้าชมช่วงดึก ถ้ำโม่เกาในตุนหวงเปิดระบบแนะนำแบบดิจิทัล และทะเลสาบซีหูในนครหางโจวได้ใช้ระบบจองอัจฉริยะเพื่อจัดการจำนวนผู้เข้าชมอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในช่วงเวลานี้ จีนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากกว่า 29,000 รายการ พร้อมออกคูปองเพื่อส่งเสริมการบริโภคมูลค่ารวม 480 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท)

    หูหยาง รองประธานบริษัทถูเจีย กล่าวว่าจุดหมายปลายทางที่ผู้คนเลือกเที่ยวในปัจจุบันสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น

    (แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนร่วมชมขบวนพาเหรดมังกรบนม้านั่งในอำเภอผู่เจียง มณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน วันที่ 5 ต.ค. 2025)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/inter/450098&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34pLWD1bsJfMLEaFWqfm5W

  • “กมธ.ท่องเที่ยว” วุฒิฯ ติง ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยจนไม่รู้ว่าไทยเป็นเจ้าภาพ 

    “กมธ.ท่องเที่ยว” วุฒิฯ ติง ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยจนไม่รู้ว่าไทยเป็นเจ้าภาพ 


    “โฆษกกมธ.ท่องเที่ยว”วุฒิสภา ชี้ ประชาสัมพันธ์ “ซีเกมส์” น้อยเกินไปจนประชาชนไม่รู้ว่าไทยเป็นเจ้าภาพ มอง “มาสคอต“ใช้สีธงชาติไม่เหมาะสม หวัง ”รัฐบาล“ จัดการเรียบร้อยสร้างความประทับใจ กลับมาเที่ยวไทย

    นายจำลอง อนันตสุข สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา เผย ความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่33 ที่จะจัดขึ้นในวันที่9-20 ธ.ค.นี้ ว่า ขณะนี้เหลือเวลาในการจัดทุกอย่างให้เสร็จไม่ถึง 2 เดือน เรื่องของสนามต้องเสร็จสิ้นหมดแล้ว เพราะนักกีฬาบางชาติต้องเดินทางเข้ามาล่วงหน้าเพื่อซ้อมให้คุ้นชินกับสนาม แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีความพร้อม ยังปรับนั้นปรับนี้อยู่

    ในส่วนของการถ่ายทอดสด เมื่อวานนี้(10ต.ค.)ตนได้มีการพูดคุยกับทางกรมประชาสัมพันธ์ ได้ทราบว่ามีการพูดคุยเท่านั้นแต่งบประมาณยังไม่มีการถ่ายโอนมา การจัดซื้อจัดจ้างจะหน่วยงานไหนเป็นผู้รับผิดชอบยังไม่มีการสรุปมา แม้กระทั้งถนนในกรุงเทพฯเองก็ยังไม่มีการปรับภูมิทัศน์ที่แสดงออกว่าเราเป็นเจ้าภาพในการจัดแข่งขันกีฬาซีเกมส์เลย ต่างจากจ.ชลบุรี และจ.สงขลาที่มีความกระตือรือร้นในการจัดการ 

    นายจำลอง กล่าวต่อว่า เรื่องโลโก้ก็ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการหรือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่าจะใช้แบบไหน เพราะที่ผ่านมามีการถกเถียงกันว่าจะออกแบบใหม่หรือใช้โลโก้เดิม

    “ผมเข้าใจว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้ออกแบบ ไม่อนุญาตให้นำโลโก้ดังกล่าวไปใช้เป็นภาพเคลื่อนไหว และไม่อนุญาตให้นำไปติดบนตัวของที่ระลึก โดยอนุญาตให้ใช้เป็นภาพนิ่งเท่านั้น ซึ่งภายหลังผู้ออกแบบได้อนุญาตให้ใช้โลโก้แล้ว ต้องขอขอบคุณผู้ออกแบบที่ยอมถอยเพื่อให้ผลประโยชน์ของคนทั้งชาติ แต่คำถามคือประชาชนทั่วไปทราบหรือไม่ว่าเรากำลังจะเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์และโลโก้หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องทำการบ้านให้หนักว่าเราจะประชาสัมพันธ์อย่างไรให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน“นายจำลองกล่าว

    นายจำลอง กล่าวว่า ส่วนมาสคอต‘เดอะสาน’ ที่เดิมมี7ตัว7สี เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมของประเทศไทยและอาเซียน ถูกเปลี่ยนเป็น 2 ตัวสีธงชาตินั้น ส่วนตัวมองว่าการใช้สีธงชาติเป็นมาสคอตนั้นไม่เหมาะสม และไม่มีชาติไหนนำสีธงชาติมาทำมาสคอต เต็มที่ก็คือมาสคอตถือธงชาติเท่านั้น สิ่งทึ่สำคัญทั้งโลโก้และมาสคอตควรจะทำเสร็จตั้งแต่เราไปรับเป็นเจ้าภาพแล้วเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า เราเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามาไม่รู้กี่คนแล้วแต่ปัญหานี้ยังไม่จบจนเหลือเวลาเพียง2เดือน

    นายจำลอง กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลชุดนี้เห็นถึงความความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งตนหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยิ่งใหญ่เพื่อให้ชาวต่างชาติรู้สึกประทับใจและวนกลับมาเที่ยวในไทยซ้ำเพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36385&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OZnU-yXgPolgeIBRxRQG5

  • ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    คอนเสิร์ตระดับโลก “Jackson Wang” ตอกย้ำศักยภาพไทย จุดพลุ “ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์” ดึงแฟนคลับกำลังซื้อสูงกว่า 2.4 หมื่นคน! ชี้ทางรอดใหม่รีบูตท่องเที่ยวไทย

    ทางรอดการท่องเที่ยวไทย: จุดพลุ “ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์” ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมด้วยคอนเสิร์ตระดับโลก

    แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดใจ แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับสัญญาณน่ากังวล โดยมีข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อาจหดตัวลงถึง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย ทั้งมาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่ฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งหลังโควิด โดยใช้กลยุทธ์สำคัญคือ การจัดกิจกรรมและไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง
     

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ด้วยเหตุนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ หรือที่เรียกว่า “รีบูต” โดยเน้นการผลักดันประเทศให้เป็น ศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE เพื่อดึงดูดนักเดินทางกลุ่มพรีเมียมที่มีคุณภาพ และฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Jackson Wang ตอกย้ำศักยภาพ: กรุงเทพฯ จุดหมายแรกในเอเชีย

    ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่ตอกย้ำถึงทิศทางใหม่นี้คือ การที่กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ได้ประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลักในการนำ คอนเสิร์ต Jackson Wang “MAGICMAN 2 World Tour 2025 – 2026” มาสู่ภูมิภาคเอเชีย โดยเลือกให้ กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายแรก ในการจัดงาน ณ อิมแพ็ค อารีน่า ในเดือนตุลาคม 2568

    คอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างปรากฏการณ์ความมัน ดึงดูดแฟนเพลงทั้งในและต่างประเทศกว่า 24,000 คน เข้าสู่กรุงเทพฯ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลกสามารถช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยได้จริง การปรากฏตัวของ แจ็คสัน หวัง ในฐานะไอคอนระดับโลก ได้ยกระดับประเทศไทยให้เทียบชั้นกับเมืองหลวงแห่งความบันเทิงระดับนานาชาติอื่นๆ อย่างมาเก๊า สิงคโปร์ และกรุงโซล ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    “แจ็คสัน หวัง MAGICMAN 2 เวิลด์ทัวร์” ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงคอนเสิร์ต แต่เป็นการดึงดูดกลุ่มแฟนคลับซึ่งเป็น นักท่องเที่ยวคุณภาพ จากทั่วภูมิภาคเข้ามายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยได้ขยายระยะเวลาพำนักเพื่อท่องเที่ยว ลิ้มลองอาหาร และเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งในไทย ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวโดยตรง

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    “ทางรอด” ของการท่องเที่ยวไทย: กลยุทธ์รีบูต 3 ประเด็นหลัก
    เควิน เคลย์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายแบรนด์ กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเสียโอกาสในการลงทุนในแหล่งท่องเที่ยวบันเทิงระดับโลก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเติบโตต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างเสน่ห์และเพิ่มมูลค่ามหาศาลให้กับการท่องเที่ยว

    กลยุทธ์ “รีบูต” เพื่อเป็นทางรอด มุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นหลัก:

    การลงทุนในประสบการณ์แบบลักซ์ชัวรี: เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง

    การสื่อสารดิจิทัลที่ล้ำสมัย: เพื่อเข้าถึงและสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกอย่างชาญฉลาด

    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์: ประเทศไทยจำเป็นต้องมีศูนย์กลางไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์และ MICE ที่ทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โรงแรมหรู และรีสอร์ตในพื้นที่ติดกัน โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งปีเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันปัญหาการยกเลิกงานระดับโลกในอดีต

    ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    กาแล็กซี รีสอร์ต ประเทศไทย พร้อมจะลงทุนระยะยาวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย และให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะ ศูนย์กลางชั้นนำสำหรับการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก อย่างแท้จริง การที่คอนเสิร์ต “MAGICMAN 2 เวิลด์ทัวร์” จะนำเสนอต่อที่ กาแล็กซี อารีน่า มาเก๊า หลังจากประสบความสำเร็จในกรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างของความมุ่งมั่นในการนำสิ่งที่ดีที่สุดของเอเชียมาสู่ประเทศไทย ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ ทางรอดใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวพรีเมียมสู่ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731726&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HXE3icIECGOWHQ67rnPXm

  • เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    เมืองเก่าสุโขทัยได้เหรียญทอง แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    11 ต.ค. 2568 04:30 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2888286&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jH5ZXAolC1e7wh8bU_TQG

  • ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    ข่าวปลอม อย่าแชร์! ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชา ไม่จริง แต่ผามออีแดงเป็นที่ท่องเที่ยวไทยอยู่แล้ว

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    จากกระแสข่าวเรื่อง ไทยยึดครองผามออีแดงของกัมพูชานั้น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ตรวจสอบโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ

    กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชี้แจงว่า ผามออีแดงในกัมพูชาไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหน้าผาสูงชันกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา มีระยะทางประมาณ 300 เมตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000097080&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OZhyqsJEmUe912zQtdfUq

  • รมว.ซาบีดา นำทัพบูรณาการ ๓๓ หน่วยงาน ประชุมกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง”

    รมว.ซาบีดา นำทัพบูรณาการ ๓๓ หน่วยงาน ประชุมกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง ไท ไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่งชุดไทยไปลอยกระทง”

    วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ศูนย์การประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ – กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ร่วมกับ 33 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการศาสนา กรมศิลปากร สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรมการขนส่งทางบก กรมควบคุมโรค กรมประชาสัมพันธ์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมสารนิเทศ กรมการท่องเที่ยว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักวัฒนธรรม กีฬา การท่องเที่ยว สำนักการระบายน้ำ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธาณภัย สำนักสิ่งแวดล้อม (สังกัดกรุงเทพมหานคร) สภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิเมาไม่ขับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการแนวทางความร่วมมือการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในการจัดทำมาตรการเพื่อสืบสานคุณค่าอันดีงามของประเพณีลอยกระทง ให้เด็ก เยาวชน ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้รับทราบแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง

    นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในปีพุทธศักราช 2568 กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบาย “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรม สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยมีนโยบายเรือธงประการหนึ่งคือ “ไท ไทย” เพิ่มคุณค่าและโอกาสระดับชุมชน เพื่อเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในชุมชน เฟ้นหาคุณค่าความเป็นไทย ทำให้พื้นที่ทางวัฒนธรรมทันสมัยและเข้าถึงง่าย และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ดังนั้น การจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช ๒๕๖๘ ของกระทรวงวัฒนธรรมจึงสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่จัดกิจกรรมลอยกระทงตามอัตลักษณ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น เปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้แสดงออกทางวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมและนวัตกรรมใหม่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นการสืบสานประเพณีดั้งเดิมผสานกับแนวคิดวัฒนธรรมเพื่อความยั่งยืน และยังคงภารกิจสำคัญในการเตรียมจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอประเพณีลอยกระทงในประเทศไทยเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโก

    นางสาวซาบีดา กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจึงได้กำหนดแนวทางการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 โดยกำหนด 4 มิติ 14 แนวทาง ดังนี้

    ☆ มิติด้านวัฒนธรรม
    1. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่า สาระประเพณีลอยกระทงในประเทศไทย ซึ่งเป็นรายการตัวแทนที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ
    2. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์และรณรงค์เชิญชวนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติแต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพื้นถิ่น หรือผ้าพื้นถิ่นในการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย
    3. สนับสนุนการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนดั้งเดิมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อธำรงรักษาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประเพณีลอยกระทงให้คงอยู่สืบไป
    4. รณรงค์ให้ประชาชนใช้สื่อโซเชียลมีเดียเผยแพร่เรื่องราวประวัติและเสน่ห์ของประเพณีลอยกระทงในท้องถิ่น เช่น คลิปสั้น, Infographic, AR Filter ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook Youtube Tiktok และ X เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้ชาวต่างชาติเกิดการรับรู้

    ☆ มิติด้านสังคม
    5. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎจราจร อย่างเคร่งครัด ตลอดจนการสร้างความมั่นใจต่อประชาชนเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย
    6. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข
    7. ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจราจรทั้งทางน้ำและทางบก ตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของยานพาหนะที่จะใช้รับ – ส่ง ประชาชนในช่วงประเพณีลอยกระทง
    8. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนกำหนดใช้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด อาทิ การห้ามปล่อยโคมลอย งดเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้เพลิง และการยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

    ☆ มิติด้านเศรษฐกิจ
    9. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงดั้งเดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ
    10. สนับสนุนการจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในพื้นที่จัดงานเพื่อสร้างรายได้
    และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้สู่ชุมชน
    11. ส่งเสริมการจัดกิจกรรมลอยกระทงที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อันจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนแก่ท้องถิ่น

    ☆ มิติด้านสิ่งแวดล้อม
    12. รณรงค์ส่งเสริมการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติและวัสดุที่ย่อยสลายง่ายตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมขับเคลื่อนแนวคิด Zero Waste เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    13. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ร่วมกันกำจัดขยะที่เกิดจากการสืบสานประเพณีลอยกระทง ตามแนวคิด Zero Waste การลดขยะให้เป็นศูนย์ และไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ
    14. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประชาสัมพันธ์ รณรงค์ให้แต่ละครอบครัว กลุ่ม หรือหน่วยงานลดขนาดและจำนวนกระทง หรือใช้กระทงเพียง 1 ใบ เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปริมาณขยะ ตลอดจนหลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

    นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดงานในพื้นที่ส่วนกลางกรุงเทพมหานคร วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และส่งเสริมการจัดงานในพื้นที่เมืองอัตลักษณ์ และเมืองน่าเที่ยว โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการจัดงานรูปแบบประเพณีดั้งเดิม ส่งเสริมอัตลักษณ์ของประเพณีลอยกระทงท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น รวมถึงมีการจัดทำการลอยกระทง Online ทางเว็ปไซต์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม การลอยกระทงด้วยเทคโนโลยี Interactive เพื่อเพิ่มช่องทางที่หลากหลายกับบริบทสังคมปัจจุบันที่มีความทันสมัย นอกจากนี้ หน่วยงานบูรณาการมีการจัดกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทงพุทธศักราช 2568 อาทิ กิจกรรมลอยกระทงสร้างสุข ปลอดเหล้า ปลอดภัย ไร้ควันบุหรี่ไฟฟ้า (สสส.) , กิจกรรม ไม่เมา ไม่เก็บ ไม่ปล่อยเด็กตามลำพัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำ (กรมควบคุมโรค) , การดำเนินการเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทุกหน่วยงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม คาดการณ์จากข้อมูลของปีที่ผ่านมา มีเงินสะพัด กว่า 8.3 พันล้านบาท จำนวนผู้ร่วมงานนักท่องเที่ยวในประเพณีลอยกระทงทั่วประเทศ 6.6 ล้านคน ในปีนี้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวและเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

    ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดงานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนั้น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดทำบทเพลงลอยกระทง ๖ ภาษา (ภาษาไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสเปน) เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในวงกว้างได้เข้าใจคุณค่าสาระที่ดีงามของประเพณีไทยมากยิ่งขึ้น รวมถึงการรณรงค์ “แต่งชุดไทยไปลอยกระทง” เพื่อส่งเสริมการใส่ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพื้นถิ่น ชุดผ้าไทย เพื่อเตรียมการสำหรับการนำเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก ในปีพุทธศักราช 2569 ต่อไป

    สุดท้าย นางสาวซาบีดา ฝากถึงพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวว่าประเพณีลอยกระทงมีความสำคัญและสืบทอดมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมขอเชิญชวนทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมกับประเพณีลอยกระทง 2568 ซึ่งจะเป็นเทศกาลที่สร้างความประทับใจให้แก่ทั้งคนไทยและชาวโลก ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมส่งเสริมวัฒนธรรม: www.culture.go.th หรือ Facebook กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963482&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw251sdox0mBkKixBirIISyS

  • หยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’ ททท.คาดไทยเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน เปิด 5 จังหวัดยอดฮิต

    หยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’ ททท.คาดไทยเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน เปิด 5 จังหวัดยอดฮิต

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ประเมินภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม ปี 2568 คาดว่า บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ททท. คาดว่า จะมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 2.71 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2 %  สร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 11,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของสถานพักแรมอยู่ที่ 69 % แบ่งเป็นอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 42 %

    สำหรับภูมิภาคที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้ามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ภาคกลาง 658,200 คน-ครั้ง รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 581,800 คน-ครั้ง และภาคตะวันออก 524,900 คน-ครั้ง  ส่วนภูมิภาคที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ กรุงเทพมหานคร 2,780 ล้านบาท รองลงมาคือ ภาคตะวันออก 2,470 ล้านบาท และภาคใต้ 2,290 ล้านบาท

    5 จังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมในช่วงหยุดยาว ‘วันนวมินทรมหาราช 2568’

    โดย 5 อันดับเมืองหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด ได้แก่

    • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร
    • อันดับ 2  ชลบุรี
    • อันดับ 3  กาญจนบุรี
    • อันดับ 4 ภูเก็ต
    • อันดับ 5 นครราชสีมา

    5 อันดับเมืองน่าเที่ยวที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางเข้าพื้นที่มากที่สุด

    • อันดับ 1 อุดรธานี
    • อันดับ 2 สุพรรณบุรี
    • อันดับ 3 เชียงราย
    • อันดับ 4 เลย
    • อันดับ 5 นครพนม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    10 จังหวัดยอดนิยมที่มีการจองโรงแรม/ที่พักจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ในช่วงวันหยุดนี้ ได้แก่

    • อันดับ 1 ชลบุรี
    • อันดับ 2 จันทบุรี
    • อันดับ 3 ตราด
    • อันดับ 4 เพชรบุรี
    • อันดับ 5 ประจวบคีรีขันธ์
    • อันดับ 6 เชียงใหม่
    • อันดับ 7 นครราชสีมา
    • อันดับ 8 กาญจนบุรี
    • อันดับ 9 ราชบุรี
    • อันดับ 10 ระยอง

    พฤติกรรมการเดินทางในช่วงวันหยุด จะเป็นการเดินทางระยะใกล้ เพื่อพาครอบครัวไปไหว้พระทำบุญ ช่วงวันออกพรรษาและถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

    นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเดินทางข้ามภาคเพิ่มขึ้น ทั้งจากกลุ่มครอบครัวที่ลูกหลานอยู่ในช่วงปิดภาคเรียน ส่วนหนึ่งมาจากแรงหนุนจากมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่มีการใช้สิทธิ์จองโรงแรม/ที่พักในจังหวัดนอกภาคภูมิที่ตนอาศัย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 63% ผนวกกับกลุ่มท่องเที่ยวสายบุญสายศรัทธา

    การท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว วันนวมินทรมหาราช 2568

    เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลทอดกฐิน พุทธศาสนิกชนนิยมเดินทางไปทอดกฐินตามวัดต่างๆ ที่ตนนับถือและศรัทธากันเป็นหมู่คณะ และมักมีการต่อยอดการเดินทาง  ไปท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันนวมินทรมหาราช ปี 2568

    ปัจจัยสนับสนุน

    โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ช่วยกระตุ้นบรรยากาศการเดินทางเที่ยวภายในประเทศในช่วงวันหยุดนี้ ให้กลับมาคึกคักทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว โดยในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคม พบว่ามีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์ จองโรงแรม/ที่พักจำนวน 24,958 สิทธิ์ โดยเป็นการจองที่พักในเมืองหลัก 11,800 สิทธิ์ คิดเป็น 47 % และเมืองน่าเที่ยว 13,158 สิทธิ์ คิดเป็น 53 % (ข้อมูลโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ณ วันที่ 15 กันยายน 2568

    การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติและบำเพ็ญกุศล เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 อาทิ พิธีถวายราชสักการะ วางพวงมาลา พิธีทำบุญตักบาตรเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ฯลฯ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ  

    มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวค่อนข้างหลากหลาย ทั้งที่จัดโดย ททท. และพันธมิตรในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจของนักท่องเที่ยว เช่น

    เทศกาลอาหาร อาทิ เทศกาลอาหารและดนตรี เหนื้อ เหนือ “กินเหนือ ครั้งที่ 5” จ.เชียงใหม่ (8-13 ต.ค.68) งาน “TEA DELIGHT – The First Edition” จ.เชียงใหม่ (11-13 ต.ค.68) งานมหกรรมอาหารฮาลาล “น่าอ้ำ ฮาลาล” จ.พระนครศรีอยุธยา (8-14 ต.ค.68) หมีทะเลมาเสิร์ฟ EP#4 X Central Pattaya จ.ชลบุรี (10-15 ต.ค.68)

    งานดนตรี กีฬา และนันทนาการ อาทิ คอนเสิร์ตศิลปินระดับโลกอย่าง Mariah Carey: The Celebration of MIMI – Live In Bangkok เมืองทองธานี นนทบุรี (11 ต.ค.68) งานวิ่งเทรลและมินิมาราธอนท่ามกลางธรรมชาติ เช่น สกาดซีนิคเทรล- SAKAD SCENIC TRAIL 2025 จ.น่าน (12 ต.ค.68) Sukhothai Marathon จ.สุโขทัย (12 ต.ค.68) Paktaitoday mini marathon @Phang Nga 2025 จ.พังงา (12 ต.ค.68) 20 ปี FTE ก้าวแห่งความผูกพัน-RUN for Future” จ.ภูเก็ต (12 ต.ค.68) งาน Krabi Bike Week (10-11 ต.ค.68) และ Street Art King Bhumibol at Chumphon จ.ชุมพร (1-13 ต.ค.68)

    เทศกาล งานประเพณี ความเชื่อ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม อาทิ งานคำชะโนดโลก ครั้งที่ 1 อุดรธานี (8-12 ต.ค.68) ประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าและแข่งขันเรือยาว จ.สุราษฏร์ธานี (4-12 ต.ค.68) งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์และงานกาชาดจังหวัดสมุทรปราการ ประจำปี 2568 (12-23 ต.ค.68) งานฉลองเจดีย์วัดไร่ขิง 103 ปีชาตกาล ปี 2568 จ.นครปฐม (4-12 ต.ค.68) งานประเพณีวิ่งควาย อ.ปลวกแดง จ.ระยอง (3-12 ต.ค.68)

    ปัจจัยอุปสรรค

    ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจากข้อมูลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว มีการปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเวลา 7 เดือน นับจากเดือน ม.ค. ที่มีค่าดัชนีอยู่ในระดับ 90.6 เหลือเพียง 71.3 ในเดือน ส.ค. 68 สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่มั่นคงทางรายได้ ส่งผลให้คนไทยระมัดระวังและใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น

    การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย วันหยุดยาวในเดือนตุลาคมถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่คนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศมาก เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนของกลุ่มครอบครัว และการใช้วันลาพักร้อนใกล้สิ้นปีของกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งจากสถิติคนไทยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรรายวัน (สตม.) พบว่า ในปี 2567 มีจำนวนคนไทยเดินทางออกในช่วงวันหยุดนี้เฉลี่ยวันละ 52,000 คน และคาดว่าในปีนี้น่าจะมีคนไทยเดินทางออกเพิ่มขึ้น

    เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยส่วนใหญ่นิยมท่องเที่ยวในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเซีย (แผนการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ไตรมาส4/2568, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

    สภาพอากาศยังมีความแปรปรวน เนื่องจากอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน มีโอกาสที่จะมีพายุและมรสุมโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ อาจเกิดน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก

    ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และสระแก้ว ยังคงมีการปะทะกันอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์และฟื้นฟูความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641104&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UW07cWZIa5K8NMitTwWhA