Category: ไอที

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • ‘ไห่หนาน’ เศรษฐกิจใหม่ของจีน

    หนึ่งในข่าวใหญ่ช่วงปลายปีที่ผ่ามา นั่นคือ “จีน” มีการแยกเกาะที่มีเศรษฐกิจเทียบเท่าประเทศขนาดกลาง ออกจากแผ่นดินใหญ่เพื่อดำเนินการด้านศุลกากร ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเข้าร่วมข้อตกลงการค้า ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สำคัญและสร้างศูนย์กลางการค้าแบบรูปใหม่เช่นเดียวกันกับฮ่องกง

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย หวังว่า การเปลี่ยนมณฑลทางตอนใต้ของไห่หนาน ให้เป็นเขตปลอดภาษี จะกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ จากสินค้าในท้องถิ่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะสามารถขนส่งไปยังจีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของโลกได้ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร บริษัทต่างชาติทั้งหลายจะสามารถดำเนินงานธุรกิจภาคบริการ ที่ถูกจำกัดในจีนแผ่นดิน ใหญ่ได้เช่นกัน

    “จีน” กำลังมุ่งเสริมสร้างหลักฐานอ้างอิงด้านการค้าเสรี เพื่อโน้มน้าวสมาชิกทั้งหลายของข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ว่า จีนสามารถบรรลุมาตรฐานระดับสูงของกลุ่มด้านเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนได้ ผ่านโครงการนำร่องต่าง ๆ เช่น ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน

    “จีนตั้งเป้าหมายสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ให้เป็นประตูสำคัญที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคใหม่”

    บรรดาผู้นำจีน ให้ความสำคัญกับการพลิกฟื้นการลงทุน ที่มีแนวโน้มลดลงช่วงปีหน้า ด้วยการมุ่งเปลี่ยนเศรษฐกิจจากการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปสู่การมุ่งเน้นทั้งการบริโภคและการลงทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพการเติบโต

    โดยเจ้าหน้าที่หลายราย ประเมินว่า ความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้าง ที่ยอมรับผลกระทบเพื่อสร้างสมดุลใหม่ ให้เศรษฐกิจจีนระยะยาว จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน ปรับลดลง 10.4%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    “ราน กั๋ว” ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจผู้บริโภคของสภาธุรกิจจีน-อังกฤษ ระบุว่า เกณฑ์มาตรฐานคล้ายกันกับฮ่องกง ที่นอกจากจะกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของไห่หนานแล้ว แผนนี้ควรจะส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและภาคการผลิตมากขึ้นด้วย โดย “ไห่หนาน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าของจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

    ข้อมูลจากทางการจีน ระบุว่า GDP ของไห่หนาน อยู่ที่ 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา เทียบเท่ากับเศรษฐกิจที่ใหญ่ เป็นอันดับ 70 ของโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังน้อยกว่าเศรษฐกิจของฮ่องกงที่มีมูลค่า 4.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ซู เทียนเฉิน” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Economist Intelligence Unit ระบุว่า โมเดลของไห่หนาน โดยพื้นฐานแล้วเสนอการเปิดเสรีอย่างมีระบบ อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการผสมผสานห่วงโซ่อุปทาน แต่ยังขาดระบบกฎหมาย และการเปิดเสรีทางการเงินอย่างที่ฮ่องกง และเกาะแห่งนี้ยังต้องแข่งขันกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ความสำเร็จยังไม่แน่นอน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/805452&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iq7ObknxjB3zMLviEsL4f

  • “พิชัย” ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว! จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ปัดฝุ่นส่งออก ก่อนไทยตกขบวนโลกถาวร

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/139022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0njyuobFeLVwojFjoQLLWW

  • “พิชัย” ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว! จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ปัดฝุ่นส่งออก ก่อนไทยตกขบวนโลกถาวร

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/139022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0njyuobFeLVwojFjoQLLWW

  • “พิชัย” ฟันธงเศรษฐกิจปี 69 ดิ่งเหว! จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ปัดฝุ่นส่งออก ก่อนไทยตกขบวนโลกถาวร

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/-/news/list/139022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0njyuobFeLVwojFjoQLLWW

  • 7 คำถาม & 7 ทางออก ชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568” ดูเหมือนว่าคำทำนายแรกที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของ เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะทำให้ใครหลายคนอดกังวลไม่ได้ ดังนั้น เพื่อเตรียมรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลากหลายมิติ SCB EIC ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “7 คำถาม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ : จากโค้งสุดท้ายปี 2568-2569” ซึ่งจากงานเสวนานี้เอง ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมาชี้ให้เห็นถึง 7 คำถาม 7 ทางออก ของ เศรษฐกิจไทยปี 2569

    โดยเวทีเสวนานี้มี ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ของ SCB ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB และ คุณปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis SCB มาเป็น Speaker ที่จะมาให้มุมมองน่าสนใจตามหัวข้อข้างต้น

    เปิด 7 คำถามชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    จากการคาดการณ์ข้างต้นของ SCB EIC ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2% ในปี 2568 ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งสินค้านำเข้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และข้อจำกัดทางการคลัง ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และนี่คือ 7 คำถาม (+7 ทางออก) กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย : จากโค้งสุดท้ายปี 2568 สู่ปี 2569

    หนึ่ง : สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวสูงในปี 2568 แต่แนวโน้มปี 2569 มีโอกาสพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งยังมีแรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี (Front-loading) กำลังหมดไปหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้
    นอกจากนั้น ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าสวมสิทธิ และ การแข่งขันจากจีนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีตอบโต้อัตราสูงเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สินค้าจีนอาจกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ทั้งนี้การส่งออกและนำเข้าของไทยยังมีความเสี่ยงจากข้อสรุปการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจล่าช้า ท่ามกลางกรณีขัดแย้งกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด
    สำหรับภาคการท่องเที่ยวปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2568 มาอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแข่งขันด้านท่องเที่ยว (Tourism war) ในเอเชียที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อ ล้วนจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย

    สอง : การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?
    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 จากหลายปัจจัย โดยรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นในปีนี้ สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น นอกจากนี้ สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้า

    สาม : การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ?

    การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีหน้า แต่อยู่ในระดับต่ำ แรงหนุนสำคัญมาจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ดาตาเซ็นเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รองรับตลาดอาเซียน ทำให้ไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตสำคัญในโลกได้
    อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการลงทุนต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Import content) ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน ทำให้การลงทุนไม่ได้สร้างประโยชน์เต็มที่ต่อภาคการผลิตในประเทศ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเด็น Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังเผชิญความสามารถทำกำไรที่ลดลงต่อเนื่องและมีสัดส่วนหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในภาพรวม

    หนี้ธุรกิจ

    สี่ : ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่?

    ในปี 2568 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท และเพื่อยกระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศในระยะข้างหน้า
    อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SME ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่
    ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    ห้า : การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร?

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 จะทำได้น้อยกว่าปกติ ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570
    มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    เลือกตั้ง

    หก : การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน?

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเปราะบางภายในประเทศที่สะสมมานาน ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องสานต่อและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    เจ็ด : ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด?

    ในปี 2569 ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก 2. กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง 3. ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ 4. การแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 5. แรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาพรวมความเสี่ยงด้านลบมีน้ำหนักมากกว่าด้านบวก ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว กลุ่มที่ชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ได้แก่ ภาคการผลิต (อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเหล็ก) รวมถึงภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยวและค้าปลีก ยังเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

    เส้นทาง AI

    บทสรุปในหนึ่งประโยค : เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงปีหน้าตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะชัดเจนขึ้น แต่การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ยังสดใส

    ในบทสรุปที่ได้จากเวทีเสวนาของ SCB EIC ปรากฎชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5%YOY จาก 2.7%YOY ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบเต็มปี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวหลังหมดแรงหนุนจาก Front-loading แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI จะยังเติบโตได้ดี การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก
    โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งด้านการลงทุนภาคเอกชนและความมั่งคั่งผ่านราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยีและดาตาเซ็นเตอร์ยังส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัดมากขึ้น
    ขณะที่ นโยบายการเงินโลกในปี 2569 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้นญี่ปุ่น) แต่ความสามารถในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด เนื่องจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมามากแล้วในปีนี้ และจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรลดดอกเบี้ยในปีหน้า SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ไว้ตลอดปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีหน้า หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น
    โดยความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้แก่
    1. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งภาษีรายสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ Transshipment tariff
    2. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-จีน
    3. ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    4. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

    รู้ไว้ดีกว่า เทรนด์และแนวโน้มที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในทุกมิติ ปี 2569

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    เทรนด์ตลาดแรงงานไทยปี 2569 Gen Z และ AI จุดพลิกองค์กร ก้าวสู่ความสำเร็จแบบยั่งยืน

    แนะวิธีรับมือ ภาวะขาดแคลน ‘บุคลากรไอทีทักษะสูง’ ปัญหาที่ยังคงลากยาวไปถึงปี 2569

    Post Views: 164

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/05/7-questions-solutions-for-thai-economic-2025-2569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S1rEJgCvkkbxSj9AAIpJO

  • 7 คำถาม & 7 ทางออก ชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568” ดูเหมือนว่าคำทำนายแรกที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของ เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะทำให้ใครหลายคนอดกังวลไม่ได้ ดังนั้น เพื่อเตรียมรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลากหลายมิติ SCB EIC ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “7 คำถาม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ : จากโค้งสุดท้ายปี 2568-2569” ซึ่งจากงานเสวนานี้เอง ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมาชี้ให้เห็นถึง 7 คำถาม 7 ทางออก ของ เศรษฐกิจไทยปี 2569

    โดยเวทีเสวนานี้มี ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ของ SCB ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB และ คุณปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis SCB มาเป็น Speaker ที่จะมาให้มุมมองน่าสนใจตามหัวข้อข้างต้น

    เปิด 7 คำถามชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    จากการคาดการณ์ข้างต้นของ SCB EIC ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2% ในปี 2568 ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งสินค้านำเข้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และข้อจำกัดทางการคลัง ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และนี่คือ 7 คำถาม (+7 ทางออก) กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย : จากโค้งสุดท้ายปี 2568 สู่ปี 2569

    หนึ่ง : สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวสูงในปี 2568 แต่แนวโน้มปี 2569 มีโอกาสพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งยังมีแรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี (Front-loading) กำลังหมดไปหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้
    นอกจากนั้น ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าสวมสิทธิ และ การแข่งขันจากจีนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีตอบโต้อัตราสูงเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สินค้าจีนอาจกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ทั้งนี้การส่งออกและนำเข้าของไทยยังมีความเสี่ยงจากข้อสรุปการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจล่าช้า ท่ามกลางกรณีขัดแย้งกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด
    สำหรับภาคการท่องเที่ยวปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2568 มาอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแข่งขันด้านท่องเที่ยว (Tourism war) ในเอเชียที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อ ล้วนจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย

    สอง : การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?
    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 จากหลายปัจจัย โดยรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นในปีนี้ สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น นอกจากนี้ สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้า

    สาม : การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ?

    การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีหน้า แต่อยู่ในระดับต่ำ แรงหนุนสำคัญมาจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ดาตาเซ็นเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รองรับตลาดอาเซียน ทำให้ไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตสำคัญในโลกได้
    อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการลงทุนต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Import content) ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน ทำให้การลงทุนไม่ได้สร้างประโยชน์เต็มที่ต่อภาคการผลิตในประเทศ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเด็น Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังเผชิญความสามารถทำกำไรที่ลดลงต่อเนื่องและมีสัดส่วนหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในภาพรวม

    หนี้ธุรกิจ

    สี่ : ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่?

    ในปี 2568 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท และเพื่อยกระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศในระยะข้างหน้า
    อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SME ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่
    ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    ห้า : การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร?

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 จะทำได้น้อยกว่าปกติ ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570
    มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    เลือกตั้ง

    หก : การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน?

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเปราะบางภายในประเทศที่สะสมมานาน ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องสานต่อและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    เจ็ด : ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด?

    ในปี 2569 ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก 2. กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง 3. ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ 4. การแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 5. แรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาพรวมความเสี่ยงด้านลบมีน้ำหนักมากกว่าด้านบวก ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว กลุ่มที่ชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ได้แก่ ภาคการผลิต (อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเหล็ก) รวมถึงภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยวและค้าปลีก ยังเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

    เส้นทาง AI

    บทสรุปในหนึ่งประโยค : เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงปีหน้าตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะชัดเจนขึ้น แต่การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ยังสดใส

    ในบทสรุปที่ได้จากเวทีเสวนาของ SCB EIC ปรากฎชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5%YOY จาก 2.7%YOY ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบเต็มปี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวหลังหมดแรงหนุนจาก Front-loading แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI จะยังเติบโตได้ดี การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก
    โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งด้านการลงทุนภาคเอกชนและความมั่งคั่งผ่านราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยีและดาตาเซ็นเตอร์ยังส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัดมากขึ้น
    ขณะที่ นโยบายการเงินโลกในปี 2569 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้นญี่ปุ่น) แต่ความสามารถในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด เนื่องจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมามากแล้วในปีนี้ และจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรลดดอกเบี้ยในปีหน้า SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ไว้ตลอดปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีหน้า หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น
    โดยความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้แก่
    1. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งภาษีรายสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ Transshipment tariff
    2. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-จีน
    3. ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    4. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

    รู้ไว้ดีกว่า เทรนด์และแนวโน้มที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในทุกมิติ ปี 2569

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    เทรนด์ตลาดแรงงานไทยปี 2569 Gen Z และ AI จุดพลิกองค์กร ก้าวสู่ความสำเร็จแบบยั่งยืน

    แนะวิธีรับมือ ภาวะขาดแคลน ‘บุคลากรไอทีทักษะสูง’ ปัญหาที่ยังคงลากยาวไปถึงปี 2569

    Post Views: 158

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/05/7-questions-solutions-for-thai-economic-2025-2569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S1rEJgCvkkbxSj9AAIpJO

  • 7 คำถาม & 7 ทางออก ชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    “เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568” ดูเหมือนว่าคำทำนายแรกที่คาดการณ์อัตราการเติบโตของ เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะทำให้ใครหลายคนอดกังวลไม่ได้ ดังนั้น เพื่อเตรียมรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลากหลายมิติ SCB EIC ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “7 คำถาม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ : จากโค้งสุดท้ายปี 2568-2569” ซึ่งจากงานเสวนานี้เอง ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมาชี้ให้เห็นถึง 7 คำถาม 7 ทางออก ของ เศรษฐกิจไทยปี 2569

    โดยเวทีเสวนานี้มี ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ของ SCB ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB และ คุณปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis SCB มาเป็น Speaker ที่จะมาให้มุมมองน่าสนใจตามหัวข้อข้างต้น

    เปิด 7 คำถามชี้ชะตา เศรษฐกิจไทยปี 2569

    จากการคาดการณ์ข้างต้นของ SCB EIC ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2% ในปี 2568 ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งสินค้านำเข้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และข้อจำกัดทางการคลัง ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และนี่คือ 7 คำถาม (+7 ทางออก) กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย : จากโค้งสุดท้ายปี 2568 สู่ปี 2569

    หนึ่ง : สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5%
    แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวสูงในปี 2568 แต่แนวโน้มปี 2569 มีโอกาสพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น ทั้งยังมีแรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี (Front-loading) กำลังหมดไปหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้
    นอกจากนั้น ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าสวมสิทธิ และ การแข่งขันจากจีนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีตอบโต้อัตราสูงเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สินค้าจีนอาจกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ทั้งนี้การส่งออกและนำเข้าของไทยยังมีความเสี่ยงจากข้อสรุปการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจล่าช้า ท่ามกลางกรณีขัดแย้งกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด
    สำหรับภาคการท่องเที่ยวปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2568 มาอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแข่งขันด้านท่องเที่ยว (Tourism war) ในเอเชียที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อ ล้วนจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย

    สอง : การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?
    การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 จากหลายปัจจัย โดยรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นในปีนี้ สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น นอกจากนี้ สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้า

    สาม : การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ?

    การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีหน้า แต่อยู่ในระดับต่ำ แรงหนุนสำคัญมาจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ดาตาเซ็นเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รองรับตลาดอาเซียน ทำให้ไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตสำคัญในโลกได้
    อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการลงทุนต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Import content) ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน ทำให้การลงทุนไม่ได้สร้างประโยชน์เต็มที่ต่อภาคการผลิตในประเทศ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเด็น Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังเผชิญความสามารถทำกำไรที่ลดลงต่อเนื่องและมีสัดส่วนหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในภาพรวม

    หนี้ธุรกิจ

    สี่ : ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่?

    ในปี 2568 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท และเพื่อยกระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศในระยะข้างหน้า
    อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SME ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่
    ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

    ห้า : การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร?

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 จะทำได้น้อยกว่าปกติ ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570
    มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    เลือกตั้ง

    หก : การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน?

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเปราะบางภายในประเทศที่สะสมมานาน ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องสานต่อและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

    เจ็ด : ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด?

    ในปี 2569 ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก 2. กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง 3. ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ 4. การแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 5. แรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาพรวมความเสี่ยงด้านลบมีน้ำหนักมากกว่าด้านบวก ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว กลุ่มที่ชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ได้แก่ ภาคการผลิต (อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเหล็ก) รวมถึงภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยวและค้าปลีก ยังเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

    เส้นทาง AI

    บทสรุปในหนึ่งประโยค : เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงปีหน้าตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะชัดเจนขึ้น แต่การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ยังสดใส

    ในบทสรุปที่ได้จากเวทีเสวนาของ SCB EIC ปรากฎชัดเจนว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5%YOY จาก 2.7%YOY ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบเต็มปี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวหลังหมดแรงหนุนจาก Front-loading แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI จะยังเติบโตได้ดี การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก
    โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งด้านการลงทุนภาคเอกชนและความมั่งคั่งผ่านราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยีและดาตาเซ็นเตอร์ยังส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัดมากขึ้น
    ขณะที่ นโยบายการเงินโลกในปี 2569 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้นญี่ปุ่น) แต่ความสามารถในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด เนื่องจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมามากแล้วในปีนี้ และจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรลดดอกเบี้ยในปีหน้า SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ไว้ตลอดปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีหน้า หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น
    โดยความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้แก่
    1. ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งภาษีรายสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ Transshipment tariff
    2. ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-จีน
    3. ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
    4. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

    รู้ไว้ดีกว่า เทรนด์และแนวโน้มที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในทุกมิติ ปี 2569

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    เทรนด์ตลาดแรงงานไทยปี 2569 Gen Z และ AI จุดพลิกองค์กร ก้าวสู่ความสำเร็จแบบยั่งยืน

    แนะวิธีรับมือ ภาวะขาดแคลน ‘บุคลากรไอทีทักษะสูง’ ปัญหาที่ยังคงลากยาวไปถึงปี 2569

    Post Views: 148

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/05/7-questions-solutions-for-thai-economic-2025-2569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S1rEJgCvkkbxSj9AAIpJO

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 2569 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว ปัจจัยตัดสินอนาคต | TOPNEWS

    ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะ เลือกพรรคที่ แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เจรจาเขตการค้าเสรี และ เจรจาสหรัฐ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ แก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักไทย

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    – การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    – การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    – การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และ รอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    – การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    – การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และ สินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    – การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสพปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34-DUeccyACQ3AIyxKsI7g