Category: ท่องเที่ยว

  • KTC ผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KTC ผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผนึกความร่วมมือกับการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) เดินหน้ากระตุ้นตลาดท่องเที่ยวปลายปีและยอดใช้จ่ายของนักเดินทางชาวไทย ผ่านเทศกาล “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” เทศกาลอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ เซ็นทรัล ฮาร์เบอร์ฟรอนท์ ริมอ่าววิคตอเรีย รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 300 บูธ ตั้งแต่ร้านระดับมิชลินไกด์ไปจนถึงสตรีทฟู้ดชื่อดัง และขยายเวลาให้เข้าชมถึงเที่ยงคืนเป็นครั้งแรก พร้อมแพ็กเกจพิเศษเริ่มต้น 11,999 บาท สำหรับสมาชิกเคทีซีเท่านั้น

    ภาพรวมตลาด: ฮ่องกงยังครองใจนักเดินทางไทย

    จากสถิติจากการท่องเที่ยวฮ่องกง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนฮ่องกงกว่า 33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 359,000 คน เพิ่มขึ้น 4.6% ซึ่งจัดเป็นอันดับ 2 ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รองจากประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับเทศกาล “Wine & Dine Festival” ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของฮ่องกงช่วงปลายปี ที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เทศกาลดังกล่าวจัดตรงกับช่วงวันหยุดยาวของไทยพอดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

    KTC ชี้เทรนด์ “กิน–ช้อป–เที่ยว” ที่ฮ่องกงยังแรงไม่หยุด

             นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ฮ่องกงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 2 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รองจากญี่ปุ่น และเป็นประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2568 มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 13,000 บาทต่อคน และ 3,500 บาทต่อครั้ง“เราพบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารซึ่งมีจำนวนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26% และจำนวนสมาชิกที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หมวดแฟชั่นและนาฬิกาเครื่องประดับยังคงเป็นอันดับต้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ฮ่องกงยังเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับ พรีเมียมของนักเดินทางชาวไทยได้เป็นอย่างดี” นางสาววริษฐากล่าว

    ไฮไลต์งาน “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025”

    เทศกาลในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ผสานวัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ไว้อย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ BEA Grand Wine Pavilion รวบรวมไวน์ชั้นเลิศจากแคว้นบอร์กโดซ์ รวมถึงไวน์ระดับ First Growth / Tasting Room ดินเนอร์ 10 คอร์สจาก 5 เชฟชื่อดัง และTowngas Gourmet Avenue ที่รวมร้านอาหารชั้นนำกว่า 12 ร้าน รวมถึงร้านที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินและรางวัลเพชร Black Pearl  ซึ่งนับรวม 13 ดาว และ 7 เพชร  ไว้ภายในบริเวณเดียวกัน งานจัดขึ้นริมอ่าววิคตอเรีย บริเวณเซ็นทรัล ฮาเบอร์ฟร้อนท์ (Central Harbourfront) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. จนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อาหารระดับโลกในบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามที่สุดของฮ่องกง

    แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับสมาชิกเคทีซี

    สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถจองแพ็กเกจสุดพิเศษ “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” ราคาเริ่มต้นเพียง 11,999 บาทต่อท่าน (จำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน) ประกอบด้วย

    • ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ฮ่องกง (สายการบิน Cathay Pacific / Emirates / Hong Kong Airlines
    • ห้องพัก 2 คืนที่ Regal Hong Kong Hotel หรือเทียบเท่า
    • บัตรเข้างานเทศกาล พร้อม Token มูลค่า HK$370/ท่าน สำหรับแลกเครื่องดื่มภายในงาน

    ผู้สนใจสามารถจองแพ็กเกจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 และเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/hk-wine-dine

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC WORLD Travel Service 02 123 5050 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่ https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  https://ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    หมายเหตุ : บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/14/586050/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0435QctaibXjrcqLYYZQRp

  • คลังจ่อชงครม.ศก.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-แผนเร่งเบิกจ่ายไตรมาส 1 ปีงบ 69 : อินโฟเควสท์

    คลังจ่อชงครม.ศก.พรุ่งนี้ เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว-แผนเร่งเบิกจ่ายไตรมาส 1 ปีงบ 69 : อินโฟเควสท์

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ วันพรุ่งนี้ (15 ต.ค.) เพื่อพิจารณาการปรับแผนและเป้าหมายในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.-ธ.ค.68) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงการทำงาน 4 เดือนของรัฐบาลให้เติบโตได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น

    “ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ที่นอกจากจะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว คาดว่าจะมีการเสนอแผน และมาตรการในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบ 69 ซึ่งอยู่ในช่วง 4 เดือนของการทำงานรัฐบาล เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ด้วย ทำให้มั่นใจว่าไตรมาส 4/68 หรือไตรมาส 1 ปีงบ 69 จะมีเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น” แหล่งข่าวระบุ

    ด้าน นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ได้รับมอบนโยบายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ให้มีการปรับแผนและเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณของไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2569 โดยจะมีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานและจะมีมาตรการที่ชัดเจนออกมา

    ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน และงบรายจ่ายประจำให้เร็วขึ้นในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบเหลื่อมปี วงเงิน 3.2 แสนล้านบาทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนเร่งกระตุ้นให้ส่วนราชการ และหน่วยงานรัฐ เร่งการจัดประชุมและสัมมนาในช่วงปลายปี ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่าจะช่วยทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2568 พบว่า สามารถเบิกจ่ายได้แล้ว 92.3% ขณะที่งบรายจ่ายประจำ เบิกจ่ายได้เกินเป้าหมาย ที่ 100.2% ส่วนงบลงทุน สามารถเบิกจ่ายได้เพียง 65% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 80% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่มีการจัดสรรและเบิกจ่ายไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถจัดสรรและเบิกจ่ายได้ทัน จึงถูกกันมาใส่ไว้ในงบกลางปี 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9D0IQ9HE9WA5VBPLU7Z9NIZY2S6XPW&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3juMbVdduOLfLQG4LOOuqe

  • รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    Logo

    Logo

    หน้าแรกสังคมรพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    รพ.วชิรพยาบาล ขอความร่วมมือโชเฟอร์แท็กซี่ขับวนเข้ารับ-ส่งผู้ป่วย รพ.จำนวนมาก

    เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ขอฝากแจ้งประชาสัมพันธ์ ถึงรถโดยสารแท็กซี่ที่สัญจรอยู่บริเวณใกล้เคียง ขอความร่วมมือขับเข้ามายังโรงพยาบาลวชิระ เพื่อรับส่งผู้โดยสารซึ่งเป็นผู้ป่วยของ รพ.ด้วย

    เนื่องจากทาง รพ. ได้ประกาศให้ผู้มาใช้บริการงดนำรถมาจอดระหว่างการซ่อมแซมหลุมยุบที่บริเวณหน้า รพ. ทำให้ต้องการรถแท็กซี่มารับผู้ป่วยจำนวนมาก

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    – Advertisment –spot_img

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248863&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19AV-cXdwzAofWMrfEeAvH

  • เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาย้ำประเทศนี้ไม่อันตราย! ขอเกาหลีใต้แยกแยะไม่เหมารวมการท่องเที่ยว กับปฏิบัติการหลอกลวง

    เจ้าหน้าที่กัมพูชาและผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้แยกแยะเหตุการณ์อาชญากรรมที่เกิดจากแก๊งสแกมและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มาเที่ยวพักผ่อนและนักท่องเที่ยวในกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมากดดันทางการทูตล่าสุด หลังจากที่ชายชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงเสียชีวิต 

    สำนักข่าว The Korean Herald รายงานเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมว่า “ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ‘ใช้มาตรการทางการทูตอย่างเต็มที่’ เพื่อปกป้องชาวเกาหลีใต้จากอาชญากรรมในกัมพูชา” 

    ร่างของชายวัย 22 ปี ถูกพบในจังหวัดกำปงเมื่อเดือนสิงหาคม หลังจากมีรายงานว่าเขาเดินทางมากัมพูชาภายใต้สัญญาว่าจะได้งานที่มีค่าตอบแทนสูง ซึ่งในเวลาต่อมา ชายชาวจีน 3 คนถูกควบคุมตัวภายใน 3 วันหลังจากพบศพชายคนดังกล่าว 

    รายงานข่าวยังระบุอีกว่า เกาหลีใต้เรียกร้องให้ประชาชนเลื่อนการเดินทาง หรือยกเลิกแผนการเดินทาง และยังเตือนชาวเกาหลีใต้ให้ระวังประกาศรับสมัครงานปลอมในกัมพูชาที่โฆษณาเงินเดือนสูงเกินจริง  

    เซียม ซ็อกเค็ง ประธานสมาคมมัคคุเทศก์ภาษาเกาหลีประจำกัมพูชา เผยกับสำนักข่าว The Phnompenh Post ว่า “กัมพูชาไม่เป็นอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แม้แต่ชาวเกาหลีเองก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เชื่อมโยงขบวนการหลอกลวงเท่านั้น” 

    ซ็อกเค็งบอกอีกว่า ในเดือนนี้ เขาได้พานักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ท่องเที่ยวทั่วราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นเวลา 10 วัน และแขกของเขาก็บอกเขาหลายครั้งว่า “กัมพูชาปลอดภัย” แม้ว่าพวกเขาจะยอมรับว่าเคยได้ยินเรื่องการหลอกลวงมาก่อนก็ตาม 

    “คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ใช่คนที่มาเที่ยว พวกเขาอาจสมัครงานผิดกฎหมายทางออนไลน์แล้วถูกโกง หรือรีดไถเงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง…น่าเสียดายที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างเดินทางมาที่นี่เพื่อพบกับคนที่พวกเขาติดต่อทางออนไลน์ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป เรารู้สึกเสียใจที่ผู้นำเกาหลีไม่แยกแยะระหว่างปฏิบัติการหลอกลวงกับการท่องเที่ยว”

    — ซ็อกเค็ง กล่าว 

    ซ็อกเค็งยังเรียกร้องให้ผู้นำเกาหลีพยายามให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจกลวิธีหลอกลวงทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงข้อเสนอการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง และวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง   

    “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาเหมารวมสถานการณ์ในกัมพูชาไปในลักษณะนี้ ผมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีจำนวนมาก พวกเขามีความสุขและต่างก็บอกว่ากัมพูชาทั้งปลอดภัย และไม่เห็นจะมีความเสี่ยงใดๆ เลย มันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการมาเที่ยวเพื่อพักผ่อนกับการถูกหลอกลวงทางออนไลน์เพื่อหางานผิดกฎหมาย ซ็อกเค็ง กล่าว   

    ด้าน คิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา ก็เห็นด้วยกับซ็อกเค็ง โดยเสนอให้รัฐบาลเกาหลีแนะนำประชาชนก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกประเทศ ไม่ควรเน้นเฉพาะกัมพูชา

    “แรงกดดันทางการทูตของผู้นำเกาหลีไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่มั่นคง พวกเขาควรร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมเหล่านี้ เพราะเป็นอาชญากรรมไร้พรมแดน มีเพียงความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเท่านั้นที่จะป้องกันได้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในกัมพูชา”

    — คิน เพีย กล่าวเสริม 

    อย่างไรก็ดี คิน เพีย ได้เรียกร้องให้ทางการกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้ต่อไป เนื่องจากการหลอกลวง การทรมาน การลักพาตัว และในบางกรณี การเสียชีวิต ล้วนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการท่องเที่ยวของกัมพูชา 

    “จะไม่มีใครมาเยือนประเทศของเรา หากประเทศเราไม่ปลอดภัยและสงบสุข นั่นคือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องกอบกู้ชื่อเสียงของเรา เพื่อที่เราจะสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนได้” คิน เพีย กล่าว 

    ขณะที่ ทัช โสคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทย บอกกับ The Phnompenh Post ว่า “คดีที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ต่อชาวเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง ขณะที่บางประเทศก็เผชิญกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่ากัมพูชาเสียอีก” พร้อมเผยอีกว่า คดีการเสียชีวิตของชายชาวเกาหลีไม่ควรถูกนำมาใช้สร้างความวุ่นวายในความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้ เพราะเป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรที่เชื่อมโยงกัน 

    “หากอาชญากรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา ก็ถือเป็นโอกาสให้องค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศได้เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้หมายความว่าเราปฏิเสธความร่วมมือ หรือความสัมพันธ์ทางการทูตของพวกเขา เราเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาเมื่อพลเมืองของพวกเขาตกเป็นเหยื่อ สิ่งที่เราต้องการคือให้พวกเขาเข้าใจว่ากัมพูชาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมนี้เช่นกัน”

    — โสคัก กล่าว 

    โสคัก กล่าวอีกว่า “ชาวกัมพูชาก็เคยเผชิญกับอันตรายจากการหลอกลวงทางออนไลน์ในประเทศอื่นๆ เช่นกัน สิ่งที่เราควรทำคือ เพิ่มคำแนะนำให้ประชาชนเพื่อให้เข้าใจถึงกลยุทธ์ของอาชญากรออนไลน์ เช่น การล่อลวงด้วยงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงในต่างประเทศ” และกล่าวเสริมว่า กัมพูชายินดีต้อนรับความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านทุกช่องทาง เช่น การแบ่งปันข้อมูลและการสนับสนุนทางเทคนิค 

    (Photo by TANG CHHIN SOTHY and TANG CHHIN SOTHY / AFP)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/officials-urge-south-korea-to-differentiate-between-tourists-those-lured-by-scams&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u-x7KX9iI_bPmrVAGtTmJ

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน”

    วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดพิธีเปิดโครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวว่า โครงการนี้มีความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกและความภาคภูมิใจในฐานะ “เจ้าบ้าน” ของคนไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและบริการที่อบอุ่น พร้อมทั้งรักษาทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า

    โครงการ “เจ้าบ้านที่ดี ปลุกพลังท่องเที่ยวไทย สู่อนาคตยั่งยืน” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมบทบาทของคนไทยให้เป็นเจ้าบ้านที่ดี มีส่วนร่วมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี ตามแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต

    นางสาวนัทรียา เชื่อมั่นว่า เมื่อเจ้าบ้านไทยมีมาตรฐานการบริการที่อบอุ่น รู้เท่าทันเทคโนโลยี เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม และร่วมมือกันเป็นเครือข่าย ประเทศไทยจะโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่ “ดีต่อผู้มาเยือน ดีต่อเจ้าบ้าน และดีต่อโลก” อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ภายในงาน มีผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ชุมชน สื่อมวลชน และอาสาสมัคร เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248857&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DR0t_OPfnGSTWn232oqI4

  • ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    ททท.เร่งจัดบิ๊กอีเวนต์ดึงต่างชาติเที่ยวไทย

    นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ตั้งเป้าหมายช่วง 4 เดือนก่อนยุบสภาของรัฐบาลนี้ หรือตั้งแต่เดือนต.ค.68 – ม.ค.69 ต้องการให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยให้ได้ 12 ล้านคน สร้างรายได้ 580,000 ล้านบาท แม้จำนวน และรายได้ลดลง 7% และ 3% ตามลำดับ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ตาม 
 

    “ตลอดปี 68 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยว 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปี 67 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% ขณะที่แนวโน้มปี 69 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปี 68 แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%”

    สำหรับบิ๊กอีเวนต์ ที่จะกระตุ้นการเดินทางช่วง 4 เดือน เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือนต.ค. คาดนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท 
 

    นอกจากนี้ จะมี “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” เดือน พ.ย. ใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 450,000 คน ก่อให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท, งาน  “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ วันที่ 1 พ.ย -15 ธ.ค.68 คาดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท, งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” วันที่ 30 พ.ย.68 จะมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 36,000 คน เกิดเงินหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท ขณะเดียวกัน จะมีงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” หลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/global_economics/2888821&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FeRGjDbzt_rbAxXHcfpeV

  • ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68 ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    “บิ๊กอีเวนต์” หนึ่งในไฮไลต์ของภาคการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน เปรียบเสมือนแม่เหล็กดึงดูด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ในช่วงโค้งท้ายปี 2568 ปลุกบรรยากาศและมู้ดการจับจ่าย กระตุ้นเม็ดเงินสะพัดตามโจทย์มุ่งสร้างการเติบโตด้านรายได้ เพิ่มค่าใช้จ่าย แก้เกมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยในไฮซีซัน ตามที่ “อรรถกร ศิริลัทธยากร” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตั้งเป้าไว้ช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดใหม่ก่อนยุบสภา ตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 – ม.ค.2569 อยากให้ ททท.ผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 12 ล้านคน ซึ่งลดลง 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เน้นเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ 5.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%

    ทั้งนี้ ช่วงไฮซีซันจะมีอีเวนต์มากระตุ้นการเดินทาง เริ่มด้วยงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์ ดิวาลี เฟสติวัล 2025” เทศกาลแห่งแสงสี สานสัมพันธ์สองวัฒนธรรมระหว่างไทย-อินเดีย ตลอดเดือน ต.ค. กิจกรรมไฮไลต์อยู่ในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง (16-20 ต.ค.) และย่านพาหุรัด (18-20 ต.ค.) มีการแสดงขบวนแห่พระแม่ลักษมี ขบวนแห่พระพิฆเนศ ขบวนแห่สไตล์บอลลีวูด รวมถึงการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-อินเดีย โชว์จากศิลปินชื่อดัง และการประดับตกแต่งไฟและแลนด์มาร์กแห่งแสงสี

    โดยการจัดเทศกาลดิวาลีครั้งนี้ คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวร่วมงานไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จของตลาดอินเดีย ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย.2568 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 1.8 ล้านคน

    งาน “มหาลอยกระทง เวิลด์ อีเวนต์ 2025” ในเดือน พ.ย. มุ่งยกระดับงานเทศกาลลอยกระทงให้เป็น “มหาลอยกระทง” เทศกาลระดับนานาชาติที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยในปีนี้ ททท.กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ได้แก่ สุโขทัย (27 ต.ค.-5 พ.ย.) และพระนครศรีอยุธยา (1-5 พ.ย.) คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 4.5 แสนคน กระตุ้นเศรษฐกิจและก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

    “เราต้องการยกระดับงานมหาลอยกระทงให้เป็นงาน IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) ของประเทศไทย จึงสร้างขึ้นมาอีกแบรนด์ต่อเนื่องจากงานมหาสงกรานต์ หลังจาก 2 ปีก่อนเราทำแบรนด์มหาสงกรานต์ให้เข้มแข็งได้แล้ว”

    อีกงานคือ “วิจิตร เจ้าพระยา 2025” มหาปรากฏการณ์แสดงแสงสีเสียงครั้งยิ่งใหญ่ ปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานจากเดิม 30 วัน เป็น 45 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค. 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน เกิดรายได้หมุนเวียนช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    งาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน 2025” การแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก จัดเป็นปีที่ 8 กำหนดจัดวันที่ 30 พ.ย. ณ ถนนพญาไท หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ และท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน โดยแบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000 คน และชาวต่างชาติรวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย (Expat) อีกจำนวน 8,000 คน คาดก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท

    อีกไฮไลต์สำคัญคืองาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ เคานต์ดาวน์ 2025” เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเคานต์ดาวน์ระดับโลก (Global Countdown Destination) ซึ่ง ททท.ใช้งบรวมสำหรับการจัดงานและสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศราว 25 ล้านบาท โดยจะเป็นผู้จัดงานเองใน 2 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ และพะเยา คาดมีคนเข้าร่วมงาน 1.5 แสนคน นอกจากนี้ ททท.ยังได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเคานต์ดาวน์ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ วันแบงค็อก และอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ซึ่งภาคเอกชนเหล่านี้มีความแข็งแรงในการจัดงานอยู่แล้ว โดยปีนี้ ททท.จะไม่มีการจัดงานที่วัดอรุณฯ เพราะไม่ต้องการแย่งฐานผู้เข้าร่วมงานเดียวกับงานอื่นๆ

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ส่วนไฮไลต์ปีหน้า ททท.เดินหน้าจัดงาน “มหาสงกรานต์ 2026” ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง หลังทำแบรนดิ้งได้แล้ว มีกระแสการรับรู้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างดี คาดใช้งบจัดงานประมาณ 100 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีที่แล้วเพื่อสร้างงาน IP ของประเทศไทยให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก โดยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานและสร้างการเติบโตด้านเงินหมุนเวียน 5-10% จากจำนวนคนเข้าร่วมงาน 1.1 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งสร้างเงินหมุนเวียนกว่า 4 พันล้านบาท

    ‘บิ๊กอีเวนต์’ ปลุกรายได้ท่องเที่ยวโค้งท้ายปี 68  ลุ้น 4 เดือนดึงทัวริสต์ต่างชาติ 12 ล้านคน

    ณัฐ กล่าวว่า แนวโน้มตลอดปี 2568 คาดการณ์รายได้รวมท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%จากนักท่องเที่ยวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%

    แนวโน้มปี 2569 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เทียบกับปีนี้ แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% ส่วนรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1202925&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jvjPNs4Oc6GboEj6TXo_w

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 25 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 14 ตุลาคม 2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.- 12 ต.ค. 68 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 25,096,346 คน ลดลง7.54 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย สูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 มาเลเซีย 3,608,943 คน
    • อันดับ 2  จีน 3,582,322 คน
    • อันดับ 3 อินเดีย 1,850,318 คน
    • อันดับ 4 รัสเซีย 1,319,164 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้ 1,205,556 คน

    ต่างชาติเดินทางเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,159,456 ล้านบาท

    สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 6-12 ตุลาคม 2568 นักท่องเที่ยวชะลอตัวด้านการเดินทางในทุกกลุ่มตลาด ทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) และนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) จากการสิ้นสุดการเดินทางในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งถือเป็นแนวโน้มปกติของการเดินทาง

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 522,169 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 82,429 คน หรือ13.63 % คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 74,596 คน

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 74,915 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 7.31 %  นักท่องเที่ยวจีน 70,069 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 46.93%  นักท่องเที่ยวอินเดีย 39,481 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 25.67 % นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 31,019 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 30.01%  และนักท่องเที่ยวรัสเซีย 25,570 คน การปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 8.38%

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว แต่ยังคงมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางในช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลีของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul)

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/641349&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FAqABCJw11eHVj1AScF5K

  • ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    ประกาศเปิดท่องเที่ยวปี69 เดินป่าระยะไกล

    วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

    หน.อช.ทองผาภูมิ ประกาศเปิดการท่องเที่ยวเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติระยะไกล เขาช้างเผือก ปี 2569 เริ่ม 1 พ.ย.นี้

    14 ตุลาคม 2568 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ  จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ด้วยสภาพพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญและโดดเด่น โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพื้นที่บริเวณป่าบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวและประชาชน ให้ความสนใจและประสงค์จะเข้าไปศึกษาและสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง ด้วยการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล เพื่อพิชิตยอดเขาที่ระดับความสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.)

    อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพพื้นที่สำหรับทำกิจกรรม ปรากฏว่ามีความพร้อมเพื่อบริการนักท่องเที่ยว จึงได้มีประกาศอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ฉบับลงวันที่ 4 ตุลาคม 2568 เปิดการท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ระยะทาง 8 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

    สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ตั้งอยู่บริเวณบ้านอีต่อง หมู่ที่ 1 ตำบลปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีระยะทาง 8 กิโลเมตร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติอันบริสุทธิ์เหนือผืนป่าที่สมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ของทุกปีเท่านั้น

    โดยสถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นับว่าได้รับความนิยมและจองได้ยากสุดก็ว่าได้ ด้วยเป็นเส้นทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เดินทางได้ง่าย และความสวยงามของทัศนียภาพ ความสวยงามของทิวเขาสุดตาที่ติดชายแดนพม่า เหนือเขื่อนวชิราลงกรณ

    ไฮไลท์ของเส้นทางนี้ คือ สันคมมีด สันเขาที่แคบและท้าท้ายจิตใจผู้ท่องเที่ยวธรรมชาติภายใต้วิว 360 องศา หนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเป็นเส้นทางที่วิวดีที่สุดก่อนเข้าสู่เส้นทางระยะสุดท้ายขึ้นสู่ยอดเขาช้างเผือก และมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยจุดสูงสุดของเส้นทางนี้อยู่ที่ยอดเขาช้างเผือกที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล  1,249 เมตร ซึ่งสามารถชมวิวได้ 360 องศา และระหว่างทางเป็นจุดชมพระอาทิตย์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง

    สำหรับในปีนี้ทางอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิได้ปรับปรุงระบบการจองที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกคนสามารถวางแผนและจองขึ้นเขาช้างเผือก ผ่านระบบ Google Form ซึ่งดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 เป็นระบบที่โปร่งใสนักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านลิงค์ซึ่งเป็นระบบ Real Time ได้ที่หน้าเพจอุทยานแห่งชาติ

    โดยในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยในแต่ละวันจะรับนักท่องเที่ยวตามความสามารถในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) จำนวน  60 คนต่อวัน และจะเปิดให้เป็นรอบรอบจองละ 15 วัน โดยเริ่มเปิดจองรอบแรก (1-15 พฤศจิกายน 2568) ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผ่านเพจ Facebook ของอุทยานแหงชาติทองผาภูมิ ทั้งนี้การเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเขาช้างเผือก ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างความคึกคักให้กับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอทองผาภูมิ ทั้งหมู่บ้านอีต่อง เหมืองปิล๊อก และอำเภอทองผาภูมิ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้า ที่พัก ภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่

    นายยุทธพงค์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเขาช้างเผือก ต้องมีความพร้อมทางด้านสุขภาพและร่างกาย โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องมีอายุ 13 ปี และไม่เกิน 70 ปี การเข้าไปร่วมกิจกรรมดังกล่าวต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติ ได้จัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

    สำหรับมาตรการในการจัดการขยะผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องนำขยะออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ในส่วนการขับถ่ายให้ขับถ่ายได้เฉพาะจุดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้โดยใช้ถุงขับถ่ายย่อยสลายรูปแบบที่อุทยานแห่งชาติกำหนด เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมีความสูงชัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและรักษาสภาพแวดล้อมของธรรมชาติในพื้นที่.

    012

    012

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/920822&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aY3B2kyXteZG187T8711c

  • “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    “นายกฯอนุทิน” นั่งหัวโต๊ะ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก คลังชงโรดแมป แผนปฏิบัติการ กระตุ้นท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองรอง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103552&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zrIpHJRuJ8Oqc9ssDSDx_