Category: ท่องเที่ยว

  • “ตันหยาง”เมืองหลวงแห่งแว่นตาของจีน พลิกโฉมอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร (1)

    “ตันหยาง”เมืองหลวงแห่งแว่นตาของจีน พลิกโฉมอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร (1)

    เมื่อเดือนก่อนมีข่าวใหญ่ในจีน เมื่อผู้ใหญ่จีนท่านหนึ่งขึ้นไปกล่าวในงานใหญ่งานหนึ่งด้วย “แว่นตาอัจฉริยะ” ทำเอาเมืองตันหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแว่นตา (Optical Capital) กลับมาดังในชั่วข้ามคืน ผมเลยอยากพาท่านผู้อ่านไปรู้จักเมืองนี้กันครับ …

    ในเชิงการปกครอง ตันหยาง (Danyang) มีสถานะเป็นอำเภอขนาดเล็กในเมืองเจิ้นเจียง (Zhenjiang) ในมณฑลเจียงซู สำหรับผมแล้ว ตันหยางดูจะมีชื่อเสียงยิ่งกว่าเจิ้นเจียงเสียอีก ตันหยางมีขนาดในเชิงภูมิศาสตร์ 1,000 ตารางกิโลเมตรเศษ และมีจำนวนประชากรราว 1 ล้านคนในปัจจุบัน

    โชคดีที่ตันหยางตั้งอยู่ในทางตอนใต้ของมณฑลเจียงซู จัดอยู่ในบริเวณ “อกไก่” ของจีน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมของอุตสาหกรรมดิจิตัลชั้นนำ และแหล่งรวมของประชากรมที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของจีน 

    เมื่อมองการเชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ข้างเคียง ตันหยางจัดได้ว่าตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวก โดยอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหานครเซี่ยงไฮ้ ท่านผู้อ่านสามารถเดินทางระหว่างเซี่ยงไฮ้-ตันหยาง ด้วยรถไฟความเร็วสูงและรถยนต์ส่วนบุคคลโดยใช้เวลาประมาณ 1.5 และ 2.5 ชั่วโมง ตามลำดับ 

    ความเป็น “เมืองแห่งแว่นตา” (Optical City) ของ ตันหยาง ก่อตัวนับแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 หรือราว 60 ปีก่อน ในครั้งนั้น กลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษา ต่างโยกย้ายถิ่นฐานจากโรงงานผลิตแว่นตาในเซี่ยงไฮ้ และ ซูโจว มาตั้งโรงงานแว่นตาชั่วคราวขึ้นในย่านนี้

    ภายหลังการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีนเริ่มต้นขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1980 รัฐบาลจีนก็เริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบในการจัดตั้งกิจการเอกชน ส่งผลให้พนักงานด้านเทคนิคและฝ่ายขายจำนวนมากออกมาเปิดกิจการของตนเอง และส่ง “ไม้ต่อ” ธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นในเวลาต่อมา

    กิจการเหล่านี้รับออเดอร์ผลิตแว่นตาแบรนด์ดังของโลก โดยมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ด้านราคา ในยุคนั้น ผู้บริโภคจีนยังให้การยอมรับในคุณภาพของสินค้าจากตันหยางค่อนข้างต่ำ และนิยมเลนส์นำเข้าจากต่างประเทศในระดับที่สูงกว่า ภายหลังการทุ่มเทพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สถานะของตันหยางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    การมี “จุดจอด” รถไฟความเร็วสูง และ “ทางด่วน” เชื่อมโยงกับเมืองใหญ่ข้างเคียงพาดผ่าน ช่วยให้เกิดความสะดวกในการเดินทางอย่างมาก รวมไปถึงป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ในทางเข้าและทางออกทางด่วนของเมือง

    หากท่านเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง เมื่อก้าวออกจากสถานีรถไฟตันหยาง ท่านจะเห็นป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า “China Danyang Optical City” ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนในทันที ตลาดค้าแว่นตาที่อยู่เบื้องหน้าประกอบไปด้วย ร้านแว่นตาน้อยใหญ่จำนวนหลายร้อยรายเกาะกลุ่มเป็นเวิ้งขนาดใหญ่ 

    “เมื่อถึงจุด ทุกอย่างก็จบ” แค่เดินผ่านหน้าร้านก็รู้สึกว่า แต่ละร้านเย้ายวนจิตใจยิ่ง หากเดินแวะเข้าไปในร้านเมื่อไหร่ ความรู้สึกที่ไม่อยากซื้อ ก็จะพลิกผันและพุ่งพล่านขึ้นมาทันที เพราะแต่ละร้านเต็มไปด้วยกรอบแว่นและเลนส์สายตาหลากหลายรูปแบบ ที่ถูกจัดแสดงอย่างเป็นระเบียบ ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วประเทศในวงกว้าง

    โดยรัฐบาลและผู้ประกอบการท้องถิ่นร่วมมือกันพัฒนา “การท่องเที่ยวแว่นตา” เสริมเข้ากับสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่น บริเวณใจกลางเมือง ได้รับการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่ทันสมัย ผสมผสานการค้า ร้านอาหาร ที่พัก และ ความบันเทิงเข้าด้วยกัน 

    เรายังสังเกตเห็นเทศบาลเมืองตันหยาง ทุ่มเทกับการจัดงาน “เทศกาลแว่นตาประจำปี” ควบคู่ไปกับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬา เพื่อดึงดูดฐานผู้บริโภคให้กว้างขวางขึ้น

    นักช้อปในพื้นที่ปากแม่น้ำแยงซีเกียงมักจะขับรถ หรือ นั่งรถไฟความเร็วสูงไปใช้เวลาในตันหยาง ที่จอดรถได้รับการจัดระเบียบและหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ทำให้เมืองคึกคักอย่างมากในช่วงวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สถิติระบุว่า ในช่วงดังกล่าว มีนักท่องเที่ยวเข้าในใช้เวลาในเมืองแห่งนี้ราว 200,000-300,000 คนต่อวันเลยทีเดียว 

    “ตลาดแว่นตา” นับเป็นหนึ่งใน “จุดดึงดูด” สำคัญที่ได้รับการจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้งระดับ AAA ระดับชาติ นับแต่ปี 2010 โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อเศรษฐกิจจีนไม่ได้เติบโตแรงในยุคหลังโควิดที่ผู้บริโภคหันไปใส่ใจกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น และตามมาด้วยพฤติกรรม “Low Buy, No Buy” ก็ยิ่งทำให้ตันหยาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนอยากไปเยือนมากขึ้น 

                                         “ตันหยาง”เมืองหลวงแห่งแว่นตาของจีน พลิกโฉมอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร (1)

    นอกจากนี้ เทศกาลเมืองตันหยาง ยังพัฒนาเขตใหม่ขนาดกว่า 1 ตารางกิโลเมตรบริเวณรอบเมืองแว่นตา ที่ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์แว่นตา โรงพยาบาลจักษุวิทยา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการผลิต การดูแลสุขภาพ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและพลวัต โดยอาศัยอุตสาหกรรมแว่นตาเป็นแกนกลาง

    ราคาแว่นตาและเงื่อนไขข้อเสนอที่เย้ายวนจิตใจจนยากปฏิเสธด้วยแล้ว ทำให้ผมเข้าใจของคำว่า “เมืองหลวงแห่งแว่นตา” ได้อย่างแท้จริง ผมจำได้ว่า เมื่อตอนที่ผมไปเยือนตันหยางเป็นครั้งแรก เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ก็ไปเรื่องงานและแวะสำรวจตลาด ไม่ได้ตั้งใจไปซื้อเลย ปรากฏว่า ผมเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับแว่นสายตาหลากชนิดและสีสัน รวมถึง 5 คู่ เรียกว่าเป็นครั้งแรกที่ผมซื้อแว่นตามากขนาดนั้นพร้อมกันในวันเดียว 

    แว่นสายตาแต่ละคู่ที่สั่งตัด ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที สะท้อนถึงความพร้อมและประสิทธิภาพในการผลิต และให้บริการของแต่ละร้าน หากไม่อยากนั่งจับน้ำนั่งรอ ท่านผู้อ่านอาจเดินแวะเวียนไปดูกรอบแว่นตาและข้อเสนอการขายของร้านข้างเคียงได้อีกด้วย

    ตันหยางมิได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่เดินหน้าพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตันหยางนับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและจัดจำหน่ายแว่นตา ที่สำคัญของจีน

    ผมจำได้ว่า คำบอกเล่าของผู้ประกอบการท้องถิ่นในครั้งแรกที่ผมไปเยือนตันหยางระบุว่า “ทุกๆ แว่นตา 3 อัน 1 อันผลิตมาจากตันหยาง” เท่ากับว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้ผลิตเลนส์แว่นตาอย่างน้อย 1 ใน 3 ของการผลิตของโลก 

    เมื่อเวลาผ่านไป ตันหยางดูจะได้รับการยกย่องว่า มีความสำคัญด้านอุตสาหกรรมแว่นตาระดับโลก ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเลนส์สายตาของโลก โดยเป็นผู้ผลิตเลนส์สายตา 50% ของโลก และราว 75% ของจีน จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งแว่นตา” (Optical Capital) ของโลกในปัจจุบัน 

    คุยกันต่อตอนหน้าครับว่าตันหยางพัฒนาอุตสาหกรรมแว่นตาสู่เวทีโลกได้อย่างไร …
     

    คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4141

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/641814&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EvfMtzBrHfeah26Bzj9Fq

  • สวยงามกลางลำน้ำ “แพเซิ้ง” หนึ่งเดียวในโลก อบต.นาเขยอดเยี่ยมชนะเลิศควบ 2 แชมป์

    สวยงามกลางลำน้ำ “แพเซิ้ง” หนึ่งเดียวในโลก อบต.นาเขยอดเยี่ยมชนะเลิศควบ 2 แชมป์

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่หนองเครือเขาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อยู่ด้านหลังเทศบาลตำบลบ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ เลขานุการนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์  รมต.วัฒนธรรม อดีตนายก อบจ.นครพนม และเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.นครพนมเขต 1 พรรคภูมิใจไทย โดยมีนายสิทธิกร ธงยศ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ให้การต้อนรับในฐานะเจ้าถิ่น พร้อมทั้งนายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง นายสุพรรณ โกศล  นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพง คณะผู้บริหาร ผู้นำชุมชนท้องถิ่น ชาวบ้านในพื้นที่ 14 ชุมชน ร่วมเปิดงานประเพณีแพเซิ้งประจำปี 2568 เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดกัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 

    ว่าที่ร้อยตรีรวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่าประเพณีแพเชิ้ง 68 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-19 ตุลาคม รวม 7 วัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรมประจำถิ่นให้คงอยู่ตลอดไป ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชทั่วไปได้มีกิจกรรมร่วมกัน  สร้างสายใยทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น สร้างความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอำเภอบ้านแพง ส่วนกิจกรรมประกอบด้วย การจัดแสดงซุ้มวิถีชีวิต การจัดแสดงแพเชิ้ง ขบวนแห่ของชุมชนต่างๆ การแข่งขันเรือพาย การแข่งขันกีฬา การประกวดร้องเพลง ลูกทุ่งหมอลำ และการจำหน่ายสินค้าตลอด 7 วัน 7 คืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของอำเภอบ้านแพงได้เป็นอย่างดี

    ด้าน นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มท. กล่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายสำคัญด้านการท่องเที่ยว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น แม้จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดเมืองรอง ซึ่งจากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในปี 2567 พบว่านครพนมมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ทั้งคนไทยและต่างชาติเกือบ 3 ล้านคน มีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 4 พันกว่าล้านบาท และในปี 2568 ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน  พบว่ามีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 1.7 ล้านคน คน มีรายได้รวม 3 พันกว่าล้านบาท 

    “อำเภอบ้านแพงแม้จะเป็นอำเภอที่อยู่ไกลสุดของจังหวัดนครพนม แต่มีความน่าสนใจในหลายมิติ เช่น แหล่งท่องเที่ยงทางธรรมชาติที่สวยงาม ได้แก่ “ภูลังกา” ซึ่งเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่งดงาม “ถ้ำนาคี” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค นอกจากนี้ยังมี น้ำตกตาดขาม น้ำตกตาดโพธิ์ที่มีความสวยงามอีกด้วย ในด้านเศรษฐกิจมีสินค้าทางการเกษตรคุณภาพดี เช่น มะเขือเทศ ข้าวโพด ใบยาสูบ เป็นต้น การจัดงานครั้งนี้ ถือว่ามีส่วนในการส่งเสริม อนุรักษ์ สืบสาน ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน และปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนในท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม และร่วมอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง สร้างความสามัคคีเข้มแข็งของชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวของอำเภอบ้านแพงให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไป” มท.2 กล่าว.

    หลังจากนั้นพิธีกรได้ประกาศผลรางวัลชนะเลิศแพเซิ้งประจำปี 2568 ได้แก่ อบต.นาเข นอกจากมีการรำที่สวยงามพร้อมเพรียงกันแล้ว ยังได้สื่อสารวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีเยี่ยม เท่านั้นยังไม่พอ อบต.นาเข ยังคว้ารางวัลชนะเลิศประกวดซุ้มวิถีอีกด้วย 

    “แพเชิ้ง” ถือเป็นประเพณีของชาวอำเภอบ้านแพง ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีรูปแบบเฉพาะไม่เหมือนใคร และมีให้ชมเพียงแห่งเดียวในโลก นิยมจัดงานในเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติ  ช่วงหลังวันออกพรรษาของทุกปี โดยแต่ละชุมชนได้ร่วมแรงร่วมใจกัน สร้างแพขนาดใหญ่เป็นเวที ในการจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และการแสดงฟ้อนรำตามประเพณีอีสาน เพื่อบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์  หรือหลวงพ่อพญานาค หมายถึงองค์พญาศรีสัตตนาคราช และเจดีย์กองข้าวศรีบุญเนาว์ ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขาภูลังกา โดยคนลุ่มน้ำโขงมีความเชื่อว่า สามารถดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค ฝนตกต้องตามฤดูกาล และไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง เป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรม ศิลปะพื้นบ้านที่สวยงาม สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว เข้ามาชมงานเป็นจำนวนมาก

    ลักษณะแพเซิ้ง โดยชุมชนต่างๆ จะทำแพขนาดใหญ่มุงหลังคาเหมือนบ้าน พร้อมกับนำเครื่องดนตรีพื้นเมือง และนางรำไปฟ้อนรำในแพอย่างครึกครื้นสนุกสนาน ล่องในลำน้ำหนองเครือเขา ให้ประชาชนริมฝั่งได้ชมจึงเรียกกันว่าแพเซิ้ง ที่มีหนึ่งเดียวในโลกเท่านั้น ถือเป็นประเพณีที่จัดสืบทอดมายาวนานกว่า 40 ปี

    หนองเครือเขาเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชาวอำเภอบ้านแพง ที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค มีเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร กักเก็บน้ำได้ตลอดปี ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นสวนสาธารณะที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนการจัดกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ นอกจากนี้หนองเครือเขา ยังใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานประเพณีที่สำคัญของชาวอำเภอบ้านแพง คือ งานประเพณีแพเซิ้ง,แข่งเรือ,ลอยกระทง เป็นต้น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก  โดยประเพณีแพเซิ้งของชาวอำเภอบ้านแพง มีรูปแบบเฉพาะที่ไม่เหมือนที่ไหน และมีให้ชมเพียงแห่งเดียวในโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451001&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nvyHfUj8mfneZAuYDVmS-

  • นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น “ยอดภูเรือ” ชมทะเลหมอก โต้ลมหนาว ท้าอากาศเย็น 18 องศา

    นักท่องเที่ยวแห่ขึ้น “ยอดภูเรือ” ชมทะเลหมอก โต้ลมหนาว ท้าอากาศเย็น 18 องศา

    วันที่ 19 ตุลาคม 2568 บรรยากาศบนยอดภูเรือ จังหวัดเลย คึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางขึ้นมาชม “ทะเลหมอกยามเช้า” และ “แสงแรกของวัน” ท่ามกลางอุณหภูมิเย็นสบาย 18 องศาเซลเซียส แสงทองสาดกระทบทะเลหมอกสีขาวท่ามกลางทิวเขาสลับซับซ้อน สายหมอกค่อยๆ เคลื่อนผ่านยอดภูเรืออย่างอ่อนโยน นักท่องเที่ยวต่างเพลิดเพลินกับการชมหมอกแบบรอบทิศ 360 องศา โต้ลมหนาว พร้อมเก็บภาพความประทับใจอย่างตื่นเต้นและสนุกสนาน

    นางสาวเนตรนภา งามเนตร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศบนภูเรือเหมาะแก่การท่องเที่ยวอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าที่มีทะเลหมอกปกคลุมทั่วทั้งยอดเขาและร่องหุบเขา นักท่องเที่ยวสามารถชมความงดงามของธรรมชาติได้ต่อเนื่องไปจนสิ้นฤดูหนาว ทั้งนี้ หลังชมพระอาทิตย์ขึ้น นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะพักผ่อนจิบกาแฟที่ “ภูเรือคาเฟ่” ร้านค้าสวัสดิการของอุทยาน และร้านค้าชุมชนบริเวณด่านที่สอง ซึ่งมีบริการกาแฟสด อาหารและเครื่องดื่มครบครัน และทางอุทยานแห่งชาติภูเรือ ได้เตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย และการให้บริการแก่นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59387&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw204VGEhkWUlHO-_umAjD5S

  • รมช.นเรศ ลงพื้นที่แม่วาง แก้ปัญหาน้ำกัดเซาะ “สบวิน” หวั่นกระทบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

    รมช.นเรศ ลงพื้นที่แม่วาง แก้ปัญหาน้ำกัดเซาะ “สบวิน” หวั่นกระทบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

    รมช.นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ลงพื้นที่แม่วาง แก้ปัญหาน้ำกัดเซาะ “สบวิน” หวั่นกระทบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

    นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากภัยพิบัติในพื้นที่

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ จุดลงแพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ขี่ช้างล่องแพบ้านสบวิน ตำบลแม่วาง อำเภอแม่วาง ซึ่งเป็นจุดบริการท่องเที่ยวสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอแม่วาง แต่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์ อุทกภัยและพายุโซนร้อนบัวลอย ที่พัดถล่มเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าพบปะกับผู้นำชุมชนและกลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อรับฟังปัญหาอย่างละเอียด ที่จุดลงแพที่ได้รับความเสียหายจาก น้ำกัดเซาะตลิ่งลำน้ำวาง ทำให้เกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  และเร่งหาแนวทางในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ท่องเที่ยวและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดที่สุด

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นความเร่งด่วนในการเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ หลังเผชิญกับภัยธรรมชาติ เพื่อให้กิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถกลับมาดำเนินได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยอีกครั้ง.

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3798801/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12El2tpRXPa-ThKh9QX1qv

  • อัดบิ๊กอีเวนต์-3มาตรการ ดันท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย! | เดลินิวส์

    อัดบิ๊กอีเวนต์-3มาตรการ ดันท่องเที่ยวโค้งสุดท้าย! | เดลินิวส์

    ปี 68 ภาคการท่องเที่ยวถูกฝากความหวังไว้อย่างสูงให้เป็น“พระเอก”ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาชายแดน ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ที่จะกระทบภาคการส่งออกไทยอย่างรุนแรง ภาคการท่องเที่ยว จึงเปรียบเหมือนเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจสามารถไปรอด ไปถึงฝั่ง   

    ดังนั้นในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หน่วยงานหลักอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงตั้งเป้าหมายเชิงรุกว่า ปี 68 ไทยต้องดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาให้ได้ 39-40 ล้านคน  ส่วนนักท่องเที่ยวไทยก็เที่ยวเมืองไทยประมาณ 205 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด โดยสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ สูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 18-19% ของจีดีพีประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดยอด 9 เดือน ภาคการท่องเที่ยวกลับไม่ได้ฉายแสง เป็นเทพบุตรขี่ม้าขาวอย่างที่ใครคิด เพราะสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมเข้าไทยตั้งแต่ 1 .. – 30 .. 68 เพิ่งมีเพียง 24.11 ล้านคน ห่างไกลเป้าหมายลิบลับถึง 15 ล้านคน แถมยังหดตัว 7.56% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติก็มีเพียง 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง 5.85% 

    หันเป้าครั้งใหญ่ 

    ส่งผลให้ ททท. ต้องปรับแผนกันยกใหญ่  ยอมปรับลดเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี เหลือเพียง 33.4-34.5 ล้านคน หรือหายไปกว่า 5 ล้านคน ส่วนรายได้การท่องเที่ยว ที่เคยตั้งไว้ 3.5 ล้านล้านบาท ก็ประเมินว่าจะเหลือเพียง 2.7-2.8 ล้านล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี แม้จะลดเป้าไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ทำให้ถึงอยู่ดี เพราะตอนนี้เหลือเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น เป็นภารกิจท้าทายที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึง ททท.ต้องดึงต่างชาติเข้ามาให้ได้ถึง 10 ล้านคน

    เมื่อส่องดูโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่มาไทย พบว่าตลอดหลัก 5 อันดับแรก มีถึง 3 ใน 5 ที่ตัวเลขติดลบ  โดยมาเลเซียที่ปีนี้มาไทยอันดับหนึ่ง แต่เหลือเพียง 3.47 ล้านคน ลดลงไป 7.05% ขณะที่จีนแชมป์เก่าหลายปีก็วูบลงน่าใจหาย เหลือ 3.41 ล้านคน หรือลดลง 34.97% ขณะที่เกาหลีอันดับ 5 ก็มาเพียง 1.13 ล้านคน ลดลงไป 17.7% จะมีเพียงอินเดียที่โตแรงขึ้นมาที่ 1.77 ล้านคน และรัสเซียที่ขยายตัวเป็น 1.27 ล้านคน แต่ก็ไม่เพียงพอที่ฉุดให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวขึ้นจากหล่มได้

    สารพัดปัญหารุมเร้า 

    สาเหตุหลักที่ท่องเที่ยวไทยต้อเผชิญวิกฤตเช่นนี้ เกิดจากหลายเรื่องมะรุมมะตุ้ม ทั้งด้านภาพลักษณ์ความปลอดภัย จากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีน และคดีลักพาตัวนักแสดงชาวจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นชาวจีนรุนแรง ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางชาติอื่น ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการมาเที่ยวไทยสูงขึ้น จนชาวต่างชาติเลือกไปประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนซึ่งคุ้มค่ากว่า อย่างญี่ปุ่น หรือเวียดนาม นอกจากนี้ หลาย ๆ ประเทศ ก็เผชิญปัญหาเศรษฐกิจภายใน ทำให้คนเที่ยวเมืองนอกลดลง และอีกเรื่องคือทุกประเทศต่าง แข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย ที่เป็นคู่แข่งหลักของไทย 

    ด้วยสถานการณ์หลังพิงฝาสุด ๆ ในโค้งสุดท้าย 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ จึงเป็นฮึดเฮือกสุดท้าย ที่รัฐบาลจะต้องใส่เกียร์ 5 เดิมพันครั้งใหญ่ผลักดันการท่องเที่ยวฟื้นกลับให้ได้ เพื่อจะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยที่กำลังอ่อนเปรี้ยให้รอดถึงฝั่ง ทำให้ รัฐบาล และ ททท. ได้เทหมดหน้าหวังพลิกสถานการณ์ช่วงทดเวลาบาดเจ็บออกมาหลายแนวทาง เริ่มจากททท. ที่ทุ่มสุดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้  วางบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ออกมารัว ๆ ปลุกบรรยากาศเที่ยวไทยให้คึกคักอีกรอบ

    กดปุ่มบิ๊กอีเวนต์

    เริ่มด้วยเดือน ต.ค.68 ได้จัดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 เทศกาลแสงสี ดิวาลี เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค.68  ถัดมาเดือนพ.ย.68 ได้จัดงานมหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025 ยกระดับเทศกาลลอยกระทงให้เป็นเทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีไฮไลท์ ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และวัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยังเติมเต็มด้วย งานวิจิตร เจ้าพระยา 2025 การแสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้น 1 พ.ย.–15 ธ.ค. 68 งาน Amazing Thailand Marathon 2025 กิจกรรมวิ่งมาราธอนใหญ่ วันที่ 30 พ.ย. 2568  และปิดท้าย เดือนธ.ค.68 ด้วยกิจกรรม Amazing Thailand Countdown 2026 เฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ   

    ดึง “ลิซ่า” โหมระดับโลก

    นอกจากนี้ ยังมีทีเด็ดสุดๆ คือ  การดึง ลิซ่า  ลลิษา มโนบาล ศิลปินระดับโลกสัญชาติไทย มาช่วยในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” หรือทูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาโลก ตลอด 1 ปี  โดยเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และเพิ่มภาพลักษณ์ไทยให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก โดย ททท. คาดหวังว่า ลิซ่า จะช่วยกระตุ้นรายได้การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ยาวไปจนถึงปี 69 โดยแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ใหญ่ที่เกิดขึ้น ททท.ปักหมุดเป้าหมายไปที่ตลาดระยะไกล อย่างยุโรป ซึ่งชาวยุโรปนิยมหนีฤดูหนาวมาท่องเที่ยวในประเทศเขตร้อน ทั้งเยอรมนี สหราชอาณาจักร  ฝรั่งเศส อิตาลี และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ซึ่งทั้งหมดมีสัญญาณการฟื้นตัวและเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีรัสเซียที่เป็นตลาดสำคัญ ที่ได้รับอานิสงส์การยกเว้นวีซ่า โดยนิยมมาพักผ่อนระยะยาวในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและพัทยา  รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เป็นตลาดที่นับจับตา หลังสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส มีการเปิดเส้นทางบินใหม่ๆ และเพิ่มความถี่เที่ยวบินจากสหรัฐฯ มาไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องเร่งกระตุ้นตลาดใหญ่ อย่าง จีน และรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งของ อินเดีย ให้เติบโตควบคู่ไปด้วย 

    ไทยเที่ยวไทยชะลอ

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวในประเทศ หรือ  “ไทยเที่ยวไทย” แม้ในปี 68 จะยังไม่ติดลบ แต่ก็เผชิญความเสี่ยงเติบโตต่ำ โดยประเมินว่าจะมีคนไทยเที่ยวด้วยกันเอง 205 ล้านครั้ง และสร้างรายได้ 1.14-1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 2.0-2.2% เนื่องจากถูกปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นตัวเต็มคอยกดทับ ก็ทำให้ไทยเที่ยวไทย ไม่สามารถเร่งเครื่องมาชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หดตัวแรงได้

    ทำให้ ล่าสุด ครม.เศรษฐกิจ ได้งัดแพ็กเกจกระตุ้นการท่องเที่ยว อีกชุดใหญ่ 3 มาตรการ เพื่อหวังให้การท่องเที่ยวในประเทศ เป็นแรงเสริมช่วยรายได้ท่องเที่ยวในภาพรวมอีกแรง ประกอบด้วย  1. มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวในประเทศ ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สูงสุด 20,000 บาทต่อคน สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ  เช่น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ และที่พิเศษหากใช้จ่ายใน “เมืองรอง” สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มในอัตรา 1.5 เท่า เช่น จ่ายจริงในเมืองรอง 10,000 บาท นำไปลดหย่อนได้ 15,000 บาท เริ่มตั้ง 29 ..-15 .. 68 

    งัด 3 มาตรการฟื้นคืนชีพ

    มาตรการที่ 2 เร่งรัดการจัดสัมมนาและอบรมของรัฐ โดยให้หน่วยงานภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการจัดประชุม อบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน จนถึงเดือนม.ค. 69 ซึ่งมีเม็ดเงินกว่า 6-7 พันล้านบาท และมาตรการที่ 3. สนับสนุนการปรับปรุงสถานประกอบการ  โรงแรม ให้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือต่อเติมอาคารของโรงแรม ที่พักได้ 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายจริง โดยเน้นไปที่โรงแรมเมืองรองเป็นพิเศษ ครอบคลุมถึงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความยั่งยืน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือระบบบำบัดน้ำเสียด้วย

    เรียกว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ รัฐพยายามทุ่มสุดตัว ทั้งแคมเปญบิ๊กอีเวนต์ มาตรการกระตุ้นเที่ยวในประเทศหวังจะฉุดโมเมนตั้มการท่องเที่ยวกลับมา แต่ถามว่าจะกู้วิกฤติได้แค่ไหน หากวิเคราะห์ตามเนื้อผ้า โอกาสในไตรมาสที่ 4 แม้มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว จะสร้างผลดีต่อตลาดไทยเที่ยวไทย โดยเฉพาะการดึงคนกำลังซื้อสูงให้เที่ยวในประเทศ  ขณะที่การเร่งรัดงบสัมมนาก็ช่วยให้เกิดเงินกระจายตัวในประเทศ  ช่วยชดเชยการขาดหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่า มาตรการชุดนี้ยังมีน้ำหนักไม่พอที่จะไปปะผุ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แย่มาทั้งปีได้พอ   

    ยกเครื่องแก้โครงสร้าง

    แต่หากมองไปข้างหน้า รัฐบาลอาจต้องเบนเข็ม หันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและความยั่งยืน” มากกว่า “ปริมาณ”  การเดินหน้าแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เช่น งานอีเวนต์ขนาดใหญ่และเทศกาลต่าง ๆ จะต้องเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง และเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริง ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทัวร์สีเทาเหมือนที่ผ่านมา 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความปลอดภัย สาธารณูปโภค และการยกระดับมาตรฐานการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ดีแต่แรงโปรโมต แต่พอนักท่องเที่ยวมาถึง กลับต้องพบแต่ปัญหา? และขาดความประทับใจ!! ซึ่งไม่มีใครต้องการกลับมาเยือนอีก ดังนั้นในช่วงที่ปริมาณนักท่องเที่ยวชะลอตัว ภาครัฐควรมองเป็นโอกาสที่จะยกเครื่องแก้สารพัดปัญหา เพื่อให้ไทยกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ที่ไม่ต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก แต่ขอให้มีรายได้มาก จะดีกว่า !!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5216467/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TjC3I0_TrPpgaJjiUEU09

  • “ของหายได้คืน” ตำรวจท่องเที่ยวไทยย้ำความมั่นใจนักเดินทาง — พร้อมช่วยทุกขั้นตอน แค่โทร 1155

    “ของหายได้คืน” ตำรวจท่องเที่ยวไทยย้ำความมั่นใจนักเดินทาง — พร้อมช่วยทุกขั้นตอน แค่โทร 1155

    ตำรวจท่องเที่ยวไทยเปิดโครงการ “Lost & Found” สร้างความอุ่นใจให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก หากของสูญหายระหว่างท่องเที่ยวในประเทศไทย เจ้าหน้าที่พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่รับแจ้ง ตรวจสอบ จนถึงติดตามของคืนให้ถึงมือเจ้าของ

    กรมตำรวจท่องเที่ยวเปิดตัวโครงการ “ของหายได้คืน (Lost & Found)” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเน้นบริการช่วยเหลือกรณีสิ่งของสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ หรือทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมให้บริการทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับแจ้ง ตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการประสานติดตามของคืนสู่เจ้าของ โดยทำงานร่วมกับสถานีตำรวจในพื้นที่ หน่วยงานสนามบิน โรงแรม และจุดท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1155 เพื่อให้ “ทุกการเดินทางในประเทศไทย ปลอดภัยและอุ่นใจเสมอ”

    ตำรวจท่องเที่ยวย้ำว่า “ความสบายใจของนักท่องเที่ยว คือภารกิจของเรา” พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q31kfOnV9-4hIBiaHcRR9

  • ภูกระดึง18 องศา ทะเลหมอกขาวละมุน ชมแสงอาทิตย์แรกวันใหม่

    ภูกระดึง18 องศา ทะเลหมอกขาวละมุน ชมแสงอาทิตย์แรกวันใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.03 น.

    19 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศบริเวณในจังหวัดเลยทั่วไปมีอากาศเย็นในช่วงเช้า และมีหมอกหนา โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาทำให้ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามยอดภูในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ต่างมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวเพื่อมาสัมผัสหนาวในช่วงปลายฝนต้นหนาว และต่างก็ไม่ผิดหวังกับอากาศเย็นในยามเช้าโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งยังคงเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตตลอดกาลของหนุ่มสาว เพื่อไปสัมผัสอากาศหนาวและธรรมชาติสวยๆบนยอดภู

    นายภูวนัย มูลแวง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เผยว่า เผยว่าในเช้าวันนี้อุณหภูมิบนยอดภู 18.0 องศาเซลเซียส มีหมอกลงจัดต่างไม่ผิดหวังกับบรรยากาศในช่วงปลายฝนต้นหนาวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง มักจะเกิดทะเลหมอกขึ้น ตามจุดเดินไปผานกแอ่นจุดชมพระอาทิตย์ลูกโตๆส่องแสงเป็นสีส้มในยามเช้านักท่องเที่ยวขึ้นไปพักค้างแรมบนยอดเขารวม 480 คน ลงทะเบียนขึ้นวันนี้660 คน ทำให้มียอดนักท่องเที่ยวสะสมรวมทั้งสิ้น 1,140 คน

    ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นบนภูกระดึงนักท่องเที่ยวขึ้นมาชมธรรมชาติ จนเหมือนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในช่วงเช้าจะเดินออกจากที่พักเพื่อรับแสงแรงของวันใหม่ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่นในช่วงเย็นชมพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสัก แต่ที่ขาดไม่ได้คือชื่นชมความสวยงามของใบเมเปิล แม้ช่วงนี้ยังไม่เปลี่ยนสีที่น้ำตกถ้ำใหญ่และกิจกรรมในช่วงกลางวันชมจุดท่องเที่ยวอื่นๆ

    อย่างลานพระศรีนครินทร์, สระอโนดาต, ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง, ผาหล่มสัก,ผานาน้อย, ผาจำศีล, ผาหมากดูก และน้ำตกต่าง ๆซึ่งแต่ละจุดในช่วงนี้กำลังสวยมาก หลังธรรมชาติพักปิดภูมา 4 เดือนประกอบกับช่วงปลายฝนต้นหนาว ทำให้บนภูกระดึงเขียวชอุ่มดอกไม้กำลังชูช่อรับนักท่องเที่ยวและหนาวในปีนี้ทางอุทยานฯ มีความพร้อมทุกด้านเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่พัก อาคารบ้านพัก สถานที่ สนามเพื่อกางเต็นท์และจัดเต็นท์ไว้บริการ ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าที่ระลึกสินค้าเพื่อป้องกันความหนาวเย็นชนิดต่างๆ ตลอดจนห้องอาบน้ำ ห้องสุขาที่บริการกดน้ำดื่ม และด้านความปลอดภัยมีเจ้าหน้าที่ประจำแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ คอยบริการและให้คำแนะนำมีหน่วยปฐมพยาบาลบนหลังแปลนั้นจึงขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในการบริการของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวยังคงจำกัดไว้ที่ 3,500 คนต่อวัน

    .012

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/921986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26mszhRVy-ajqzVCgiV1Au

  • ผู้โดยสารบนเครื่องผวา “ไฟไหม้กระเป๋าเดินทาง” คาดพาวเวอร์แบงก์ระเบิด

    ผู้โดยสารบนเครื่องผวา “ไฟไหม้กระเป๋าเดินทาง” คาดพาวเวอร์แบงก์ระเบิด

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 Breaking Aviation News & Videos เปิดเผยว่า เกิดเหตุไฟไหม้ที่ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ บนเที่ยวบิน CA139 ของสายการบินแอร์ไชน่า ซึ่งกำลังเดินทางจากเมืองหางโจว ประเทศจีน ไปยังโซล ประเทศเกาหลีใต้

    โดยลูกเรือสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ และนักบินได้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้-ผู่ตง ประเทศจีน ได้อย่างปลอดภัย

    ทั้งนี้ คาดว่าต้นเหตุของเพลิงไหม้ดังกล่าว เกิดจากแบตเตอรี่ลิเทียมในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารลุกไหม้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59373&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1arKCrmLR9d7OV_ksK8G7V

  • ตำรวจท่องเที่ยว ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม สร้างความมั่นใจ นทท. | TOPNEWS

    ตำรวจท่องเที่ยว ปล่อยแถวกวาดล้างอาชญากรรม สร้างความมั่นใจ นทท. | TOPNEWS

    ผู้ส่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 พ.ต.ท.ภัทรินทร์ สุทธิภัทรธรรม สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.3 (สุราษฎร์ธานี – นครศรีธรรมราช) นำกำลังตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรเมืองสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจท่องเที่ยว ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม บริเวณชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง (S.T.C.) ตลาดศาลเจ้า ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ที่มุ่งยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัย โดยเน้นการปราบปรามอาชญากรรมใน 10 กลุ่มต้องห้าม โดยเฉพาะกลุ่มที่ 1–4 ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว เช่น การฉ้อโกง หลอกลวง หรือสร้างความเดือดร้อนแก่นักท่องเที่ยว ทั้งยังสอดรับกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก

    สำหรับกิจกรรมปล่อยแถวในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจและภาคประชาชน ในการสร้างสภาพแวดล้อมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย เป็นมิตร และน่าเชื่อถือ อันจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศในระยะยาว


    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1361542&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-9lqXeK-0fK21l7jeI2EU

  • กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    กทม. เตรียมจัดลอยกระทงสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร

    (17 ต.ค. 68) นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมการจัดงานเทศกาลลอยกระทงของกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตหลักสี่ เพื่อหารือการเตรียมความพร้อมการจัดงานเทศกาลลอยกระทงบริเวณสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่  

    สำหรับการจัดงานเทศกาลลอยกระทงบริเวณสวนเปรมประชาวนารักษ์ และสองฝั่งคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ เป็นความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยกลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 7 เขต ได้แก่ จตุจักร บางซื่อ ลาดพร้าว หลักสี่ ดอนเมือง บางเขน และสายไหม ร่วมกับ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ รวมถึงหน่วยงานภายนอก ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ จัดขึ้นเพื่อสืบสาน อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย
    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

    โดยในวันนี้มีหน่วยงานภาคเอกชนที่สนับสนุนการจัดงาน อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) Big C คณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขต (คคพ.) ลุงถั่ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันเสนอแนวคิดว่าควรจัดกิจกรรมใดบ้างในวันจัดงาน รวมถึงกิจกรรมไฮไลต์ที่จะทำให้ผู้มาร่วมงานได้รับความสนุกสนาน และมีความสุขจากการร่วมงานลอยกระทงในครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มงานจนจบงาน โดยจะมีการประชุมสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนในครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59377&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mFJ_Xu-DTIzgKtu-52oo0