Category: ท่องเที่ยว

  • ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า 

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า 


    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษี รับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 เท่า  หน่วยงานราชการเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ไม่น้อยกว่า 60 % เป็น KPI ชี้วัดผู้บริหาร ส่วนผู้ประกอบการ ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พักด

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล 

    โดยภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พัก ค่าบริการร้านอาหาร ลดหย่อนภาษี ได้ตั้งแต่ 29 ต.ค.- 15 ธ.ค. 2568 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง ในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ในรอบแรกไม่เกิน 10,000 บาท ส่วน 10,000 บาทที่สอง ได้เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท 

    ขณะที่ มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นำไปลดหย่อนภาษี เมืองรอง ลดได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ส่วนพื้นที่อื่นได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง 

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณปี 69 สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และอปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60 % นับตั้งแต่เดือน ต.ค.-31 ม.ค. 2569 โดยเน้นเมืองรองเป็นลำดับแรก ซึ่งการเบิกจ่ายจะเป็นเคพีไอสำหรับผู้บริหารด้วย

    ขณะเดียวกันมาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรมที่พัก บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายพื้นที่ ได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง โดยเริ่มตั้งแต่ 29 ต.ค.-31 มี.ค.2569

    สำหรับมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยลดจาก 10 % เป็น 5 % ขยายออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36713&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M1h3lgSWAHcPtee_snaKe

  • ไฟเขียวบูมท่องเที่ยว

    ไฟเขียวบูมท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว หักลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองหลัก-เมืองรอง เริ่ม 29 ตุลาคม รัฐยอมเฉือน 5,000 ล้านบาท ดันจีดีพีโค้งสุดท้ายปลายปีไม่ต่ำกว่า 1% ขณะที่ “คนละครึ่งพลัส”รอบเก็บตก 4.9แสนสิทธิ ประชาชนแห่ลงทะเบียนใหม่คนเต็มจำนวนอย่างรวดเร็วนายกฯ ย้ำเตรียมดำเนินการเฟส 2

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    สำหรับมาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ ครม.เห็นชอบ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว มาตรการภาษีบุคคลธรรมดา ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท โดยนำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหาร ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแยกเป็น 10,000 บาทแรก ต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 10,000 บาทต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น มาตรการนี้ให้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง 1.5 เท่า ส่วนเมืองหลัก 1 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นิติบุคคลนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่งหรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น เว้นแต่ค่าขนส่งไม่ต้องมีใบกำกับภาษีก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

    สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดเมืองรอง นอกจากเมืองรองหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค.2568

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (Front Load)สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจและ อปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60% นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 – 31 ม.ค.2569 โดยพิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นลำดับแรก และกำหนดเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและ อปท.

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนปรับปรุงโรงแรมที่พัก ให้บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมสามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) หักได้ 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 – 31 มี.ค.2569 แยกเป็น หนึ่งเท่าแรก เป็นค่าสึกเหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ ส่วนเท่าที่สอง ทยอยหักเป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี

    สำหรับทรัพย์สินที่หักรายจ่ายได้ ดังนี้ (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม และ (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ โดยหมายรวมถึงสถานที่ที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อการบันเทิง ซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 น. ทั้งนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิต

    ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า 5 มาตรการในครั้งนี้ จะทำให้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ เพิ่มจีดีพี 0.04% และเมื่อรวมในโครงการก่อนหน้าทั้งเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนละครึ่ง พลัส จะทำให้มีส่วนเพิ่มจีดีพี 0.44-0.45% โดยจะพยายามผลักดันให้เศรษฐกิจในไตรมาส 4 โตไม่ต่ำกว่า 1% ส่วนทั้ง 5 มาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่จะมีค่าเสื่อมกรณีผู้ประกอบการโรงแรมที่พักปรับปรุงรีโนเวท โดยในปีแรกรัฐสูญเสียรายได้ 900 ล้านบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการคนละครึ่ง พลัสซึ่งเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรอบใหม่ (รอบเก็บตก) สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยข้อมูล ณ เวลา 06.00น.ของวันที่ 21ต.ค. 2568 พบว่ามีจำนวนสิทธิคงเหลือให้ประชาชนลงทะเบียนได้อีก 496,855สิทธิ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ได้มีประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์จนเต็มจำนวนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ถึงโครงการคนละครึ่งพลัส ที่เปิดให้ลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา และสิทธิ์เต็มเรียบร้อยแล้ว ว่า คนละครึ่งเรียบร้อยหมดแล้ว สิทธิ์ครบหมดแล้ว เดี๋ยวมีเฟส 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/922659&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22AXWwaCOitUCpqvrDHgHR

  • เจาะมาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค.

    เจาะมาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค.

    THE STANDARD

    21.10.2025

    เจาะมาตรการ เที่ยวดี มีคืน ลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท เริ่มเที่ยว 29 ต.ค. - 15 ธ.ค.นี้

    รัฐบาลอัด 5 มาตรการท่องเที่ยว เร่งเครื่องก่อนช่วงไฮซีซั่น ทั้งมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านฝึกอบรม ประชุม และสัมมนาของภาครัฐ ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคาดหวังว่า มาตรการต่างๆ นี้จะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569

    1. มาตรการ ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา สูงสุด 3 หมื่นบาท

    มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาสามารถลดหย่อนค่าที่พักและค่าบริการของร้านอาหารได้ ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น

    • 10,000 บาทแรก ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีแบบกระดาษ/ e-Tax Invoice
    • 10,000 บาทถัดไป ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น

    เงื่อนไขการลดหย่อน สำหรับเมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง:

    • เมืองรองได้ 1.5 เท่า

    (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท)

    • นอกจากเมืองรองได้ 1 เท่า

    (หักลดหย่อนตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท)

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ: บุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้ แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้: ค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย และค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารตามจำนวนที่จ่ายจริงให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    2. ‘เที่ยวดี มีคืน’ ลดหย่อนภาษีสำหรับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    มาตรการภาษีสำหรับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยสามารถลดหย่อนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ระยะเวลาโครงการ : เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    เงื่อนไข เมืองรอง vs. นอกจากเมืองรอง :

    • เมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 2 เท่า
    • นอกจากเมืองรอง หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 1.5 เท่า

    หมายเหตุ: ต้องใช้ e-Tax Invoice เท่านั้น เว้นค่าขนส่ง แต่ต้องมี e-Receipt

    ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้ :

    • รายจ่ายสำหรับการจัดสัมมนา ประกอบด้วย รายจ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว
    • กรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่งๆ เกิดขึ้นในท้องที่เมืองรองและเมืองอื่นต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใด และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. เร่งรัดเบิกจ่าย ค่าใช้จ่ายภาครัฐฯ ด้านการฝึกอบรม (Front Load)

    มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. โดยให้พิจารณาดำเนินการในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    โดยกำหนดให้เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท.

    ระยะเวลาโครงการ: เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

    หมายเหตุ: กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    พร้อมขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    มาตรการหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    ระยะเวลา : 29 ตุลาคม 2568 – 31 มีนาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม

    หมายเหตุ : สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย
    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    ทั้งนี้ ให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. ลดอัตราภาษีกิจกรรมบันเทิง-หย่อนใจ

    มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี

    ระยะเวลา : 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569

    ผู้ใช้สิทธิ : กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเทค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับ

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    เช็ค! รายชื่อ 55 จังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

    • ภาคเหนือ – เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่, ลำปาง, ลำพูน, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน
    • ภาคตะวันตก – ตาก, ราชบุรี
    • ภาคกลาง – กำแพงเพชร, ชัยนาท, นครนายก, นครสวรรค์, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, ลพบุรี, สมุทรสงคราม, สิงห์บุรี, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, อุทัยธานี
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ – กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, นครพนม, บุรีรัมย์, บึงกาฬ, มหาสารคาม, มุกดาหาร, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุดรธานี, อุบลราชธานี, เลย
    • ภาคตะวันออก – จันทบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, สระแก้ว
    • ภาคใต้ – ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ระนอง, สตูล, ยะลา

    เช็ค! รายชื่อพื้นที่บางอำเภอใน 15 จังหวัด

    • กระบี่ – อำเภอเขาพนม, อำเภอปลายพระยา, อำเภอลำทับ
    • กาญจนบุรี – อำเภอด่านมะขามเตี้ย, อำเภอท่าม่วง, อำเภอท่ามะกา, อำเภอบ่อพลอย, อำเภอพนมทวน, อำเภอเลาขวัญ, อำเภอหนองปรือ, อำเภอห้วยกระเจา
    • ขอนแก่น – อำเภอกระนวน, อำเภอเขาสวนกวาง, อำเภอโคกโพธิ์ไชย, อำเภอชนบท, อำเภอชุมแพ, อำเภอซำสูง, อำเภอน้ำพอง, อำเภอโนนศิลา, อำเภอบ้านไผ่, อำเภอบ้านฝาง, อำเภอบ้านแฮด, อำเภอเปือยน้อย, อำเภอพระยืน, อำเภอพล, อำเภอภูผาม่าน, อำเภอภูเวียง, อำเภอมัญจาคีรี, อำเภอเวียงเก่า, อำเภอแวงน้อย, อำเภอแวงใหญ่, อำเภอสีชมพู, อำเภอหนองนาคำ, อำเภอหนองเรือ, อำเภอหนองสองห้อง, อำเภออุบลรัตน์,
    • ฉะเชิงเทรา – อำเภอคลองเขื่อน, อำเภอท่าตะเกียบ, อำเภอบางน้ำเปรี้ยว,อำเภอแปลงยาว, อำเภอราชสาส์น, อำเภอสนามชัยเขต,
    • ชลบุรี – อำเภอเกาะจันทร์, อำเภอบ่อทอง, อำเภอบ้านบึง, อำเภอพนัสนิคม, อำเภอพานทอง, อำเภอหนองใหญ่,
    • เชียงใหม่ – อำเภอกัลยาณิวัฒนา, อำเภอไชยปราการ, อำเภอดอยเต่า, อำเภอดอยสะเก็ด, อำเภอดอยหล่อ, อำเภอพร้าว, อำเภอแม่แจ่ม, อำเภอแม่แตง, อำเภอแม่วาง, อำเภอแม่อาย, อำเภอเวียงแหง, อำเภอสะเมิง, อำเภอสันทราย, อำเภอสันป่าตอง, อำเภอสารภี, อำเภออมก๋อย, อำเภอฮอด,
    • นครราชสีมา – อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอขามทะเลสอ, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอคง, อำเภอครบุรี, อำเภอจักราช, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอชุมพวง, อำเภอโชคชัย, อำเภอด่านขุนทด, อำเภอเทพารักษ์, อำเภอโนนแดง, อำเภอโนนไทย, อำเภอโนนสูง, อำเภอบัวลาย, อำเภอบัวใหญ่, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอประทาย, อำเภอปักธงชัย, อำเภอพระทองคำ, อำเภอพิมาย, อำเภอเมืองยาง, อำเภอลำทะเมนชัย, อำเภอวังน้ำเขียว, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสีดา, อำเภอสูงเนิน, อำเภอเสิงสาง, อำเภอหนองบุญมาก, อำเภอห้วยแถลง,
    • ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, อำเภอกุยบุรี, อำเภอทับสะแก, อำเภอบางสะพาน, อำเภอบางสะพานน้อย,
    • พระนครศรีอยุธยา – อำเภอท่าเรือ, อำเภอนครหลวง, อำเภอบางซ้าย, อำเภอบางบาล, อำเภอบางปะหัน, อำเภอบ้านแพรก, อำเภอผักไห่, อำเภอภาชี, อำเภอมหาราช, อำเภอลาดบัวหลวง, อำเภอวังน้อย, อำเภอเสนา, อำเภออุทัย,
    • พังงา – อำเภอเมืองพังงา, อำเภอกะปง, อำเภอคุระบุรี, อำเภอทับปุด, อำเภอท้ายเหมือง, อำเภอเกาะยาว, อำเภอตะกั่วทุ่ง
    • เพชรบุรี – อำเภอบ้านลาด, อำเภอหนองหญ้าปล้อง
    • ระยอง – อำเภอเขาชะเมา, อำเภอนิคมพัฒนา, อำเภอบ้านค่าย, อำเภอบ้านฉาง, อำเภอปลวกแดง, อำเภอวังจันทร์
    • สงขลา – อำเภอเมืองสงขลา, อำเภอกระแสสินธุ์, อำเภอคลองหอยโข่ง, อำเภอควนเนียง, อำเภอจะนะ, อำเภอเทพา, อำเภอนาทวี, อำเภอนาหม่อม, อำเภอบางกล่ำ, อำเภอระโนด, อำเภอรัตภูมิ, อำเภอสทิงพระ, อำเภอสะเดา, อำเภอสะบ้าย้อย, อำเภอสิงหนคร
    • สระบุรี – อำเภอแก่งคอย, อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอดอนพุด, อำเภอบ้านหมอ, อำเภอวังม่วง, อำเภอวิหารแดง, อำเภอหนองแค, อำเภอหนองแซง, อำเภอหนองโดน
    • สุราษฎร์ธานี – อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี, อำเภอกาญจนดิษฐ์, อำเภอคีรีรัฐนิคม, อำเภอเคียนซา, อำเภอชัยบุรี, อำเภอไชยา, อำเภอดอนสัก, อำเภอท่าฉาง, อำเภอท่าชนะ, อำเภอบ้านนาเดิม, อำเภอบ้านนาสาร, อำเภอพระแสง, อำเภอพุนพิน, อำเภอวิภาวดี, อำเภอเวียงสระ

    TAGS:  


    READ MORE




    Close Advertising

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-travel-tax-break-policy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20pBN1Cn3sQHKOQp3TSgS4

  • ครม.งัด 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

    ครม.งัด 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/128795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L7vugo6QUF3MRUPKs420r

  • ภูเก็ต ประชุมคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวติดป้ายต้อนรับจังหวัด | TOPNEWS

    ภูเก็ต ประชุมคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวติดป้ายต้อนรับจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้จัดประชุมหารือการคัดเลือกรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวพร้อมภาพประกอบ สำหรับติดตั้งบนแผ่นป้าย “ยินดีต้อนรับเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต” โดยมีนางรัชดาภรณ์ โออิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยคุณธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายรังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต และแขวงทางหลวงจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุม

    การประชุมจัดขึ้น ภายใต้โครงการ “จัดทำป้ายเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยว 65 แห่ง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อปรับปรุงและยกระดับป้ายเข้าสู่จังหวัดให้มีความสวยงาม ทันสมัย และได้มาตรฐานของกรมทางหลวง ทั้งในส่วนของป้ายที่ชำรุดทรุดโทรม รวมถึงการติดตั้งป้ายใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีมาก่อน ป้ายต้อนรับดังกล่าวจะติดตั้งในบริเวณ หน้าสะพานสารสิน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อสร้างภาพลักษณ์การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตให้มีความโดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างงดงาม
    สำหรับจังหวัดภูเก็ต ได้มีการพิจารณาคัดเลือกรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวและภาพประกอบที่จะใช้บนแผ่นป้าย “ยินดีต้อนรับเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต” จำนวน 4 หัวข้อ โดยสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามและความหลากหลายทางการท่องเที่ยวของจังหวัด ทั้งในมิติของ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อันทรงคุณค่าที่วัดฉลอง อัตลักษณ์เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่ง เมืองเก่าภูเก็ต (Phuket Old Town) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยม ที่แหลมกระทิง และ กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล สุดตื่นตากับการ ฟรีไดฟ์ที่เกาะราชา ซึ่งล้วนสะท้อนภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ในขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมให้จัดทำป้ายต้อนรับหลายภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษารัสเซีย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
    จิระชัย เกษมพิมลพร  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364453&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HdiQSDpah7n2iT86aviH7

  • บัตรคนจนใหม่ ขยับไปต้นปี69 เคาะบูมท่องเที่ยว

    บัตรคนจนใหม่ ขยับไปต้นปี69 เคาะบูมท่องเที่ยว

    นายกฯ เผยเดี๋ยวมีเฟส 2 คนละครึ่งพลัส หลัง ปชช.แห่ลงสิทธิ์เต็มเร็ว “ปลัดคลัง”  แจงดรามาใครยื่นภาษีเงินได้ช้ากว่า 30 มิ.ย. ได้เงินแค่ 2,000 บาท ชี้มีคนยื่นช้า 1.3 แสนคน รับลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ไม่ทัน พ.ย.นี้ ขยับไปต้นปี 69 ครม.เคาะมาตรการท่องเที่ยว เน้นเมืองรอง กิน-เที่ยว ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5  เท่า เริ่ม 29 ต.ค.-15 ธ.ค.

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 ตุลาคม    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงโครงการคนละครึ่งพลัส  ที่เปิดให้ลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์เมื่อวันที่ 20 ต.ค.และสิทธิ์เต็มเรียบร้อยแล้วว่า คนละครึ่งเรียบร้อยหมดแล้ว สิทธิ์ครบหมดแล้ว เดี๋ยวมีเฟส 2 นอกจากนี้วันนี้เราได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วมด้วย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียระบุว่าได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแค่ 2,000 บาท ทั้งที่ยื่นเสียภาษีถูกต้องว่า ในเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งพลัส ได้ระบุไว้ชัดเจนสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีที่จะได้รับเงินจากโครงการ 2,400 บาท ต้องเป็นผู้ที่ยื่นแบบชำระภาษี ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91 และ ภ.ง.ด.95 และต้องยื่นภายในวันที่ 30 มิ.ย.2568 เท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่มายื่นชำระภาษีหลังจากวันที่กำหนด จะไม่ได้รับเงิน 2,400 บาท แต่จะได้รับเงินเท่ากับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี คือ 2,000 บาท จากข้อมูลของกรมสรรพากร พบว่ามีผู้ยื่นแบบชำระภาษีในปีนี้ล่าช้าประมาณ 1.3  แสนราย

    “เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าผิดเงื่อนไขหรือขาดคุณสมบัติ ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ และเราจะนำสิทธิ์ที่เหลือไปเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ในวันถัดไป จนกว่าจะเต็ม 20 ล้านคน โครงการนี้จะมีประชาชนเข้าร่วมเต็ม 20 ล้านคนหรือไม่ จะต้องรอข้อมูลจนถึงวันที่ 26 ต.ค.นี้ ว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติครบหรือไม่ และรวมถึงการเข้าใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่กำหนด คือวันที่ 11 พ.ย.นี้ โดยหากผู้มีสิทธิ์ไม่ใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย.นี้ ก็จะโดนตัดสิทธิ์”

    ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับว่า การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นั้น อาจจะไม่ทันในช่วงเดือน พ.ย.2568 เนื่องจากรัฐบาลยังมีภารกิจในการเร่งออกมาตรการด่วนตามนโยบาย Quick-Big-Win ในหลายเรื่องให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงนี้ เบื้องต้นคาดว่าสามารถเปิดให้มีการลงทะเบียนรอบใหม่ได้ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2569 โดยจะมีการทบทวนเงื่อนไขของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการใหม่ทั้งหมด ซึ่งเกณฑ์ใหม่ที่จะใช้นั้นจะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

    นายลวรณเปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีด้วยกัน 5 มาตรการย่อย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี

    1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แบ่งเป็นค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายที่เมืองหลัก ลดหย่อนได้ 1 เท่า และเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง จึงเท่ากับว่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568 สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง และ 1.5 เท่าในเมืองหลัก

    3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568-31 มกราคม 2569 คิดเป็นวงเงิน 13,000 ล้านบาท

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568-31 มีนาคม 2569

    5.ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโก้เธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ เป็นต้น

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า มาตรการด้านภาษีทั้งหมด จะช่วยกระตุ้น GDP ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มได้ 0.3-0.4%

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้ความเห็นชอบมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/882591/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_hRYpr351IWOG_CY6MTVv

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือสำคัญ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาและส่งเสริม  การท่องเที่ยวของประเทศอย่างเร่งด่วน โดยมีนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมสรรพสามิต และกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    วาระเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการ “ห้ามนั่งดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 24.00 น.” เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางที่เป็นไปได้ในการ ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านเวลา โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจและการดูแลสุขอนามัย ความสงบเรียบร้อยของสังคม

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือถึง มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อลดภาระและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง
    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติอย่างเต็มที่ เราจะเร่งสรุปผลและนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jkQh3Y87bEwhBeJ150PU2

  • เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    เช็ครายชื่อ! ครม.มีมติแต่งตั้งข้าราชการหลายตำแหน่ง

    วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ประจำวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 ดังนี้

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายบุญชอบ วิเศษปรีชา ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการบริหารเหรียญกษาปณ์และทรัพย์สินมีค่า (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ตามลำดับ ดังนี้  

                       1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                       2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

                       ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

                       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องนับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว โดยมีคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 (คงเดิม) ดังนี้

                       1. รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                       2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รองประธานกรรมการ

                       3. ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการ

                       4. อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแพ่งหรือผู้แทน กรรมการ

                       5. อธิบดีอัยการ สำนักงานการบังคับคดีหรือผู้แทน กรรมการ

                       6. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ

                       7. ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กรรมการและเลขาธิการ

                       หน้าที่และอำนาจ (คงเดิม)

                       1. วางนโยบาย อำนวยการเกี่ยวกับการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

                       2. จัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ให้บรรลุเป้าหมายด้วยดี เป็นไปตามกฎธรรมนูญสหพันธ์ และเป็นผลดีที่สุดแก่ประเทศชาติ

                       3. ประสานงาน ปฏิบัติการและดูแลทั่วไปเกี่ยวกับการเตรียมงานทั้งปวง และคณะกรรมการฝ่าย ต่างๆ

                       4. จัดสรรและบริหารงบประมาณที่ใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                       5. ติดต่อประสานงาน ตลอดจนการขอรับการสนับสนุนในการเตรียมงานและจัดการแข่งขันจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชน

                       6. รายงานการดำเนินงานให้แก่คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ และจัดทำรายงานเสนอเมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขัน

                       7. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้ประธานกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายได้ตามความจำเป็นเหมาะสม รวมทั้งกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานของคณะกรรมการฝ่าย คณะกรรมการสาขา

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวม 9 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

                       1. นายนพดล เฮงเจริญ                      ประธานกรรมการ

                       2. นายกฤษฎา บุณยสมิต          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       3. นายชาญชัย แสวงศักดิ์                   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       4. นายต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       5. นายนันทวัฒน์ บรมานันท์                กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       6. นายนิพนธ์ ฮะกีมี                          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       7. นายประสงค์ วินัยแพทย์                  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       8. นายสุรพล นิติไกรพจน์           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       9. นายฤทัย หงส์สิริ                          กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอให้คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมมีจำนวนกรรมการเกินกว่าสิบเอ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน (นับรวมประธานกรรมการ กรรมการอื่นที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง) ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม พ.ศ. 2509 และมาตรา 6 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแต่งตั้ง นายพงศธร พอกเพิ่มดี (ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม แทน นายโอภาส การย์กวินพงศ์ (ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) ประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้าแทนนี้ย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้

                       1. นายพลพงศ์ วังแพน ตำแหน่ง อธิบดีกรมอาเซียน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

                       2. นางจิราพร จิรำไพกูล ตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน

                       3. นายพิษณุ โสภณ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       4. นายธนพ ปัญญาพัฒนากุล ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       5. นายณัฐพงศ์ สิทธิชัย ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       6. นางสาวปฤณัต อภิรัตน์ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตาสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศในลำดับที่ 1 – 2 ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                       1. นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี กรณีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเฉพาะราย (นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง) และแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย

                       คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ ดังนี้

                       1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 กรณีการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญเฉพาะราย (นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง)

                       2. อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ราย ตามมาตรา 57 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 ให้ นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสกลนคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตาก

                        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการคลัง)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 1 ราย คือ นายปริเยศ  พิริยะมาสกุล  ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวรภัค ธันยาวงษ์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                       1. นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี

                       2. นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ  (กระทรวงมหาดไทย)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับต้น) สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่สำนักงาน ก.พ.ได้รับคำขอประเมินพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานประกอบการขอประเมินครบถ้วนสมบูรณ์

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายนรินทร์ เผ่าวณิช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป และเห็นชอบอัตราเงินเดือน ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบผลตอบแทนแล้ว

    เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางเพ็ญนภา กัญชนะ ข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่ง รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                       1. นายธิติ แสวงธรรม ผู้ช่วยปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       2. นายวิทิต สฤษฎีชัยกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       3. นายอดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้ง นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                       1. นายเอกรัฐ พลซื่อ

                       2. นางสาวชลิตา โผนสู้ศึก

                       3. นายพรชัย อินทร์สุข

                       4. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 10 ราย ดังนี้

                        1. นายอารี ไกรนรา

                       2. นายนพพล ชูกลิ่น

                       3. นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี

                       4. พลเอก นเรศรักษ์ ฐิตะฐาน

                       5. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี

                       6. นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา

                       7. นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร

                       8. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์

                       9. นายสิรภพ ดวงสอดศรี

                       10. นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์

                       โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงวัฒนธรรม)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เป็นข้าราชการการเมือง ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) กำกับการบริการราชการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 4 ราย ดังนี้

                       1. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์

                       2. นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ

                       3. พลตำรวจตรี มนตรี แป้นเจริญ

                       4. นางสาวอรทัย เกิดทรัพย์

                       โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

    เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                       ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัสพรหมเผ่า) ปฏิบัติหน้าที่แทน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้เห็นชอบด้วยแล้ว

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท อิทธิพร โพธิ์ทอง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น)

                       ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

                       คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

                  1) นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)

                  2) นางจิดาภา สุนทรธนากุล ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี)]

                  3) ร้อยตำรวจเอกณัชธพงศ์ ประเสริฐโสภา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย [ปฏิบัติบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์)

                  4) นายวิศรุต ปู่เพ็ง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวศศิธร กิตติธรกุล)

                       ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922604&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32Z9deXcpkFPXIrfW4oYNu

  • สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวฯ จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ | TOPNEWS

    สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวฯ จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ที่ จ.เชียงใหม่ | TOPNEWS

    TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ “ครอบครัวสมาพันธ์” พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน

    นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา / อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา / ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

    ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B ออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

    สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1363851&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ffI_VFuBBrvOC-87icBN_

  • ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในปท. เที่ยวเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ผปก.ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พัก

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในปท. เที่ยวเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ผปก.ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/105170&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K9q89b_3mt1CenekNDxfF