Category: ท่องเที่ยว

  • ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ฟ้าเปิด! ‘6 ราศี’ รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    เตรียมเฮให้สุดเสียง! “หมอบอย เคลียร์ชัด” เปิดดวงฟ้าเปิด 100% สำหรับ 6 ราศีสุดปัง เงินหล่นใส่แบบไม่ทันตั้งตัว มีโชคใหญ่ งานเข้า ธุรกิจรุ่ง กิจการปัง เทวดาซัพพอร์ตทุกฝีก้าว ดันดวงให้พุ่งแรงจนฉุดไม่อยู่

    วงการโหราศาสตร์คึกคักอีกครั้ง เมื่อ “หมอบอย เคลียร์ชัด” นักพยากรณ์ชื่อดัง ออกมาเปิดดวงสุดแม่นยำ พร้อมทำนายแรงส่งปลายเดือนตุลาคมนี้ว่า จะมี “ฟ้าเปิด 100%” ให้กับ 6 ราศี ที่กำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเรื่องการเงิน การงาน และโชคลาภแบบไม่ทันตั้งตัว

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    โดย “หมอบอย” เผยว่า ผู้ที่เกิดในราศี

    • กันย์ 
    • มีน
    • ธนู
    • พฤษภ
    • กรกฎ
    • มังกร

    เตรียมตัวรับทรัพย์แบบลับ ๆ เงินจะเข้ากระเป๋าแบบฉ่ำ ๆ มีรายได้ใหม่ หรือผลกำไรจากสิ่งที่ลงทุนไว้ก่อนหน้าอย่างไม่คาดคิด แถมยังมี โชคใหญ่มาแบบงง ๆ บางคนอาจได้รับข่าวดีเรื่องงานใหญ่ หรือได้โปรเจกต์ที่ทำให้ฐานะพลิกขึ้นในพริบตา

    นอกจากนี้ “หมอบอย” ยังเผยว่า ใครที่ก่อนหน้านี้รู้สึกว่าชีวิตติดขัด เจออุปสรรค ให้ใจเย็นไว้ เพราะช่วงนี้ “แต้มบุญกำลังขึ้น” เทวดา ครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังช่วยส่งพลังหนุนหลังอย่างแรง ทำให้เรื่องที่เคยพังกลับมาราบรื่น เรื่องที่รอคอยมานานกำลังจะสมหวัง และดวงกำลังจะเปลี่ยนจากมืดเป็นสว่างจ้า

    นี่คือช่วงเวลาทองของ 6 ราศี ฟ้าเปิดแบบเต็มร้อย ใครค้าขายจะรุ่ง ใครลงทุนจะรวย ใครตกงานจะมีงานใหญ่เข้ามาแบบฟ้าประทาน” — หมอบอย เคลียร์ชัด กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ พร้อมย้ำว่า นี่คือสัญญาณจากฟ้าที่มาพร้อม “ดวงทะลุขีดจำกัด” ของจริง

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    ‘6 ราศี’ ที่ดวงปังขั้นสุด ฟ้าเปิด 100% ได้แก่ กันย์ – มีน – ธนู – พฤษภ – กรกฎ – มังกร เตรียมรับทรัพย์ก้อนโต เงินไหลเข้ากระเป๋าแบบเงียบ ๆ แต่หนักแน่น โชคลาภ งานใหญ่ และความสำเร็จรออยู่ตรงหน้า ฟ้าเปิดทางให้โชคชะตาพลิกขึ้นแท่นคนดวงดีแห่งปี!

    #หมอบอยเคลียร์ชัด #เปิดดวง6ราศี #ฟ้าเปิด100เปอร์เซ็นต์ #ดวงรุ่งรับทรัพย์ #คมชัดลึก

    ฟ้าเปิด! '6 ราศี' รับทรัพย์ฉ่ำกระเป๋า เทวดาดันดวงให้ปัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/608840&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C4iIw0skbiExLCi4C5voW

  • &

    &

    บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินดัชนี SET สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250-1,320 จุด ท่ามกลางแรงกดดันความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ประกอบกับเศรษฐกิจส่อชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง จับตามารตการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายพลังงาน “Quick Big Win” การขนส่งทางราง และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แนะกลยุทธ์ช้อป 6 หุ้นเด่น MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในสัปดาห์นี้ เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,250-1,320 จุด ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งทางโฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนกล่าวว่า มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน เป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายและสอดคล้องกับกฎระเบียบของจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการควบคุมการส่งออกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงชะลอตัวจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเริ่มส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตในภูมิภาคมิด-แอตแลนติก ซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 36 จุด สู่ระดับ -12.8 ในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ +9.5 โดยดัชนีที่มีค่าเป็นลบสะท้อนถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญในการพยุงดัชนี โดยล่าสุด ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ยืนยันความพร้อมในการเดินหน้าตามนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงานและรัฐบาล โดยจะจัดสรรงบประมาณปี 2568 เพื่อสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พลังงาน โดยเน้นพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนทุรกันดาร

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) โดยขยายประเภททรัพย์สินที่สามารถลงทุนได้ ให้ครอบคลุมถึงหน่วยลงทุนของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Funds) ที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน เพื่อเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศที่อาจจะส่งผลต่อการลงทุนได้เช่นกัน อาทิ วันที่ 14-21 ต.ค. หุ้นกลุ่มธนาคารส่งงบการเงินงวดไตรมาส 3/68, สัปดาห์ที่ 4 ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ, สัปดาห์ที่ 5 สศค. รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค, ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค, สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและ วันที่ 31 ต.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ยังเฝ้าติดตาม อาทิ วันที่ 21 ต.ค. สหรัฐ รายงานยอดขายของห้างสรรพสินค้าในสหรัฐฯ,22 ต.ค. ญี่ปุ่น รายงานยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.ย.,สหรัฐ รายงานสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์, 23 ต.ค. สหรัฐ รายงานดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนก.ย. และยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย., 28-29 ต.ค. ประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่ 7/68

    นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้แก้ MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA, AAV โดยในสัปดาห์นี้จับตาการประชุมครม.จะพิจารณา “4 มาตรการใหญ่” กระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มการเดินทางเมืองรอง ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ราว 0.05-0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iez0kpeanqosjgoarl49b9wezhkkgg8c&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_YRD448fFupC3CFxzJOQH

  • ครม.เคาะกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เที่ยวเมืองรองลดหย่อน 1.5 เท่า

    ครม.เคาะกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เที่ยวเมืองรองลดหย่อน 1.5 เท่า

    วันนี้ (21 ต.ค.2568) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    สำหรับมาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ ครม.เห็นชอบ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    มาตรการภาษีบุคคลธรรมดา ให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยนำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหาร ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแยกเป็น 10,000 บาทแรก ต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 10,000 บาทต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

    มาตรการนี้ให้สิทธิลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า ส่วนเมืองหลัก 1 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    นิติบุคคลนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่งหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น เว้นแต่ค่าขนส่งไม่ต้องมีใบกำกับภาษีก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

    สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดเมืองรอง นอกจากเมืองรองหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (Front Load)

    สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจและ อปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 – 31 ม.ค.2569 โดยพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นลำดับแรก และกำหนดเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและ อปท.

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนปรับปรุงโรงแรมที่พัก ให้บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมสามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) หักได้ 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 – 31 มี.ค.2569

    แยกเป็น หนึ่งเท่าแรก เป็นค่าสึกเหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ ส่วนเท่าที่สอง ทยอยหักเป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี

    สำหรับทรัพย์สินที่หักรายจ่ายได้ ดังนี้ (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และ (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ โดยหมายรวมถึงสถานที่ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา
    24.00 น.

    ทั้งนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิต

    อ่านข่าว

    ครม.อนุมัติงบกลาง 6.1 หมื่นล้านเยียวยาน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000

    เส้นทางทองคำ “การค้า-การเมืองสหรัฐฯ” ดันราคา ทะยานไม่หยุด

    เอกชนลดค่า GP หนุนร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357786&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f8E2zglPHZMbLUQrV-1UH

  • อ่วมถ้วนหน้า! กรมท่องเที่ยว แจ้งจับ ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ-ไกด์เถื่อน’ เซ่นปมบังคับ นทท.จีนซื้อสินค้า

    อ่วมถ้วนหน้า! กรมท่องเที่ยว แจ้งจับ ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ-ไกด์เถื่อน’ เซ่นปมบังคับ นทท.จีนซื้อสินค้า

    กรมการท่องเที่ยว แจ้งจับบริษัททัวร์ศูนย์เหรียญ ย่านร่มเกล้า และซิตติ้งไกด์ไทย ปล่อยให้ไกด์เถื่อนทำหน้าที่แทน ก่อนประสาน ตม.จับกุมไกด์เถื่อนชาวจีนทันทีหากเข้าไทย หลังปรากฏคลิปไวรัลข่มขู่ และบังคับให้นักท่องเที่ยวจีนซื้อสินค้า พร้อมทำหนังสือถึงสถานทูต ให้เอาผิดบริษัททัวร์ในจีนด้วย

    จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่คลิปฉาวชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นไกด์เถื่อนต่างชาติกำลังถือไมค์โวยวายนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส ว่าทำไมไม่ซื้อสินค้าที่ร้าน ซึ่งไม่ให้เกียรติไกด์ พร้อมทั้งข่มขู่นักท่องเที่ยวทั้งคันรถว่า จะทำให้กลับเมืองจีนไม่ได้ ก่อนที่ไกด์เถื่อนต่างชาติรายนี้จะหันไปเห็นว่ามีคนเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ พร้อมทั้งบังคับให้ลบคลิปดังกล่าวทิ้ง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัย และยังเป็นแหล่งอาชญากรรม ตามที่มีข่าวไปก่อนหน้านี้

    ล่าสุด วันนี้ (20 ต.ค.68) เจ้าหน้ากองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 กับบริษัท เฟงรุ้น ทราเวล เทรดดิ้ง จำกัด และ Mr. Zhang Bo อายุ 38 ปี ผู้นำเที่ยวของบริษัท Huiyou ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวจากประเทศจีน

    โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือถึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งพฤติกรรมของบริษัท เฟงรุ้น ทราเวล เทรดดิ้ง จำกัด อาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) พร้อมทั้งแจ้งความที่ สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีกับ Mr. Zhang Bo ในข้อหา “ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต” และได้ประสานข้อมูลไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวของบริษัท Huiyou และขอหลักฐานจากนักท่องเที่ยวจีนอีกด้วย ส่วนนายอาเย แยมือ มัคคุเทศก์ชาวไทยนั้น เจ้าหน้าที่ได้เรียกมาสอบสวน และชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่กรมการท่องเที่ยว ในเวลา 10.30 น. วันพรุ่งนี้ (21 ต.ค.68)

    ทั้งนี้ หากสอบสวนแล้วพบว่า นายอาเย ยินยอมให้ Mr. Zhang Bo ซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ทำหน้าที่แทนตน ก็จะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “เป็นมัคคุเทศก์ยินยอมให้บุคคลซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์แทนตน” ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250589&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QYi4kXE4Zz046iAwR7PDz

  • “โกลเบล็ก” แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “โกลเบล็ก” แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,250–1,320 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง สหรัฐฯ–จีน และความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวจากการ ปิดหน่วยงานรัฐบาลกลาง (Government Shutdown) ที่อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์

    โกลเบล็ก
    “โกลเบล็ก” ชี้ SET แกว่ง 1,250–1,320 จุด แนะช้อป 6 หุ้นท่องเที่ยว รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โดยนักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจีนประกาศใช้มาตรการคุมเข้มการส่งออก “แร่หายาก”   ทำให้เป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลลบต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานอีกด้วย 

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยในประเทศยังคงหนุนตลาด จากหลายด้าน ทั้งนโยบาย “Quick Big Win” ของกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดันโครงการอนุรักษ์พลังงานในพื้นที่ห่างไกล, ความคืบหน้าของ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปี 2569 และการปรับปรุงเกณฑ์ของ กองทุน Thai ESG Fund โดย คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเปิดทางให้ลงทุนใน REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความยั่งยืน

    ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุน “หุ้นท่องเที่ยว” รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว 4 มาตรการใหญ่ ที่ครม. อนุมัติในสัปดาห์ นี้ ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนการเดินทางเมืองรอง ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ปี 2568 ประมาณ 0.05–0.06% สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้ โกลเบล็กแนะนำ 6 หุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ MINT, ERW, CENTEL, AWC, BA และ AAV

    พร้อมระบุว่าหากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวมีผลจริง จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงจิตวิทยาต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น และช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/259706&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F85YLq5cQ8qTZSy89Hzbk

  • ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในเสาหลักที่ 1 ของ “Quick Big Win” ทั้งหมด 5 เสาหลักของนโยบายรัฐบาล

    โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทย หันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ผ่านกลไภภาษี ที่ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง

    โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก (ที่ไม่เป็นโรงแรม) และค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    1.1 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    1.2 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ 1.1 ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด (ตามเอกสารแนบ) สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ 1.1 และ/หรือข้อ 1.2 ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน ไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าว ต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร สำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวร ที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรก เป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่า จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต ได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    คลัง ลุ้นมาตรการกระตุ้นบริโภค-ท่องเที่ยว ดัน GDP ไตรมาส 4 โต 1%

    ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทั้ง 5 มาตรการย่อยนี้ หวังว่าจะมาช่วยเติมเต็มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นเม็ดเงินที่ลงไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะเป็นเงินเดิม ไม่ใช่เงินใหม่ เช่น กรณี front Load ที่โยกเข้ามาให้ใช้จ่ายได้เร็วขึ้น รวมแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปีให้กลับมาคึกคักมากขึ้น

    “เราหวังว่า 5 มาตรการย่อยนี้ จะมาช่วยเติมเต็ม GDP ในช่วง Q4 ไม่ให้ตกท้องช้าง ซึ่งมีมาตรการอื่นมากระตุ้นแล้ว และมาตรการนี้ จะเข้ามาเสริม มาเติม ที่สำคัญที่สุดคืออยากเห็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และต่อยอดกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งเพิ่มการใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากยิ่งขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

    ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 0.04% ในช่วงไตรมาส 4/68 (ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569)

    ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ คือ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการคนละครึ่ง พลัส คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.1 แสนล้านบาท หรือช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.4% ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว คาดว่าจะช่วยดัน GDP ในไตรมาส 4 ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกราว 0.44-0.45% ซึ่งเมื่อรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้ว คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะขยายตัวได้ราว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eIlFURluveE1M0xg4bsrd

  • ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำ รองรับกินเที่ยว “เมืองรอง” ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง ขณะหน่วยงานราชต้องเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ไม่น้อยกว่า 60 % เป็น KPI ชี้วัดผู้บริหาร เฮต่อ ผู้ประกอบการ ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พักด้วย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    โดยภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พัก ค่าบริการร้านอาหาร ลดหย่อนภาษี ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมถึง 15 ธันวาคม 2568 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง ในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ในรอบแรกไม่เกิน 10,000 บาท ส่วน 10,000 บาทที่สอง ได้เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    ขณะที่ มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นำไปลดหย่อนภาษี เมืองรอง ลดได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ส่วนพื้นที่อื่นได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณปี 69 สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และอปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60 % นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มกราคมปี 2569 โดยเน้นเมืองรองเป็นลำดับแรก ซึ่งการเบิกจ่ายจะเป็นเคพีไอสำหรับผู้บริหารด้วย

    ขณะเดียวกันมาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรมที่พัก บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายพื้นที่ ได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง โดยเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มีนาคมปี 2569

    สำหรับมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยลดจาก 10 % เป็น 5 % ขยายออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450018&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19twf3VSqPrCob6kLAScWM

  • ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับในกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัด ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง
    2. หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนา ที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)
    3. ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ตามที่จ่ายจริง

      3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณา ดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ

    พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดย กรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรม ในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

      4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คง สภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหัก รายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

      5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการ ร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zM8XwHv7hylvuWVj8oLNP

  • 5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 

    ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี 

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    (2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    (4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    (5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป  ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo

  • สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    กระแสข่าว “แก๊งสแกมเมอร์” ในกัมพูชา ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก “แอตต้า” จี้รัฐแสดงภาวะผู้นำเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV”

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scammer Centers)” ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และ เวียดนาม โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้

    “ในยุคที่ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเองจากประเทศท่องเที่ยว สู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน”

    นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน” แต่ยังอาจกระทบต่อรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV” ดังนี้

    1.ไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือมาตรการเฝ้าระวังร่วมกัน ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

    2. ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐานและได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

    3. ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานใน CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

    4. เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง ทั้งภาครัฐและเอกชน

    “จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน และจะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890406&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g9i-1HQymVbJ7Wn3aL4Wq