Category: ไอที

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 2569 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว ปัจจัยตัดสินอนาคต | TOPNEWS

    ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะ เลือกพรรคที่ แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เจรจาเขตการค้าเสรี และ เจรจาสหรัฐ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ แก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักไทย

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    – การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    – การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    – การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และ รอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    – การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    – การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และ สินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    – การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสพปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34-DUeccyACQ3AIyxKsI7g

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 2569 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว ปัจจัยตัดสินอนาคต | TOPNEWS

    ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะ เลือกพรรคที่ แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เจรจาเขตการค้าเสรี และ เจรจาสหรัฐ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ แก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักไทย

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    – การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    – การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    – การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และ รอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    – การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    – การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และ สินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    – การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสพปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34-DUeccyACQ3AIyxKsI7g

  • ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 2569 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยว ปัจจัยตัดสินอนาคต | TOPNEWS

    ”พิชัย“ คาดการณ์ เศรษฐกิจปี 69 “ย่ำแย่ ขยายตัวต่ำ” ชี้ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นตัวตัดสิน แนะ เลือกพรรคที่ แก้ไขปัญหาหนี้ ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต เจรจาเขตการค้าเสรี และ เจรจาสหรัฐ แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และ แก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักไทย

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    – การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    – การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่ประเทศเวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนเองได้คาดการณ์ว่าปี 68 ที่ผ่านมานี้ การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ บางท่าน หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    – การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และ รอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี และล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    – การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พฤศจิกายน ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก และต่อมา ประเทศไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เมษายน 2568 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 2568 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ประเทศไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ตนเองขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    – การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐเป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และ สินค้าก็จะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว. พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซูเอล่าและภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ

    – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    – การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสพปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1445363&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34-DUeccyACQ3AIyxKsI7g

  • ‘พิชัย’ คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ขยายตัวต่ำ! การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยวเป็นตัวตัดสิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเศรษฐกิจในปี 69 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 โดยการส่งออกปี 67 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 68 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 69 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 68 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปี นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1.การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2.การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น  แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่เวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนได้คาดการณ์ว่าปี 68 การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

    นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3.การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด   ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี ล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4.การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พ.ย. ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ  สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค.68 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF  นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก

    ต่อมาไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เม.ย.68 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 68 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ  ทั้งนี้ตนขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐ เป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าจะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว.พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ 

    6.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย  ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471558/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13FXDmFZm9ZmO481gviWbc

  • ‘พิชัย’ คาดเศรษฐกิจปี 69 ย่ำแย่ขยายตัวต่ำ! การส่งออก-ลงทุน-ท่องเที่ยวเป็นตัวตัดสิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ม.ค.69 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่าเศรษฐกิจในปี 69 น่าจะย่ำแย่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำ หลายสำนักทำนายว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% กว่าเท่านั้น บางสำนักถึงกับบอกว่าน่าจะแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยหลายตัวทำท่าจะหยุดชะงัก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยในภาพรวมดำเนินมาได้ดีตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 โดยการส่งออกปี 67 ขยายได้ 5.4% และ การส่งออกปี 68 น่าจะขยายได้ประมาณ 11-12%  แต่การส่งออกในปี 69 ทำท่าจะย่ำแย่ อาจจะขยายตัวต่ำหรืออาจจะถึงกับติดลบได้

    นอกจากนี้ การลงทุนในปี 67 มีการส่งเสริมการลงทุนถึง 1.14 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบหลายปี และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ในปี 68 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรก แต่การลงทุนจริงยังชะลอ นักลงทุนน่าจะรอการเลือกตั้งที่จะมาถึง และการท่องเที่ยว ที่นักลงทุนเริ่มเข้ามามากขึ้นในช่วงปลายปีที่แล้วและ หวังว่าปีนี้ทั้งปี นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากขึ้น

    ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องเร่งทำ โดยขอเสนอแนวทางดังนี้

    1.การบริโภคภายในประเทศ : ปัญหาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำมาตลอด 10 ปี ทำให้รายได้ประชาชนไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มมาก โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สูงมากถึง 87-88% ของจีดีพี แปลว่าหาเงินได้เท่าไหร่ต้องใช้หนี้เกือบหมด ทำให้เหลือเงินเพื่อการใช้จ่ายน้อยมาก ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นของระบบธุรกิจด้วยนอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และ ธนาคารพาณิชย์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจ SMEs มากขึ้น รวมถึงการลดช่องว่างระหว่างเงินกู้ และเงินฝาก (NIM) ให้แคบลง  ดังนั้น นโยบายการแก้หนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและ หนี้ธุรกิจ และการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นนโยบายที่เร่งรัดหลังการเลือกตั้ง

    2.การส่งออก : การส่งออกที่ดีมาตลอด 2 ปี คือปี 67 ขยาย 5.4% และ ปี 68 ขยายประมาณ 11-12% หลังจากที่ 10 ปีก่อนหน้านี้ การส่งออกไทยขยายได้เฉลี่ยเพียงปีละ 1 % กว่า เท่านั้น  แต่ปี 69 นี้ การส่งออกทำท่าจะกลับไปแย่อีก อาจถึงขนาดติดลบได้ ทั้งนี้การส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย มีความสำคัญอย่างมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยหลักในการที่ไทยจะหลุดพ้นจากการเป็นกับดักประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยการที่เวียดนามมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี ก็มาจากการส่งออกนี้ ที่ขยายตัวอย่างมากจนการส่งออกเวียดนามแซงประเทศไทยมาหลายปีแล้ว

    ทั้งนี้ เมื่อตอนกลางปี ตนได้คาดการณ์ว่าปี 68 การส่งออกจะขยายตัวเกิน 10% และจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทย ปรากฎว่ามีหลายคน รวมถึง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์หัวเราะ และ ไม่เชื่อแถมยังบอกว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะติดลบ สุดท้ายก็เป็นจริงตามที่ตนคาดการณ์การส่งออกคือส่งออกขยายได้ประมาณ 11-12% ดังนั้นการที่จะขยายการส่งออกให้มากขึ้นได้ จะต้องขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่ามากนัก ซึ่งปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐาน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งออกอย่างมาก ความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้า การเจรจาเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศซึ่งจำเป็นต้องมีเพิ่มขึ้นอีกมาก และ การลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องมีมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการส่งออกที่หดหายมาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น

    นอกจากนี้ การส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ที่ไทยได้ดุลกว่าปีละเป็นแสนกว่าล้านบาท และ เมียนมาร์ ต้องหดหายไปตามสภาวะความขัดแย้งที่ควบคุมไม่ได้ในปัจจุบัน ดังนั้นนโยบายขยายการส่งออกจึงเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักหลังการเลือกตั้งนี้

    3.การลงทุน : การลงทุนในประเทศไทยหดหายมากว่า 10 ปี จากปัญหาการเมืองภายในประเทศ การลงทุนไทยเริ่มฟื้นเมื่อปี 67 ที่มีการขอส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และลงทุนจริงทั้งหมด และ ปี 68 การขอส่งเสริมการลงทุนมีถึง 1.37 ล้านล้านบาทใน 9 เดือนแรกและน่าจะขยายอีกมากเมื่อครบปี แต่อาจจะยังไม่ได้ลงทุนทั้งหมด เพราะนักลงทุนอาจจะกังวลกับภาวะการเมืองไทยที่ยังผันผวน และรอการเลือกตั้ง ทั้งนี้การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเช่น เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรอเลคโทรนิค (PCB), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซนเตอร์, Ai, พลังงานสะอาด   ฯลฯ ซึ่งเป็นอนาคตของโลก และจำเป็นต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้นอีกมาก และ ต้องให้เครดิต สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ทำงานอย่างหนักและได้ผลออกมาดี ล่าสุดมีแผนงาน FastPass เพื่อช่วยเร่งให้ มีการลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้มากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้ จึงเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ

    4.การเจรจาเขตการค้าระหว่างประเทศระหว่างประเทศ (FTA) : มีความสำคัญต่อการค้า และ การลงทุนของไทยอย่างมาก ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาการค้าเสรีกับประเทศหลักได้เลยมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผลจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนปลายปี 67 วันที่ 30 พ.ย. ประเทศไทยสามารถตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศในกลุ่ม EFTA ประกอบด้วย 4 ประเทศ  สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และ ลิคเตนสไตน์ สำเร็จ และ เซ็นสัญญาในวันที่ 23 ม.ค.68 ที่ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม WEF  นับเป็นสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีแรกของไทยในทวีปยุโรป ทำให้ประเทศไทยกลับสู่แผนที่โลกได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้นมากและเป็นสาเหตุที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้มาก

    ต่อมาไทย เซ็นสัญญาเขตการค้าเสรีกับประเทศ ภูฎาน ในวันที่ 3 เม.ย.68 ระหว่างการประชุม Bimstec ที่ กรุงเทพฯ โดยคาดหวังว่าจะสามารถเจรจาเขตการค้ากับ สหภาพยุโรป (EU) ภายในปลายปี 68 แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่สามารถเจรจาให้จบตามกำหนดได้ นอกจากนี้ยังมีการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ อาเซียน-แคนาดา และ UAE ด้วย ที่คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2568 แต่ยังไม่เสร็จ ทั้งนี้การที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนและการส่งออกมากกว่าไทยมาก ส่วนหนึ่งมาจากที่ประเทศเวียดนามมี FTA มากกว่าไทยมาก เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศ ขณะที่ไทยเพิ่งขยายเพิ่มและมีเพียง 24 ประเทศเท่านั้น ดังนั้นการที่ไทยต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรีจึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ  ทั้งนี้ตนขอยืนยันและขอชื่นชมว่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และ กรมเจรจาการค้า มีความรู้ความสามารถสูงและสามารถเจรจาให้เกิดผลสำเร็จได้

    5.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ – สหรัฐ เป็นตลาดสินค้าของไทยที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 18% ของการส่งออกไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐปีละกว่าล้านล้านบาท ดังนั้นการจะหาตลาดทดแทนสหรัฐจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย และสินค้าจะเป็นคนละประเภทกับที่ผลิตให้สหรัฐ ทั้งนี้ยังไม่รวมสินค้า Supply Chain ที่ส่งให้ประเทศอื่นเพื่อผลิตส่งสหรัฐอีกจำนวนมากด้วย ดังนั้นการเจรจาการค้ากับสหรัฐจึงเป็นนโยบายที่มีความจำเป็นอย่างมาก จากข้อมูลจากสหรัฐ การประชาสัมพันธ์ ของ รมว.พาณิชย์ในเชิงบังคับสหรัฐได้ สหรัฐต้องง้อไทย น่าจะทำให้สหรัฐไม่พอใจกับเรื่องนี้ โดยที่สหรัฐเพิ่งส่งทหารบุกจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา และภรรยาไปดำเนินคดีที่สหรัฐ 

    6.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ – ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นปัญหาของทุกรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ประเภทสินค้าที่ผลิตจะต้องมีความต้องการของตลาดชัดเจน การปลูกต้องมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และน่าจะต้องเป็นสินค้าพิเศษเฉพาะซึ่งจะทำให้ได้ราคามากขึ้น เช่นข้าวหอมมะลิมีความพิเศษเฉพาะตัว ทำให้ราคาไม่ตกแถมราคาน่าจะขึ้นไปได้ในอนาคต ในขณะที่ข้าวขาวปกติราคาจะไม่ดีนักเพราะต้องแข่งกับอินเดีย และ เวียดนามที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าไทยมาก แถมอินเดียยังมีสต๊อกเหลืออยู่หลายสิบล้านตันที่พร้อมทุ่มขาย  ดังนั้นการจัดการราคาสินค้าเกษตรต้องได้รับความร่วมมือจากหลายกระทรวงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ต้องรับผิดชอบต่อการผลิต ประเภทสินค้า และประสิทธิภาพของการผลิต ล่าสุดแม้จีนแจ้งว่าจะซื้อข้าวไทย 500,000 ล้านตัน แต่จนถึงสิ้นปีแล้ว กลับยังไม่มีการสั่งซื้อข้าวเลย

    7.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพเข้าตลาดไทย และ ปัญหานอมินี : เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อ SMEs อย่างมาก เนื่องจากสินค้าราคาถูกได้ไหลทะลักเข้าไทย โดยบริษัท SMEs ของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ โดยตนเองได้ดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมายกว่า 57,739 คดี และดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี 861 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 15,296 ล้านบาท แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อ นโยบายการแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพ และ ปัญหานอมินี จึงเป็นนโยบายหลักที่ต้องแก้ไข เพื่อป้องกันธุรกิจของคนไทย

    นี่เป็นบางนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาเร่งดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวหน้าไปได้ ประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจสะสมมาเป็นเวลานาน หากไม่เร่งแก้ไขเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาการขยายตัวต่ำอย่างถาวรได้ ซึ่งจะไม่สามารถทำให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5471558/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13FXDmFZm9ZmO481gviWbc

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดทรงตัว หุ้นไอทีร่วงกลบปัจจัยบวกกลุ่มแบงก์รัฐ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดทรงตัว หุ้นไอทีร่วงกลบปัจจัยบวกกลุ่มแบงก์รัฐ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ม.ค. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดทรงตัวในวันนี้ (5 ม.ค.) แม้บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในกลุ่มธนาคารรัฐวิสาหกิจจะรายงานความคืบหน้าทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจนทำให้นักลงทุนมีความหวังต่อผลกำไรรายไตรมาส แต่ปัจจัยบวกดังกล่าวกลับถูกสกัดด้วยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มไอที ท่ามกลางความกังวลเรื่องกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 85,640.05 จุด ลบ 121.96 จุด หรือ -0.14%

    หุ้น 12 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดตลาดในแดนบวก ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 0.5% และดัชนีหุ้นขนาดกลางขยับขึ้น 0.1%

    ดัชนีกลุ่มธนาคารรัฐวิสาหกิจพุ่งขึ้น 1.3% นำโดย Punjab National Bank และ Bank of Baroda ซึ่งบวกขึ้นแห่งละ 1% หลังรายงานความคืบหน้าทางธุรกิจประจำไตรมาสออกมาดีเกินคาด

    ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มไอทีซึ่งพึ่งพารายได้หลักจากสหรัฐฯ กลับร่วงลง 1% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย หากอินเดียไม่ยอมให้ความร่วมมือเรื่องการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย ยิ่งซ้ำเติมความกังวลด้านมาตรการทางการค้าให้รุนแรงขึ้น

    ปัจจุบัน สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียอยู่ที่ระดับ 50% โดยครึ่งหนึ่งของอัตราภาษีนี้เป็นมาตรการลงโทษที่รัฐบาลนิวเดลียังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRC40IQ5MUU3YBQNHME5725V2JGKE0QA&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qOfrCv008VtIHBnTm39yp

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ปักหมุด “อุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เป็นโอกาสของเศรษฐกิจไทย เร่งติดอาวุธ SMEs ด้วย IP แบบครบวงจร ดันแข่งขันในตลาดโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัว (One-on-One Consult) ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ต่อยอดธุรกิจได้จริง ครอบคลุมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญา การเตรียมความพร้อมยื่นคำขอคุ้มครองทั้งในและต่างประเทศ และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดสากล

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีศักยภาพเติบโตสูงในเวทีโลก จากจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูงได้ หากมีการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าติดอาวุธความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี และไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำผู้ประกอบการ 25 บริษัทที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์ทรัพย์สินทางปัญญาให้เหมาะสมกับการเติบโตทางธุรกิจ สามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนาผลงาน นวัตกรรม และโมเดลธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

    ทั้งนี้ จากการให้คำปรึกษาพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายการเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

    ความคืบหน้าล่าสุดหลังจากกรมให้คำปรึกษาเชิงลึกดังกล่าว ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำของกรมไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e – Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อค ล็อคประตูดิจิตอล) กลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการมีความเข้าใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น สามารถจัดทำคำขอได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ และพร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ–ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจได้กว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/986755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hdSEl64xg83XsXzsm7qJL