Category: ท่องเที่ยว

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    ​กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้งดใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตรายต่อปะการัง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อป้องกันการทำลายระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว

    ​นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กรมฯ จึงออกประกาศควบคุมการใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor และ Butylparaben โดยสารเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปะการัง ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ขัดขวางการสืบพันธุ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะปะการังฟอกขาวจนตายในที่สุด​ ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เปราะบาง กรมอุทยานฯ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า “Reef Safe” หรือ “Reef Friendly”

    ​นอกจากนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ได้แก่​ หลีกเลี่ยงการสัมผัส เหยียบ หรือจับต้องปะการัง​ รักษาระยะห่างจากปะการังอย่างน้อย 2 เมตร​ ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ลงในทะเล​ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

    ​สำหรับบทลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรามาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้อุทยานแห่งชาติทางทะเลทุกแห่งดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWnlfGZnem6llbHSg3ORY

  • ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู ‘เกาะลิบง’ ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’

    วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

    ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ผ่านโครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา”

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/921221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0NKGzcnKIVoi1N0fAjkW

  • ส่อง 8 ย่านท่องเที่ยว กทม. ชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด!

    ส่อง 8 ย่านท่องเที่ยว กทม. ชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด!

    ดาต้าเซ็ต ชวนส่อง 8 ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ถูกชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด พบ “สุขุมวิท” ถูกพูดถึงกว่า 33% ส่วน “สยาม” – “เยาวราช” ติดอันดับ

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 15 ต.ค. 68 บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568 เพื่อติดตามความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ หรือ Social Listening เกี่ยวกับความสนใจการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร จากการสำรวจการพูดถึง (Mention) ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครฯ บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า

    Wikipedia/Chainwit.
    สุขุมวิท

    แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด คือ สุขุมวิท (33.0%) ซึ่งรวมไปถึงโซนทองหล่อ-เอกมัย ด้วยความที่เป็นพื้นที่ใจกลางเมือง ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทันสมัย ทั้งแหล่งชอปปิง ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รายล้อมด้วยโรงแรมหรู การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS พร้อมสวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนเบญจกิติ สำหรับนักวิ่งและคนรักสุขภาพ รองลงมาได้แก่

    พระนคร (27.8%) ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เสาชิงช้า รวมถึงถนนข้าวสาร และท่ามหาราช ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    สยาม (8.6%) ศูนย์กลางการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดดเด่นด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ อาทิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซีไลฟ์ แบงคอก ที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS

    เยาวราช (7.9%) เอาใจสายกินด้วยสตรีทฟู้ดที่ไม่เคยหลับไหล สายถ่ายรูปต้องหลงรักสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณสุดคลาสสิก โดยเฉพาะ “ถนนทรงวาด” รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีน

    ช่างภาพพีพีทีวี
    เยาวราช

    รัชดา-ห้วยขวาง (7.3%) เป็นหนึ่งในแหล่งแฮงก์เอาต์ยอดนิยม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืน แหล่งรวมร้านค้า The Street Ratchada ร้านอาหาร ผับและบาร์ ตอบโจทย์สายชอป สายกิน หรือสายนั่งชิล เหมาะกับการนัดพบเพื่อนฝูง

    ลาดพร้าว (5.7%) แหล่งไลฟ์สไตล์ครบวงจรอีกแห่งในกรุงเทพฯ มีทั้งศูนย์การค้า เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ รวมถึงตลาดนัดจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) สำหรับการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวงบจำกัดที่ต้องการสัมผัสวิถีกรุงเทพฯ

    สีลม-สาทร (5.2%) มีทั้งไนท์ไลฟ์ ร้าน Fine dining และบาร์บนตึกสูงเพื่อชมวิวเมืองอย่าง Rooftop Bar ที่ตึกมหานคร รวมถึง One Bangkok และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง Dusit Central Park สวนลอยฟ้า จุดถ่ายรูปสวย ๆ พื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง

    ดุสิต (4.5%) เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์ ทั้ง วังปารุสกวัน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/259256&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bzBiChnzQrUtMyskXHX9X

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้นท่องเที่ยวเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้นท่องเที่ยวเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้น ศก.เข้าครม.ใหญ่สัปดาห์หน้า เน้นดันภาคการท่องเที่ยว

    15 ต.ค.2568 – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญใน 3-4 ประเด็น โดยได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาให้ข้อเสนอแนะในการทำแอกชั่นแพลน ซึ่งในสัปดาห์นี้เริ่มจากกระทรวงการคลัง ส่วนวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.เป็นของกระทรวงพลังงาน จากนั้นสัปดาห์ถัดไปจะเป็นของกระทรวงพาณิชย์ และทุกนโยบายต่อจากนี้ที่จะใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯเน้นย้ำว่าจะต้องมีการทำ Course Benefit เข้าไปด้วยว่าแต่ละนโยบายใช้งบประมาณเท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดีผลเสียเท่าไหร่ และสิ่งที่จะได้ต่อประเทศเป็นอย่างไร ซึ่งในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ กระทรวงการคลังทำเป็นกระทรวงแรก

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังเห็นด้วยในการใช้นโยบายโครงการดอกเบี้ยต่ำในการกระตุ้นให้โรงแรมมีการรีโนเวท คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมในมาตรการทั้งหมดในระยะนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 0.4 ของจีดีพี

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 20 ต.ค.กระทรวงการคลังจะเสนอประเด็นนโยบายการท่องเที่ยวเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง โดยในเมืองรองประชาชนสามารถนำใบเสร็จมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนในเมืองหลักจะได้ 1 เท่า หรือประมาณ 20,000 บาท ส่วนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค.จะไม่มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/879130/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34ThjSs57i_Qs_Ukdk51_g

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการฟื้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการฟื้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) ที่ห้องประชุม CB 406 อาคารรัฐสภา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วม

    ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวม 3 มาตรการหลัก เพื่อฟื้นกำลังซื้อและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า

    1. มาตรการทางภาษี ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีประชาชนสูงสุดคนละ 20,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม –15 ธันวาคม 2568 โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เช่น หากใช้จ่ายในเมืองรอง 10,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย ได้เสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ต่อไป

    1. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่งบใหม่ โดยส่วนราชการมีงบประมาณ 3,000 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีงบในลักษณะเดียวกัน ให้เบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของงบฝึกอบรมสัมมนา ภายในเดือนมกราคม 2569 จากเดิมที่มักใช้จ่ายในไตรมาส 3–4 เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ
    2. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า โดยเฉพาะโรงแรมในเมืองรอง สามารถใช้สิทธิ์ได้ถึงเดือนมีนาคม 2569 เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ระบบโซลาร์เซลล์ หรือบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวฟุบมาก 8 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายในประเทศติดลบไปประมาณ 8% ดังนั้นเราต้องฟื้นการท่องเที่ยวไทยจากหล่ม”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยกรมสรรพสามิต จะประสานกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ และนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน

    ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกเรื่องที่เข้าสู่การประชุม คือ รายงานของอธิบดีกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยปีงบประมาณที่ผ่านมา มีงบเหลือจ่ายที่เบิกไม่หมดและขอกันเหลื่อมปีสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 300,000 ล้านบาท งบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียงกว่า 60% แต่ข้อดีส่วนที่เป็นงบเหลื่อมปีดังกล่าวจะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ จึงกำหนดให้ถ้ามี TOR แล้ว ต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้เงินเก่าถูกนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วงเงินรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าเบิกจ่ายต้องไม่ต่ำกว่า 93% และงบลงทุน 75% พร้อมกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ โดยเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะติดตามผลเป็นรายเดือน และรายงานนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมมอบหมายให้กระทรวงด้านเศรษฐกิจเร่งเดินหน้าแผน “Quick Big Win” โดยจะนำความคืบหน้ามาหารือในที่ประชุมทุกสัปดาห์

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมว่า ในวันนี้ยังไม่มีการหารือเรื่องการยึดบิตคอยน์หรือคริปโทเคอร์เรนซีแต่อย่างใด

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้คาดจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมผลจากมาตรการสินเชื่อ ที่จะออกเพิ่มเติมในระยะถัดไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/789130&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BoRMOJFoaKzeB9CiU0w85

  • ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ต่อ ครม. สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ต่อ ครม. สัปดาห์หน้า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส โดยวันนี้เป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าและแม่ค้า พร้อมเปิดให้ผู้ซื้อลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 20 ตุลาคม นี้

    ส่วนมาตรการต่อไปที่พร้อมดำเนินการ คือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความเห็นอย่างมากมาย จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ถัดไป โดยมีนโยบายในการลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนในการท่องเที่ยว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม จนถึง 15 ธันวาคม นี้ แต่หากท่องเที่ยวเมืองรองก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจากภาคเอกชนว่านิติบุคคลก็สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ที่จะพาคนไปเที่ยวเมืองนอกก็จะได้หันกลับมาเที่ยวเมืองไทย ขณะที่ภาครัฐเองก็มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากขณะนี้การท่องเที่ยวอยู่ในภาวะถดถอย ติดลบไปประมาณ 8% ต้องฟื้นเศรษฐกิจไทย จึงมีนโยบายเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ 60% ของงบประมาณในการอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม

    นอกจากนี้ มาตรการแพ็คเกจการท่องเที่ยวยังกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยซึ่งได้ผลในระยะยาว โดยมีมาตรการให้โรงแรมต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองรองที่มีการปรับปรุงโรงแรมให้น่าอยู่ พร้อมลดค่าใช้จ่ายของโรงแรมด้วยการติดโซลาเซลล์ ขณะเดียวกันยังมีการปรับปรุงระบบบ่อบำบัดน้ำเสียเพื่อปรับปรุงโรงแรมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาวมากขึ้นรวมถึงมีพลังงานสะอาดใช้ ขณะที่กรมสรรพสามิตยังมีนโยบายลดค่าภาษีของสถานบริการต่าง ๆ ในช่วงนี้ โดยลดจาก 10% เหลือ 5% และประสานกับกระทรวงมหาดไทย รวมถึงยังมีการพิจารณาอยากให้ผู้ประกอบการที่ยังเปิดสถานบริการไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นให้เกิดร้านค้าต่าง ๆ ทำให้คึกคัก

    ขณะเดียวกันการเบิกจ่ายภาครัฐไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่ แต่คำนึงถึงวินัยทางการคลังอย่างมาก ซึ่งกรมบัญชีกลางได้รายงานผลการเบิกจ่ายในปีที่แล้วปรากฏว่ามีงบประมาณเหลือจ่ายที่เบิกไม่หมดสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 300,000 กว่าล้านบาท จึงทำให้มีงบประมาณคงเหลือในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการเร่งประสิทธิภาพมากขึ้นและฟื้นเศรษฐกิจ โดยในปีนี้มีการตั้งเป้าให้เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 93% ซึ่งจะต้องมีการติดตามเป็นรายเดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249139&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SbPYi95xvupZezrXGANFt

  • เช็กสิทธิมาตรการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เมืองรอง 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เช็กสิทธิมาตรการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เมืองรอง 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า ได้นำเสนอมาตรการนโยบายเศรษฐกิจหลายเรื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า โดยเป็นมาตรการภาษีให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยว สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท

    ส่วนถ้าเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เช่น ใช้จ่ายเมืองรอง 10,000 บาท จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เงินกระจายไปเมืองรองด้วย เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 68

    ขณะเดียวกันได้มีข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยประธานหอการค้าได้เสนอในที่ประชุม อยากให้นิติบุคคลเข้าร่วมมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาว่าจะสามารถให้บริษัทเอกชนหักลดหย่อนภาษีได้เท่าไร เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และเปลี่ยนจากไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นท่องเที่ยวในประเทศแทน

    ขณะที่ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน จากปกติภาครัฐมีงบประมาณกระตุ้นของราชการกว่า 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจมีกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบตั้งไว้อบรมสัมมนา ซึ่งปกติภาครัฐจัดอบรมสัมมนาไตรมาสสุดท้าย หรือช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค. แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยฟุบ ล่าสุด 8 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายในประเทศติดลบ 8% ทำให้ต้องฟื้นเศรษฐกิจฟื้นท่องเที่ยวไทยจากหล่ม โดยอยากให้ใช้จ่ายแบบฟร้อนโหลด จากเดิมรอใช้จ่ายในไตรมาส 3-4 เป็นเบิกจ่ายให้ได้ภายในเดือน ม.ค. 60% ของงบฝึกอบรมสัมมนา และเป็นสิ่งกระตุ้นดีมานด์ช่วงนี้

    ส่วนมาตรการอื่นๆ จะมีให้โรงแรมที่พักเมืองรองที่ต้องการปรับปรุงโรงแรม ได้ค่าใช้จ่ายหักภาษี 2 เท่า หากปรับปรุงลงทุนพัฒนาโรงแรม และได้มีข้อเสนอหลายท่าน จากทั้ง รมว.พาณิชย์ และ รมช.มหาดไทย อยากให้เกิดความยั่งยืนด้วย เช่น สนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโรงแรม และเกิดสีเขียวในโรงแรม การทำบ่อบำบัดน้ำเสียในโรงแรม และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย คำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะสามารถใช้สิทธิได้ถึงเดือน มี.ค. 69

    นอกจากนี้กรมสรรพสามิตได้ลดค่าภาษีสถานบริการในช่วงนี้ จาก 10% เป็นเหลือ 5% และประสานกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเวลานี้สถานบริการของกระทรวงมหาดไทยกับกรมสรรพสามิตไม่ได้เชื่อมโยงกัน อยากให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ทำให้ถูกต้องและหลบซ่อน จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ มาเข้าสู่ระบบเพื่อให้ถูกต้องและเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5206450/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vy9Gm18HYlBurPQqsofcY

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจบูมท่องเที่ยว เปิดช่องนำรายจ่ายใช้หักลดหย่อนภาษี

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจบูมท่องเที่ยว เปิดช่องนำรายจ่ายใช้หักลดหย่อนภาษี

    ‘เอกนิติ’ เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ เดินเครื่องโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี 68 เปิดช่องนำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ ชูเมืองหลัก 1 เท่า เมืองรอง 1.5 เท่า ส่วนใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์หักเพิ่มได้อีก 1 เท่า

    15 ต.ค. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้ (15 ต.ค. 68) พิจารณาเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 โดยรายละเอียดเบื้องต้น คาดว่าจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลักมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่วนเมืองรองจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่หากเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์จะให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดขอให้รอการพิจารณาของ ครม. เศรษฐกิจก่อน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ต.ค. 2568 พิจารณาได้ ซึ่งหากไม่มีอะไรติดขัดก็จะให้สามารถเริ่มมาตรการได้ทันที โดยให้มีผลถึงสิ้นปี 2568

    “รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปแล้ว ในส่วนนั้นเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมานั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ที่เงียบ ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้” นายเอกนิติ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/879019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qla8LoiZNW-mLaSV3nOXs

  • “เขาช้างเผือก” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ชวนพิชิตสันคมมีด เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    “เขาช้างเผือก” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ชวนพิชิตสันคมมีด เริ่ม 1 พ.ย. นี้

    เสียงเรียกจากผืนป่าแห่งทองผาภูมิดังขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาแล้วสำหรับนักเดินทางสายผจญภัยที่รอคอยการกลับมาของหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่สวยและท้าทายที่สุดของเมืองไทย 

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ประกาศเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล “เขาช้างเผือก ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมท้าทายให้นักพิชิตยอดเขาได้สัมผัสความงดงามสุดพิเศษเพียง 3 เดือนเท่านั้น

    สิ่งที่ทำให้ “เขาช้างเผือก” กลายเป็นตำนานและเป็นจุดหมายในฝันของนักเดินป่า คือ “สันคมมีด” สันเขาสุดหวาดเสียวที่ทอดตัวยาว โดยมีทางเดินแคบๆ ขนาบข้างด้วยวิวทิวทัศน์แบบ 360 องศาที่น่าทึ่ง 

    การก้าวเดินบนเส้นทางนี้เปรียบเสมือนบทพิสูจน์สภาพร่างกายและจิตใจ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง ณ ยอดเขาช้างเผือก ที่ความสูง 1,249 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งคุณจะได้ชมทัศนียภาพอันกว้างไกลของผืนป่าตะวันตกจรดชายแดนประเทศเมียนมา และวิวเหนือเขื่อนวชิราลงกรณสุดลูกหูลูกตา

    ฤดูกาลนี้ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จะเปิดเส้นทางเดินป่าระยะทาง 8 กิโลเมตร (ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน) ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เท่านั้น โดยจะเปิดจองรอบแรก (สำหรับทริปวันที่ 1-15 พ.ย. 68) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 นี้

    สามารถจองผ่านระบบ Google Form ที่หน้าเพจ Facebook “อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park” ซึ่งมีโควต้าจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพียง 60 คนต่อวัน เพื่อรักษาความสมดุลของธรรมชาติ

    อุทยานฯ ได้ปรับปรุงระบบการจองให้ทันสมัยและโปร่งใสต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จองได้แบบ Real-Time ผ่านลิงก์บนหน้าเพจ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสวางแผนและเข้าถึงทริปในฝันได้อย่างเท่าเทียมกัน

    กฎเหล็กสำหรับนักพิชิตเขาช้างเผือก เพื่อความปลอดภัยและร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ดังต่อไปนี้

    • คุณสมบัติ: ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อายุระหว่าง 13 – 70 ปี
    • จองล่วงหน้าเท่านั้น: ไม่มีการรับนักท่องเที่ยวแบบ Walk-in
    • จัดการขยะ: ต้องนำขยะทุกชิ้นที่นำเข้าไป กลับออกมาทิ้งภายนอกอุทยานฯ
    • การขับถ่าย: ให้ใช้ “ถุงขับถ่ายย่อยสลาย” ในจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น
    • เชื่อฟังเจ้าหน้าที่: เนื่องจากเส้นทางมีความสูงชันและอันตราย ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง

    การเปิดเขาช้างเผือกในแต่ละปี ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดประตูสู่ธรรมชาติอันงดงาม แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ ทั้งที่พัก ร้านค้า และผู้ประกอบการในหมู่บ้านอีต่อง นี่คือโอกาสเดียวในรอบปีที่คุณจะได้สร้างความทรงจำครั้งใหม่บนยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งผืนป่าทองผาภูมิ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2889093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G0Gtf8TbW100Xzw9Pahns

  • “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    “คลัง” จ่อชง ครม.ดัน 3 มาตรการท่องเที่ยวแพ็กเกจใหญ่

    วันนี้ (15 ต.ค.2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า มาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้คือ “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งมีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนแล้ว

    ส่วนมาตรการที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า เป็นมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นจะต้องออกมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่มีการชะลอตัวอย่างมาก โดยการท่องเที่ยวในประเทศติดลบร้อยละ 8 ใน 8 เดือนที่ผ่านมา

    กระทรวงการคลังจะเสนอเป็นแพ็กเกจการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. มาตรการทางภาษี โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และให้สิทธิ์สำหรับท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า เริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    2. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีงบประมาณของแต่ละภาคส่วนอยู่แล้ว ไม่ใช่งบประมาณใหม่ โดยมีงบประมาณอยู่ราว 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนราชการ 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท สำหรับการอบรมสัมมนา ยังไม่รวมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตั้งไว้เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว กำหนดให้เบิกจ่าย 60% ของงบอบรมสัมมนาภายในเดือน ม.ค.2569 แทนที่จะรอจ่ายในไตรมาส 3-4 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    นอกจากนี้ ประธานหอการค้าเสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานเที่ยวในประเทศ มาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้

    3. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า สำหรับเมืองรองโดยเฉพาะ โดยให้สิทธิ์ใช้จ่ายได้ถึงเดือน มี.ค.2569 โดยสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ การติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนและความยั่งยืน การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสีย

    ขณะเดียวกันยังมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีสถานบริการจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5 โดยประสานกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพสามิตเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องสามารถเข้าสู่ระบบและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างครอบคลุม

    รมว.คลัง กล่าวอีกว่า ได้หารือเรื่องการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2569 วงเงินกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมามีงบเหลือจ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 300,000 ล้านบาท และงบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ 65 เท่านั้น ดังนั้นในปีนี้จึงตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณปกติไว้ที่ร้อยละ 93 และงบลงทุนไว้ที่ร้อยละ 75 รวมทั้งกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะติดตามเป็นรายเดือนและรายงานนายกรัฐมนตรีทราบ

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    ภาพจาก ทำเนียบรัฐบาล

    เสนอแอ็กชันแพลน ครม.เศรษฐกิจ คาดช่วยดัน GDP 0.4%

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้ความสำคัญใน 3-4 ประเด็น โดยเชิญภาคเอกชนมาให้ข้อเสนอแนะในการทำแอ็กชันแพลน

    สัปดาห์นี้เริ่มพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงการคลัง ส่วนวันที่ 20 ต.ค.จะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพลังงาน และสัปดาห์ถัดไปจะพิจารณาแอ็กชันแพลนของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ซึ่งคาดว่าจากภาพรวมมาตรการทั้งหมดจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 0.4 ของจีดีพี

    ทุกนโยบายต่อจากนี้ที่จะใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้วิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Course Benefit) เข้าไปด้วยว่าแต่ละนโยบายใช้งบฯ เท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดี ผลเสียเท่าไหร่ และสิ่งที่จะได้ต่อประเทศเป็นอย่างไร

    อ่านข่าว

    นัดแรก! ประชุม ครม.เศรษฐกิจทำโรดแมป-แอ็กชันแพลน 4 เดือน

    สรรพากรพุ่งเป้าเก็บภาษี “อินฟลูเอนเซอร์-คอนเทนครีเอเตอร์”

    โฆษก กห.ยันกัมพูชาต้องยอมรับ 4 เงื่อนไข ก่อนขอเปิดด่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357595&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28E6izTgwcUEGnPgINC8tz