Category: ไอที

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • แนวโน้ม SET ไปต่อ ตามตลาดตปท. หลังตัวเลขเศรษฐกิจจีน-สหรัฐ

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ โดย Sentiment จากต่างประเทศ ในวันศุกร์ที่ผ่านมาที่หลายตลาดเคลื่อนไหวแดนบวก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงท้ายปีออกมาในทิศทางที่ดี อาทิ PMI จีน ออกมาดีกว่าคาด รวมทั้งตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดคาดหวังเชิงบวกต่อภาพเศรษฐกิจ หนุนตลาดหุ้นเอเชียปิดบวกในวันศุกร์และยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้านี้

    ขณะเดียวกันในทางเทคนิคดัชนี SET Index สามารถปิดเหนือแนวรับสำคัญที่ 1,250 จุดได้ ทำให้ภาพรวมยังคงเป็นการแกว่ง Sideway โดยมองกรอบดัชนีเคลื่อนไหว 1,250–1,275 จุด

    ส่วนสัปดาห์นี้แนะติตดามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิ การประกาศดัชนีภาคการผลิต (ISM) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ขณะที่ในประเทศยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ แต่ต้องติดตามสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ก่อนการเลือกตั้ง ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา มองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ไม่ได้กดดันกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นบวกต่อกลุ่มอื่น ๆ ได้ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวลง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jjronjkYz1_URxiklaKS8

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • “สม รังสี” แสดงความหวังหลังสหรัฐ จับกุม “มาดูโร” พร้อมโพสต์ภาพ “ฮุน เซน”คู่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 69  สม รังสี ตัวแทนรัฐบาลพลัดถิ่น โพสต์ข้อความแสดงความหวังในโซเชียลมีเดีย หลังสหรัฐอเมริกาประกาศจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายอาชญากรรมค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    สม รังสี ระบุว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี และในเวลาอันใกล้ สหรัฐจะดำเนินมาตรการต่อหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงขบวนการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว

    การดำเนินการครั้งนี้อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลา และเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาคมระหว่างประเทศจับตาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5469490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WCfYWu_IxVeGHDM9BEBf

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • “ณัฐพงษ์” ลุยเมืองหลวงเสื้อแดง  ขอแรงหนุนพรรคประชาชน เลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ


    แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาชน ลุยอุดรธานี เมืองหลวงเสื้อแดง มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย–นโยบายตอบโจทย์ทุกกลุ่ม ขอเลือกพรรคสีส้มทั้งสองใบ ดันรัฐบาลประชาชน

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี พบปะประชาชนและขอเสียงสนับสนุน โดยย้ำความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนหรือพรรคสีส้มมีจุดเด่นรอบด้าน ทั้งจุดยืนประชาธิปไตยที่มั่นคง นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ผู้สมัคร สส. ที่มีศักยภาพ และทีมบริหารที่ทำงานได้จริง

    นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งแหล่งธรรมชาติอย่างป่าคำชะโนด ทะเลบัวแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท แหล่งศาสนาสำคัญ เช่น วัดป่าภูก้อน วัดโพธิสมภรณ์ รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ศาลเจ้าปู่ย่า และแหล่งเศรษฐกิจอย่างตลาดกลางคืนยูดีทาวน์ พร้อมย้ำว่าแม้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่เสียงของประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพรรค

    สำหรับนโยบายท่องเที่ยว พรรคประชาชนเสนอ “เที่ยวไทยได้ทุกเดือน” ผ่านกลไกร่วมจ่าย ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป รับสิทธิปีละ 1 ครั้ง พร้อมระบบหมุนเวียนเมืองรองทุก 4 เดือน เพื่อกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่แบบ Man-Made Destination เมกะโปรเจกต์มูลค่า 5,000–10,000 ล้านบาท อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี และสนับสนุนงบ 200 ล้านบาทต่อเมืองรอง ให้ชุมชนร่วมออกแบบแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พื้นที่

    ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเกษตรกร ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนอุดรธานี โดยผลักดันเกษตรสมัยใหม่ ลดการเผา ใช้เทคโนโลยี ผ่านนโยบาย “12 คูปองเกษตร” ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แก้ปัญหาฐานราก และยกระดับมาตรฐาน การแปรรูป และทักษะเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MDwPemTWBcemmpqRHukzY

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl

  • ค้าปลีกไทย ‘แข่งเดือด’ แต่ยังไปต่อได้

    ค้าปลีกไทยยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
    แข่งขันสูง–เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ยังมีโอกาสโต หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวม ธุรกิจค้าปลีกไทย กำลังยืนอยู่บน “จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แม้การเติบโตชะลอตัว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกไทย พบว่ากำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอ การแข่งขันสูง และต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม

    อย่างไรก็ดี ภาคค้าปลีกยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการปรับตัวสู่ดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo01.jpg

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก

    ในเชิงโครงสร้าง ร้านค้าปลีกหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะที่ร้านค้าปลีกออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง จากความสะดวกในการสั่งซื้อและเปรียบเทียบราคา อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการตลาดแบบ Omnichannel ผสมผสานการขายออฟไลน์และออนไลน์ เช่น การสั่งซื้อออนไลน์และรับสินค้าที่หน้าร้าน หรือบริการจัดส่งเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ของตลาด

    thai-retail-turning-point-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีกจำนวน 14,902 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563–2567) การจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 ราย เป็น 1,842 ราย ขณะที่การจดเลิกกิจการเพิ่มจาก 298 รายในปี 2563 เป็น 332 รายในปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น

    ด้านผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) พบว่ารายได้และกำไรผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยปี 2567 ธุรกิจค้าปลีกมีรายได้รวม 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 20.92% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.40% สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีมูลค่ารวม 11,571 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังอยู่ในช่วงพิสูจน์ความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและ AI การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/thai-retail-turning-point&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BpLUKK_0DYzhpx_nWsjfl