Category: ท่องเที่ยว

  • ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังเกิดเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอล จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติดในวิลล่า บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง ที่พักเชิงท่องเที่ยว และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด

    ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุมีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดังภายในบ้านพัก  จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่วิลล่าแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จึงเข้าตรวจพบชายชาวอิสราเอลจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายดานีล อายุ 26 ปี, นายดาวิด อายุ 26 ปี, นายเคเฟีย อายุ 26 ปี และ นายกาย อายุ 27 ปี 

    จากการตรวจค้นพบโคเคนบนโต๊ะภายในบ้าน และยาอีอีกจำนวนหนึ่ง ผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้ง 4 รายพบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย , ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย และ เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2 นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอดจนคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติใช้พื้นที่ไทยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2889038&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A9k235HlAAGV_Ad4bw7GC

  • ททท. โชว์ความสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า

    ททท. โชว์ความสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

    ททท. โชว์ความสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เกินเป้า

     ททท. จัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน ชูแนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” นำเสนอวิถีชุมชน 5 ภาค 15 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี โดยจัดทำคอนเทนต์ในรูปแบบเพื่อนไทยพาเพื่อนจีนเที่ยวจำนวนกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili สร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง รวมถึงผลิตรายการเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์จำนวน 5 ช่อง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวจีนจำนวนมาก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. เปิดเผยว่า ในปี 2568 ททท. ได้เดินหน้ากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากจะจัดแคมเปญทางการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบต่าง ๆ แล้ว ยังได้มุ่งสร้างสรรค์ผลิตคอนเทนต์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ ด้วยกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาค สู่สายตานักท่องเที่ยวจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยชูกลยุทธ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด “หลงไทย เมืองน่าเที่ยว” แนะนำการท่องเที่ยวไทยแบบฉบับเที่ยวเองได้ โดยนำวิถีวัฒนธรรมชุมชนมาเป็นคอนเทนต์สื่อถึงการเดินทางของคน 2 วัฒนธรรม (ไทย-จีน) ที่มีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน สอดแทรกการแลกเปลี่ยนมุมมองและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี อาหารในแต่ละท้องถิ่น การใช้ชีวิต การแต่งกาย ภาษา ศิลปะพื้นถิ่น สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวท้องถิ่นชุมชน  และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่น่าสนใจของประเทศไทย เผยแพร่สู่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ทั้งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนในไทย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในชีวิตวิถีชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป 

     “กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยววิถีชุมชน 5 ภาคสู่สายตานักท่องเที่ยวจีน” นำเสนอ เมืองน่าเที่ยวของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสงคราม ราชบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี เชียงราย อุดรธานี บึงกาฬ นครศรีธรรมราช ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร  บุรีรัมย์ สุรินทร์ จันทบุรี และตราด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ในรูปแบบเพื่อนไทย พาเพื่อนจีนเที่ยว โดยให้ Influencer ชาวไทยที่สื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดีเป็นคนนำเที่ยว และจัดทำคอนเทนต์บทความประกอบภาพนิ่ง, คลิปวีดีโอ จำนวนรวมกว่า 150 ชิ้นงาน เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียจีน ทั้ง Weibo, Douyin (Tiktok จีน), Xiaohongshu และ Bilibili ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้รวมมากกว่า 100 ล้านคน-ครั้ง และได้ผลิตรายการโทรทัศน์จำนวน 30 ตอน ๆ ละ 30 นาที ออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์จีน โดยรวม 120 ครั้ง ผ่านสถานีโทรทัศน์ 5 ช่อง ดังนี้

    1. สถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี สื่อครบวงจรครอบคลุมวิทยุ, โทรทัศน์, เว็บไซต์, โทรทัศน์มือถือ, IPTV, โทรทัศน์เคลื่อนที่, แอปพลิเคชัน และนิตยสาร โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์กว่างซี มีอัตราการออกอากาศครอบคลุมทุกเมืองหลวงของมณฑลทั่วประเทศจีน 100% เข้าถึงประชากรทั่วประเทศกว่า 800 ล้านคน

    2. ช่องโทรทัศน์มาเก๊า (TDM) ผู้ให้บริการกระจายเสียงสาธารณะแห่งมาเก๊า ให้บริการข่าวสาร ข้อมูล กีฬา และรายการบันเทิงคุณภาพหลากหลายผ่านโทรทัศน์ วิทยุ และแพลตฟอร์มมัลติมีเดียแก่ผู้ชมในท้องถิ่นและทั่วโลก ครอบคลุมมณฑลกวางตุ้งและทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่จีน ผ่านทีวีดิจิทัลในมณฑลกวางตุ้ง ช่อง TDM Ou Man และ ผ่านเว็บไซต์ Streaming ของ www.TDM.com รวมถึงผ่าน TDM App

    3. ช่อง Macau Variety (ช่องที่ 95) ออกอากาศในเขตมาเก๊า และมณฑลกวางตุ้ง เน้นเนื้อหาหลัก รายการวาไรตี้ สารพัดความบันเทิงต่าง ๆ โดย Streaming ผ่าน TDM App มีกลุ่มเป้าหมายเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นและครอบครัว

    4. ช่องดาวเทียม Macau-MACAU พื้นที่ส่งสัญญาณครอบคลุมมาเก๊า, จีนแผ่นดินใหญ่, ญี่ปุ่น และโปรตุเกส/ลูโซโฟน, ช่องดาวเทียมในกลุ่มโรงแรมระดับสูง, สถาบันการศึกษา, หน่วยงานราชการและการค้า พื้นที่อาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม สำหรับชาวต่างชาติและผู้อยู่อาศัยจากฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน แพร่ภาพสู่ 53 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันได้ขยายไปยังประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส 

    5. สถานี Nanning Radio and Television Station ช่องภาพยนตร์ ละครทีวีและบันเทิง โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์หนานหนิง มีคลื่นวิทยุจำนวน 4 คลื่น และช่องโทรทัศน์ 4 ช่อง ได้แก่ ช่องข่าวและสารคดี, ช่องชีวิตเมือง, ช่องภาพยนตร์และบันเทิง และช่องสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือพิมพ์ “หนานหนิงวิทยุโทรทัศน์” รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อใหม่หลากหลาย เช่น แอปพลิเคชัน (APP), เว่ยป๋อ, วีแชท, เว็บไซต์, Douyin, และ Kuaishou สถานีโทรทัศน์ที่มีผู้ชมรวมมากกว่า 10 ล้านคน โดยมียอดเข้าชมรวมต่อวันเกือบ 100 ล้านครั้ง

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเข้ารับชม “เมืองน่าเที่ยว” ของไทย 5 ภาค 15 จังหวัด และสามารถช่วยแชร์เพื่อร่วมกันเผยแพร่ภาพความประทับใจในฐานะเจ้าบ้านที่ดี เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้นได้ ทางสื่อโซเชียลมีเดีย 恋恋泰兰德 (เลี่ยนเลี่ยนไท่หลานเต๋อ) ผ่านแพลตฟอร์ม Weibo, Douyin, Bilibili และ Xiaohongshu

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/450391&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HXLhe_LCgMElEUbaSs4yp

  • ตร.ท่องเที่ยว เร่งเอาผิด บริษัททัวร์ ทิ้งผู้แสวงบุญกว่า 100 ชีวิตที่สนามบินหาดใหญ่ ด้านผู้เสียหายแห่เข้าแจ้งความดำเนินคดี

    ตร.ท่องเที่ยว เร่งเอาผิด บริษัททัวร์ ทิ้งผู้แสวงบุญกว่า 100 ชีวิตที่สนามบินหาดใหญ่ ด้านผู้เสียหายแห่เข้าแจ้งความดำเนินคดี

    ตร.ท่องเที่ยว เร่งเอาผิด บริษัททัวร์ ทิ้งผู้แสวงบุญกว่า 100 ชีวิตที่สนามบินหาดใหญ่ ด้านผู้เสียหายแห่เข้าแจ้งความดำเนินคดี

    จากกรณีที่ เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวในวงการธุรกิจนำเที่ยว เมื่อกลุ่มผู้แสวงบุญอุมเราะห์ชาวไทยมุสลิมกว่า 102 คน ถูกบริษัททัวร์ ปล่อยลอยแพที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ สร้างความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568

    หลังจากได้รับทราบเรื่อง ตำรวจท่องเที่ยวโดย ส.ทท.1 กก.3 บก.ทท.3 (หาดใหญ่), ส.ทท.3 กก.3 บก.ทท.3 (นราธิวาส) และ กก.สส.3 ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายทันที

    โดยในวันที่ 14 ต.ค.68 เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยนิติกรจากสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวฯ สาขาภาคใต้เขต 3 ได้เข้าตรวจสอบที่ตั้งบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี แต่ปรากฏว่า บริษัทปิดทำการและไม่พบผู้ใด

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าร่วมพูดคุยกับผู้เสียหาย และอำนวยความสะดวกนำผู้เสียหายจำนวน 43 ราย เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี โดยมีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี และผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

    ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษ ชาย 1 ราย เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี ในฐานความผิด “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    โดยทาง เจ้าหน้าที่ได้ตั้งกลุ่มไลน์เพื่อสื่อสารและติดตามความคืบหน้าทางคดีฐาน “ฉ้อโกง” ให้กับกลุ่มผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด

    ตำรวจท่องเที่ยวขอประชาสัมพันธ์และเตือนภัยไปยังประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปแสวงบุญ หรือซื้อแพ็กเกจทัวร์ ให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัททัวร์ ว่ามีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนตัดสินใจโอนเงิน และควรตรวจสอบเที่ยวบินกับสายการบิน หรือบริษัททัวร์ที่ซื้อ ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทอดทิ้งลูกทัวร์เช่นนี้ซ้ำอีก

    เครดิต YalaToDay ยะลาทูเดย์ 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59127&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32SyUPe85PuUQnT53v3ph9

  • เอกนิติคุมถกภาษีทรัมป์ ชงบูมท่องเที่ยวเร่งใช้งบ

    เอกนิติคุมถกภาษีทรัมป์ ชงบูมท่องเที่ยวเร่งใช้งบ

    ครม.ตั้ง “เอกนิติ” หัวหน้าทีมเจรจาภาษีสหรัฐ ทำงานร่วม 6 รมต.กระทรวงหลัก  นายกฯ กำชับให้ต่ำกว่า 19% เผยหารือคมนาคม จ่อลดภาระค่าเดินทาง ปชช. “พิพัฒน์” เตรียมตั้ง คกก.ดูแล คลังจ่อชง “ครม.เศรษฐกิจ” เคาะบูมท่องเที่ยว เร่งใช้งบลงทุน กระตุ้นส่วนราชการจัดสัมมนา ดัน ศก.ปลายปีฟื้นตัว

    ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เป็นประธาน โดยมี 6 รัฐมนตรีกระทรวงหลัก ได้แก่ รมว.พาณิชย์ รมว.การต่างประเทศ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.สาธารณสุข เป็นรองประธาน พร้อมผู้แทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน โดยมีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นคณะทำงานและเลขานุการ เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการเจรจากับสหรัฐ เนื่องจากหลายประเด็นมีความคาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงาน และมีเป็นเรื่องระดับนโยบายที่ต้องตัดสินใจ

    ทั้งนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ และการเร่งสรุป FTA กับสหภาพยุโรป เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศในระยะยาว ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วง 4 เดือน สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และนโยบายภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบในวงกว้าง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งการเจรจาเพื่อลดภาษีให้ต่ำกว่า หรืออย่างน้อยไม่เกินระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 19 เพื่อปกป้องภาคการส่งออก เกษตร อุตสาหกรรม การจ้างงาน และเศรษฐกิจโดยรวม

    “นายกฯ ยังย้ำว่า การเจรจาภาษีกับสหรัฐ และ FTA ไทย-EU เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ขอให้รัฐมนตรีทุกคนกำชับและสั่งการในเรื่องที่จำเป็นกับผู้เข้าร่วมการเจรจาในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อช่วยกันหาทางออกให้การเจรจาสามารถจบลงได้ในเวลาอันเหมาะสม และนำมาซึ่งผลประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

    นายสิริพงศ์เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ต.ค. เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) นัดแรก ที่รัฐสภา โดยจะเริ่มจากกระทรวงการคลังเสนอโรดแมปและแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่ง รมว.การคลังต้องการเน้นย้ำ และกระทรวงการคลังหวังว่าทุกกระทรวงจะทำโรดแมปและแผนปฏิบัติการในระยะเวลา 4 เดือนนี้

    ส่วนมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพราะต้องรอเข้าที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน แต่ยังไม่มีการเสนอเรื่องการต่อสัญญาการแข่งขัน Moto GP เข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจะเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้คือ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวปลายปี ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นอกจากกระทรวงการคลังจะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่อที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในวันที่ 15 ต.ค.แล้ว ยังจะมีการเสนอเกี่ยวกับการปรับแผนและเป้าหมายในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-ธ.ค.68) ซึ่งถือเป็นไตรมาส 4/2568 เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาลให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วย ทำให้มั่นใจว่าไตรมาส 4/2568 หรือไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 จะมีเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้รับมอบนโยบายจากนายเอกนิติ ให้มีการปรับแผนและเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณของไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 จะมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา โดยเบื้องต้นจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนและงบรายจ่ายประจำให้เร็วขึ้นในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี วงเงิน 3.2 แสนล้านบาท ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนเร่งกระตุ้นให้ส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐเร่งการจัดประชุมและสัมมนาในช่วงปลายปี ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่าจะช่วยทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    วันเดียวกัน เวลา 14.35 น. นายอนุทินเปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ว่าได้มีการหารือกันหลายประเด็น รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชน ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ ให้มีความสมเหตุสมผลมากที่สุด และไม่ให้เสียวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเรื่องนี้แนวทางการช่วยเหลือจะเกิดขึ้นแน่

    ด้านนายพิพัฒน์กล่าวว่า แผนการลดค่าเดินทางให้ประชาชนนั้น เรื่องนี้ต้องใจเย็น เพราะต้องใช้เวลา พูดเรื่องนี้คนเดียวคงไม่จบ ขณะนี้กำลังดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอยู่ โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแล เช่น กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะดูว่าจะทำด้านใดบ้างให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

    เมื่อถามว่า จะมีการลดค่าเดินทางสำหรับรัฐบาลชุดนี้อยู่ในอัตราเท่าไหร่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องหารือก่อน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/878828/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ceXpxuF6GvfxL0FBkYnjC

  • ฝนถล่ม แม่สามแลบ ดินสไลด์เปิดเส้นทางท่องเที่ยวชมทะเลหมอก “กลอเซโล” | TOPNEWS

    ฝนถล่ม แม่สามแลบ ดินสไลด์เปิดเส้นทางท่องเที่ยวชมทะเลหมอก “กลอเซโล” | TOPNEWS

    ฝนถล่ม แม่สามแลบ ดินสไลด์เปิดเส้นทางท่องเที่ยวชมทะเลหมอก “กลอเซโล”

    • เผยแพร่ : 14/10/2025 14:57

    นายก อบต.แม่สามแลบ แจ้ง เส้นทางท่องเที่ยวกลอเซโล ถูกปิดหลังฝนตกหนักดินสไลด์ นักท่องเที่ยวยังคงติดข้างบนยอดดอย ส่วน เส้นทางหลวง 1194 รถต่ำห้ามผ่าน

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลทำให้ในพื้นที่ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ได้รับผลกระทบ โดย นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ เปิดเผยว่า ถนนเส้นทางเข้าบ้านกอมูเดอ-กลอเซโล ดินสไลด์ปิดเส้นทาง รถไม่สามารถผ่านได้ ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวหลายชุด ที่ขึ้นชมทะเลหมอก กลอเซโล ยังไม่สามารถเข้าออกได้ ในวันนี้ เนื่องจากต้องรอเครื่องจักรเข้าไปดำเนินการเปิดเส้นทาง

    ส่วนทางหลวงสาย 1194 ช่วงบ้านห้วยโผ-บ้านแม่สามแลบ ได้เกิดดินหินที่ไหลทะลักออกจากลำห้วยริมทางกีดขวางเส้นทางสัญจร รถต่ำ ผ่านไม่ได้ เบื้องต้นได้มีการแจ้งไปยังหมวดทางหลวงแม่สะเรียงให้นำเครื่องจักรเข้าดำเนินการแก้ไขแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่ของบ้านแม่สามแลบ สัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ล่ม ส่งผลทำให้การติดต่อสื่อสารการแจ้งข่าวสาร การขอการสนับสนุนการช่วยเหลือทำให้เป็นไปด้วยความล่าช้า จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้ผู้ใช้เส้นทางเฝ้าติดตามสถาการณ์ฝนในพื้นที่และ ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทางเข้าพื้นที่

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    23

    website

    ผู้ว่าฯ เมืองคอน นำสภากาแฟ สร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาจังหวัด

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ผืนน้ำสะท้อนท้องฟ้าเนรมิตฉาก ‘ถนนแห่งสรวงสวรรค์’ที่ซานซี

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เซินเจิ้นเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กระตุ้นยอดขายในตลาดอิเล็กทรอนิกส์

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนออกแนวทางกระตุ้นการบริโภคดิจิทัล

    ส่องลุคแฟชั่นผ้าไทยสไตล์ “ซาบีดา” ต่อยอด “ภูมิปัญญาผ้าทอ” ลายเกล็ดเต่า ด้วยเทคนิค ทอ 4 ตะกอ 4 เท้าเหยียบ

    ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง หารือผู้เชี่ยวชาญ FIA – มูลนิธิ AIP เดินหน้ารณรงค์สวมหมวกนิรภัยมาตรฐานในไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1355895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fOAIYZhztP18lx7ctvOv-

  • ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มทุกพื้นที่ท่องเที่ยว หลังจับอิสราเอลมั่วสุมเสพยาบนเกาะพะงัน

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

    ผบ.ตร.สั่งตรวจเข้มพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอลมั่วสุมเสพยาเสพติดที่เกาะพะงัน  

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า  พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง ที่พักเชิงท่องเที่ยว และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด

    ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. วันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับแจ้งเหตุมีการจัดปาร์ตี้ส่งเสียงดังภายในบ้านพัก  จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบที่วิลล่าแห่งหนึ่ง หมู่ 8 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี จึงเข้าตรวจพบชายชาวอิสราเอลจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายดานีล อายุ 26 ปี, นายดาวิด อายุ 26 ปี, นายเคเฟีย อายุ 26 ปี และ นายกาย อายุ 27 ปี จากการตรวจค้นพบโคเคนบนโต๊ะภายในบ้าน และยาอีอีกจำนวนหนึ่ง ผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาทั้ง 4 รายพบสารเสพติดในร่างกาย ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย” , “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพโดยผิดกฎหมาย“ และ ”เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และประเภท 2“ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ตลอนจนคำนึงถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มต่างชาติใช้พื้นที่ไทยเป็นแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติดโดยเด็ดขาด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921036&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BVZj6ZoR83K5GW1-P6AT6

  • ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    ‘เอกนิติ’ ชงครม.เศรษฐกิจ เคาะมาตรการท่องเที่ยว-เร่งรัดเบิกจ่าย

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษวันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบในด้านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ 

    นอกจากนี้ จะสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการจัดงานประชุมสัมมนาในช่วง 4-5 เดือน (ต.ค.68-ก.พ.69) วงเงินราว 6,000- 8,000 ล้านบาท รวมทั้งมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของราชการและรัฐวิสาหกิจ 

    “การดำเนินมาตรการเหล่านี้ เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 1 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ( GDP)  ปี 2568 ขยายตัวได้มากกว่า 2%”

    ด้านนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ขณะนี้มีงบเหลื่อมปีที่รอการเบิกจ่าย 3.2 แสนล้านบาท โดยกรมบัญชีกลางจะเน้นเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังได้รับนโยบาย Quick Big Win จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 ให้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงมากที่สุด ทั้งนี้จะจัดทำรายงานเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณในแต่ละไตรมาสเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีอีกครั้ง

    ขณะที่ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้รวมกว่า 92.3% แบ่งเป็น การเบิกจ่ายงบประจำ 100.02% และการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 65% ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญมาจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการอนุมัติเพิ่มเติมในภายหลัง ทำให้ส่วนราชการตั้งงบเบิกจ่ายไม่ทัน

    “ภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนปีนี้กับปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 65% เท่ากัน เพราะปีงบ 67 งบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้า อย่างไรก็ตามหากดูผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 66 นั้น สามารถเบิกจ่ายได้สูงถึง 77% และก่อนสถานการณ์โควิดการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้สูงกว่า 70% ขึ้นไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641376&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QolELHsy7VwLJZv6vZeoz

  • วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วช. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีโดรน ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว” โดยมี อาจารย์พงษ์ศักดิ์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก วช. และ อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ตลอดจนคณะผู้บริหาร สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี ณ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนฯขึ้น เพื่อเป็นศูนย์สำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาบูรณาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีโดรนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสำรวจพื้นที่เพื่อการพัฒนาเชิงอนุรักษ์และยั่งยืน นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับอาชีวศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยี การคิดเชิงสร้างสรรค์ และการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง วช. ขอยกย่องความร่วมมือของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ที่ได้ร่วมกันเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีโดรน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและเชื่อมั่นว่าศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นต้นแบบของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและการท่องเที่ยวต่อไป

    อาจารย์พงษ์ศักดิ์ นุ้ยเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ศูนย์ฯ แห่งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง วช. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในท้องถิ่น ได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีโดรน รวมถึงการประยุกต์ใช้ในด้านการท่องเที่ยว และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังว่าศูนย์แห่งนี้จะเป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีทักษะดิจิทัล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถนำนวัตกรรมมาพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังจะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริง

    อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นอย่างมากด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนาน และในขณะเดียวกัน ก็มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีความพร้อม ทั้งด้านทรัพยากร สถานที่ บุคลากร และความร่วมมือของทุกภาคส่วน จึงได้เสนอให้พื้นที่ของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ด้านโดรนสำหรับฝึกการควบคุมการบินโดรนในสภาพจำลอง รวมทั้งการเรียนรู้กฎระเบียบการบินอากาศ

    ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์แห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนและการขยายโอกาสให้กับเครือข่าย ให้สามารถใช้เทคโนโลยีโดรนในด้านการท่องเที่ยว รวมทั้ง ด้านเกษตรกรรม และการจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างอาชีพใหม่และพัฒนาท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ams6j8Bn73RgJgId_mqEL

  • ททท. ชวนคนไทยร่วมงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    ททท. ชวนคนไทยร่วมงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเวทีเชิญชวนผู้ที่สนใจและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวร่วมพัฒนาศักยภาพ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร และยกระดับมาตรฐานการบริการ เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 14 – 15 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในยุคที่พฤติกรรมนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น หากแต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย ความใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทาง ดังนั้น ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการก้าวสู่การบริหารจัดการในยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน ททท. จึงจัดทำโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการ พนักงานโรงแรม ผู้ให้บริการและผู้ที่อยู่ในแวดวงการท่องเที่ยวได้มาร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนและเสริมทักษะแบบครบวงจร ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของ “คนท่องเที่ยวไทย” เพื่อยกระดับสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งด้านบริการ การสื่อสาร และความปลอดภัย ให้สอดรับกับบริบท Digital Economy ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านข้อมูลและการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่สมดุลระหว่าง Demand และ Supply เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืน ตลอดจนเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและชุมชนในการรองรับช่วงไฮซีซัน เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ เจ้าบ้านที่ยิ้มได้อย่างมีมาตรฐาน

    ภายในงาน “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” ประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Tourism Trend Talk : การเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการท่องเที่ยวที่จะมาเสวนาแบ่งปันความรู้ เคล็ดลับและประสบการณ์แบบเจาะลึก เพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 6 มิติ ได้แก่ การพัฒนาจิตใจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงานบริการที่ดี การพัฒนาการสื่อสารและเข้าใจวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยว การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เครื่องมือเพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างการรับมือกับความไม่ปลอดภัยและแก้ปัญหาเวลาเกิดวิกฤตสู่การพัฒนาเป็นบุคคลต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว “ในบ้านของตัวเอง” (Local Hero) และรวมถึงมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ให้บริการท่องเที่ยว พร้อมที่จะเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยในงานจะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาที่จะมาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ เช่น CK Fastwork, โอม Cocktail , จั๊ด ธีมะ, เจก PopSociety, ดีเจอ้อย-นภาพร Club Friday, ฝันดี – ฝันเด่น จรรยาธนากร, แต๋ง Afte Yum, อาร์ม Good Sunday, ครูดิว TOEIC และอีกมากมาย  

    Workshop : กิจกรรมที่จะช่วย Up-Skill และสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    Exhibition : นิทรรศการที่รวบรวมข้อมูลสำคัญและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี

    ททท. เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี : ปลุกพลังท่องเที่ยว สู่อนาคตยั่งยืน” จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ให้พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและยกระดับมาตรฐานบริการสู่ระดับสากล เพราะ “เจ้าบ้านที่ดี” ไม่ใช่แค่การต้อนรับ แต่คือการสร้างคุณค่าให้กับการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.เจ้าบ้านที่ดี2568.com และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : เจ้าบ้านที่ดี 2568


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/530002.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LObaH9DjvilAZWIUoAr_7

  • สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 6 – 12 ตุลาคม 2568

    สถานการณ์การท่องเที่ยวระหว่างวันที่ 6 – 12 ตุลาคม 2568

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 25 ล้านคน สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือร้อยละ 13.63 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (74,915 คน) จีน (70,069 คน) อินเดีย (39,481 คน) เกาหลีใต้ (31,019 คน) และรัสเซีย (25,570 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 7.31 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีน เกาหลีใต้ อินเดีย และรัสเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 46.93 ร้อยละ 30.01 ร้อยละ 25.67 และร้อยละ 8.38 ตามลำดับ

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการEase of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    สรุปภาพรวมการท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 13 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 ที่ผ่านมาทั้งสิ้น 25,096,346 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย(3,608,943 คน) จีน (3,582,322 คน) อินเดีย (1,850,318 คน) รัสเซีย (1,319,164 คน) และเกาหลีใต้ (1,205,556 คน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/963992&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OFjD2ZgrSwng2uq443TjG