Category: ท่องเที่ยว

  • ‘ลิซ่า’ ขึ้นแท่น ทูตท่องเที่ยวไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์

    ‘ลิซ่า’ ขึ้นแท่น ทูตท่องเที่ยวไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประกาศข่าวดีรับไฮซีซั่น ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลก ตอบรับทำหน้าที่ “Amazing Thailand Ambassador” เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 โดยตั้งเป้าเสริมพลัง Soft Power และขยายฐานนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้เห็นเสน่ห์ของประเทศไทยในมุมใหม่

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เผย การได้ ‘ลิซ่า’ มาร่วมเป็นตัวแทนสื่อสารแบรนด์ “Amazing Thailand” ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมิติใหม่ ทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมิตรภาพของคนไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็น “Quality Leisure Destination” หรือจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    lisa-amazing-thailand-ambassador-tourism-soft-power-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘ลิซ่า’ ถือเป็นบุคคลต้นแบบที่มีพลังในการสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก ด้วยชื่อเสียงและความสำเร็จระดับสากล จะช่วยจุดประกายให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากค้นพบความงดงามของเมืองไทยมากขึ้น นับเป็น Soft Power สำคัญในการสร้างแรงดึงดูดให้ประเทศไทยกลับมาเป็นจุดหมายยอดนิยมในภูมิภาค

    ททท. มั่นใจว่าการเปิดตัว “Amazing Thailand Ambassador” ครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569 โดยคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้น และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศหลายแสนล้านบาท

    นอกจากนี้ ททท. ยังเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและไมตรี เพื่อส่งต่อเสน่ห์ ‘ความเป็นไทย’ สู่สายตาชาวโลกไปพร้อมกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะทูตท่องเที่ยวไทยคนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/lisa-amazing-thailand-ambassador-tourism-soft-power&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28o2DVDzkT1mknHcYI302E

  • เคทีซี x การท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปีดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    เคทีซี x การท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปีดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี และยอดใช้จ่ายของนักเดินทางชาวไทย ผ่านเทศกาล “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” เทศกาลอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10% 

    สถิติจากการท่องเที่ยวฮ่องกง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนฮ่องกงกว่า 33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 359,000 คน เพิ่มขึ้น 4.6% ซึ่งจัดเป็นอันดับ 2 ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รองจากประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับเทศกาล “Wine & Dine Festival” ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของฮ่องกงช่วงปลายปี ที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เทศกาลดังกล่าวจัดตรงกับช่วงวันหยุดยาวของไทยพอดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

    KTC ชี้เทรนด์ “กิน–ช้อป–เที่ยว” ที่ฮ่องกงยังแรงไม่หยุด

    601849

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ฮ่องกงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 2 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รองจากญี่ปุ่น และเป็นประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2568 มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 13,000 บาทต่อคน และ 3,500 บาทต่อครั้ง“เราพบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารซึ่งมีจำนวนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26% และจำนวนสมาชิกที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หมวดแฟชั่นและนาฬิกาเครื่องประดับยังคงเป็นอันดับต้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ฮ่องกงยังเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับ พรีเมียมของนักเดินทางชาวไทยได้เป็นอย่างดี” นางสาววริษฐากล่าว

    ไฮไลต์งาน “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025”

    836913

    เทศกาลในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ผสานวัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ไว้อย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ BEA Grand Wine Pavilion รวบรวมไวน์ชั้นเลิศจากแคว้นบอร์กโดซ์ รวมถึงไวน์ระดับ First Growth / Tasting Room ดินเนอร์ 10 คอร์สจาก 5 เชฟชื่อดัง และTowngas Gourmet Avenue ที่รวมร้านอาหารชั้นนำกว่า 12 ร้าน รวมถึงร้านที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินและรางวัลเพชร Black Pearl  ซึ่งนับรวม 13 ดาว และ 7 เพชร  ไว้ภายในบริเวณเดียวกัน งานจัดขึ้นริมอ่าววิคตอเรีย บริเวณเซ็นทรัล ฮาเบอร์ฟร้อนท์ (Central Harbourfront) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. จนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อาหารระดับโลกในบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามที่สุดของฮ่องกง

    แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับสมาชิกเคทีซี

    สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถจองแพ็กเกจสุดพิเศษ “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” ราคาเริ่มต้นเพียง 11,999 บาทต่อท่าน (จำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน) ประกอบด้วย

    • ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ฮ่องกง (สายการบิน Cathay Pacific / Emirates / Hong Kong Airlines
    • ห้องพัก 2 คืนที่ Regal Hong Kong Hotel หรือเทียบเท่า
    • บัตรเข้างานเทศกาล พร้อม Token มูลค่า HK$370/ท่าน สำหรับแลกเครื่องดื่มภายในงาน

     ผู้สนใจสามารถจองแพ็กเกจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 และเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/hk-wine-dine

    647073

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIIpPsqclCNbz3ccYov3J

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    ​กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้งดใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตรายต่อปะการัง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อป้องกันการทำลายระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว

    ​นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กรมฯ จึงออกประกาศควบคุมการใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor และ Butylparaben โดยสารเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปะการัง ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ขัดขวางการสืบพันธุ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะปะการังฟอกขาวจนตายในที่สุด​ ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เปราะบาง กรมอุทยานฯ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า “Reef Safe” หรือ “Reef Friendly”

    ​นอกจากนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ได้แก่​ หลีกเลี่ยงการสัมผัส เหยียบ หรือจับต้องปะการัง​ รักษาระยะห่างจากปะการังอย่างน้อย 2 เมตร​ ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ลงในทะเล​ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

    ​สำหรับบทลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรามาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้อุทยานแห่งชาติทางทะเลทุกแห่งดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWnlfGZnem6llbHSg3ORY

  • ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู ‘เกาะลิบง’ ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’

    วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

    ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ผ่านโครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา”

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/921221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0NKGzcnKIVoi1N0fAjkW

  • ส่อง 8 ย่านท่องเที่ยว กทม. ชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด!

    ส่อง 8 ย่านท่องเที่ยว กทม. ชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด!

    ดาต้าเซ็ต ชวนส่อง 8 ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ถูกชาวเน็ตพูดถึงบนโลกออนไลน์มากสุด พบ “สุขุมวิท” ถูกพูดถึงกว่า 33% ส่วน “สยาม” – “เยาวราช” ติดอันดับ

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันที่ 15 ต.ค. 68 บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 22 กันยายน 2568 เพื่อติดตามความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ หรือ Social Listening เกี่ยวกับความสนใจการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร จากการสำรวจการพูดถึง (Mention) ย่านท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครฯ บนสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า

    Wikipedia/Chainwit.
    สุขุมวิท

    แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงบนสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด คือ สุขุมวิท (33.0%) ซึ่งรวมไปถึงโซนทองหล่อ-เอกมัย ด้วยความที่เป็นพื้นที่ใจกลางเมือง ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ทันสมัย ทั้งแหล่งชอปปิง ประกอบด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รายล้อมด้วยโรงแรมหรู การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS พร้อมสวนสาธารณะใจกลางเมืองอย่างสวนเบญจกิติ สำหรับนักวิ่งและคนรักสุขภาพ รองลงมาได้แก่

    พระนคร (27.8%) ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน และแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) เสาชิงช้า รวมถึงถนนข้าวสาร และท่ามหาราช ซึ่งล้วนเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

    สยาม (8.6%) ศูนย์กลางการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดดเด่นด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์ อาทิ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ซีไลฟ์ แบงคอก ที่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS

    เยาวราช (7.9%) เอาใจสายกินด้วยสตรีทฟู้ดที่ไม่เคยหลับไหล สายถ่ายรูปต้องหลงรักสถาปัตยกรรมตึกแถวโบราณสุดคลาสสิก โดยเฉพาะ “ถนนทรงวาด” รวมถึงวัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่) ศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยเชื้อสายจีน

    ช่างภาพพีพีทีวี
    เยาวราช

    รัชดา-ห้วยขวาง (7.3%) เป็นหนึ่งในแหล่งแฮงก์เอาต์ยอดนิยม โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเที่ยวกลางคืน แหล่งรวมร้านค้า The Street Ratchada ร้านอาหาร ผับและบาร์ ตอบโจทย์สายชอป สายกิน หรือสายนั่งชิล เหมาะกับการนัดพบเพื่อนฝูง

    ลาดพร้าว (5.7%) แหล่งไลฟ์สไตล์ครบวงจรอีกแห่งในกรุงเทพฯ มีทั้งศูนย์การค้า เซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยน มอลล์ รวมถึงตลาดนัดจตุจักร สวนรถไฟ (สวนวชิรเบญจทัศ) สำหรับการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เหมาะกับนักท่องเที่ยวงบจำกัดที่ต้องการสัมผัสวิถีกรุงเทพฯ

    สีลม-สาทร (5.2%) มีทั้งไนท์ไลฟ์ ร้าน Fine dining และบาร์บนตึกสูงเพื่อชมวิวเมืองอย่าง Rooftop Bar ที่ตึกมหานคร รวมถึง One Bangkok และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯ อย่าง Dusit Central Park สวนลอยฟ้า จุดถ่ายรูปสวย ๆ พื้นที่สีเขียวกลางใจเมือง

    ดุสิต (4.5%) เต็มไปด้วยบรรยากาศร่มรื่น รายล้อมด้วยพิพิธภัณฑ์และสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์ ทั้ง วังปารุสกวัน วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/259256&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bzBiChnzQrUtMyskXHX9X

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้นท่องเที่ยวเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้นท่องเที่ยวเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจเคาะแผนกระตุ้น ศก.เข้าครม.ใหญ่สัปดาห์หน้า เน้นดันภาคการท่องเที่ยว

    15 ต.ค.2568 – นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญใน 3-4 ประเด็น โดยได้เชิญภาคเอกชนเข้ามาให้ข้อเสนอแนะในการทำแอกชั่นแพลน ซึ่งในสัปดาห์นี้เริ่มจากกระทรวงการคลัง ส่วนวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.เป็นของกระทรวงพลังงาน จากนั้นสัปดาห์ถัดไปจะเป็นของกระทรวงพาณิชย์ และทุกนโยบายต่อจากนี้ที่จะใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯเน้นย้ำว่าจะต้องมีการทำ Course Benefit เข้าไปด้วยว่าแต่ละนโยบายใช้งบประมาณเท่าไหร่ รายได้ของรัฐจะได้ผลดีผลเสียเท่าไหร่ และสิ่งที่จะได้ต่อประเทศเป็นอย่างไร ซึ่งในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ กระทรวงการคลังทำเป็นกระทรวงแรก

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังเห็นด้วยในการใช้นโยบายโครงการดอกเบี้ยต่ำในการกระตุ้นให้โรงแรมมีการรีโนเวท คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมในมาตรการทั้งหมดในระยะนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 0.4 ของจีดีพี

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 20 ต.ค.กระทรวงการคลังจะเสนอประเด็นนโยบายการท่องเที่ยวเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง โดยในเมืองรองประชาชนสามารถนำใบเสร็จมาลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า ส่วนในเมืองหลักจะได้ 1 เท่า หรือประมาณ 20,000 บาท ส่วนวันจันทร์ที่ 27 ต.ค.จะไม่มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/879130/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34ThjSs57i_Qs_Ukdk51_g

  • ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการฟื้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว 3 มาตรการฟื้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 หมื่นบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ต.ค.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1/2568 (ครม.เศรษฐกิจ) ที่ห้องประชุม CB 406 อาคารรัฐสภา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วม

    ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวม 3 มาตรการหลัก เพื่อฟื้นกำลังซื้อและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า

    1. มาตรการทางภาษี ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีประชาชนสูงสุดคนละ 20,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม –15 ธันวาคม 2568 โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เช่น หากใช้จ่ายในเมืองรอง 10,000 บาท สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย ได้เสนอให้บริษัทนิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพาพนักงานท่องเที่ยวในประเทศมาหักลดหย่อนภาษีได้ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณาศึกษาความเป็นไปได้ต่อไป

    1. โครงการเร่งรัดการจัดประชุมสัมมนาของภาครัฐ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่งบใหม่ โดยส่วนราชการมีงบประมาณ 3,000 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3,000 ล้านบาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีงบในลักษณะเดียวกัน ให้เบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% ของงบฝึกอบรมสัมมนา ภายในเดือนมกราคม 2569 จากเดิมที่มักใช้จ่ายในไตรมาส 3–4 เพื่อให้เกิดผลต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ
    2. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก ให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโรงแรมได้ 2 เท่า โดยเฉพาะโรงแรมในเมืองรอง สามารถใช้สิทธิ์ได้ถึงเดือนมีนาคม 2569 เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ระบบโซลาร์เซลล์ หรือบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวฟุบมาก 8 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายในประเทศติดลบไปประมาณ 8% ดังนั้นเราต้องฟื้นการท่องเที่ยวไทยจากหล่ม”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสถานบริการจาก 10% เหลือ 5% โดยกรมสรรพสามิต จะประสานกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานบริการ และนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน

    ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกเรื่องที่เข้าสู่การประชุม คือ รายงานของอธิบดีกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ โดยปีงบประมาณที่ผ่านมา มีงบเหลือจ่ายที่เบิกไม่หมดและขอกันเหลื่อมปีสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 300,000 ล้านบาท งบลงทุนเบิกจ่ายได้เพียงกว่า 60% แต่ข้อดีส่วนที่เป็นงบเหลื่อมปีดังกล่าวจะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ จึงกำหนดให้ถ้ามี TOR แล้ว ต้องเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้เงินเก่าถูกนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วงเงินรวมกว่า 3.78 ล้านล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าเบิกจ่ายต้องไม่ต่ำกว่า 93% และงบลงทุน 75% พร้อมกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ โดยเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) จะติดตามผลเป็นรายเดือน และรายงานนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว พร้อมมอบหมายให้กระทรวงด้านเศรษฐกิจเร่งเดินหน้าแผน “Quick Big Win” โดยจะนำความคืบหน้ามาหารือในที่ประชุมทุกสัปดาห์

    อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมว่า ในวันนี้ยังไม่มีการหารือเรื่องการยึดบิตคอยน์หรือคริปโทเคอร์เรนซีแต่อย่างใด

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า มาตรการเศรษฐกิจช่วงปลายปีนี้คาดจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.4% โดยยังไม่รวมผลจากมาตรการสินเชื่อ ที่จะออกเพิ่มเติมในระยะถัดไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/789130&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BoRMOJFoaKzeB9CiU0w85

  • ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ต่อ ครม. สัปดาห์หน้า

    ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ต่อ ครม. สัปดาห์หน้า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัส โดยวันนี้เป็นวันแรกที่มีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนซึ่งจะเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าและแม่ค้า พร้อมเปิดให้ผู้ซื้อลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 20 ตุลาคม นี้

    ส่วนมาตรการต่อไปที่พร้อมดำเนินการ คือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งได้รับความเห็นอย่างมากมาย จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์ถัดไป โดยมีนโยบายในการลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนในการท่องเที่ยว โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม จนถึง 15 ธันวาคม นี้ แต่หากท่องเที่ยวเมืองรองก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า นอกจากนี้ ยังมีความเห็นจากภาคเอกชนว่านิติบุคคลก็สามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ที่จะพาคนไปเที่ยวเมืองนอกก็จะได้หันกลับมาเที่ยวเมืองไทย ขณะที่ภาครัฐเองก็มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากขณะนี้การท่องเที่ยวอยู่ในภาวะถดถอย ติดลบไปประมาณ 8% ต้องฟื้นเศรษฐกิจไทย จึงมีนโยบายเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ 60% ของงบประมาณในการอบรมสัมมนาภายในเดือนมกราคม

    นอกจากนี้ มาตรการแพ็คเกจการท่องเที่ยวยังกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยซึ่งได้ผลในระยะยาว โดยมีมาตรการให้โรงแรมต่าง ๆ โดยเฉพาะเมืองรองที่มีการปรับปรุงโรงแรมให้น่าอยู่ พร้อมลดค่าใช้จ่ายของโรงแรมด้วยการติดโซลาเซลล์ ขณะเดียวกันยังมีการปรับปรุงระบบบ่อบำบัดน้ำเสียเพื่อปรับปรุงโรงแรมให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและคำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาวมากขึ้นรวมถึงมีพลังงานสะอาดใช้ ขณะที่กรมสรรพสามิตยังมีนโยบายลดค่าภาษีของสถานบริการต่าง ๆ ในช่วงนี้ โดยลดจาก 10% เหลือ 5% และประสานกับกระทรวงมหาดไทย รวมถึงยังมีการพิจารณาอยากให้ผู้ประกอบการที่ยังเปิดสถานบริการไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ได้สิทธิประโยชน์เหล่านี้เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นให้เกิดร้านค้าต่าง ๆ ทำให้คึกคัก

    ขณะเดียวกันการเบิกจ่ายภาครัฐไม่ได้ใช้งบประมาณใหม่ แต่คำนึงถึงวินัยทางการคลังอย่างมาก ซึ่งกรมบัญชีกลางได้รายงานผลการเบิกจ่ายในปีที่แล้วปรากฏว่ามีงบประมาณเหลือจ่ายที่เบิกไม่หมดสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 300,000 กว่าล้านบาท จึงทำให้มีงบประมาณคงเหลือในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการเร่งประสิทธิภาพมากขึ้นและฟื้นเศรษฐกิจ โดยในปีนี้มีการตั้งเป้าให้เบิกจ่ายได้ไม่ต่ำกว่า 93% ซึ่งจะต้องมีการติดตามเป็นรายเดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249139&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SbPYi95xvupZezrXGANFt

  • เช็กสิทธิมาตรการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เมืองรอง 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เช็กสิทธิมาตรการท่องเที่ยวลดหย่อนภาษี 20,000 บาท เมืองรอง 1.5 เท่า เริ่ม 29 ต.ค.นี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่อาคารรัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ว่า ได้นำเสนอมาตรการนโยบายเศรษฐกิจหลายเรื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่จะเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า โดยเป็นมาตรการภาษีให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยว สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท

    ส่วนถ้าเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า เช่น ใช้จ่ายเมืองรอง 10,000 บาท จะนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท เพื่อกระตุ้นให้เงินกระจายไปเมืองรองด้วย เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 68

    ขณะเดียวกันได้มีข้อเสนอจากภาคเอกชน โดยประธานหอการค้าได้เสนอในที่ประชุม อยากให้นิติบุคคลเข้าร่วมมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวได้ด้วย ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาว่าจะสามารถให้บริษัทเอกชนหักลดหย่อนภาษีได้เท่าไร เพื่อช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว และเปลี่ยนจากไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นท่องเที่ยวในประเทศแทน

    ขณะที่ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน จากปกติภาครัฐมีงบประมาณกระตุ้นของราชการกว่า 3,000 ล้านบาท และรัฐวิสาหกิจมีกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบตั้งไว้อบรมสัมมนา ซึ่งปกติภาครัฐจัดอบรมสัมมนาไตรมาสสุดท้าย หรือช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค. แต่เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยฟุบ ล่าสุด 8 เดือนที่ผ่านมา การใช้จ่ายในประเทศติดลบ 8% ทำให้ต้องฟื้นเศรษฐกิจฟื้นท่องเที่ยวไทยจากหล่ม โดยอยากให้ใช้จ่ายแบบฟร้อนโหลด จากเดิมรอใช้จ่ายในไตรมาส 3-4 เป็นเบิกจ่ายให้ได้ภายในเดือน ม.ค. 60% ของงบฝึกอบรมสัมมนา และเป็นสิ่งกระตุ้นดีมานด์ช่วงนี้

    ส่วนมาตรการอื่นๆ จะมีให้โรงแรมที่พักเมืองรองที่ต้องการปรับปรุงโรงแรม ได้ค่าใช้จ่ายหักภาษี 2 เท่า หากปรับปรุงลงทุนพัฒนาโรงแรม และได้มีข้อเสนอหลายท่าน จากทั้ง รมว.พาณิชย์ และ รมช.มหาดไทย อยากให้เกิดความยั่งยืนด้วย เช่น สนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในโรงแรม และเกิดสีเขียวในโรงแรม การทำบ่อบำบัดน้ำเสียในโรงแรม และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย คำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจะสามารถใช้สิทธิได้ถึงเดือน มี.ค. 69

    นอกจากนี้กรมสรรพสามิตได้ลดค่าภาษีสถานบริการในช่วงนี้ จาก 10% เป็นเหลือ 5% และประสานกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเวลานี้สถานบริการของกระทรวงมหาดไทยกับกรมสรรพสามิตไม่ได้เชื่อมโยงกัน อยากให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ทำให้ถูกต้องและหลบซ่อน จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ มาเข้าสู่ระบบเพื่อให้ถูกต้องและเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5206450/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vy9Gm18HYlBurPQqsofcY

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจบูมท่องเที่ยว เปิดช่องนำรายจ่ายใช้หักลดหย่อนภาษี

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจบูมท่องเที่ยว เปิดช่องนำรายจ่ายใช้หักลดหย่อนภาษี

    ‘เอกนิติ’ เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ เดินเครื่องโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี 68 เปิดช่องนำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีได้ ชูเมืองหลัก 1 เท่า เมืองรอง 1.5 เท่า ส่วนใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์หักเพิ่มได้อีก 1 เท่า

    15 ต.ค. 2568 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) วันนี้ (15 ต.ค. 68) พิจารณาเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงปลายปี 2568 โดยรายละเอียดเบื้องต้น คาดว่าจะให้สามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวสำหรับเมืองหลักมาหักลดหย่อนได้ 1 เท่า ส่วนเมืองรองจะให้หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า แต่หากเป็นใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์จะให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีก 1 เท่า ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดขอให้รอการพิจารณาของ ครม. เศรษฐกิจก่อน

    ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 ต.ค. 2568 พิจารณาได้ ซึ่งหากไม่มีอะไรติดขัดก็จะให้สามารถเริ่มมาตรการได้ทันที โดยให้มีผลถึงสิ้นปี 2568

    “รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส ไปแล้ว ในส่วนนั้นเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ เชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมานั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ที่เงียบ ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาได้” นายเอกนิติ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/879019/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qla8LoiZNW-mLaSV3nOXs